<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109360</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2021 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สรรพากรยันประชาชนไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อเลือกฉีดวัคซีนทางเลือก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ค. 2564 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ขอเรียนชี้แจงว่า &amp;ldquo;อาจจะเป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อนก่อให้เกิดความเข้าใจผิดกับสาธารณชน กฎหมายกำหนดไว้ ตามมาตรา๘๑(๑)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากร การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นโรงพยาบาลเอกชน จึงได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม โรงพยาบาลเอกชน จึงไม่สามารถเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากวัคซีนทางเลือก ที่ให้บริการแก่ประชาชนได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อมีภาษีซื้อที่เกิดจากต้นทุนการซื้อ สามารถนำมาขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามปกติ ซึ่งกรมสรรพากร จะรีบดำเนินการคืนให้โดยรวดเร็ว สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลของโรงพยาบาลเอกชน หากโรงพยาบาลเอกชนมีกำไรจากการประกอบการ ก็เป็นหน้าที่ปกติของผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนที่จะต้องเสียภาษีเงินได้จากกำไรเช่นเดียวกับผู้ประกอบการอื่น ๆ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109360</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนทางเลือก, ภาษีมูลค่าเพิ่ม, สรรพากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210711/image_big_60eabb9767cad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97964</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2021 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2021 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โฆษกรัฐบาล&#039; เปิดมติครม.ให้คงจัดเก็บภาษี 7% ยืนยันไม่ปรับเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 เม.ย.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลยังไม่มีแนวคิดในการปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม&amp;nbsp;พร้อมคงเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ GDP ปีนี้ที่ร้อยละ 4&amp;nbsp;ทั้งนี้ ประเทศไทย ได้กำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ร้อยละ 10 ตามประมวลรัษฎากร ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบบภาษีการค้ามาเป็นระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อปี 2535 แต่ได้มีการบรรเทาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีจะออกพระราชกฤษฎีกาลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือร้อยละ 7 เป็นระยะๆ จะมีเพียงก็แต่เพียงในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เท่านั้นที่มีการขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นร้อยละ 10&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 ให้คงการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณีที่เข้าลักษณะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับรายการที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึง 30 กันยายน 2564 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ซึ่งอัตราส่วน 1 ใน 9 ของภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นจะถูกโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ในแต่ละประเทศมีอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่แตกต่างกันไป อาทิ อินโดนีเซีย เวียดนาม และญี่ปุ่นจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่อัตราร้อยละ 10 สิงคโปร์จัดเก็บที่ร้อยละ 7 มาเลเซียจัดเก็บที่ร้อยละ 6 ซึ่งไทยมีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ร้อยละ 7 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ด้านเศรษฐกิจ ไม่เป็นภาระแก่ประชาชนเกินจำเป็น และช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97964</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาษีมูลค่าเพิ่ม, สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_6047398d0de6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97887</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 14:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2021 14:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุพัฒนพงษ์&#039; สยบข่าวรัฐบาลถังแตก ยันไม่ขึ้นภาษี 2 ปี สั่งคลังศึกษาโครงสร้างดึงปชช.เข้าระบบมากขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค.64- ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มี.