<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118059</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 08:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 08:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักไวรัสวิทยาเปิดผลวิจัยบูสเตอร์ด้วย&#039;ไฟเซอร์&#039;ภูมิตกเร็วกว่า&#039;แอสตร้าเซนเนก้า&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย.64- &amp;nbsp;ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) &amp;nbsp;โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana ระบุว่าทีมวิจัยของ มธ กับ ทีมวิจัยของ BIOTEC สวทช เก็บข้อมูลระดับภูมิคุ้มกันของบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับ Sinovac 2 เข็ม และ ฉีดเข็มกระตุ้นด้วย AZ และ PZ และ เปรียบเทียบระดับภูมิคุ้มกันใน 2 กลุ่มนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มที่ได้เข็มกระตุ้นด้วย PZ มีระดับแอนติบอดีต่อโปรตีนสไปค์สูงกว่า AZ อย่างมีนัยสำคัญ (3500 vs 1500) แต่ ที่น่าสนใจคือ ภูมิจาก AZ ตกช้ากว่าครับ เพราะเมื่อวัดที่45 วันหลังกระตุ้น ระดับแอนติบอดีได้ที่ 1500 เหมือนเดิมกับที่วัดที่ 14 วัน ขณะที่กลุ่ม PZ วัดที่ 30 วันหลังกระตุ้น หรือ 2 อาทิตย์หลังจุด peak ค่าแอนติบอดีตกลงมาจาก 3500 ไปที่ 2800 ซึ่งตกลงมาไวพอสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า ภูมิ 1500 ของ AZ ที่กระตุ้นขึ้นมาจะพอหรือไม่ต่อการป้องกันเดลต้า ค่า % inhibition ต่อการยับยั้งการจับกันของสไปค์เดลต้ากับ ACE2 อยู่ที่ 91% ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์ที่รับได้ครับ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับค่า baseline ก่อนกระตุ้น ภูมิที่ได้มาถือว่าช่วยป้องกันเดลต้าได้ดีขึ้นมากครับ ส่วนภูมิจากการกระตุ้น PZ ถือว่าสูงมาก แต่ถ้าตกไว ก็คงต้องดูว่า จะตกลงมาต่ำกว่าค่าที่ AZ ทำได้เมื่อไหร่ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องชื่นชมทีมวิจัยนำโดย คุณหมอสิระ แห่ง มธ และ ดร.พีร์ ดร.อรวรรณ แห่ง BIOTEC สวทช และ ทีมวิจัยคนอื่นๆอีกหลายคน ที่สร้างสรรค์ผลงานนี้ครับ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118059</URL_LINK>
                <HASHTAG>AZ, PZ, ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา, ภูมิคุ้มกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f0d84a4e7ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2021 07:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2021 07:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เจี๊ยบก้าวไกล&#039; เผยตัวเลขภูมิคุ้มกันหลังฉีดซิโนแวค  2 เข็ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค. 2564 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ทวีตข้อความและภาพผ่านทวิตเตอร์ @AmaratJeab เปิดเผยผลการตรวจภูมิคุ้มกันภายหลังฉีดวัคซีน ซิโนแวค&amp;nbsp;
โดยมีเนื้อความดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลเจาะเลือดตรวจภูมิคุ้มกันหลังจากฉีดซิโนแวคเข็มที่ 2 ผ่านไป 2 สัปดาห์ ออกมาว่าภูมิขึ้น 3,793.40 AU/mL&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนท.แลป เล่าว่าคนที่ฉีดไฟเซอร์กับโมเดอร์น่าจากต่างปท.ภูมิขึ้นที่ระดับหมื่นกว่าถึงเกือบ 2 หมื่น AU/mL&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉีดซิโนแวคแล้วภูมิขึ้น 3,793 &amp;nbsp;ถือว่าเยอะแล้วสำหรับวัคซีนตัวนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#วัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


