<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>13173</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2018 22:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2018 07:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผ่านแล้วเก็บภาษีลาภลอยที่ดิน-ห้องชุดที่ได้รับประโยชน์จากเมกะโปรเจ็กต์รัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม. เคาะกฎหมายรีดภาษีจากผู้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง บี้ห้องชุด-ที่ดินมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท ได้อานิสงส์เมกะโปรเจ็กต์ดันกำไรพุ่ง ในรอบรัศมีโครงการก่อสร้าง 5 กิโลเมตร เสียภาษีไม่เกิน 5% คาดบังคับใช้ได้ปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีการได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ พ.ศ... &amp;nbsp;โดยกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ซึ่งเป็นเจ้าของหรือครองครองที่ดินอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ หรือเป็นเจ้าของห้องชุดที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท และใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเจ้าของห้องชุดรอการขายซึ่งอยู่รอบพื้นที่ที่มีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐ ทั้ง โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน โครงการท่าเรือ โครงการทางด่วนพิเศษ หรือโครงการอื่น ๆ ซึ่งได้มีการกำหนดขอบเขตพื้นที่ของการเก็บภาษีดังกล่าวไว้ไม่เกินรัศมี 5 กิโลเมตรรอบพื้นที่โครงการก่อสร้าง โดยมีเพดานภาษีไม่เกิน 5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กฎหมายฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อต้องการสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกส่วนที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนของภาครัฐ นั่นคือ เอกชนได้รับประโยชน์จากราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ภาครัฐเป็นผู้ลงทุนโครงการนั่นเอง โดยการจัดเก็บภาษีในส่วนนี้ ไม่เพียงจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ยังสามารถนำเม็ดเงินดังกล่าวไปลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับประเทศเพิ่มได้ โดยผู้เสียภาษีคือเจ้าของที่ดินและอาคารภาษีที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งอยู่ดี ๆ ก็ได้ประโยชน์จากราคาขายที่จะเพิ่มมากขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย&amp;rdquo; นายณัฐพร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมที่ดินจะทำหน้าที่เป็นผู้จัดเก็บภาษีในช่วงที่โครงการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ ส่วนกรณีโครงการก่อสร้างต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทำหน้าที่เป็นผู้จัดเก็บภาษี โดยจะมีการจัดเก็บภาษีเพียงครั้งเดียว ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับภาษีจะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง
โดยสำนักงบประมาณ ได้มีความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวว่า กระทรวงการคลังคลังพิจารณาผลกระทบกรณีผู้เสียภาษีจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือการผลักภาระภาษีของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ควรสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดเก็บภาษีให้มีความเป็นธรรมและไม่ซ้ำซ้อน ตลอดจนกำหนดให้มีการติดตามและรายงานผลการดำเนินงานตามร่างกฎหมายดังกล่าวต่อ ครม. เป็นระยะ ๆ ถึงผลกระทบต่อรายได้ของรัฐบาล และ อปท. และความเป็นธรรมระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลังกระทรวงการคลัง (สศค.) และรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ จะมีการนำเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียด ก่อนส่งกลับเข้า ครม.และเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อ โดยคาดมีผลบังคับใช้ปี 2562 โดยสาเหตุที่ต้องทำกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลมีการลงทุนโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐจำนวนมาก ซึ่งเมื่อโครงการฯ แล้วเสร็จจะส่งผลให้ที่ดินและห้องชุดคอนโดมิเนียม บริเวณรอบโครงการฯ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษีจากผู้ที่ได้รับประโยชน์ &amp;nbsp;จึงเห็นควรให้จัดเก็บภาษีจากเจ้าของที่ดินหรือห้องชุดที่ได้รับประโยชน์เพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยืนยันว่าการทำกฎหมายฉบับนี้จะไม่กระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ เพราะระหว่างที่มีโครงสร้างพื้นฐานตัดผ่าน หากไม่มีการขายเปลี่ยนมือก็จะไม่เสียภาษีส่วนนี้ ขณะเดียวกันเมื่อโครงการสร้างเสร็จแล้ว ผู้เสียภาษีก็จะเป็นผู้ที่มีที่ดินหรือคอนโดฯเชิงพาณิชย์เกิน 50 ล้านบาทเท่านั้น หากมูลค่าไม่ถึง หรือมีมูลค่าไม่เพิ่มขึ้นก็ไม่เสียภาษี ที่สำคัญโครงการฯ จัดเก็บภาษี คือโครงการฯ ที่ยังก่อสร้างอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้ หรือโครงการฯ ที่จะก่อสร้างภายหลังจากวันที่พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ จะไม่มีผลบังคับย้อนหลัง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพรชัยกล่าวว่า สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ. สรุปได้ดังนี้ &amp;nbsp;การจัดเก็บภาษีแบ่งเป็น 2 กรณี กรณีแรกระหว่างการดำเนินการจัดทำโครงการฯ จะจัดเก็บภาษีจากการขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือห้องชุดซึ่งตั้งอยู่รอบพื้นที่โครงการฯ ในรัศมีที่กำหนดทุกกรณีไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าไร กรณีสองเมื่อก่อสร้างโครงการฯ แล้วเสร็จ จะจัดเก็บภาษีเพียงครั้งเดียวจากที่ดินหรือห้องชุดเฉพาะส่วนที่ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท ยกเว้นภาษีให้แก่ที่ดินหรือห้องชุดที่ใช้เพื่อพักอาศัยและที่ดินที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม ขณะที่ห้องชุดของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่รอจำหน่าย ซึ่งอยู่รอบพื้นที่ที่มีโครงการฯก็จะต้องเสียด้วย อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีการขาย ที่ดินหรือห้องชุดหลังโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มจากส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพื้นที่จัดเก็บภาษีกำหนดเพดานขอบเขตไว้ไม่เกินรัศมี 5 กม.รอบพื้นที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐเข้าไปพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนท่าเรือ สนามบิน โครงการทางด่วนพิเศษ และโครงการอื่น ๆ ที่กระทรวงกำหนด &amp;nbsp;สำหรับหน่วยงานจัดเก็บภาษี เป็นกรมที่ดินและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีโครงการฯตั้งอยู่ &amp;nbsp;โดย กำหนดเพดานภาษีสูงสุดไม่เกิน 5% &amp;nbsp;แต่อัตราการเก็บจริงจะมีการประกาศในพระราชกฤษฎีกาอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ฐานภาษีเพื่อการคำนวณภาษี ให้คำนวณจากส่วนต่างของมูลค่าที่ดินหรือห้องชุดที่เพิ่มขึ้นระหว่างวันที่รัฐเริ่มก่อสร้างโครงการฯ และมูลค่าในวันที่การก่อสร้างโครงการฯ แล้วเสร็จ สำหรับโครงการฯ ที่ยังก่อสร้างอยู่ในวันที่พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ ให้ใช้วันที่พระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้เป็นวันเริ่มต้นในการคำนวณฐานภาษี &amp;nbsp;ทั้งนี้การคำนวณมูลค่าที่ดินและห้องชุด ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์กำหนดเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ ในกรณีห้องชุดไม่สามารถคำนวณส่วนต่างของมูลค่าห้องชุดได้ เนื่องจากไม่มีราคาประเมินห้องชุดให้คำนวณส่วนต่างดังกล่าวเท่ากับ 20% ของมูลค่าห้องชุด&amp;rdquo; นายพรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13173</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงทุนภาครัฐ, ที่ิดิน, ภาษีลาภลอย, ห้องชุด, เมกะโปรเจ็กต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180227/image_big_5a955389c8dd8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/02/2018 20:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2018 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาแน่!  คลังลุ้นเก็บ “ภาษีลาภลอย” ภายในปีนี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังจ่อชง &amp;ldquo;ภาษีลาภลอย&amp;rdquo; ให้ ครม. พิจารณาเห็นชอบ หลังสรุปรับฟังความเห็นเรียบร้อย ยืนยันกฎหมายดี ช่วยให้เกิดการกระจายการใช้ประโยชน์ของที่ดิน อุ้มรัฐเก็บรายได้เพิ่มขึ้น ลุ้นมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ หรือช้าปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.พ.2561&amp;nbsp; นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. ได้สรุปการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีการได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ พ.