<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>48145</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2019 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2019 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาแน่ “สรรพสามิต” เตรียมชงคลังรีดภาษีความเค็ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ต.ค. 2562 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯ อยู่ระหว่างการเร่งศึกษาร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ในการขยายฐานการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าความเค็ม เพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในการบริโภคสินค้าที่ดีต่อสุขภาพ โดยจะมีการเก็บภาษีตามสัดส่วนของความเค็ม หรือปริมาณโซเดียม หากเค็มมากก็จะเสียภาษีในอัตราสูง ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเพื่อเสนอให้นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง พิจารณาได้ภายในสิ้นปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ภาษีความเค็ม ถือเป็นภาษีตัวใหม่ ที่กรมฯ กำลังคิดจะจัดเก็บ ซึ่งก่อนหน้านี้ ไทยยังไม่มีมาก่อน มีแค่การจัดเก็บภาษีความหวาน แต่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว ก็มีการจัดเก็บภาษีตัวนี้ไปหลายประเทศแล้ว ซึ่งขั้นตอนขณะนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสัดส่วนความเค็มที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขอยู่ ซึ่งหากได้ข้อมูลครบก็จะพิจารณาได้ว่าจะมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าวหรือไม่มี&amp;quot; นายพชร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหากเห็นว่ามีความจำเป็นต้องเก็บภาษีความเค็ม กรมฯ ก็จะไม่ได้จัดเก็บในอัตราเดียวทันที แต่จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการปรับตัว เพื่อลดปริมาณความเค็มในสินค้า หรือปรับสูตรผลิตสินค้าเพื่อสุขภาพก่อน โดยจะให้เวลาผู้ประกอบการปรับตัวประมาณ 1-2 ปี ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ระบุอัตราการจัดเก็บที่ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าที่จะเข้าข่ายต้องเสียภาษีความเค็ม เบื้องต้น จะคำนวณจากปริมาณโซเดียมต่อความต้องการบริโภค และจะจัดเก็บจากกลุ่มสินค้าอาหารปรุงสำเร็จ เช่น อาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋อง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น แต่จะยังไม่มีการจัดเก็บภาษีความเค็มในสินค้าปรุงรส เช่น น้ำปลา เกลือ รวมถึงขนมขบเคี้ยวสำหรับเด็ก เนื่องจากมองว่าขนมเป็นอาหารที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ที่ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกซื้อได้เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในการประชุมองค์การอนามัยโลก(WHO) รวมถึงกลุ่มสหประชาชาติ(UN) ได้พยายามผลักดันให้หลายประเทศมีการออกนโยบายภาษีเพื่อลดการบริโภคอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะจะเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ ตามมา อาทิ โรคไต โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคความดันโลหิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพชร กล่าวถึงการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ หรือเบียร์ 0% ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงสาธารณสุขเช่นกัน ซึ่งมีความเห็นแบ่งเป็น 2 ส่วน คือการมีเบียร์ 0% เป็นทางเลือกให้ผู้ที่ดื่มเบียร์อยู่แล้วหันมาดื่มเบียร์ 0% ได้ ที่จะช่วยลดการดื่มแอลกอฮอล์ได้ กับอีกทางที่มองว่าเป็นโทษ เพราะจะเป็นการชักจูงให้ผู้ดื่มหน้าใหม่มีเพิ่มมากขึ้น จากการดื่มเบียร์ 0% มาเป็นดื่มเบียร์ทื่มีแอลกอฮอร์ขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องนี้ยังกระทบกับหลักการการจัดเก็บภาษีของกรมด้วย เพราะที่ผ่านมา กรมจัดเก็บภาษีจากฐานของปริมาณแอลกอฮอล์ที่ผสมในเครื่องดื่ม แต่หากจะต้องเก็บเบียร์ 0% จริง ก็จะต้องปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การจัดเก็บส่วนนี้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้น่าจะได้ข้อสรุปในปีนี้เช่นกัน&amp;quot; นายพชร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48145</URL_LINK>
                <HASHTAG>พชร อนันตศิลป์, ภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าความเค็ม, อธิบดีกรมสรรพสามิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190714/image_big_5d2b362dd2a06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
