<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>40214</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนหนุนรัฐกระตุกศก. คาดโอกาสฟื้นเพียง0.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอกชนฝากรัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ หอการค้าฯ ชี้มีโอกาสฟื้น 0.5% หลังประเมินปีนี้โตต่ำกว่า 3.5% ส.อ.ท.ไม่ยี้ภาพรวม ครม.ประยุทธ์ 2 ขานรับ &amp;quot;สุริยะ&amp;quot; นั่ง รมว.อุตสาหกรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงภาพรวมของการเปิดรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การดูแลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ว่ารายชื่อส่วนใหญ่เป็น ครม.ที่มีทีมเศรษฐกิจชุดเดิมมานั่งทำงานต่อ ถึงจะมีมือใหม่มาผสมบ้าง แต่เชื่อว่าจะสามารถสานต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจของเดิมให้เดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งถือว่าเป็นข้อดี เนื่องจากจะสร้างความมั่นใจให้เอกชนที่เตรียมจะลงทุนในประเทศสามารถตัดสินใจได้ทันทีหากชัดเจนแล้วว่าประเทศไทยจะสานต่อโครงการในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน อยากให้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาโดยด่วน หลังจากที่เข้าทำงานตั้งแต่สัปดาห์ เพราะเชื่อว่าขณะนี้ผู้ที่รู้ตัวว่าจะมีชื่ออยู่ในทีม ครม. โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ คงมีการหารือกันบ้างและว่าจะทำอะไรเพิ่มเติมหลังจากเข้ารับตำแหน่ง เนื่องจากต้องยอมรับว่าตอนนี้เศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างสะดุด และอาจจะส่งไปให้ซบเซาได้ในอนาคตอันใกล้ หากมีมาตรการช่วยเหลือออกมาโดยด่วน จะช่วยเหลือในส่วนนี้ได้บ้าง ซึ่ง ส.อ.ท.เองพร้อมที่จะให้ข้อมูลและพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทีมเศรษฐกิจของคณะทำงานชุดใหม่อย่างเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มีชื่อเป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น ส.อ.ท.มั่นใจว่านายสุริยะเมื่อเข้ามานั่งในตำแหน่งจะสามารถทำงานได้ทันที เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและทำธุรกิจอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอยู่แล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ขณะเดียวกันยังเคยเป็น รมว.อุตสาหกรรมมาก่อน จึงไม่ต้องเสียเวลาในการศึกษางานมาก และสามารถสานต่อได้เลยโดยไม่ทำให้สะดุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า แม้ว่าปัจจุบันเราอาจจะได้เห็นความชัดเจนของหน้าตา ครม.แล้ว แต่ความรู้สึกถึงการขาดเสถียรภาพของรัฐบาลยังอยู่ในมุมมองของประชาชน ทำให้ความเชื่อมั่นที่มีต่อเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคตหดหายไป คนไม่มั่นใจว่าปัจจัยโลกที่ไม่ชัด และรัฐบาลจะสามารถเยียวยาหรือทำให้เศรษฐกิจพลิกฟื้นได้จริงหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่อาจจะเป็นตัวพลิกผันให้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยมีภาพที่ดีขึ้นได้คือ การเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ที่กระทรวงการคลังได้เตรียมเม็ดเงินไว้แล้วราว 1 แสนล้านบาท ซึ่งต้องติดตามว่ารัฐบาลชุดใหม่จะนำมาตรการใดออกมาใช้ และใช้กับกลุ่มใด ในช่วงระยะเวลาใด เพื่อช่วยดูแลเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คงดูว่ารัฐบาลใหม่โดยทีมเศรษฐกิจจะมีมาตรการดูแลเศรษฐกิจในระยะสั้นหรือไม่อย่างไร ใช้วงเงินเท่าไร 5 หมื่นล้านบาท หรือใช้เต็มที่ 1 แสนล้านบาท และจะเริ่มต้นเมื่อไร ซึ่งหากเริ่มใช้หลังมี ครม.ใหม่ คือตั้งแต่ ส.ค.หรือ ก.ย.62 เม็ดเงินทุกๆ 5 หมื่นล้านบาท จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้นได้ 0.2-0.3% แต่หากใช้เต็มที่ 1 แสนล้านบาท จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นขึ้นได้ 0.5-0.7% ดังนั้นความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำกว่า 3.5% ในปีนี้ จึงมีทางแก้จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะออกมา&amp;quot; นายธนวรรธน์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ม.