ศ. .... หรือ ภาษีลาภลอย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ดีทำให้เกิดการกระจายการใช้ประโยชน์ของที่ดินและทำให้รัฐเก็บรายได้ได้เพิ่มมากขึ้น คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในปีนี้หรือปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายยังเหมือนเดิม กำหนดเพดานอัตราภาษีที่จะเก็บไม่เกิน 5% &amp;nbsp;โดยอัตราภาษีที่ใช้จัดเก็บจริงจะกำหนดในพระราชกฤษฎีกาอีกครั้ง ผู้เสียภาษี คือ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน เจ้าของห้องชุด ที่ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูงกว่า 50 ล้านบาท และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเจ้าของห้องชุดรอการจำหน่าย ซึ่งอยู่รอบพื้นที่ที่มีโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ คือ โครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน สนามบิน ท่าเรือ โครงการทางด่วนพิเศษ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีใน 2 กรณี คือ กรณีแรกการจัดเก็บในระหว่างการดำเนินโครงการฯ จะจัดเก็บจากการขายหรือเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือห้องชุดทุกครั้ง รอบพื้นที่โครงการฯ ในรัศมีที่กำหนดไว้ไม่ใน 5 กม. ในส่วนกรณีที่ 2 การจัดเก็บเมื่อการดำเนินโครงการฯ แล้วเสร็จ จะจัดเก็บจากที่ดินหรือห้องชุดที่ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูงกว่า 50ล้านบาท (ยกเว้นใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยและทำเกษตรกรรม) และเก็บจากห้องชุดของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่รอการจำหน่าย ซึ่งอยู่รอบพื้นที่ที่มีโครงการฯ เพียงครั้งเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สศค. ได้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดกฎหมายบางส่วน เช่น การนำส่งเงินภาษี จากเดิมนำส่งเงินภาษีเข้ากองทุนพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ ให้ส่งเข้าคลังเป็นรายได้ของแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังกำหนดโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ที่จะต้องจัดเก็บภาษีจากเจ้าของที่ดินและห้องชุดที่อยู่รอบโครงการ ให้มีความชัดเจนเพิ่มขึ้น โดยให้รวมถึงโครงการ ที่ทำสัญญาก่อนและยังพัฒนาโครงการ ไม่แล้วเสร็จในวันที่ร่างพ.ร.บ. มีผลบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันยังเพิ่มบทลงโทษ ในกรณีผู้เสียภาษีมิได้ชำระภาษีค้างชำระ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มภายในเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือแจ้งเตือนภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งเตือน อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้เสียภาษีเพื่อนำเงินมาชำระภาษีค้างชำระ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้นได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4001</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, ภาษี, ภาษีลาภลอย, สศค., สุวิชญ โรจนวานิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180214/image_big_5a8429e9ae20b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3472</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2018 07:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2018 08:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กม.ลาภลอย’ตั้งไข่’เจ้าของที่ดินแนวรถไฟฟ้ามีหนาว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2561 สศค.ได้ประชุมร่างกฎหมายจัดเก็บภาษีจากผู้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ (ภาษีลาภลอย) ที่เก็บส่วนต่างของมูลค่าที่ดิน หรือโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอยู่ตามแนวโครงการทางด่วน และแนวรถไฟฟ้าแล้ว ท่าเรือ สนามบิน เป็นต้น และเตรียมเสนอให้ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง พิจารณาภายในเดือน มี.ค.นี้ หลังจากนั้นจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาโดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ดี ในร่าง พ.ร.บ.จะกำหนดเพดานอัตราภาษีสูงสุดเอาไว้ที่ไม่เกิน 5% ของฐานภาษี ซึ่งฐานภาษี คือส่วนต่างของมูลค่าที่ดินหรือห้องชุดที่เพิ่มขึ้น ระหว่างมูลค่าก่อสร้างวันที่รัฐเริ่มดำเนินโครงการพัฒนา กับมูลค่าในวันที่โครงการพัฒนาแล้วเสร็จ แล้วแต่กรณี สำหรับอัตราจัดเก็บภาษีจะมีการกำหนดอัตราที่เหมาะสมอีกครั้ง โดยเสนอให้ ครม.เห็นชอบแล้วออกเป็นพระราชกฤษฎีกาอีกครั้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3472</URL_LINK>
                <HASHTAG>กม.ลาภลอย, กฤษฎีกา, ภาษีลาภลอย, รถไฟฟ้า, สศค., แนวทางด่วน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180219/image_big_5a8af458ce89f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
