<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>43525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2019 18:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ฟูจิเมืองเลย&quot; ในหน้าฝน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(มุมยอดฮิต ไม่ว่าใครก็จะต้องมาถ่ายรูปตรงจุดนี้เบื้องหน้าคือฟูจิเมืองไทย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องยอมรับว่าบ้านเรา ไทยแลนด์แดนสยามเมืองยิ้ม ก้าวสู่ภาวะโลกร้อนแล้วจริงๆ หลายคนคงจำรสชาติอากาศร้อนอบอ้าวในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาได้ ซึ่งปีนี้ถือว่าเราเจอศึกหนัก ร้อนกันแทบตับแลบถ้วนหน้าทุกภาค และพอย่างเข้าหน้าฝน พระพิรุณโปรยปรายมาหน่อยก็ช่วยคลายร้อนไปได้ แต่สังเกตไหมว่าถ้าช่วงไหนฝนทิ้งช่วงไปนานๆ หลายวัน อย่างที่ร้องโอดโอยว่าปีนี้เกิดภัยแล้ง อากาศก็จะร้อนมาก คล้ายหน้าร้อนเลยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(มองจากมุมสูงบนยอดภูป่าเปาะ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่เกริ่นเรื่องดินฟ้าอากาศก็เพราะเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนได้ไปจังหวัดเลย และได้แวะไปเที่ยว &amp;quot;ภูป่าเปาะ&amp;quot; ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นฟูจิเมืองเลย ซึ่งเท่าที่เห็นก็มีอารมณ์คล้ายๆ ภูเขาไฟฟูจิอยู่บ้าง แม้จะไม่เหมือนกันเด๊ะทุกกระเบียด เพราะฟูจิของแท้แดนซากุระนั้น ยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะ แต่ที่ภูป่าเปาะบ้านเราปกคลุมด้วยเมฆหมอก แต่ถึงอย่างนั้นภาพรวมที่ออกมาก็ดูสวยตื่นตาตื่นใจไม่น้อย ยิ่งหลังฝนตกไม่นานอากาศที่เลยก็ค่อนข้างเย็น ก็ยิ่งทำให้มีหมอกปกคลุมยอดภูมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(&amp;quot;ภูหอ&amp;quot;&amp;nbsp;หรือฟูจิเมืองไทย ในมุมมองอีกด้าน ไม่มีหมอกปกคลุม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ตอนแรกที่ได้ยินว่าภูป่าเปาะ ฟูจิเมืองไทย (หรือจะเรียกว่าฟูจิเมืองเลยก็ไม่ผิด) ก็คิดว่าได้ไปขึ้นภูเขาที่คล้ายฟูจิของญี่ปุ่น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ การไปชมฟูจิเมืองเลยคือการต้องไปขึ้นภูป่าเปาะที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร และพอไปถึงจุดที่ชมวิวต้องหันหน้าไปยังทิศทางเบื้องหน้าอีกฟากหนึ่ง ก็จะเห็นภูเขายอดตัดลูกหนึ่งปกคลุมด้วยทะเลหมอก ภูเขาลูกนี้มี่ชื่อว่า &amp;quot;ภูหอ&amp;quot; เป็นภูเขาที่แปลกไปจากภูเขาอื่นๆ ทั่วไปในบ้านเรา ก็ตรงที่มี &amp;quot;ยอดตัด&amp;quot; นี่ล่ะ ซึ่งคล้ายกับปล่องภูเขาไฟ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ฟูจิเมืองเลย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ช่วงที่ไปเป็นช่วงหลังฝนตกไม่นาน ม่านหมอกจึงปกคลุมภูหอหนาแน่น เหมือนหิมะห่อหุ้มยอดเขาไว้ยังไงยังงั้น บางคนบอกว่าหมอกเยอะไปจนน่าเสียดาย ทำให้ไม่เห็นส่วนที่เป็นยอดตัด แต่เราว่าทะเลหมอกนี่แหละที่ทำให้ภูเขาลูกนี้ดูสวย ถ้าไม่มีเมฆหมอกปกคลุมซะเลยก็จะดูแห้งๆ ไม่ค่อยสวยเท่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ฟูจิเมืองเลย&amp;quot; เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่บูมมาสักประมาณ 5-6 ปีนี่เอง และต้องยกนิ้วให้กับไอเดียสุดเจ๋งของชาวบ้านผาหวาย อ.