&lt;p dir=&quot;ltr&quot; lang=&quot;th&quot;&gt;ผลเจาะเลือดตรวจภูมิคุ้มกันหลังจากฉีดซิโนแวคเข็มที่ 2 ผ่านไป 2 สัปดาห์ ออกมาว่าภูมิขึ้น 3,793.40 AU/mL

จนท.แลป เล่าว่าคนที่ฉีดไฟเซอร์กับโมเดอร์น่าจากต่างปท.ภูมิขึ้นที่ระดับหมื่นกว่าถึงเกือบ 2 หมื่น AU/mL

ฉีดซิโนแวคแล้วภูมิขึ้น 3,793 ถือว่าเยอะแล้วสำหรับวัคซีนตัวนี้#วัคซีน pic.twitter.com/V2J6B37akD&lt;/p&gt;
&amp;mdash; อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล (@AmaratJeab) July 3, 2021


&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108529</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซิโนแวค, ภูมิคุ้มกัน, เจี๊ยบก้าวไกล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210704/image_big_60e0fadb6a2ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107559</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2021 06:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2021 06:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอศิริราช&#039;ไขข้อข้องใจประสิทธิภาพวัคซีนซิโนแวค ระดับภูมิคุ้มกัน เข็ม3ต้องฉีดไหม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 มิ.ย.64-แฟนเพจเฟซบุ๊ก Infectious ง่ายนิดเดียว เผยแพร่บทความวิชาการ เรื่อง วัคซีน 7 ข้อ&amp;nbsp; โดย ศ.พญ. กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&amp;nbsp; มีเนื้อหาดังนี้
ช่วงนี้มีคำถามเข้ามาจากเพื่อนๆและน้องๆหลายท่าน เกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนซิโนแว็กซ์ รวมทั้งความจำเป็นที่จะต้องฉีดเข็มที่สาม มีความกังวลใจว่าที่ฉีดไปแล้วนั้นโอเคหรือไม่ จึงขอรวบรวมคำถามทั้งหมดและมาตอบในบทความสั้นสั้นอันนี้นะคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่ 1. วัคซีนซิโนแว็กซ์มีประสิทธิภาพดีพอไหม โดยเฉพาะต่อสายพันธุ์อินเดียซึ่งมีทีท่าจะระบาดเพิ่มมากขึ้น?
คำตอบ: วัคซีนซิโนแว็กซ์ผลิตจากเชื้อตายซึ่งเป็นเทคโนโลยีเก่า ระดับภูมิคุ้มกัน RBD-IgG ที่วัดได้หลังฉีดไม่ได้สูงเท่าวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ใหม่เช่น mRNA และจำเป็นต้องฉีดอย่างน้อยสองเข็มจึงจะเห็นระดับภูมิคุ้มกันที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน และ เมื่อตรวจด้วยวิธี live virus neutralizing antibody (NT) ก็พบระดับที่สูงประมาณพอควรต่อเชื้อดั้งเดิมและมีระดับ NT ต่อสายพันธุ์ UK มีระดับลดลงประมาณ 10 เท่า แต่ยังอยู่ในระดับที่ป้องกันได้ ส่วน NT ต่อสายพันธุ์อินเดีย ยังอยู่ระหว่างการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าการวัดระดับภูมิคุ้มกันนั้น เป็นตัวแทนบ่งชี้การตอบสนองของร่างกาย แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ทราบแน่นอนว่าระดับภูมิคุ้มกันที่วัดด้วยวิธีที่แตกต่างกันแต่ละวิธีนี้ ต้องมีระดับเท่าใดจึงจะป้องกันโรคได้ และที่ไม่ทราบว่าระดับเท่าใดจึงจะป้องกันโรครุนแรงและเสียชีวิตได้ แต่คาดว่าไม่จำเป็นต้องใช้ระดับสูงมาก เป็นที่ทราบจากการศึกษาระยะที่ 3 ทุกวัคซีนป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตได้สูงเกือบ 100% แต่ป้องกันการติดเชื้อรวมๆได้แตกต่างกัน ซึ่งสัมพันธ์กับระดับ NT ดังนั้น แม้แต่การตรวจ NT ซึ่งตรวจได้ยากเย็น ทำเฉพาะในงานวิจัย ยังไม่สามารถบอกประสิทธิภาพในการป้องกันโรครุนแรงและเสียชีวิตได้เลย ซึ่งต้องใช้การศึกษาใน phase 3, 4 หรือเมื่อมีการใช้จริง ส่วนใหญ่เป็น case-control study จึงจะบอกประสิทธิผลในเรื่องนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่ 2. แล้วการตรวจเลือดที่มีในโรงพยาบาลทั่วๆไป พอจะบอกภูมิคุ้มกันได้หรือไม่ และควรตรวจหลังฉีดวัคซีนไหม?