ค. มีการหารือถึงการจัดเก็บภาษีของประเทศไม่เข้าเป้า โดยสั่งให้ศึกษาที่จะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จากที่ปัจจุบันทีจัดเก็บอยู่ที่ 7 เปอร์เซ็นต์ว่า ไม่มีสัญญานใดๆที่บอกว่ารัฐบาลจะถังแตก เพียงแต่ในที่ประชุมครม.มีการรายงานเรื่องความเสี่ยงทางการคลัง ที่เป็นการรายงานประจำปี ที่ต้องรายงานตามวาระเพื่อทราบ ไม่มีสาระสำคัญใดๆที่ต้องน่าห่วง ข้อสังเกตของความเสี่ยงก็ถือเป็นเรื่องปกติ โดยมีการพูดถึงการใช้เงินในช่วงวิกฤติโควิด-19 และเรื่องการจัดเก็บภาษีในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่รายได้น้อยลงไป เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั้งหมดนี้คือการรายงานความเสี่ยงในที่ประชุมครม.แต่บทสรุปของการรายงานความเสี่ยง ได้มีการประเมินความเสี่ยงออกมาเป็นตัวเลขคือ 2.47 ถือเป็นระดับความเสี่ยงที่ไม่สูงมาก และเชื่อว่าอีก 2 ปี วิกฤติทางด้านการเงินการคลังหรือความเสี่ยงจะไม่มีเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมไม่เข้าใจข่าวที่ออกมา มันทำให้เกิดความกังวลว่าดูเหมือนจะไปขึ้นภาษีบ้าง ถังแตกบ้าง ซึ่งไม่มีสัญญานใดๆทั้งสิ้น&amp;quot;รองนายกฯกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า สรุปแล้วการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จะไม่เกิดขึ้นในช่วงนี้ใช่หรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์&amp;nbsp;ยืนยันว่า ภายในสองปีนี้จะไม่ขึ้น เพราะรายงานดังกล่าวประเมินไว้แค่ในระยะสองปีข้างหน้า และในการประชุมครม.ก็ไม่มีคุยเรื่องนี้ และไม่มีข้อเสนอแนะใดๆ เพียงแต่ครม.มีข้อสังเกตและเป็นห่วงจำนวนประชาชนที่อยู่ในระบบภาษีของเรา ยังมีจำนวนน้อย จึงขอให้กระทรวงการคลังไปทำการศึกษาโครงสร้างภาษี เพื่อดึงดูดให้คนเข้าใจ เพื่อเข้ามาในระบบว่าเป็นประโยชน์อย่างไร จะได้ช่วยกันช่วยเหลือประเทศ&amp;nbsp;และเงินเหล่านั้นได้กลับมาถึงมือประชาชนอย่างไร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97887</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาษีมูลค่าเพิ่ม, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210331/image_big_6064299673717.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97854</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 10:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2021 10:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘วิษณุ’ปัดถกขึ้นภาษีแต่บอกเพดานแวตอยู่ที่10%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค.2564 - นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มีนาคมมีการพิจารณาเรื่องการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ว่าไม่มี ไม่มีการพิจารณาและไม่มีใครพูดถึงเรื่องดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า การจัดเก็บภาษี ของไทยลดลงน้อยมากจริงหรือไม่ และส่งผลกระทบต่องบประมาณหรือไม่นายวิษณุกล่าวว่า ขอให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ชี้แจงเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า สถานการณ์ทางด้านภาษีน่าเป็นห่วงหรือไม่ นายวิษณุปฏิเสธที่จะตอบคำถาม พร้อมย้อนถามกลับว่าอยากให้ขึ้นอย่างนั้นหรือ เขาก็ต้องดูจังหวะเวลา เพราะจากเดิมประกาศให้จัดเก็บภาษีที่ 10% แต่ลดลงมาเหลือ 7% และพอคิดจะขึ้น ในครั้งใดก็มักเจอปัญหา เช่น ครั้งนี้เจอกับ covid-19 และสภาพเศรษฐกิจ ฟองสบู่แตกบ้าง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97854</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะรัฐมนตรี, ครม., นายวิษณุ เครืองาม, ภาษีมูลค่าเพิ่ม, รองนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c05d67ff70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75501</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2020 14:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2020 14:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เห็นชอบให้คงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ต่อไปอีก 1 ปี     </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค. 2563 นายปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่..) พ.ศ. .... (มาตรการขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยให้ยังคงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา7% (รวมภาษีท้องถิ่น) สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณีที่เข้าลักษณะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ สำหรับรายการที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2564&amp;rdquo;

นายปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า &amp;ldquo;การขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มออกไปอีก โดยยังคงจัดเก็บในอัตรา7% จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน&amp;nbsp; และสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจให้กับภาคเอกชน อันจะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศมีการฟื้นตัวหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID &amp;ndash; 19) คลี่คลายลง&amp;rdquo;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75501</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรีดี ดาวฉาย, ภาษีมูลค่าเพิ่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200817/image_big_5f3a85d8d6d2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63395</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2020 08:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2020 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่าด่าผมนะ!&#039;อัษฎางค์&#039;ยกหลักการสากลผู้ที่ไม่เคยเสียภาษีไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยาจริงหรือ?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 เม.ย.63 - นายอัษฎางค์ ยมนาค นักประวัติศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟบุ๊ก เรื่อง ผู้ที่ไม่เคยเสียภาษี ไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยา? จริงหรือ? ทำไม? มีเนื้อหาดังนี้

ในอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย หรือประเทศที่พัฒนาแล้วทุกประเทศในโลก เหมือนกัน คือ รัฐบาลจ่ายเงินช่วยเหลือเฉพาะคนที่เคยเสียภาษีเท่านั้น
เพราะเงินที่รัฐบาลเอาออกมาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบโควิด คือเงินภาษีของประชาชน จากผู้ที่เสียภาษีนั้น
นึกภาพออกมั้ยครับ
เราทำงาน แล้วเราก็เสียภาษีให้รัฐ รัฐก็นำเก็บเป็นรายได้ เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในกิจการของรัฐ
ที่นี่ เมื่อเกิดวิกฤตนี้ รัฐก็นำเงินภาษีก่อนนั้น กลับมาช่วยผู้เสียภาษี
แปลง่ายๆ อีกครั้งคือ เราให้เงินรัฐบาลไปล่วงหน้าแล้ว และรัฐบาลก็ส่งเงินนั้นกลับมาช่วยเรา
ส่วนคนที่มีรายได้ แต่ไม่เคยจ่ายภาษีให้รัฐ หรือคนที่ไม่มีรายได้ ไม่เคยทำงาน และไม่เคยจ่ายภาษีให้รัฐ ไม่ควรได้เงินช่วยเหลือนั้น เพราะไม่เคยส่งเงินอะไรให้รัฐเลย
**อันนี้ไม่ใช่ความเห็นผมนะครับ ไม่ต้องมาด่าผม
แต่มันคือหลักการ ที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำกัน
โจ นูโว อาจจะพูดสั้น แต่โดยหลักการก็พูดไม่ผิดครับ
เพราะตอนที่คุณมีรายได้ คุณไม่เคยจ่ายภาษีเลย
นั้นคือคุณไม่คิดถึงใครเลย คุณไม่คิดถึงสังคมเลย
แต่พอเดือดร้อน คุณจะไปขอรับความช่วยเหลือจากใครได้
ส่วนคนที่ไม่เคยทำงาน ไม่เคยมีรายได้ แล้วเมื่อเกิดวิกฤต คุณก็ไม่มีรายได้เหมือนเดิม ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติของคุณอยู่แล้ว
เงินเยียวยา ไม่ใช่การแจกเงิน
ขอตัวอย่างที่ออสเตรเลีย มาตราการเยียวยา ได้แก่
&amp;bull;คนที่ไม่ตกงาน แต่บริษัทหยุดดำเนินการชั่วคราว คือกลุ่มคนที่มีความสำคัญที่สุด ที่จะกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จะได้รับเงินในอัตราสูงที่สุด เพราะรัฐบาลต้องการจะช่วยบริษัทรักษาพนักงานเอาไว้ โดยพนักงานเหล่านั้นจะพร้อมกลับมาทำงานได้ทันที เมื่อบริษัทกลับมาดำเนินการกิจการอีกครั้ง
&amp;bull;คนที่ตกงาน จะได้รับเงินในอัตราปานกลาง
&amp;bull;คนไม่มีงานทำ(อยู่ก่อนแล้ว) จะได้รับเงินในอัตราต่ำที่สุด
นั้นคือ คนรากหญ้า ที่ไร้อาชีพ ไม่มีรายได้ ไม่เคยจ่ายภาษี ก็มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือ แต่จะอยู่ท้ายสุด และได้น้อยสุด
**ย้ำว่าอย่ามาด่าผมนะ เพราะไม่ใช่ความเห็นของผม และผมไม่ได้ดูถูกคนจน ผมไม่ได้เป็นคนบอกว่า ไม่ให้เงินช่วยเหลือคนไม่จ่ายภาษี
แต่ผมแค่เล่าถึงหลักการสากล ที่ในประเทศที่พัฒนาแล้วทุกประเทศในโลก ใช้กัน และปฏิบัติแบบนั้น ซึ่งคุณอาจไม่เคยรู้
หมายเหตุ เสียภาษีในที่นี้ หมายถึง การเสียภาษีบุคคลธรรมดา หรือภาษีจากรายได้ของเรา ไม่ใช้ภาษีจากการซื้อสินค้าหรือ vat 7% นะครับ นั้นคนละเรื่อง คนละอันกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63395</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่ายเงินเยียวยา, นายอัษฎางค์ ยมนาค, ภาษีมูลค่าเพิ่ม, เสียภาษีให้รัฐ, โจ นูโว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e2652f497e4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46698</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2019 17:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2019 17:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คนจนเฮ! รัฐบาลต่ออายุมาตรการใช้น้ำ-ไฟฟรีอีก 1 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;คนจนเฮ!