หนองหิน จ.เลย ที่มองเห็นว่าความงดงามและความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติในท้องถิ่นตัวเองน่าจะเป็นจุดขาย ดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้คนในชุมชน เลยทำการโปรโมต ใครอยากไปดูฟูจิเมืองเลยก็ต้องมาที่ภูป่าเปาะ ซึ่ง อบต.มี &amp;quot;รถอีแต๊ก&amp;quot; ขับพาไป ราคาค่าโดยสารหัวละ 60 บาท ซึ่งสะดวกดี เพราะถ้าเดินขึ้นไปเองคงเหนื่อยไม่น้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ชิงช้าบนจุดชมวิวที่ 2)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วันที่ไปไม่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นนอกจากพวกเรา บรรยากาศคนน้อยๆ นี่ดีจริงๆ ได้เห็นธรรมชาติถนัดหูถนัดตาชัดเจน คุณลุงที่ขับรถอีแต๊กพาเราขึ้นไปจุดชมวิวที่มี 4 จุด บอกว่า ถ้าเป็นช่วงปีใหม่คนแน่นมาก ไม่ต่ำกว่า 6-7 พันคน/วัน ทาง อบต.ต้องระดมจัดหารถอีแต๊กไม่ต่ำกว่า 50 คันไว้รองรับคลื่นนักท่องเที่ยวที่ถาโถม ลุงบอกว่าวิ่งขึ้นวิ่งลงทั้งวันจนไม่มีเวลากินข้าว แม้ป้าจะเตรียมข้าวปลาอาหารมาให้แต่ก็ไม่ได้กินเพราะไม่มีเวลาจริงๆ ได้ฟังแล้ว เราก็นึกดีใจที่ไม่ได้มาช่วงปีใหม่หรือวันหยุดยาว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(จุดชมวิวที่ 2)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่บอกว่าจุดชมวิวมี 4 จุด เราคิดว่าจุดแรกสวยที่สุด จุดที่สองก็ไม่ค่อยมีอะไร ส่วนจุดที่ 3 ก็เป็นจุดพัก เพราะรถอีแต๊กไปได้แค่นี้ การขึ้นสู่จุดที่ 4 จะต้องเดินขึ้นเขาระยะทางประมาณ 300 เมตร เพื่อไปถึงจุดสูงสุดของภูป่าเปาะ ซึ่งจะสามารถเห็นวิวของเมืองได้รอบทิศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ทางเดินขึ้นจุดชมวิวที่ 4 ลื่นพอสมควร เพราะฝนตกก่อนหน้านี้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ระยะทางแค่ประมาณ 300 เมตร ถ้าเป็นทางพื้นราบถือว่าไม่ไกล แต่นี่เป็นการขึ้นภูเขา ทางที่เดินขึ้นเป็นทางดิน แต่ถูกทำเป็นขั้นบันใด สองข้างทางมีราวไม้ไว้ให้จับ ทางค่อนข้างลื่นมาก เพราะฝนเพิ่งตกหนักๆ ไปไม่นาน และช่วงที่เดินขึ้นฝนก็ยังโปรยปรายปรอยๆ เล็กน้อยอีกด้วยทางจึงลื่น ช่วงขาลงบางคนลื่นไถลก้นกระแทกก็มี การเดินต้องใช้ความระมัดระวังสูงพอสมควร กว่าจะถึงยอดก็เล่นเอาหอบแฮกๆ ตามประสาคนไม่ค่อยออกกำลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เสาบอกป้ายทิศทางบนยอดเขา จุดชมวิวที่ 4)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; บนยอดถือว่าเป็นจุดวิวหลักล้าน และมีเสาติดป้ายชี้ทิศทางสถานที่สำคัญของจังหวัดเลยตั้งไว้ ป้ายบางอันหลุดลอยหายไปเพราะที่นี่ลมแรงมากๆ ลุงคนขับที่เดินขึ้นมาด้วยบอกว่าบนยอดเขานี่ลมแรงจริงๆ เสาไม้ที่ทำป้ายทิศทางอันเก่ายังเอาไม่อยู่ หักไปแล้ว เลยต้องทำเป็นเหล็กแทน