คำตอบ: การตรวจที่มีที่ใช้ทั่วๆไปในโรงพยาบาลต่างๆ เป็นเทคนิคที่ออกแบบมาเพื่อใช้วินิจฉัยโรค ทำให้ไม่แม่นยำในการจะมาบอกว่ามีภูมิคุ้มกันที่ปกป้องการติดเชื้อ หรือป้องกันโรครุนแรงได้หรือไม่ มีหลายคนฉีดวัคซีนแล้วไปตรวจภูมิคุ้มกันที่มีใช้ตามโรงพยาบาลต่างๆแล้วพบว่าไม่มีภูมิ ซึ่งน่าจะเกิดจากการตรวจไม่ไวพอ เกิดผลลบปลอม เกิดความกังวลโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้ในโครงการวิจัยต่างๆนั้นพบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ววัด NT ได้เกือบ 100% จึงขอแนะนำว่าไม่ควรไปตรวจระดับภูมิคุ้มกันที่มีโฆษณาตามโรงพยาบาลต่างๆ เพราะไม่แม่นยำ ทำให้ท่านเกิดความกังวลไปคิดว่าวัคซีนที่ฉีดนั้นเป็นน้ำเปล่าหรือเปล่า และกระวนกระวายที่จะไปฉีดวัคซีนเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่ 3. แล้วหากไม่ตรวจระดับภูมิคุ้มกันจะรู้ได้อย่างไรว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพ?
คำตอบ: อันนี้ต้องอาศัยการศึกษาในประชากรที่ฉีดวัคซีนแล้วว่ามีโอกาสเกิดโรคหรือเกิดโรครุนแรง น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ฉีดวัคซีนหรือไม่ ซึ่งในขณะนี้มีผลการศึกษาที่พบว่าวัคซีนซิโนแว็กซ์ป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงได้ 100% ในการศึกษาในบราซิล และป้องกันการเข้าไอซียูได้ 89% ในชิลี ซึ่งทั้งสองประเทศนี้มีสายพันธุ์กลายพันธุ์ P1 ซึ่งถือเป็นสายพันธุ์ที่ค่อนข้างดื้อตัวหนึ่ง
สำหรับการป้องกันสายพันธุ์อังกฤษนั้น มีข้อมูลซึ่งฉีดในวงกว้างที่เกาะภูเก็ตประเทศไทยเรานี่เอง และพบว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคการติดเชื้อได้ประมาณ 90% และไม่มีใครป่วยหนักหรือเสียชีวิตในโครงการนั้น แต่คาดว่าน่าจะป้องกันรุนแรงได้มากกว่า 90% แน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วกับสายพันธุ์อินเดียล่ะ ต้องรอข้อมูลจากประเทศที่มีสายพันธุ์อินเดียระบาดและใช้วัคซีนซิโนแว็กซ์เป็นหลัก ได้แก่ อินโดนีเซียและจีน ซึ่งมีข้อมูลออกมาเบื้องต้นว่าที่ประเทศอินโดนิเซียนั้นบุคลากรทางการแพทย์ที่ฉีดวัคซีนซิโนแว็กซ์ไปแล้ว แม้มีติดเชื้อก็มีอัตราป่วยที่ลดลงมาก ในประเทศจีนมีรายงานเบื้องต้นว่า ซิโนแวกซ์สามารถป้องกันการนอน รพ จากสายพันธุ์อินเดียได้ 96% แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด สำหรับประเทศไทยเรานั้นสายพันธุ์อินเดียยังระบาดในวงไม่กว้างนัก ทำให้ยังไม่สามารถคำนวณประสิทธิผลจากวัคซีนซิโนแว็กซ์ต่อสายพันธุ์อินเดียได้ แต่หากดูตัวอย่างในประเทศอังกฤษสำหรับวัคซีนแอสตร้าและไฟเซอร์ พบว่าแม้ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคต่อสายพันธุ์อินเดียจะต่ำกว่าต่อสายพันธุ์อังกฤษไปบ้าง แต่พบว่าประสิทธิภาพในการป้องกันการนอน รพ ซึ่งหมายถึงรุนแรง ยังคงมีประสิทธิภาพที่สูงมากและพอๆกัน (92% และ 96%) ผลทั้งหมดนี้ บ่งชี้ไปในทางที่ว่า ถ้าวัคซีนป้องกันสายพันธุ์อังกฤษได้ ก็น่าจะป้องกันสายพันธุ์อินเดียได้ โดยเฉพาะต่อโรครุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่ 4.&amp;nbsp; แล้วเข็มที่ 3 ต้องฉีดไหม?
