<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98375</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2021 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2021 13:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาแล้วคลังจ่อเคาะภาษีบุหรี่ใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เมษายน&amp;nbsp; 2564 นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า จะนำผลการศึกษาเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่หารือกับนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เพื่อหาข้อสรุปโดยเร็วที่สุด ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากโครงสร้างภาษีใหม่จะต้องเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2564 จึงต้องการสรุปรายละเอียดเพื่อให้ผู้ประกอบการรับทราบและเตรียมปรับตัวในการดำเนินธุรกิจต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่นั้น จะต้องตอบโจทย์ 4 เรื่อง คือ 1. ด้านสาธารณสุข 2. ด้านเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด 3. ด้านรายได้ของรัฐบาลจะต้องไม่ลดลง และ 4. ด้านการดูแล บริหารจัดการบุหรี่เถื่อน และบุหรี่ปลอม ภายใต้โจทย์ทั้ง 4 เรื่องนี้ โครงสร้างภาษีใหม่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มผู้ค้าบุหรี่บางกลุ่มต้องการ เพราะว่ามีข้อเสนอที่สุดโต่งเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายลวรณ กล่าวอีกว่า โครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ ไม่จำเป็นต้องเป็นอัตราเดียวเหมือนต่างประเทศ หรือตามกฎหมายเดิมที่ใช้ในปัจจุบัน โดยจะมีการปรับให้มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและบริบทของผู้ประกอบการ รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้มากที่สุด จึงยังบอกไม่ได้ว่าโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่จะอัตราเป็นอย่างไร จะเป็นอัตราเดียว หรือหลายอัตรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่จะมีการเสนอผลการศึกษาให้ รมว.การคลัง พิจารณาเห็นชอบมากกว่า 1 ทางเลือก ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เสนอว่าให้มีการจัดเก็บอัตราภาษีบุหรี่ 3 อัตรา โดยมีอัตราต่ำขึ้น เพื่อทำให้ ยสท. ขายบุหรี่ในราคาถูกได้นั้น ก็เป็นการเสนอได้ ส่วนการตัดสินใจทั้งหมดเป็นหน้าที่ของกรมสรรพสามิต&amp;quot; นายลวรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายลวรณ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันกรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีบุหรี่เฉลี่ยปีละ 60,000 ล้านบาท โดยกรมสรรพสามิตได้ให้ความสำคัญกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างภาษีบุหรี่ทั้งหมด ทั้งผู้ค้า และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีบุหรี่ใหม่ที่เริ่มใช้เมื่อ 2 ปีก่อน ทำให้ขายใบยาสูบได้ลดลง ซึ่งทางกรมสรรพสามิตได้มีการจ่ายเงินเยียวยาให้มาเป็นเวลา 2 ปีก่อนเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยล่าสุดกรมสรรพสามิตได้เสนอสำนักงบประมาณ เพื่อขอใช้งบประมาณปี 2564 วงเงิน 159 ล้านบาท ในการจ่ายชดเชยให้ผู้ปลูกใบยาสูบในปีการผลิต 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98375</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.), นายลวรณ แสงสนิท, ภาษียาสูบ, อธิบดีกรมสรรพสามิต, โครงสร้างภาษีบุหรี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606aabfae88ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95333</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2021 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2021 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้“คลัง”ยกเครื่องภาษีบุหรี่ใหม่ห่วงรัฐสูญรายได้4,000ล้าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มี.ค. 2564 รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ผลการดำเนินงานของ ยสท. ในปีงบประมาณ 2563 พบว่า ภาพรวมปริมาณยอดขายบุหรี่ลดลงจากปีก่อน แต่มีกำไรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยมีรายได้รวม อยู่ที่ 45,879 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณก่อนหน้า 9.7% ค่าใช้จ่ายรวม อยู่ที่ 45,304 ล้านบาท ลดลงมากกว่า 10% จากการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น ส่งผลให้ในปีงบประมาณ 2563 ยสท.