หอการค้าไทยยังคงประเมินว่า ในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตในระดับ 3.5% หรือในกรอบ 3.3-3.8% โดยเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรก เติบโตได้ 2.9-3% ส่วนครึ่งปีหลัง คาดว่าจะเติบโตได้ 4% ขณะที่มองว่าการส่งออกไทยปีนี้ จะเติบโตเพียง 0.5% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ระดับ 1%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย กล่าวว่า คาดว่ารัฐบาลใหม่ภายใต้การดำเนินงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแบบเร่งด่วน แบบเห็นผลทันตา เพื่อถ่วงดุลภาพรวมการส่งออกและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยมาตรการกระตุ้นแบบ fast-moving นี้ จะถูกนำมาใช้เพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศสำหรับเพิ่มรายได้และการบริโภคในครัวเรือนมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มาตรการหลักที่เราคาดว่าจะเห็นจากรัฐบาลใหม่ใช้คือ การสนับสนุนรายได้ให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการรัฐ เงินชดเชยให้กลุ่มการเกษตรขนาดเล็ก การหักลดหย่อนภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ค่าเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ และค่าธรรมเนียมที่ลดลงสำหรับการจดจำนองของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย สำหรับในระยะถัดไปเราอาจมองเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น เมื่อการบริหารประเทศของรัฐบาลใหม่มีความมั่นคงมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลใหม่สามารถนำเสนอมาตรการที่มีระบบและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะเดียวกันอาจมีต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน ได้แก่ มาตรการกระตุ้นสำหรับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับตัวเมืองในต่างจังหวัดเงินชดเชยราคาสินค้าเกษตรที่มีระบบมากขึ้น การสนับสนุนเอสเอ็มอีอย่างมีระบบ และความสามารถในการกู้ยืมระดับจังหวัด รวมทั้งรัฐบาลใหม่จะเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้มีการประมูลรออยู่อีกมาก และเร่งโครงการสำคัญในปัจุบัน เช่นอีอีซีและรถไฟฟ้าความเร็วสูง ส่วนประเด็นการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำรวดเดียวถึง 25-27% นั้น ยังไม่น่าเกิดขึ้น เนื่องจากอาจมีผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจ แต่อาจมีการปรับค่าแรงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากรัฐบาลมีเครื่องมือจำกัดในการบรรเทาผลกระทบดังกล่าว.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40214</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนวรรธน์ พลวิชัย, ภาสกร ลินมณีโชติ, สุพันธุ์ มงคลสุธี, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190704/image_big_5d1e0b870794b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33415</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2019 09:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2019 09:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บล.กสิกรไทย ตั้งเป้าดัชนี ปี 62 1,750 จุด แต่ต้องตั้งรัฐใหม่ภายในครึ่งปีแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 เมษายน 2562 นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย เปิดเผยว่า ตั้งเป้าดัชนีปี 2562 ไว้ที่ 1,750 จุด ภายใต้เงื่อนไขหากจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายในครึ่งปีแรกและต้องมีเสถียรภาพ ซึ่งจะช่วยให้นโยบายต่างๆ ที่หาเสียงไว้สามารถขับเคลื่อนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หุ้นที่จะได้ประโยชย์จากการเลือกตั้งมี 4 กลุ่ม ได้แก่ หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจต่างจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ และเศรษฐกิจต่างจังหวัดที่ซบเซา โดยมองว่า ซีพี ออลล์ และ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จะได้รับประโยชน์มากที่สุด และกลุ่มที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานจะยังคงมีอย่างต่อเนื่องหลังเลือกตั้ง โดยมองว่า ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จะได้รับประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากโอกาสที่จะมีการดำเนินงานสูง ประวัติการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และความสามารถที่พร้อมรับงานขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่กลุ่มพาณิชย์มีปัจจัยบวกมาจากการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้น มาตรการกระตุ้นแก่กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำจากรัฐบาลก่อนการเลือกตั้ง และโอกาสที่จะมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างจังหวัดจากรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง รายได้ภาคเกษตรเริ่มปรับตัวดีขึ้นและรายได้นอกภาคเกษตรยังเติบโตเป็นบวกต่อเนื่อง รวมถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทำให้ต้นทุนค่าแรงของแรงงานกลุ่มอื่นๆ เพิ่มขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกลุ่มผู้รับเหมาจะได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีโครงการที่รอประมูลอีกกว่า 1 ล้านล้านบาท ในปี 2562 ซึ่งไม่รวมรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน และกลุ่มท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่ดีจากการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเชื่อว่า ท่าอากาศยานไทย จะมีสถานะที่ได้ประโยชน์มากที่สุด จากการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศและรายได้จากการประมูลพื้นที่ ร้านค้าปลอดภาษี (Duty free) แม้ว่าอาจจะมีการเลื่อนประมูลออกไปบ้าง แต่สำหรับปีนี้มองว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศจะเติบโต 6%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33415</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์, บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย, ภาสกร ลินมณีโชติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180424/image_big_5adf11609a638.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32340</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2019 01:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2019 07:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โบรกฯรับเอกชนชะลอลงทุน รอท่าทีตั้งรัฐบาลใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มี.ค. 2562 นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การลงทุนภาคเอกชนมีการลดประมาณการการลงทุนลง เนื่องจากความไม่แน่นอนทางด้านการเมืองและความเสี่ยงจากระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ส่งผลให้ต่างชาติชะลอการลงทุนในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 คาดว่าเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวดีขึ้น เนื่องจากเป้าหมายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คือเสถียรภาพทางเงิน ดังนั้นหากเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นไปในทิศทางที่ดี จะส่งผลให้ กนง.ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพในระบบการเงินและสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายทางการเงินได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องอัตราค่าเงินบาทเนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและด้วยการจ่ายเงินปันผลตามฤดูกาลส่งผลให้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2562 มีการชะลอการแข็งค่าของค่าเงินบาทลง โดยอยู่ที่ 31.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิมประมาณ 32.4 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปี 2562 จะอยู่จุดต่ำสุดที่ 1,570 และจะอยู่ที่จุดสูงสุดประมาณ 1,750 จุด เนื่องจากความต้องการซื้อของภาคเอกชนในประเทศที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง แรงกดดันจากต่างประเทศที่ผ่อนคลายลง ในเรื่องของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ และราคาน้ำมัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ภาคเศรษฐกิจที่จะได้รับประโยชน์หลังจากการเลือกตั้ง ได้แก่ กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ ภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจต่างจังหวัด โดยกลุ่มหุ้นที่แนะนำคือ ซีพี ออลล์ และเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ เนื่องจากเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ มีโอกาสที่ค่าแรงจะถูกปรับเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ 308-330 บาท กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยกลุ่มหุ้นที่แนะนำคือ ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น เนื่องจากโอกาสที่จะมีการดำเนินงานสูง และกลุ่มการท่องเที่ยว กลุ่มหุ้นที่แนะนำคือ ท่าอากาศยานไทย เนื่องจากการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการประมูลพื้นที่ สินค้าปลอดภาษีอากร (Duty Free) มากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32340</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด, ภาสกร ลินมณีโชติ, รอจัดตั้งรัฐบาล, เอกชนชะลอลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190327/image_big_5c9a6a547e728.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