คำตอบ: แม้ว่าวัคซีนซิโนแว็กซ์น่าจะป้องกันสายพันธุ์กลายพันธุ์ โดยเฉพาะชนิดรุนแรงได้ดี แต่ประสิทธิภาพนี้ จะอยู่ได้ไม่นานมาก เนื่องจากระดับภูมิคุ้มกันจะตกลงตามระยะเวลา ต้องเข้าใจกันก่อนว่าวัคซีนทุกชนิดจะต้องมีการฉีดกระตุ้นหลังจากครบ 2 เข็มแล้วอย่างแน่นอน วัคซีนที่ทำให้สร้างภูมิเริ่มต้นที่ระดับสูงหน่อย ช่วงเวลาก่อนที่จะต้องฉีดซ้ำก็อาจจะทิ้งช่วงได้ยาวกว่า มีการคำนวณว่าค่าครึ่งชีวิตของระดับภูมิคุ้มอยู่ที่นาน 108 วัน สำหรับวัคซีนซิโนแวกซ์ซึ่งให้ระดับ NT ไม่สูงมาก ถ้าต้องการให้ระดับ NT คงอยู่ในระดับเดิม ควรฉีดกระตุ้นหลังจากเข็มที่ 2 แล้ว อย่างน้อย 3-4 เดือน ซึ่งการกระตุ้นภูมิคุ้มกันจะมีผลดีในการป้องกันกลายพันธุ์ซึ่งมีระดับ NT ตั้งต้นจะต่ำกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะนี้วัคซีนทุกชนิดกำลังมีการพัฒนารุ่นใหม่ให้สามารถป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ได้ ก็เหมือนที่เราต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่ต้องอัพเดทสายพันธุ์ทุกปีเช่นกัน แต่จากการศึกษาเบื้องต้นโดยวัคซีน mRNA พบว่า ใช้วัคซีนรุ่นเดิมฉีดเป็นเข็มที่ 3 ก็สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ครอบคลุมไปยังเชื้อกลายพันธุ์ได้มากขึ้นได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่ 5. แล้วควรใช้อะไรฉีดกระตุ้นดีควรสลับหรือเปลี่ยนชนิดของวัคซีนไหม?
คำตอบ: ในเบื้องต้นตอบได้ว่า การเปลี่ยนชนิดวัคซีนน่าจะทำให้ร่างกายเก่งขึ้นในการสร้างภูมิคุ้มกันที่นำเสนอในหลายรูปแบบ และสำหรับวัคซีนซิโนแว็กซ์จะมีการกระตุ้นภูมิคุ้มกันระบบเซลล์ไม่ค่อยดี ดังนั้นการเปลี่ยนชนิดน่าจะช่วยในเรื่องนี้ได้ด้วย แต่ว่าจะใช้วัคซีนชนิดใดมากระตุ้นดีกว่ากันยังเป็นคำถามวิจัย น่าจะได้คำตอบใน 1-2 เดือนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่ 6.&amp;nbsp; ควรสลับชนิดของวัคซีนตั้งแต่เข็มที่ 2 เลยจะดีกว่าไหม?