มีกำไรสุทธิ 593 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% และมีอัตราส่วนทำกำไรต่อผู้ถือหุ้น (ROE) 3.4% โดยหากไม่รวมภาระผูกพันในเรื่องค่าก่อสร้างสวนป่าเบญจกิติจำนวน 260 ล้านบาท ยสท. ก็จะมีกำไรสุทธิเพิ่มเป็น 853 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ยอดจำหน่ายบุหรี่ของ ยสท. ในปี 2563 เท่ากับ 17,473 ลดลง 6.3% จากปี 2562ที่ระดับ 18,645 ล้านมวน โดยมีส่วนแบ่งตลาดลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 58% ในปี 2562 เหลือ 55% ในปี 2563 โดยยอดจำหน่ายบุหรี่กลุ่มราคาสูงกว่า 60 บาท ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือเพียง 9% ของยอดขาย ในขณะที่บุหรี่กลุ่มราคาต่ำกว่าหรือเท่ากับ 60 บาท มียอดจำหน่ายเพิ่มสูงขึ้นเป็น 91% ของยอดขาย สะท้อนให้เห็นว่า หลังการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตในปี 2560 มีการเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ ยสท. ที่มีราคาถูกลง และมีการหันไปสูบบุหรี่ต่างประเทศที่มีความได้เปรียบด้านความเป็น International Brand แต่ราคาขายปลีกเท่ากับราคาเท่าบุหรี่ ยสท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้บริโภคบางส่วนยังหันไปสูบยาเส้นและบุหรี่เถื่อนที่มีราคาถูกว่าหลายเท่าตัว โดยปริมาณการบริโภคยาเส้นมวนเองในประเทศไทยในช่วงหลังจากปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เกือบเท่าตัว และบุหรี่เถื่อนก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยแม้มีการห้ามนำเข้าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา แต่ในยุคปัจจุบันเป็นยุคที่การซื้อขายออนไลน์เติบโตอย่างมากในประเทศไทย ทำให้การขายหรือการส่งเสริมการขายบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ผ่านทางช่องทางสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ สะดวก ดังนั้น ประเทศไทยอาจไม่สามารถควบคุมกระบวนการลักลอบนำเข้าและค้าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ได้ อันเนื่องมาจากมีความต้องการสินค้าดังกล่าวในปริมาณที่สูง&amp;rdquo; รายงานข่าว ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากประเด็นดังกล่าว มีการประมาณการว่ารัฐต้องสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ในส่วนนี้ไปประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท อีกทั้ง การที่ ยสท. เสียส่วนแบ่งตลาดให้แก่บุหรี่ต่างประเทศกระทบต่อผลประกอบการของ ยสท. ทำให้ไม่สามารถนำส่งรายได้เข้าสู่คลังมาเป็นเวลา 2 ปี หากกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตไม่เร่งแก้ปัญหาโครงสร้างภาษียาสูบให้มีความเหมาะสม และส่งผลดีต่อรัฐบาล ระบบสาธารณสุขและธุรกิจของประเทศไทย คาดว่า ยสท. จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดลงไปอีกและประสบภาวะขาดทุนในไม่ช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภาณุพล รัตนกาญจนภัทร ผู้ว่าการการ ยสท. กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวงเงินกู้ระยะสั้น จำนวน 1,500 ล้านบาท เพื่อให้ ยสท. ไว้ใช้จ่ายเมื่อมีความจำเป็น ว่า ไม่ใช่การกู้เงิน แต่เป็นเพียงการดำเนินการตามแผนบริหารความเสี่ยงที่ได้รับ โดยยืนยันว่า ยสท. ยังเป็นองค์กรที่มีความมั่นคงแข็งแกร่งมาก ในช่วงปลายปีงบประมาณ 2563 ยสท. มีเงินสดคงเหลือในบัญชี 8,500 ล้านบาท โดย ยสท. มีกำไร 593 ล้านบาท และมั่นใจว่าในปีงบประมาณ 2564 ผลกำไรจะเพิ่มขึ้น และยังคาดการณ์ว่าในปีงบประมาณ 2565 อาจมีกำไรกว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจาก ยสท.