<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>41386</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2019 13:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2019 13:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ได้พูด! “ขุนคลัง” ลั่นพลังประชารัฐไม่เคยพูดลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ได้พูด! &amp;ldquo;ขุนคลัง&amp;rdquo; ลั่นพลังประชารัฐไม่เคยพูดลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% แจงยังไม่มีโอกาสชี้แจงว่าเป็นแค่การทบทวนโครงสร้างการจัดเก็บ หวังลดความเหลื่อมล้ำ ลั่นยึดวินัยการคลังเข้มข้น ประคองรายได้เข้ารัฐระยะยาว แจงมั่นใจแบงก์ชาติ คุมบาทแข็งอยู่ ระบุไม่มีการก้าวก่ายขึ้นดอกเบี้ยแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค.62 - &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เปิดเผยถึงนโยบายการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% ว่า นโยบายการปรับลดภาษีจะต้องมองในกรอบใหญ่ สิ่งที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เสนอไว้ไม่ได้พูดถึงลดภาษีโดยตรง แต่กำลังพูดว่าถึงเวลาที่น่าจะมาทบทวนโครงสร้างภาษีของประเทศ เพราะว่าจะมีความเหลื่อมล้ำอยู่ เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่มีอัตราจัดเก็บห่างกันพอสมควร ส่วนโครงสร้างการจัดเก็บภาษีเงินได้ การปรับเปลี่ยนอย่างไร ลดอะไรบ้าง จะต้องมาดูในรายละเอียด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อีกประเด็นคือ จะต้องดูด้วยว่าเรื่องการสร้างรายได้ เพิ่มรายได้ให้ประเทศจะทำอย่างไร ข้างหนึ่งถ้าแตะภาษีจะตอบโจทย์รายได้รัฐในระยะยาวอย่างไร สุดท้ายแล้ววินัยการเงินการคลังต้องไม่ถูกกระทบ เพราะฉะนั้นจะไม่พูดเรื่องว่าอยู่ดี ๆ ไปปรับลดภาษี บางทีเป็นข่าวออกไป เพราะยังไม่มีโอกาสที่จะได้อธิบายให้ตรงจุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;จะต้องดูทั้งระบบ โจทย์คือการปรับโครงสร้างภาษี ต้องช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งอาจจะมีทั้งลดทั้งเพิ่ม และต้องสนับสนุนให้คนไทยมีความมั่งคั่งที่ยั่งยืนจากการประกอบอาชีพมากขึ้น ธุรกิจต้องไปได้ ประเทศจะได้ประโยชน์จากภาษีที่เพิ่มขึ้น&amp;rdquo; นายอุตตม กล่าว
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;ทั้งนี้ ในเรื่องเศรษฐกิจนั้น กระทรวงการคลังจะเดินหน้าการสร้างความเข็มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศ จากฐานราก ซึ่งแม้ว่าการส่งออกยังสำคัญ แต่โลกปัจจุบันถ้าประเทศไม่เข้มแข็งจากภายใน นอกประเทศยังผันผวน ก็จะไม่มีภูมิคุ้มกัน ไม่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศเพื่อประชาชนได้เต็มที่ ดังนั้นจะมีมาตรการออกมาดูแลเรื่องของเศรษฐกิจหากมีผลกระทบจากข้างนอก ว่าจะดูแลกันอย่างไร ตั้งแต่ฐานรากขึ้นมาถึงทุกภาคส่วน
&amp;nbsp;นอกจากนี้ จะเน้นขับเคลื่อนในส่วนของนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนายกระดับประเทศไทยให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันก้าวทันโลก ตอนนี้เป็นโลกของเทคโนโลยี ภาคการเกษตรไม่เหมือนเดิมแล้ว ต้องใช้เทคโนโลยี การค้าขาย ภาคอุตสาหกรรม ชัดเจนเป็นโลกของเทคโนโลยี ภาคสังคม ก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นกระทรวงการคลังจะดูแลในเรื่องงบประมาณ การสนับสนุนด้านการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;กระทรวงการคลังจะดูแลสองเรื่องพร้อมกัน คือ การจัดสรรงบประมาณให้สอดรับกับยุทธศาสตร์การยกระดับพัฒนาประเทศตั้งแต่ฐานรากขึ้นมาก และจะดูแลเรื่องวินัยการเงินการคลังต่อเนื่อง ไม่มีหย่อนยาน เพราะอย่างที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุไว้ว่านี่เป็นพื้นฐานของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ถ้าวินัยการเงินการคลังไม่เข้มแข็งก็ไม่มีแรงไปจัดงบประมาณขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ต้องมองระยะใกล้และระยะยาวว่าเราต้องมีเงินพอที่จะพัฒนาประเทศทุกส่วน ทุกพื้นที่ โดยสองเรื่องนี้ต้องไปด้วยกัน&amp;rdquo; นายอุตตม กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนของค่าเงินบาทอย่างที่ทราบ มีปัจจัยที่กระทบอยู่ ทั้งด้านที่ทำให้บาทอ่อนและบาทแข็ง ซึ่งฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้พูดถึงว่าการที่ดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัดต่างๆ ของไทยเข้มแข็ง ก็อาจเป็นเหตุผลทำให้บาทแข็งขึ้นมาบ้าง ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ ส่วนการดูแลอย่างที่ทราบ กระทรวงการคลังเชื่อมั่นในธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการทำหน้าที่นี้ การดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งกระทรวงการคลังกับ ธปท.