คำตอบ: การสลับชนิดของวัคซีนในเข็มที่ 2 อาจจะทำให้ภูมิคุ้มกันสูงกว่าการใช้วัคซีนชนิดเดิม ซึ่งผลการศึกษาเบื้องต้นบ่งชี้ไปในทางนั้น แต่ยังต้องรอข้อมูลการศึกษาให้มากขึ้นโดยเฉพาะข้อมูลประสิทธิผล และการสลับว่าเอาวัคซีนใด วัคซีนฉีดก่อน วัคซีนใดฉีดหลัง จึงจะให้ผลการกระตุ้นภูมิที่ดีกว่ากัน เพราะผลการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเมื่อฉีดในอันดับที่แตกต่างกันอาจไม่เหมือนกัน&amp;nbsp; รวมทั้งต้องมาดูวิธีการบริหารจัดการว่า หากมีการฉีดสลับจะสามารถทำได้โดยไม่มีข้อผิดพลาดหรือไม่ และระยะห่างของเข็มที่ 1 และ 2 ควรเป็นอย่างไรถ้าสลับชนิดกัน จำเป็นต้องรอผลการศึกษาก่อนจะมีคำแนะนำออกมาอย่างเป็นทางการ องค์การอนามัยโลกยังไม่แนะนำให้เปลี่ยนชนิดของวัคซีนในเข็มที่ 1 และ 2 จนกว่าจะมีข้อมูลการศึกษามากกว่านี้ แต่สำหรับผู้ที่มีอาการข้างเคียงรุนแรงหรือแพ้วัคซีนตัวแรก ก็สามารถเปลี่ยนชนิดของวัคซีนในเข็มที่ 2 ได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่ 7. อย่างนี้เราควรไปจองวัคซีนสำหรับเข็ม 3 เอาไว้เลยไหม?
คำตอบ: ตอนนี้ยังมีวัคซีนมีจำกัด ควรให้ความสำกคัญกับการให้ทุกคนได้รับการฉีด 2 เข็มก่อน ซึ่งจะทำให้ทุกคนมีความปลอดภัยระดับหนึ่งก่อน แล้วค่อยมาคิดถึงเข็มกระตุ้นเข็มที่ 3 ซึ่งยังพอมีเวลา ผู้ที่ฉีดวัคซีนแอสตรา 2 เข็ม อาจจะทิ้งช่วงได้นานกว่าสักหน่อยก่อนจะต้องฉีดเข็มที่ 3 ทุกท่านที่ฉีดซิโนแว็กซ์ไปแล้ว 2 เข็ม ขอให้สบายใจว่าอย่างน้อยเรามีเกราะที่ป้องกันโรคได้แล้วชั้นหนึ่งแล้ว ค่อยมาคิดเรื่องฉีดเข็มที่ 3 กัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องรีบมาก โดยน่าจะห่างจากเข็มที่ 2 อย่างน้อย 3-4 เดือน หลังเข็มที่สอง เราก็ยังพอมีเวลาเพื่อรอให้ผลการศึกษาต่างๆออกมาก่อน แล้วมาวางแผนกันอย่างเป็นระบบ แต่ในระหว่างนี้ ผู้รับผิดชอบต้องรีบจองวัคซีนเผื่อไว้เลย เพราะวัคซีนเป็นสิ่งที่ต้องจองนาน และควรจองให้มีหลากหลายชนิดไว้ก่อน เพื่อให้เป็นตัวเลือกในการฉีดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อทำให้ทุกคนปลอดภัยไปด้วยกันค่ะ
ศ.พญ. กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107559</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ, ฉีดวัคซีนเข็มที่่ 3, ภูมิคุ้มกัน, วัคซีนซิโนแวค, โควิดสายพันธุ์อังกฤษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210625/image_big_60d518319956a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101729</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 15:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส. ชวนขยับ คลายเครียด ผลวิจัยชี้มีกิจกรรมทางกายสม่ำเสมอ 150 นาที/สัปดาห์ขึ้นไป สร้างภูมิคุ้มกัน ลดความรุนแรงป่วยโควิด-19 เตือนทำงานอยู่บ้าน เสี่ยงเนือยนิ่ง ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ทุกๆ 50 นาที ชี้คนไทยออกกำลังกายในบ้านมากขึ้น “โยคะ-บอดี้เวท-แอโรบิก” ยอดฮิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องทำงานที่บ้าน หรือกักตัวอยู่บ้านเป็นเวลาหลายวัน มีกิจกรรมทางกายนอกบ้านลดลง