ได้ดำเนินการยกระดับประสิทธิภาพทางการบริหาร การผลิต การตลาด การควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเดินหน้ารุกธุรกิจใหม่ ๆ การพัฒนารายได้จากอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ทั่วประเทศ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ครม. เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบให้ ยสท. กู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องปี 2564 ซึ่งเป็นการเป็นการขอเปิดวงเงินกู้ระยะสั้น (โอดี) จำนวน 1,500 ล้านบาท ว่า สาเหตุที่ ยสท. ต้องขอกู้โอดีนั้น เนื่องจาก ยสท. มีรายได้จากการขายบุหรี่ลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้คาดว่ายอดการขายบุหรี่ 2564 จะไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยคาดว่าจะต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ถึง 50% ส่งผลกระทบกับกระแสเงินสดของ ยสท. ซึ่งคาดว่า ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2564 จะเห็นอยู่ 1,540 ล้านบาท เมื่อต้องหักเงินส่งคลังแล้ว จะทำให้กระแสเงินสดของ ยสท. ติดลบ มีปัญหาขาดสภาพคล่อง ทำให้ต้องขอวงเงินกู้โอดีไว้รองรับปัญหา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95333</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปริมาณยอดขายบุหรี่ลดลง, ภาษียาสูบ, ยสท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210308/image_big_604596eeb7c42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75284</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2020 11:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2020 11:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการชี้ภาษียาสูบ2ระดับทำรัฐสูญรายได้มหาศาล จี้ทบทวนด่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค.2563 ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยยอดจำหน่ายบุหรี่ในประเทศไทยจากรายงานของ Euromonitor International พบว่า บริษัทฟิลลิป มอร์ริส ผู้จำหน่ายบุหรี่แอลแอนด์เอ็ม และมาร์ลโบโร่ ครองแชมป์ตลาดบุหรี่ที่จำหน่ายในประเทศไทยด้วยส่วนแบ่งการตลาดถึง 50% ในปี 2562 (จากเดิมมีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 29% ในปี 2560) ขณะที่การยาสูบแห่งประเทศไทยมีส่วนแบ่งการตลาดลดลงจาก 65% ในปี 2560 เหลือเพียง 43% ในปี 2562 ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทยที่บุหรี่ต่างชาติมีส่วนแบ่งการตลาดที่สูงกว่าการยาสูบแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเรื่องนี้เป็นผลกระทบมาจากการปรับโครงสร้างภาษียาสูบเมื่อปี 2560 ที่สร้างระบบภาษี 2 ระดับขึ้นมาโดยให้บุหรี่ราคาไม่เกิน 60 บาทต่อซอง เสียภาษีตามมูลค่าร้อยละ 20 ส่วนบุหรี่ราคาสูงกว่า 60 บาทต่อซอง เสียในอัตราร้อยละ 40 ทำให้บุหรี่ต่างประเทศฉวยโอกาสลดราคาบุหรี่ลง เช่น บุหรี่แอลแอนด์เอ็มที่เคยขายปลีกซองละ 72 บาทลดราคาลงมาเหลือ 60 บาท (ทำให้แอลแอนด์เอ็มมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มจาก 21% ก่อนปรับโครงสร้างภาษีเป็น 42% ในปี 2562) &amp;nbsp;
พญ.เริงฤดี กล่าวอีกว่า ในขณะที่การยาสูบแห่งประเทศไทยกลับขึ้นราคาบุหรี่ เช่น บุหรี่ SMS ที่เคยขาย 51 บาทขึ้นราคาเป็น 60 บาท บุหรี่ Wonder จากที่เคยขาย 63 บาทกลับขึ้นราคาเป็น 90 บาท (ส่วนแบ่งการตลาด SMS ลดจากเดิม 39% เหลือ 33% และ Wonder ลดจาก 14% เหลือเพียง 4%) ผลกระทบจากการปรับอัตราภาษีครั้งนั้น &amp;nbsp;ทำให้การยาสูบฯ มีเงินนำส่งรัฐได้ลดลงกว่าหมื่นล้านบาทต่อปีเมื่อเทียบกับก่อนการปรับโครงสร้างภาษีปี 2560 (ปี 2561 ลดลง 12,814 ล้านบาท ปี 2562 ลดลง 14,098 ล้านบาท) และกำไรของการยาสูบฯจากที่เคยได้ถึง 9,343 ล้านบาทในปี 2560 ลดลงเหลือเพียง 843 ล้านบาทในปี 2561 และ 513 ล้านบาทในปี 2562 &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลควรจะเร่งพิจารณาการยกเลิกโครงสร้างภาษียาสูบ 2 ระดับที่เป็นอยู่ในขณะนี้ทันที &amp;nbsp;เพราะโครงสร้างภาษีที่ใช้อยู่ทำให้การยาสูบแห่งประเทศไทย และชาวไร่ยาสูบวิกฤตมา 2 ปีซ้อนแล้ว การเลื่อนการขึ้นภาษีออกไปอีก 1 ปีจะไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น รัฐบาลควรยกเลิกแผนที่จะขึ้นภาษีเป็น 40% อัตราเดียวปีหน้า และกำหนดโครงสร้างอัตราภาษีใหม่ทันที &amp;nbsp;ให้มีประสิทธิภาพลดการบริโภคยาสูบได้จริง และมีผลกระทบต่อรายได้ของรัฐและชาวไร่ยาสูบน้อยที่สุด โดยอาจนำเงินรายได้จากภาษีบางส่วนมาช่วยสนับสนุนชาวไร่ยาสูบในการปลูกพืชทดแทนยาสูบในอนาคต&amp;rdquo; ดร.ดร.พญ.เริงฤดี &amp;nbsp;กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พญ.