จะต้องมีการหารือร่วมกันในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่า กระทรวงการคลังจะเข้าไปแทรกแซง หรือก้าวก่าย โดยเฉพาะเรื่องการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ให้เป็นการตัดสินใจของ ธปท. ในส่วนของกระทรวงการคลังคงพูดไม่ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41386</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, พลังประชารัฐ, ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, อุตตม สาวนายน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190719/image_big_5d31687b8fdbe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25729</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2019 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2019 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สรรพากร” แนะยื่นแบบผ่านออนไลน์พ่วงพร้อมเพย์ได้รับเงินคืนภาษีว่องไว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 ม.ค.2562- &amp;nbsp;นายปิ่นสาย สุรัสวดี รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมสรรพากรได้เริ่มส่งข้อมูลการคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2561 ให้ธนาคารแล้ว สำหรับกรณีผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90 ภ.ง.ด.91) ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ไม่ว่าจะผ่านทางเว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th หรือ ผ่านทาง RD Smart Tax Application และมีความประสงค์ขอคืนภาษี กรณีที่แบบฯ ดังกล่าว ไม่ติดเกณฑ์การตรวจสอบก่อนคืนภาษี โดยหากผู้เสียภาษีลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชนไว้ ธนาคารจะนำเงินคืนภาษีเข้าบัญชีเงินฝากที่ผู้เสียภาษีได้ลงทะเบียนไว้ในวันทำการถัดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี และการขอคืนภาษีในปีภาษี 2560 พบว่าผู้ขอคืนภาษี ส่วนใหญ่มีการผูกบัญชีเงินฝากธนาคารด้วยเลขประจำตัวประชาชน เพื่อรับเงินผ่านระบบการโอนเงินแบบ พร้อมเพย์มากกว่า 70% (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561) และด้วยการปรับปรุงกระบวนการให้บริการคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารผ่านระบบการโอนเงินแบบผ่านพร้อมเพย์นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษี ลดภาระในการเดินทางไปธนาคารเพื่อนำเช็คไปเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ไม่ต้องรอรับเช็คคืนภาษีทางไปรษณีย์ รวมทั้งเป็นการแก้ปัญหาเรื่องเช็คคืนภาษีส่งไม่ถึงมือผู้รับหรือเช็คคืนภาษีสูญหายอีกทั้งยังเป็นการช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการพิมพ์เช็คและจัดส่งทางไปรษณีย์ซึ่งเป็นต้นทุนของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมสรรพากรขอรณรงค์ให้ผู้เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90 ภ.ง.ด.91) ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์และลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน ซึ่งผู้เสียภาษี จะได้รับเงินคืนภาษีอย่างถูกต้อง สะดวก และรวดเร็ว&amp;rdquo; นายปิ่นสาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเพื่ออำนวยความสะดวกในการรับเงินภาษีคืน สำหรับผู้ขอคืนที่ไม่ได้ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน กรมสรรพากรมีช่องทางการรับเงินคืนภาษี โดยให้ผู้ขอคืนนำหนังสือแจ้งยื่นเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่กรมจัดส่งให้ทางไปรษณีย์พร้อมด้วยบัตรประจำตัวประชาชน และหรือเอกสารหลักฐาน ซึ่งแสดงถึงฐานะของผู้มีเงินได้ที่มีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีไปติดต่อ เพื่อขอรับเงินคืนภาษีได้ที่ธนาคารภายในวันที่ที่ระบุไว้ในหนังสือ ซึ่งผู้เสียภาษีจะได้รับเงินคืนภาษีอย่างถูกต้อง สะดวก และรวดเร็วเช่นเดียวกัน สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ สำนักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร.1161&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25729</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์, พร้อมเพย์, ภ.ง.ด.90, ภ.ง.