ทำให้เกิดความเครียด วิตกกังวล และเกิดปัญหาสุขภาพตามมา การมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอช่วยพัฒนาทั้งระบบหัวใจไหลเวียนเลือด ระบบกล้ามเนื้อ และลดความเครียด ส่งผลดีต่อการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและลดความรุนแรงของโรคต่าง ๆ สอดคล้องกับงานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ทางวารสารวิชาการที่ชื่อ &amp;ldquo;British Journal of Sports Medicine&amp;rdquo; พบว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีประวัติของการกิจกรรมทางกายน้อยกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์ จะ มีอัตราความรุนแรงของอาการโรค สูงกว่าผู้ป่วยที่มีกิจกรรมทางกายสม่ำเสมอ 150 นาทีขึ้นไปต่อสัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;องค์การอนามัยโลก(WHO) แนะนำให้มีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม ในแต่ช่วงละวัย โดยแบ่งกิจกรรมทางกายเป็น 3 ระดับ คือ 1.ระดับเบา เป็นการขยับร่างกาย ยืน เดิน ปกติ 2.ระดับปานกลาง เป็นกิจกรรมที่ส่งผลให้การหายใจเร็วขึ้นจากระดับปกติจน รู้สึกได้ถึงความเหนื่อย เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน รดน้ำต้นไม้ และ3.ระดับหนัก เป็นกิจกรรมที่ส่งผลให้มีการหายใจแรง อัตราการเต้นของหัวใจเต้นเร็วขึ้นจากปกติอย่างมาก จนทำให้รู้สึกเหนื่อยหอบ เช่น เต้นแอโรบิก ซุมบ้า สำหรับเด็กและวัยรุ่น ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง-หนัก สะสมอย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน ส่วนผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง สะสมให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ และกิจกรรมทางกายระดับหนักสะสมให้ได้อย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์ หรือวันละ 15 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ ในช่วงของการทำงานจากที่บ้านมีแนวโน้มว่าพฤติกรรมเนือยนิ่งที่มีผลเสียต่อสุขภาพมีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย จึงควรมีการขยับร่างกาย เช่น เดินรอบ ๆ บ้าน ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ทุก ๆ 50 นาที ร่วมกับการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอและทานอาหารที่มีประโยชน์ถูกสุขอนามัย&amp;rdquo;ดร.สุปรีดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา หัวหน้าศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้คนไทยมีกิจกรรมทางกายลดลง โดย TPAK ได้สำรวจพฤติกรรมด้านกิจกรรมทางกายและพฤติกรรมสุขภาพของประชากรไทย ช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 รอบที่ 2 เดือนธันวาคม 2563 พบว่า ร้อยละของการมีกิจกรรมทางกายของประชากรไทยในภาพรวมมีการฟื้นตัวเพิ่มขึ้นจากการสำรวจรอบที่ 1 (ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2563) คือจากร้อยละ 55.5 เป็นร้อยละ 65.3 &amp;nbsp;หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 โดยส่วนใหญ่ใช้สถานที่สำหรับการมีกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกายภายในบ้านหรือที่พักอาศัยกว่าร้อยละ 