เริงฤดี &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า โดยหลักแล้วการกำหนดโครงสร้างภาษียาสูบ ต้องคำนึงถึงทั้งรายได้ที่รัฐบาลจะได้รับ และผลที่จะทำให้การสูบบุหรี่ลดลง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าการปรับอัตราภาษีเป็น 2 ระดับ เมื่อปี 2560 มีความผิดพลาด &amp;nbsp;ส่งผลเสียต่อทั้งรายได้ของรัฐและการสูบบุหรี่ก็ไม่ได้ลดลง การที่รัฐบาลประกาศยืดระยะเวลาการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีออกไปอีกโดยอ้างว่าเป็นผลกระทบจากสถานการณ์โควิด จะยิ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทบุหรี่ต่างชาติ และเป็นการซ้ำเติมการยาสูบแห่งประเทศไทย และชาวไร่ยาสูบก็จะขายใบยาให้กับการยาสูบฯ ไม่ได้ เดือดร้อนถึงรัฐบาลต้องจัดงบเข้าช่วยเหลือ 2 ปีซ้อน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75284</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาษียาสูบ, รัฐเสียรายได้, เริงฤดี ปธานวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200823/image_big_5f41f2ba12b3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68381</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2020 09:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2020 09:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงห์อมควันเฮ!ครม.เลื่อนขึ้นภาษียาสูบยืดเวลาราคาบุหรี่ทะยานแตะซองละร้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย. 2563 รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2563 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบวาระลับตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้เลื่อนการขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตยาเส้น และภาษียาสูบ ที่จะมีการปรับขึ้นจาก 20% เป็น 40% ในวันที่ 1 ต.ค.2563 โดยให้เลื่อนออกไปอีก 1 ปี เป็น 1 ต.ค. 2564 เพื่อลดผลกระทบกับผู้ประกอบการทั้งในประเทศและผู้นำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีการยกเว้นภาษีสรรพสามิตสินค้าและบริการหลายประเภทที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) โดยจะต้องมีการออกเป็นกฎหมาย 2 ฉบับ ซึ่งจะให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบ และเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้จะให้มีผลย้อนหลังไปเมื่อต้นปี 2563 ที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สาระสำคัญ คือ จะให้มีการยกเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิตที่เกี่ยวข้องกับสถานบริการ ผับ บาร์ อาบอบนวด สนามกอล์ฟ สนามม้า รวมถึงบริการอื่น ๆ ที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตจะได้รับการยกเว้นภาษี เป็นระยะเวลา 1 ปี แต่มีเงื่อนไขว่า ผู้ประกอบการจะต้องมีการจ้างงานพนักงานต่อไป หรือไม่มีการเลิกจ้างพนักงานมาก่อน เพื่อเป็นไปตามนโยบายของรัฐ ซึ่งในรายละเอียดจะมีประกาศของกรมสรรพสามิตออกมาขยายความการดำเนินการเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;การลดภาษีสรรพสามิตเป็นการลดภาษีชุดใหญ่เพื่อช่วยผู้ประกอบการทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไม่ใช่แต่เฉพาะสินค้าที่เป็นสินค้าบาปเท่านั้น โดยกฎหมายทั้ง 2 ฉบับจะมีผลบังคับใช้เร็ว ๆ นี้ และจะมีประกาศของกรมสรรพสามิตตามออกมาอย่างรวดเร็ว เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบการทุกกลุ่ม&amp;quot; รายงานระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลื่อนขึ้นภาษีบุหรี่เป็น 40% เป็นการเลื่อนครั้งที่ 2 หลังจาก ครม.เห็นชอบให้เลื่อนมีผลบังคับใช้ก่อนหน้านี้ จาก 1.ต.ค.2562 เป็น 1 ต.ค.2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ผลจากมติ ครม. การเลื่อนขึ้นภาษี จะทำให้ราคาบุหรี่ปรับราคาขึ้นช้าลงอีก 1 ปี โดยก่อนหน้านี้ โรงงานยาสูบ ประเมินว่า บุหรี่ที่ขายราคาต่ำสุดปัจจุบันที่ 60 บาทต่อซอง ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 80-90% ของตลาด หากมีการปรับภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 40% จะทำให้ราคาปรับขึ้นไปอยู่ที่ 93-100 บาทต่อซอง ซึ่งราคาดังกล่าว จะเริ่มมีผลในเดือน ต.ค.2564 หากไม่มีมติ ครม.