&amp;nbsp;รัฐบาลไฟเขียวต่อระยะเวลามาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า-น้ำประปา-คืนแวต อีก 1 ปี แจงเพื่อเป็นการดูแลผู้มีรายได้น้อย เตรียมเปิดลงทะเบียนคนจนรอบใหม่ภายในปีนี้ มั่นใจไม่ทำคนจนเพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ว่า ที่ประชุมเห็นชอบขยายระยะเวลามาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาต่อไปอีก 1 ปี โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2563 จากเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2562 โดยกรณีค่าไฟฟ้า ให้ใช้ไฟฟ้าในวงเงิน 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน และกรณีค่าน้ำประปา ให้ใช้น้ำประปาในวงเงิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังขยายระยะเวลามาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 7%&amp;nbsp;ให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ออกไปอีก 1 ปี โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2563 โดยการคืนเงินภาษีแวตเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะแบ่งเป็น 1. ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะต้องจ่ายภาษีจากการซื้อสินค้าเองตามปกติ ในอัตรา 1%&amp;nbsp;2. รัฐบาลจะทำการคืนเงินให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วยการโอนเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet) ทุกวันที่ 15 ของเดือน จำนวน 5%&amp;nbsp;ซึ่งเงินส่วนนี้สามารถกดเป็นเงินสดออกมาใช้ได้ และ 3. จะมีการเก็บเงินเข้าบัญชีกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ของผู้ถือบัตรฯ จำนวน 1%&amp;nbsp;เพื่อเป็นเงินออมของผู้มีรายได้น้อย หรือหากไม่มีบัญชีกับ กอช. อาจจะเปิดบัญชีเพื่อสะสมไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ งบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการในส่วนดังกล่าว อยู่ที่ 1,870 ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณสำหรับอุดหนุนค่าไฟฟ้า จำนวน 1,740 ล้านบาท ค่าน้ำประปา 30 ล้านบาท และคืนภาษีแวตอีก 100 ล้านบาท ถือเป็นงบประมาณจำนวนไม่มาก แต่มีผลพอสมควรสำหรับผู้มีรายได้น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ติดตามและประเมินผลของมาตรการดังกล่าว และพบว่าได้ผลการตอบรับเป็นอย่างดี จึงมีการพิจารณาขยายระยะเวลาของมาตรการออกไป เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งพื้นฐานที่จำเป็น และเป็นประโยชน์ รัฐบาลอยากให้สวัสดิการเหล่านี้แก่ผู้มีรายได้น้อยกลุ่มนี้ต่อไป และยังเป็นผลดีกับเศรษฐกิจอีกด้วย&amp;rdquo; นายอุตตม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.การคลัง กล่าวอีกว่า ในวันที่ 30 ก.ย. นี้ กรมบัญชีกลาง จะลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บมจ. ปตท ในการเข้ามาใช้ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับมาตรการลดค่าก๊าซหุงต้ม ซึ่งเป็นโครงการของ บมจ.ปตท. เอง เดือนละ 100 บาทต่อราย โดยปัจจุบันมีประชาชนที่อยู่ในโครงการดังกล่าวประมาณ 1 แสนราย และในส่วนนี้เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 8.8 หมื่นราย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าในการเปิดลงทะเบียนเพื่อเข้าโครงการสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นั้น คาดว่าจะดำเนินการได้อย่างเร็วที่สุดภายในปี 2562 หรืออย่างช้าที่สุดในช่วงต้นปี 2563 โดยขณะนี้ สศค. อยู่ระหว่างจัดเตรียมหลักเกณฑ์การลงทะเบียนให้มีความเหมาะสมมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่มีคนตั้งคำถามว่าหากเปิดลงทะเบียนโครงการสวัสดิการแห่งรัฐเป็นการเพิ่มคนจนนั้น คงต้องถามกลับว่าเพิ่มคนจนคืออะไร เพราะปัจจุบันคนจนมีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่รัฐบาลทำเป็นการช่วยเหลือเรื่องสวัสดิการ ควบคู่กับการพัฒนาตัวเป็น เป็นชุดมาตรการ ไม่ได้พัฒนาอย่างเดียว หรือให้สวัสดิการเพียงอย่างเดียว ส่วนใครที่ตั้งตัวได้แล้ว มีรายได้พ้นเกณฑ์ 1 แสนบาทต่อปีก็ต้องออกไป โดยสวัสดิการรัฐเกิดขึ้นภายใต้หลักการที่รัฐบาลต้องการดูแลสวัสดิการที่จำเป็นกับการใช้ชีวิต ไม่ได้มากมายอะไรสำหรับผู้มีรายได้น้อย เพราะนอกจากสวัสดิการแล้วก็ยังมีมาตรการอีกด้าน ทั้งการสร้างอาชีพ สร้างทักษะให้องค์ความรู้ เป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาฐานรากอย่างครบวงจร เป็นการดูแลสวัสดิการให้คนไทยที่จำเป็นและช่วยสร้างความเข้มแข็งให้คนมีรายได้น้อย&amp;rdquo; นายอุตตม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ขณะนี้กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมมีเงินประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท และหากงบประมาณปี 2563 เรียบร้อย ก็จะมีเงินเติมเข้ามาอีก 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเพียงพอในการดูแลสวัสดิการให้ผู้มีรายได้น้อยอย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุดอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46698</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, ค่าไฟฟ้า, น้ำประปา, ภาษีมูลค่าเพิ่ม, อุตตม สาวนายน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190926/image_big_5d8c95a4ca010.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