47.6 รองลงมา ใช้พื้นที่บริเวณรอบบ้าน ร้อยละ 38.3 &amp;nbsp;และใช้พื้นที่บริเวณในหมู่บ้านหรือชุมชน ร้อยละ 23.8 &amp;nbsp;นอกจากนี้ข้อมูลการค้นหาวิดีโอเกี่ยวกับการออกกำลังกายจาก Google Trends ของ YouTube &amp;nbsp;ในปี 2563 พบว่า โยคะและการเต้นตามคลิป ได้รับความนิยมมากสุด รองลงมาเป็นการออกกำลังทั่วไป รวมถึง บอดี้เวท (Body Weight) และเต้นแอโรบิก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.ปิยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของประชากรไทยในการมีพฤติกรรมทางกายช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จากเดิมออกกำลังกายที่สนามกีฬา ศูนย์กีฬา หรือฟิตเนส เปลี่ยนเป็นการออกกำลังกายตามวิดีโอภายในบ้านหรือที่พักอาศัย รวมไปถึงบริเวณรอบบ้าน และภายในหมู่บ้านหรือชุมชนแทน แม้ว่าระดับการมีกิจกรรมทางกายจะยังไม่ฟื้นคืนระดับในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทว่าประชาชนคนไทยมีแนวโน้มของการออกกำลังกายของประชากรไทยในรูปแบบวิถีชีวิตใหม่ แบบ New normal ในลักษณะออกกำลังกายในพื้นที่จำกัด ใช้นวัตกรรมใหม่ที่ออกแบบและผลิตในรูปแบบแอปพลิเคชันต่างๆ จะได้รับความนิยมจนกว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะมีทิศทางที่ดีขึ้น
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลด &amp;ldquo;คู่มือกิจกรรมทางกายประจำบ้าน&amp;rdquo; ได้ที่ https://bit.ly/3gCsDiH &amp;nbsp;หรือติดตามข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ที่ https://tpak.or.th และwww.thaihealth.or.th/ไทยรู้สู้โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101729</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุน สสส., ภูมิคุ้มกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_609101ba166ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90855</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2021 16:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2021 16:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอทวีศิลป์&#039;ย้อนอดีตช่วงวัยเด็กที่ยากลำบากแต่ได้ความรักจากพ่อแม่เป็นเหมือนภูมิคุ้มกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 ม.ค.64 -&amp;nbsp; นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19 ) หรือ ศบค.&amp;nbsp; โพสต์ข้อความผ่านเพซบุ๊ก More ทวีศิลป์&amp;nbsp; หัวข้อ วันหยุดคิดถึงอดีต มีเนื้อหาดังนี้
ช่วงวัยเด็กผมอยู่ในครอบครัวที่ฐานะค่อนข้างยากลำบาก &amp;nbsp;
ในครอบครัวเราถ้าพูดถึงความลำบากในทางกาย ผมก็เจอมาเยอะเลย
ทั้งต้องตื่นเช้าไปขอน้ำข้าวตามบ้านต่างๆในตลาดเทศบาลสองที่โคราช
แบกมาใส่รวมกันขึ้นรถเข็นรถสามล้อแล้วเอามาผสมกับรำข้าวต้มให้หมูกิน เพื่อประหยัด
คุ้ยขยะเฟอร์นิเจอร์เพื่อหาเศษไม้ดีๆไว้ใช้แยกส่วนที่ไม่ดีก็ทำเป็นฟืนต้มข้าวให้หมูกิน
แต่เราก็โชคดีที่ได้ความรักจากพ่อแม่เราที่ได้ดูแลพวกเรามาตลอดมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ในความทุกข์ที่พ่อแม่ไม่มีเงิน แต่มองกลับอีกด้านก็เป็นข้อดีที่ทำให้พ่อแม่ก็อยู่กับเราตลอดเวลา