ส่วนทิศทางที่ป้ายชี้ก็คือ ชี้บอกว่า ภูหลวง ภูกระดึง น้ำนาว สวนหินงาม และที่อื่นๆ อยู่ทิศทางไหน ใครอยากเห็นภูอะไรก็มองไปทางป้ายที่ชี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(รถอีแต๊กที่พาขึ้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ลืมบอกไปว่า จากข้อมูลของคุณลุงพลขับอีแต๊กบอกว่า ช่วงเวลายอดฮิตที่คนทะลักทลายขึ้นไปภูป่าเปาะคือในช่วงปีใหม่ หรือช่วงหน้าหนาวก็คือช่วงเช้ามืด โดยเป้าหมายก็เพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้น หรือบางกลุ่มอาจจะไปช่วงเย็นก็เพื่อไปดูพระอาทิตย์ตก แต่ช่วงเวลาที่เราไปเป็นเวลาประมาณบ่ายสอง เลยไม่มีพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตกเป็นของแถม แต่ก็คิดว่าไม่ได้แย่ซะทีเดียว เพราะเราได้สัมผัสอากาศที่สุดแสนจะเย็นสบาย และค่อนข้างหนาวด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เบื้องหน้าคือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกทั้งความบริสุทธิ์ของอากาศ บวกกับวิวทิวทัศน์ที่มองไปทางไหนก็จะเห็นภูเขา และเห็นความเขียวขจีของแมกไม้สุดลูกหูลูกตา เป็นความสดชื่นที่คนกรุงโหยหามาก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับอากาศร้อนและมลพิษที่เจอในกรุงเทพฯ อากาศที่ภูป่าเปาะถือว่าเป็นโอโซนชั้นยอดจริงๆ และรู้สึกว่าโชคดีแม้เราจะไม่ได้มาช่วงหน้าหนาว แต่เราก็ได้สัมผัสอากาศหนาว ถือเป็นของแถมที่หาไม่ได้ง่ายๆ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43525</URL_LINK>
                <HASHTAG>ททท., ฟูจิเมืองไทย, ภูป่าเปาะ, ภูหอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190815/image_big_5d55456cb95fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36049</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ภูป่าเปาะ&quot; ฟูจิเมืองเลย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พระอาทิตย์ตกยามเย็น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ภูป่าเปาะ&amp;quot; ตั้งอยู่ในบ้านผาหวาย อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย หรือที่คุ้นหูกันในชื่อ &amp;quot;ฟูจิเมืองเลย&amp;quot; นั่นแหละ เป็นหนึ่งในหมุดหมายของนักท่องเที่ยวที่หวังไปชมความงามยามเช้า สายหมอกปกคลุมภูหอ ภูเขาที่มีลักษณะยอดปลายตัด คล้ายกับภูเขาไฟฟูจิยามาในประเทศญี่ปุ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีโอกาสคณะเดินทางมาที่ภูป่าเปาะกับทางมูลนิธิกาญจนบารมีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากได้ชื่อว่าฟูจิเมืองเลยแล้ว ที่นี่ยังเป็นชุมชนเข้มแข็งสืบสานแนวพระราชดำริ&amp;rdquo; ซึ่งชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภูป่าเปาะ (องค์กรสวัสดิการชุมชน)&amp;nbsp;ที่เกิดจากการรวมกลุ่มของชาวชุมชนบ้านผาหวาย รวมตัวกันจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายใต้ฐานทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ แก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าและลดความขัดแย้งกับหน่วยงานภาครัฐ เปลี่ยนสถานะมาสู่ผู้ดูแลรักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนช่วยกันพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และต่อยอดสู่การพัฒนาด้านอาชีพสร้างงานสร้างรายได้ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวบ้านในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผู้ใหญ่บุญลือ พรมมาลา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายบุญลือ พรมมาลา ผู้ใหญ่บ้านผาหวายและประธานชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภูป่าเปาะ เล่าว่า กว่าที่นี่จะถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในอดีตชาวบ้านยังทำมาหากินกับป่า ทำการเกษตร หาของป่า แต่เมื่อมีการประกาศให้ที่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของเขตป่าสงวนแห่งชาติภูค้อ-ภูกระแต และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูค้อ-ภูกระแต ชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ก็เริ่มมีความขัดแย้งกัน เมื่อชาวบ้านเข้าไปหารายได้จากป่าไม่ได้ก็เริ่มออกจากหมู่บ้าน เหลือแต่คนเฒ่าคนแก่ เด็กเล็ก จนตนเข้ามารับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ก็เริ่มหาแนวทางในการแก้ปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผ้าพันคอ สินค้าจากฝีมือชาวบ้าน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;กระทั่งในปี 2554&amp;nbsp;ได้พัฒนาภูป่าเปาะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมเริ่มหาทุนในการทำถนนในการขึ้นไปชมภูป่าเปาะ และมีนักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาเที่ยวในปี 2557&amp;nbsp;ชาวบ้านเริ่มเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ในปัจจุบัน &amp;nbsp;มีกลุ่มแม่บ้านในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เกิดขึ้นกว่า 10 กลุ่ม ทั้งผ้าทอย่าม เสื้อสมุนไพร ขนม ฯลฯ มีรถอีแต๊กนำเที่ยวกว่า 60&amp;nbsp;คัน มีโฮมสเตย์ มีมัคคุเทศก์โดยคนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่และชาวบ้านมีความสัมพันธ์กันเหมือนพี่น้อง ช่วยกันดูแลรักษาป่า และที่สำคัญคือ คนที่ย้ายออกไปจากหมู่บ้านก็เริ่มกลับเข้ามายังถิ่นกำเนิดด้วย ในปีนี้ก็อาจจะมีการคิดทำกิจกรรมเพิ่มขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ใช้เวลาในหมู่บ้านมากขึ้น&amp;rdquo; ผู้ใหญ่บ้านผาหวายเล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ดอกไม้ริมทางชวนชม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนแสงแดดจะอ่อนแรงเรารีบนั่งรถอีแต๊กของชาวบ้านไปชมพระอาทิตย์ตกที่ภูป่าเปาะ เสียค่ารถเพียงคนละ 60&amp;nbsp;บาท จุดชมวิวบนภูมีทั้งหมด 4&amp;nbsp;จุดด้วยกัน ระหว่างนั่งรถไปยังจุดแรกก็ชมวิวข้างทางไปพลางๆ ไกด์ที่มาด้วยบอกว่าถ้ามาในช่วงหน้าหนาวถนนสองฟากฝั่งจะถูกประดับไปด้วยดอกหญ้าสีขาว และดอกดาวกระจายสีเหลืองซึ่งเป็นดอกไม้ท้องถิ่นเต็มไปหมด แต่น่าเสียดายที่เรามาในช่วงหน้าร้อน