ด.91, ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, ยื่นภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180205/image_big_5a7871c7d0d1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10070</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;วีระ&#039;กินยาลืมเขย่าขวด ปูดรัฐบาลจ่อรีดแวต9% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;วีระ&amp;quot; เขย่ารัฐบาล คสช. ขุดพระราชกฤษฎีกาขึ้นแวต 9% มาให้ประชาชนตกใจเล่น อ้างรัฐบาลทหารเสียของ ตั้งหน้าตั้งตารีดเงินจากกระเป๋าประชาชน แต่แท้จริงแล้วเป็นเทคนิคการเขียนกฎหมายมาทุกรัฐบาลตลอด 25 ปีที่ผ่านมา สุดท้ายเก็บแวตจริงแค่ 7% เหมือนเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กแสดงความเห็นกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม ระบุว่า ประชาชนควรสนใจข่าวที่กระทบชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองให้มากขึ้น ข่าวร้อนข่าวดังที่มาแย่งพื้นที่รับรู้แล้วก็ให้ผ่านไป ควรสนใจในเรื่องข้อมูลข่าวสารที่อาจกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเรื่องนี้ รัฐบาลจะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 6.3% เป็น 9% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป หมายความว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป ราคาสินค้าอาจมีราคาพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในภาวะตกต่ำ รายได้ของประชาชนส่วนใหญ่คงที่หรือลดลง ราคาพลังงาน ก๊าซ น้ำมัน พุ่งสูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายังระบุว่า รัฐบาลทหารเสียของ แก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการรีดเงินจากกระเป๋าประชาชนอย่างเงียบๆ ด้วยการวางแผนยอกย้อนซ่อนเงื่อนหลอกให้ตายใจ ด้วยการอ้างออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 646) ลงวันที่ 30 กันยายน 2560 โดยกำหนดให้ใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่ ดังนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 6.3% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 ถึงแค่วันที่ 30 กันยายน 2561 เท่านั้น คนส่วนใหญ่คิดว่ารัฐบาลลดภาษีมูลค่าเพิ่มให้ แต่ในข้อ 2 ของพระราชกฤษฎีกานี้ กำหนดให้เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราใหม่ 9% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป โดยไม่มีกำหนดวันสิ้นสุด หรือหมายความว่าให้เก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 9% ตลอดไป&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เตรียมตัวรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มกันได้บริหารประเทศแบบล้างผลาญกันจนเงินหมด แล้วมารีดภาษีจากประชาชนเอาล้างผลาญกันอีกใครนะ เก่งจัง ออกพระราชกฤษฎีกาหมกเม็ด ถ้ากล้าจริงทำไมไม่เขียนให้ชัดๆ ว่าเป็นพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม คนไทยตื่นได้แล้ว มารับรู้ความจริงของชีวิตกันเสียที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เคยมีการชี้แจงจากอธิบดีกรมสรรพากรมาแล้วว่าเป็นเทคนิคในการเขียนกฎหมายซึ่งทุกรัฐบาลตลอด 25 ปีที่ผ่านมาจะมีการเขียนไว้แบบนี้ เมื่อถึงปีหน้าเชื่อว่าจะมีการออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อลดภาษีมูลค่าเพิ่มให้คงอยู่ที่ร้อยละ 6.3 ซึ่งเมื่อไปบวกกับภาษีท้องถิ่นก็จะเป็นร้อยละ 7 เหมือนเดิม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประมวลรัษฎากรออกมาเมื่อปี 2534 กำหนดให้เพดานการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ร้อยละ 10 แต่หลังจากนั้นในทุกๆ ปีเริ่มตั้งแต่ปี 2535 ก็จะมีการออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อให้คงการเก็บภาษีมูลราคาเพิ่มไว้ที่ 6.3% เหมือนเดิม ซึ่งพระราชกฤษฎีกาก็จะออกมาช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายน เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม เป็นเช่นนี้มาตลอด 25 ปี ยกเว้นปี 2540 ที่มีการขยับขึ้นภาษีมูลราคาเพิ่มไปเป็น 10% ในช่วงสั้นๆ เพราะเป็นเงื่อนไขของไอเอ็มเอฟ แต่ต่อมาก็มีการต่อรองและลดลงมาเหลือ 6.3% เหมือนเดิม&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ มีกฎหมายการปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดให้ประชาชนต้องจ่ายภาษีอีก 1 ใน 9 ของภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้กับท้องถิ่น เมื่อเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 6.3 จึงไปบวกภาษีท้องถิ่นอีกร้อยละ 0.7 รวมเป็นต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 นั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดย IMD ประจำปี 2561 