ให้เลื่อนขึ้นภาษีออกไปอีก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68381</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาษียาสูบ, เลื่อนขึ้นภาษีบุหรี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181003/image_big_5bb493d7b6cac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2019 12:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2019 12:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สรรพสามิต” ขยับภาษียาเส้น ดันราคาปลีกเพิ่มทันที 3 บาทวันนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค. 62 - นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตยาเส้นจาก 0.005% ต่อกรัม เป็น 0.1% ต่อกรัม มีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.2562 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ ราคาขายปลีกยาเส้น มีการปรับขึ้นทันที โดยยาเส้นขนาดบรรจุ 20-30 กรัม ต่อซอง เพิ่มขึ้นจาก 10 บาทเป็น 13 บาท โดยยาเส้นซองเล็กขนาดบรรจุไม่ถึง 10 กรัม ราคา 5 บาท เพิ่มขึ้น 2 บาท เป็น 7 บาท ซึ่งเดิมกรมฯ เก็บภาษีที่ขนาด 10 กรัม เดิมเสีย 5 สตางค์ เพิ่มเป็น 1 บาท

นายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กรมสรรพสามิต กล่าวว่า การปรับขึ้นภาษีจะทำให้กรมมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี จากเดิม 130 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณการบริโภคยาเส้นมีการปรับเพิ่มขึ้นมาก จากเดิมในปี 2559 อยู่ที่ 12 ล้านกิโลกรัม เพิ่มเป็น 26 ล้านกิโลกรัม ในปี 2560 ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ที่เริ่มมีผลในช่วง ก.ย.2560 ทำให้คนหันมาสูบยาเส้นเพิ่มขึ้น เพราะบุหรี่ซองมีการปรับราคาเพิ่ม ทำให้กรมฯ ต้องปรับขึ้นภาษียาเส้น เพื่อลดช่องว่างราคาขายปลีกบุหรี่กับยาเส้นจากเดิม 300 เท่า เหลือ 17 เท่า เพราะไม่ต้องการส่งเสริมให้คนบริโภคในสิ่งที่เป็นอันตราย

&amp;ldquo;เหตุผลในการปรับภาษียาเส้น เพราะกรมฯ เห็นพฤติกรรมผู้สูบที่หนีจากบุหรี่ซองที่ขายราคา 60-165 บาทต่อซองไปสูบยาเส้นเพิ่มขึ้น กรมฯ จึงมีได้เสนอให้มีการปรับขึ้นภาษีดังกล่าว เพราะปัจจุบันยาเส้นยังไม่มีมาตรฐานเท่าไหร่ ไม่มีก้นกรอง ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ อีกทั้งรัฐบาลไม่ต้องการส่งเสริมให้บริโภคสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงมีการปรับขึ้นภาษียาเส้น และคาดว่าจากอัตราภาษีใหม่นี้จะทำให้มีการบริโภคลดลง&amp;rdquo; นายณัฐกร กล่าว

นายณัฐกร กล่าวอีกว่า การปรับขึ้นภาษียาเส้นจะไม่กระทบกับเกษตรกร หรือผลผลิตชุมชน เพราะผู้ผลิตรายเล็กถ้ามีการขึ้นทะเบียน บ่ม หั่นใบยาขายให้การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ก็ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว จะมีเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ประมาณ 20-30 แห่งที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบขยายเวลาปรับอัตราภาษีบุหรี่ เป็น 40% จากปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 20% และ 40% ออกไปอีก 1 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัว ซึ่งในส่วนนี้จะไม่ส่งผลกระทบกับการจัดเก็บรายได้จากภาษีบุหรี่ ที่คาดว่าจะจัดเก็บได้เพิ่มเล็กน้อย จากเดิมมีการจัดเก็บภาษีบุหรี่ปีละ 60,000 ล้านบาทต่อปี

สำหรับมาตรการภาษีเพื่อลดปริมาณฝุ่น โดยจัดเก็บตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ในจักรยานยนต์ จะมีผลในมีผลในวันที่ 1 ม.ค.2563 ยืนยันว่าจะไม่กระทบกับรถจักรยานยนต์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็กในปัจจุบันกว่า 90% หรือปริมาณ 1.48 ล้านคัน เพราะมีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 150 CC ทำให้มีภาระภาษีเพิ่มขึ้นเพียง 100-200 บาทต่อคันเท่านั้น ส่วนรถบิ๊กไบค์ที่มีขนาดมากกว่า 1,000 CC ซึ่งมีกว่า 1,000 คัน ที่ปัจจุบันเสียภาษี 17% ก็มีโอกาสที่จะเสียภาษีเพิ่มขึ้น หรือลดลงหากมีการปรับเทคโนโลยีในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งนี้ประเมินว่าภาษีดังกล่าวจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น 30-40% หรือประมาณ 600-800 บาท จากปัจจุบันที่จัดเก็บได้ 2,000 ล้านบาทต่อปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35301</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, ภาษียาสูบ, ภาษียาเส้นมวนเอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180905/image_big_5b8f3e213d95a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28257</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2019 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2019 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงห์อมควันกระอัก! &quot;ยสท.