ดอกไม้เลยผลิดอกให้เห็นบ้างประปราย สักพักก็มาถึงจุดชมวิวแรก จุดนี้มองเห็นภูหอตั้งอยู่เบื้องหน้าได้ชัดเจน แต่อาจจะไม่ได้มุมที่กว้างมากนักเพราะจุดที่จะชมพระอาทิตย์ตกสวยที่สุดไกด์บอกว่าจะต้องเป็นจุดที่ 2&amp;nbsp;และ 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ภูเขาเปาะจุดที่2 ก็ชมพระอาทิตย์ได้สวยๆ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ไปต่อยังจุดที่ 2 ที่ห่างกันไม่มากนัก ตรงจุดนี้ทำให้เราได้ความรู้สึกใกล้และมองเห็นภูหอได้ชัดขึ้น เห็นสภาพป่าบริเวณด้านล่างเดี๋ยวจะไม่ทันแสงเย็น เรามุ่งหน้าต่อไปยังจุดที่ 3 จุดนี้จะได้เห็นภูหอแค่บางส่วน แต่หากหันหลังกลับมาก็จะมีวิวภูเขาให้ชม ไกด์บอกว่าหากมองดูดีๆ จะเห็นภูเขามีรูปร่างคล้ายกับผู้ชายและผู้หญิง แต่มองเท่าไหร่ก็ดูไม่ออกเสียที แต่คนอื่นๆ ก็เห็นเป็นรูปร่างตามที่ไกด์บอกกันทุกคน ถึงจะมองไม่ออกแต่ก็ต้องขอบอกว่ามันสวยมากจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(วิวบนยอดภูป่าเปาะจุดที่ 4)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เดินขึ้นไปยังจุดที่ 4 ต้องมีการเตรียมตัวเล็กน้อย ดื่มน้ำเตรียมร่างกายให้พร้อม ใครเป็นโรคหอบ โรคหัวใจ โรคความดัน หรือมีโรคประจำตัวที่อาจจะกำเริบในระหว่างเดินไปยังจุดที่ 4 ที่ต้องเดินเท้าประมาณ 250&amp;nbsp;เมตร ก็ห้ามฝืนตัวเองเด็ดขาด ส่วนชาวคณะก็มีบางส่วนที่ขอนั่งรออยู่ด้านล่าง ส่วนใครที่อยากชมพระอาทิตย์และวิว 360&amp;nbsp;องศา ก็อยู่ในกลุ่มผู้พิชิตยอดภูป่าเปาะ ระหว่างทางเดินก็ไม่ได้เดินยาก มีราวให้จับอยู่ตามไหล่ทางที่มีชั้นบ้าง บางจุดก็เรียกเสียงหอบได้เหมือนกัน ไม่กี่อึดใจเราก็มาถึงจุดที่ 4 คุ้มจริงๆ ที่ได้ตัดสินใจเดินขึ้นมาบนนี้ ได้เห็นชัดมาก และยังได้เห็นยอดเขาภูหินร่องกล้า ภูหอ ภูหลวง ภูกระดึง ภูผาจิต ภูผาม่าน สวนหินผางาม และเขาค้อด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พวกเราใช้เวลานั่งดื่มด่ำแสงยามเย็นของพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน สักพักก็ตัดสินใจลงไปเก็บภาพพระอาทิตย์ยังจุดที่ 2 อีก เพราะตรงจุดนั้นถึงแม้ว่าจะไม่มีมุม 360&amp;nbsp;องศา แต่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนได้นั่งอยู่ใกล้ภูหอเลย ที่นี่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อีก มีผลิตภัณฑ์จากฝีมือของชาวบ้านให้เลือกซื้อในราคาน่ารัก เลยได้ย่ามมา 1&amp;nbsp;ใบ สีสันสดใส ราคา 100&amp;nbsp;บาท อีกอย่างใครที่มาแล้วห้ามพลาดอาหารเมนูไฮไลต์ หลามปลาช่อน เขาบอกว่าถ้าไม่ได้กินเหมือนมาถึงแค่ครึ่งทาง เหมือนคณะของเราที่อดลิ้มรส เพราะต้องรีบไปทำภารกิจต่ออีก แต่คราวหน้าจะต้องกลับมาซ้ำและกินเมนูไฮไลต์ให้ได้เลย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36049</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุญลือ พรมมาลา, ฟูจิเมืองเลย, ภูป่าเปาะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190516/image_big_5cdd590deafcc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