ซึ่งประเทศไทยมีอันดับลดลงจากอันดับที่ 27 เมื่อปีที่แล้ว เป็นอันดับที่ 30 ในปีนี้ว่า สาเหตุหลักส่วนหนึ่งมาจากการใช้นโยบายงบประมาณขาดดุลของรัฐบาล เพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทำให้กระทบต่อปัจจัยการประเมินด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ โดยเชื่อว่าเป็นผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะยาวการลงทุนนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ประสิทธิภาพของรัฐเรื่องอื่นๆ ที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก เช่น การแก้ไขกฎระเบียบและปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐให้มีความสะดวกต่อการดำเนินธุรกิจ การปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราภาษีการบริโภค การสร้างแรงจูงใจในการลงทุน ฯลฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนปัจจัยการประเมินอีก 3 ด้าน คือ ด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะสาธารณูปโภคพื้นฐาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่เกิดจากการลงทุนของรัฐบาล มีอันดับดีขึ้น และด้านสภาวะเศรษฐกิจกับด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจนั้น มีอันดับคงเดิม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำว่า แม้ว่าอันดับโดยรวมของไทยจะลดลง เป็นทิศทางเดียวกับประเทศอื่นในอาเซียน แต่คะแนนดิบที่ได้รับคือ 79.450 ซึ่งยังคงสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของโลกที่ 76.61 และอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย เช่นเดียวกับปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านอื่นๆ เช่น ด้านสังคม การศึกษา และสาธารณสุขเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน และความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมให้อันดับของไทยดีขึ้นต่อไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่นักการเมืองบางคนวิจารณ์ว่านายกรัฐมนตรีไม่มีพื้นฐานการศึกษาด้านเศรษฐกิจ และ 4 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของประเทศยังโตไม่มากนัก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เติบโตอย่างต่อเนื่องว่า รัฐบาลนี้ทำงานเป็นทีม และมีทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง มีผลงานที่ชัดเจน ทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นเรื่อยๆ จากที่ดิ่งต่ำสุดและติดลบในช่วงก่อนปี 2557 ขึ้นมาเกือบ 5% และมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก จึงอยากเตือนว่าไม่ควรออกมาพูดเช่นนี้ เพราะสุดท้ายจะกลับเข้าตัวเอง&amp;quot; พล.ท.สรรเสริญกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10070</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด, ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, มาเลเซีย, รัฐบาลเก็บภาษี, วีระ สมความคิด, สิงคโปร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัตราภาษีการบริโภค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180526/image_big_5b0960bc413e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4389</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2018 16:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2018 13:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรรพากรคาดยอดขอคืนภาษีแตะ 4 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สรรพากร&amp;rdquo; ประเมินยอดขอคืนภาษีปี 60 แตะ 4 หมื่นล้านบาท พร้อมเร่งเครื่องคืนภาษี ฟุ้งดำเนินการแล้วเสร็จ 9 แสนราย

6 มี.ค. 61 - นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยื่นแบบรายการแสดงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปี 2560 ที่เปิดให้ยื่นแบบตั้งแต่วันที่ 1&amp;nbsp; ม.ค.ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2561 ว่า ขณะนี้มีผู้เสียภาษีเริ่มทยอยยื่นแบบฟอร์มการภาษีแล้วประมาณ 3.3 ล้านราย ต่ำกว่าปีก่อนที่มีผู้ยื่นภาษีทั้งสิ้น 4 ล้านราย ส่วนใหญ่ยังมีการยื่นแบบล่าช้า เนื่องจากรอเอกสารประกันสุขภาพ เป็นต้น โดยในส่วนนี้แบ่งเป็นการยื่นภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 90% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่ 84%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ยอดการขอคืนภาษีในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท โดยปัจจุบันกรมสรรพากรได้เร่งคืนภาษีแล้ว 8-9 แสนราย หรือประมาณ 