&quot; ดีเดย์ 1 ต.ค.นี้ขึ้นราคาบุหรี่อีก 33 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.พ. 2562 น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า ในปีนี้ ยสท. มีแผนขึ้นราคาบุหรี่อีกหลายชนิด เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ใหม่ ที่จะขึ้นภาษีบุหรี่ซองราคาไม่เกิน 60 บาท จาก 20%เป็น 40% ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 โดยเบื้องต้นจะขึ้นราคาบุหรี่ที่ขายซองละ 60 บาท ซึ่งมีอยู่ 5 ยี่ห้อ 10 ชนิด เป็นซองละ 93 บาท หรือขึ้นซองละ 33 บาท ส่วนบุหรี่ที่ขายเกินซองละ 90 บาท ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาจะขยับราคาขึ้นไปด้วย ซึ่งอาจเป็นซองละหลักร้อยบาทก็ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การขึ้นราคาเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพราะ ยสท. ต้องการมีกำไรเยอะ แต่ต้องปรับ เพราะภาษีสรรพสามิตใหม่คิดคำนวณจากราคาปลีก เมื่อมีการขึ้นภาษีมากถึง 1 เท่าตัว &amp;nbsp;ยสท. ก็ต้องขยับราคาตามไม่เช่นนั้นก็จะขาดทุน โดยกำไรจากภาษีปัจจุบันตกอยู่ซองละ 10 สตางค์เศษๆ &amp;nbsp;แต่ถ้าขึ้นราคาตามภาษีใหม่กำไร ก็ใกล้เคียงกับของเดิมไม่ได้ต่างกันมากนัก อย่างไรก็ตามระหว่างนี้หากรัฐบาลมีการชะลอการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ 40% ออกไปก่อน ก็ยังจะขายราคาเดิมได้ไม่ต้องปรับขึ้นราคา&amp;rdquo; น.ส. ดาวน้อย กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในปีนี้ ยสท. ยังมีแผนปรับการตลาดใหม่ เพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตและจำหน่ายบุหรี่จากต่างประเทศมากขึ้น โดยล่าสุดเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการออกบุหรี่ใหม่อีก 1 ยี่ห้อ ขายซองละ 55 บาท ซึ่งเป็นบุหรี่ที่ราคาถูกที่สุดของ ยสท. เพื่อมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อไม่สูง และกลุ่มผู้สูบที่ต้องการบุหรี่สูตรเย็นจัด เพื่อใช้แข่งขันทำตลาดกับบุหรี่ต่างประเทศ ซึ่งมีการลดราคาออกมาแข่งในช่วงก่อนหน้านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ยสท. ยังพิจารณาขยายตลาดยาเส้นเพิ่มเติม โดยจะมีการผลิตออกมาอีกหลายยี่ห้อ เพราะผลสำรวจพบว่านับตั้งแต่รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ได้ทำให้กลุ่มคนที่มีรายได้ไม่สูง หรือกลุ่มชาวบ้านตามต่างจังหวัด เลิกสูบบุหรี่และหันไปสูบยาเส้นเพิ่ม เพราะมีราคาถูกกว่าบุหรี่มาก เช่น บุหรี่ซองละ 60 บาท แต่ยาเส้นขายเพียง 10-15 บาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเป้าหมายผลดำเนินงานในปี 2562 &amp;nbsp;ยสท. คาดว่าจะผลิตและจำหน่ายได้ประมาณ 1.9 หมื่นล้านมวน ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว และมีกำไรอยู่ที่ 400-500 ล้านบาท ลดลงจากปีนี้ที่กำไร 900 ล้านบาท ซึ่งลดลงกว่า 20 เท่าตัว เมื่อเทียบกับกำไรก่อนหน้าปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ซึ่งในปี 2560 ยสท. เคยมีกำไรสูงถึง 9.8 พันล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ดาวน้อย กล่าวอีกว่า ถ้าเป็นไปได้อยากให้รัฐบาลช่วยทบทวนการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ใหม่ เพราะที่ผ่านมาพบว่าไม่ได้ทำให้อุตสาหกรรมโดยรวมดีขึ้น เห็นได้จากการจัดเก็บรายได้ภาษีบุหรี่ของกรมสรรพสามิตไม่ได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทำให้คนสูบบุหรี่ลดลง แต่คนสูบหันไปสูบยาเส้นที่ภาษีต่ำกว่าแทน รวมถึงยังมีบุหรี่หนีภาษีลักลอบนำเข้าจากนอกประเทศมาขายมากขึ้น เนื่องจากราคาขายในไทยสูงกว่าต่างชาติมาก จึงมีแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบนำเข้ามาขายเพิ่ม และที่สำคัญเมื่อการบริโภคบุหรี่ลดลงก็จะมีผลต่อการรับซื้อใบยาจากชาวไร่ยาสูบในอนาคตอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุธี ชวชาติ ตัวแทนภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบ เปิดเผยว่า ที่ประชุมตัวแทนภาคีเครือข่ายฯ มีมติให้ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เลื่อนการขึ้นภาษีบุหรี่ตามมูลค่าเป็น 40% ที่จะเริ่มในวันที่ 1 ต.ค. 2562 นี้ไปก่อน ซึ่งควรจะเลื่อนการขึ้นภาษีก่อนมีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อไม่ให้ชาวไร่ได้รับผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ รวมถึงยังเตรียมยื่นสรุปผลการประชุมฯ ให้แก่พรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เพื่อผลักดันนโยบายเลื่อนการขึ้นภาษีออกไป สำหรับดูแลปากท้องชาวไร่ยาสูบอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ตัวแทนยาสูบทั่วประเทศเห็นพ้องว่า หากขึ้นภาษีบุหรี่40% อาจทำให้ชาวไร่ยาสูบต้องสูญสิ้นอาชีพสุจริตนี้ไป เพราะจากการขึ้นภาษีสรรพสามิตครั้งล่าสุดเมื่อปี 2560 ทำให้ชาวไร่ยาสูบรายได้หายไป 230 ล้านบาทในฤดูกาลปลูกปี 2561/62 เนื่องจากถูกลดโควตาการรับซื้อใบยาลงเฉลี่ย 50% แม้รัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการมีมติ ครม.อนุมัติงบกลางวงเงิน 159 ล้านบาท เพื่อชดเชยการสูญเสียรายได้ของชาวไร่ยาสูบที่ถูกตัดโควตา แต่ก็เป็นการช่วยเหลือสำหรับฤดูกาลปลูกเดียวเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากผู้นำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ เปิดเผยว่า ยอมรับว่าการคิดอัตราภาษีบุหรี่ตามมูลค่าที่ 40% ที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. นี้ จะมีผลทำให้ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศทุกรายต้องขยับราคาขายปลีกบุหรี่ที่ไม่เกินซองละ 60 บาทเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเป็น 90 บาท &amp;nbsp;เพราะหากไม่มีการขยับราคาตามภาษีที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการก็จะได้รับผลกระทบทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2562 ที่ประชุมอุตสาหกรรมยาสูบ ครั้งที่ 2 มีมติขอให้รัฐบาลมีการปรับแผนการขึ้นอัตรภาษีสรรพสามิตที่ชัดเจน เพื่อลดผลกระทบกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยาสูบ โดยแบ่งออกเป็นแผนระยะสั้น คือ การปรับราคาจุดตัดอัตราภาษีตามมูลค่าที่ 20% จาก 60 บาท เป็น 70 บาท และยังคงอัตราภาษีบุหรี่ตามมูลค่าแบบสองอัตราที่ 20% และ 40% ต่อไป เพื่อลดการแข่งขันด้านราคาในอุตสาหกรรมบุหรี่ รวมทั้งยังขอให้รัฐบาลเลื่อนการเก็บภาษีด้านมูลค่าแบบอัตราเดียวที่ 40% ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 ออกไปอีก เพื่อให้ชาวไร่ยาสูบ ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมมีระยะเวลาในการปรับตัวมากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแผนระยะยาว เสนอให้มีการพิจารณาขึ้นอัตราภาษีบุหรี่ตามมูลค่า จาก 20% แบบขั้นบันได คือ เพิ่มทีละ 5% เพื่อให้อุตสาหกรรมยาสูบสามารถปรับตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการประกาศใช้อัตราภาษีสรรพสามิต ที่คิดตามมูลค่าที่ 40% โดยจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 นั้น จะมีผลทำให้ราคาบุหรี่ทั้งของในและต่างประเทศ ที่ปัจจุบันขายปลีกไม่เกินซองละ 60 บาท ต้องปรับราคาขายเพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราภาษีดังกล่าว แม้ว่าก่อนหน้านี้ทั้ง ยสท. ผู้ประกอบการบุหรี่ต่างประเทศ และเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ จะออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวน โดยขยายเวลาการประกาศใช้อัตราภาษีสรรพสามิต ที่คิดตามมูลค่าที่ 40% ออกไปก่อน เนื่องจากส่งผลกระทบกับภาพรวมอุตสาหกรรมอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า การเก็บภาษีอัตราใหม่ยังคงเดินหน้าตามกฎหมายใหม่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยอัตราภาษีใหม่เริ่มใช้มาตั้งแต่ 16 ก.ย. 2560 โดยอัตราภาษีสำหรับบุหรี่ที่ราคาไม่เกินซองละ 60 บาท จะคิดตามปริมาณ อยู่ที่ 1.20 บาทต่อมวน และตามมูลค่า 20% ขณะที่บุหรี่ที่ราคาเกินซองละ 60 บาทขึ้นไป จะคิดภาษีตามมูลค่าที่ 40%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 การเก็บภาษีบุหรี่ทั้งที่ราคาไม่เกินซองละ 60 บาท และราคาเกินซองละ 60 บาทจะมีการคิดอัตราภาษีตามมูลค่าเป็นอัตราเดียวกันทั้งหมดที่ 40% ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือขยายเวลาออกไปแต่อย่างใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28257</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, การยาสูบแห่งประเทศไทย, การเก็บภาษียาสูบ 40%, ขึ้นราคาบุหรี่ 33 บาท, ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์, ภาษียาสูบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190203/image_big_5c57051d31b05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11808</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2018 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2018 09:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รณรงค์งดดื่มได้ผล  ภาษีเหล้า-เบียร์ตกรูด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สรรพสามิต&amp;rdquo; หืดจับรีดภาษีปีงบ 61 หลังแนวโน้มจัดเก็บจากเหล้า-เบียร์เริ่มแผ่ว สาเหตุแผนรณรงค์เรื่องสุขภาพของกระทรวงสาธารณะสุขได้ผล ทำคนบริโภคแอลกอฮอร์วูบ รับเป้าหมายรีดภาษีปีงบ 62 ที่ 6.2 แสนล้านบาท แจงขอถกรายละเอียดหลังเกษตรกรผู้ปลูกใบยาอ้อนขอขยับใช้อัตราภาษีบุหรี่เต็มอัตราที่ 40% ออกไปก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2562 กรมฯ ได้รับเป้าหมายให้เก็บภาษีให้ได้ 6.2 แสนล้านบาท ซึ่งได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี และเร่งปราบปรามสินค้าหนีภาษีทำให้ได้สามารถจัดเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้น และเป็นธรรมกับผู้เสียภาษีรายอื่น
สำหรับภาพรวมการเก็บภาษีปีงบประมาณ 2561 มีเป้าหมาย 6 แสนล้านบาท คาดว่าจะเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย ซึ่งอยู่ระหว่างประเมินตัวเลขการเก็บภาษีที่จะได้จริงกับทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบกับการเก็บรายได้โดยรวมของรัฐบาล เนื่องจากปัจจุบันการจัดเก็บรายได้รวมของรัฐบาลยังเกินเป้าหมายอยู่ 4% หรือ 6 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสาเหตุที่การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตทำได้ต่ำกว่าเป้าหมาย เป็นผลจากการรณรงค์เรื่องสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นผลทำให้คนบริโภคสุรา เบียร์ ลดลงค่อนข้างมาก โดยจากการรายงานวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในช่วงเดือน ต.ค. 2560 ถึง เม.ย. 2561 มีการบริโภคเบียร์ลดลงถึง 10% ซึ่งส่งผลให้การเก็บภาษีสรรพสามิตเบียร์ต่ำกว่าเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐกร กล่าวอีกว่า การจัดเก็บภาษีบุหรี่ล่าสุดของปีงบประมาณ 2561 ยังเกินเป้าหมายอยู่ 4.2 พันล้านบาท แม้ว่าอัตราภาษีบุหรี่จะเพิ่มขึ้น แต่ยังมีการบริโภคบุหรี่ที่มีราคาถูกไม่เกินซองละ 60 บาท เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องข้อเสนอของภาคเกษตรผู้ปลูกใบยาสูบที่ต้องการให้เลื่อนการขึ้นภาษีบุหรี่ตามมูลค่าจาก 20% เป็น 40% ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 ออกไปก่อนนั้น ยังต้องพิจารณารายละเอียดให้รอบคอบ เนื่องจากที่ผ่านมาการที่อัตราภาษีบุหรี่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคที่เป็นเด็กและเยาวชนเข้าถึงการสูบบุหรี่ได้ยากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายสรรพสามิตฉบับใหม่ และนโยบายของกระทรวงสาธารสุข ที่ต้องการให้มีการลดบริโภคบุหรี่ให้มากที่สุด&amp;rdquo; นายณัฐกร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กฎหมายภาษีสรรพสามิตใหม่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2560 มีการเก็บภาษีบุหรี่ตามปริมาณ 1.20 บาทต่อมวน และตามมูลค่า 20% สำหรับบุหรี่ราคาไม่เกิน 60 บาท และ 40% สำหรับบุหรี่ที่ราคาเกิน 60 บาท ทั้งนี้เมื่อถึงวันที่ 1 ต.ค. 2562 ที่ปรับภาษีตามมูลค่าเป็น 40% เท่ากัน จะทำให้บุหรี่ที่ราคา 60 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 80 บาท และบุหรี่ที่ปัจจุบันราคา 100 บาท จะเพิ่มขึ้นเป็น 160 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมสรรพสามิตยอมรับว่า ภาษีบุหรี่ที่สูงทำให้บุหรี่แพงขึ้นมาก ทำให้เกิดแรงจูงใจในการลักลอบนำเข้าบุหรี่ปลอมและบุหรี่เลี่ยงภาษีมากขึ้น ซึ่งกรมสรรพสามิตได้เข้มงวดปราบปรามผู้กระทำผิด ทำให้การทำผิดลดลง ส่งผลให้กรมเก็บภาษีบุหรี่ได้เพิ่มขึ้น&amp;rdquo; นายณัฐกร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11808</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, การจัดเก็บรายได้, งดดื่มแอลกอฮอล์, ภาษีตก, ภาษียาสูบ, ภาษีเหล้า-เบียร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180621/image_big_5b2b0d245ea18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