80-90% คิดเป็นวงเงินประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยืนยันว่าการคืนภาษีปีนี้ไม่มีความล่าช้า หากมีการตรวจสอบด้านเอกสารครบถ้วน ซึ่งขณะนี้มีเพียงผู้ยื่นขอคืนภาษีและมีปัญหาเพียง 10% โดยจะต้องมีการส่งเอกสารเพิ่มเติม&amp;rdquo; นายประสงค์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4389</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพากร, กระทรวงการคลัง, คืนภาษี, ประสงค์ พูนธเนศ, ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180205/image_big_5a7871c7d0d1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2477</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2018 22:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2018 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สรรพากร” ปาดเหงื่อคาดยอดขอคืนภาษีปี 60 เพิ่มขึ้นล้านราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สรรพากร&amp;rdquo; ประเมินยอดผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2560 พุ่งแตะ 12 ล้านราย คาดยอดขอคืนภาษีเพิ่มขึ้นล้านราย ยอดเงินกว่า 3 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;06 ก.พ. 2561 - นางศิริวัลย์ แก้วมูลเนียม รองอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมฯ ประเมินว่ายอดผู้ยื่นแบบภาษีชำระภาษีบุคคลธรรมดาในรอบปี 2560 ที่เริ่มเปิดให้ยื่นตั้งแต่เดือน ม.ค. ถึงต้นเดือนเม.ย.นี้ จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 11-12 ล้านราย สูงกว่าปีก่อนที่มียอดผู้ยื่นแบบภาษี 10-11 ราย เนื่องจากมีการใช้โครงสร้างภาษีใหม่ทำให้มีผู้มายื่นภาษีเพิ่มขึ้น ขณะที่ยอดการคืนภาษีในปีนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 25% เป็น 4 ล้านราย จากปีก่อนอยู่ที่ 3 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สาเหตุที่คาดว่าในปีนี้จะมีการคืนภาษีบุคคลธรรมดามากขึ้น เนื่องจากตลอดปี 2560 รัฐบาลมีการออกมาตรการนำรายจ่ายหลายชนิดมาลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำค่าใช้จ่ายจากเบี้ยประกันสุขภาพมาลดหย่อนได้ 1.5 หมื่นบาท มาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โครงการช็อปช่วยชาติ 1.5 หมื่นบาท ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซ่อมแซมมาหักลดหย่อนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยยอมรับว่าแม้ยอดการคืนภาษีที่เพิ่มขึ้นจะกระทบต่อรายได้การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรบ้าง แต่ภาพรวมถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ และขณะเดียวกันหลังจากนี้สรรพากรจะหาแนวทาง เพื่อให้มีรายได้เข้ามาทดแทน โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี รวมถึงการออกกฎหมายเพิ่มการจัดเก็บภาษีชนิดอื่น ๆ เช่น การจัดเก็บภาษีการขายสินค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (อีคอมเมิร์ซ) ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนรอบที่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาพรวมการเปิดยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพบว่า ปัจจุบันยังมีผู้ยื่นแบบภาษีค่อนข้างน้อยกว่าที่คาด เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่อยู่ระหว่างรอใบรับรองประกันชีวิต ที่ได้รับสิทธิในการหักลดหย่อนภาษีเพิ่ม โดยในสัปดาห์นี้คาดจะมีผู้ยื่นภาษีประมาณ 1 ล้านราย &amp;nbsp;ซึ่งสรรพากรคาดว่าจากมาตรการหักลดหย่อนภาษีต่างๆของรัฐบาลที่ออกมานั้น จะทำให้กรมฯสูญรายได้บ้าง&amp;rdquo; นางศิริวัลย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกรมสรรพากร ระบุว่า ในปีนี้ตั้งเป้าหมายการจัดเก็บรายได้อยู่ที่ 1.92 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน อยู่ที่ 1.79 ล้านล้านบาท แต่ประเมินว่าการจัดเก็บจริงทำได้ 1.86 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 5.86 หมื่นล้านบาท ส่วนการคืนภาษีคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1.41 หมื่นล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 2.18 แสนล้านบาท &amp;nbsp;และภาษีอื่นอีก 8.21 หมื่นล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2477</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, คืนภาษี, ภาษี, ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, ศิริวัลย์, ศิริวัลย์ แก้วมูลเนียม, สรรพากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180205/image_big_5a7871c7d0d1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