พ่อกับแม่ช่วยกันทำมาหากิน ขายของชำ ขายอาหารเล็กๆน้อยๆและเลี้ยงหมู&amp;nbsp; ท่านก็จะมีเวลาอยู่บ้านและดูแลลูก&amp;nbsp; ได้ทั้งวัน
ยังจำได้วันเสาร์อาทิตย์พ่อกะแม่และลูกๆ5คนอยู่บ้าน&amp;nbsp; พ่อกะแม่จะทำอาหารให้พวกเรากินกัน ช่วยกันปรุงช่วยกันทำ
อาหารจานโปรดก็มีหลายอย่าง อย่างนึงที่จำได้คือส้มตำ
ที่นอกจากเส้นมะละกอที่ต้องช่วยกันเฉาะออกจากลูกมะละกอทำเป็นเส้นๆแล้ว
เรายังสนุกกับการปรุงรสส้มตำโดยการใส่พริกขี้หนู
ในสูตร
#5ครก5คน​
ลูกคนโต(ทวีศักดิ์)พริกต้อง5เม็ด​ ผมคือ4เม็ด​ หมี(ทวี​ชัย)​3เม็ด​ โชค(ทวี​โชค) 2เม็ดไล่เรียงไปถึงเหมียวน้องสาวคนสุดท้อง(ระวีวรรณ) เหลือ1เม็ด
กินกันเผ็ดจนน้ำหูน้ำตาไหลหัวเราะกันสนุกสนานลั่นบ้าน
เป็นการฝึกการกินเผ็ดที่อาจแสดงถึงความโตตามวัยกันไปด้วย
ในความทุกข์เรากลับไม่มองในส่วนของความทุกข์ เรามองย้อนกลับไปแบบซาบซึ้งในความรักที่พ่อแม่มีให้เรา
ภาพจำของผมคือพ่อจะพาลูกๆเข้านอนทาน้ำมันหอมๆให้ลูกๆทุกคน ก่อนนอน ทำให้ได้สัมผัสถึงความรักความห่วงใยแม้เวลาก่อนนอน
ทำให้พวกเราหลับอย่างมีความสุข &amp;nbsp;
ผมจึงมีภาพจำในวัยเด็กที่จะมีแต่ความรักและความอบอุ่นจากพ่อแม่ซึ่งเป็นเหมือนภูมิคุ้มกันจิตใจผมมาจนถึงทุกวันนี้ &amp;nbsp;
วันที่ผมเจอความทุกข์ผมเลือกที่จะบีบความทุกข์ให้เล็กลง&amp;nbsp; ขยายความสุขให้ใหญ่ขึ้น
ความสุขเหล่านี้มันเคยมีและยังมีตลอดเวลา ขึ้นกับเราเลือกที่จะทำอย่างไรกับมัน
อยากให้เป็นแรงบันดาลใจกับหลายๆครอบครัวทุกวันนี้เราอาจจะต้องเผชิญกับความยากลำบากแต่ขอให้ทุกคนเป็นกำลังใจให้กันและกันโดยเฉพาะในครอบครัวของเรานะครับ
วันนี้วันอาทิตย์มีเวลาให้กับครอบครัวกันนะครับ
ครอบครัวผมเองตั้งแต่ลูกเล็กๆ ในวันหยุดผมก็จะอยู่บ้านกับครอบครัวทำกิจกรรมร่วมกัน&amp;nbsp; เป็นสิ่งที่เหมือนเราสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้กับลูกที่เราต้องมีเวลา ความรัก ความต่อเนื่องและคุณภาพที่ดี คงที่และสม่ำเสมอ ทำให้ลูกอบอุ่นปลอดภัย ช่วยให้ลูกมีเกราะสำคัญที่เป็นภูมิคุ้มกันในจิตใจให้กับลูกนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90855</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.พ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, ภูมิคุ้มกัน, โฆษกศบค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210124/image_big_600d404f9d118.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2020 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2020 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาชนะ&quot;โควิด&quot;ยากกว่าที่คิด เพจหมอเผย นักวิจัยพบภูมิคุ้มกันคนที่เคยติดเชื้อมาแล้ว ลดฮวบฮาบ หลังผ่านไป2-3เดือน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23มิ.ย.63-เพจแพทย์ไทยไอเดียสุด ได้รายงานเกี่ยวกับการวิจัยโควิด-19 ว่านักวิจัยพบว่า คนที่เคยติดเชื้อโควิด-19และหายแล้ว ซึ่งตามปกติคาดว่าคนกลุ่มนี้จะมีภูมิคุ้มกันในร่างกายยาวนาน แต่ปรากฎว่า เมื่อนำคนกลุ่มนี้ มาตรวจกลับพบว่าผ่านไปเพียงแค่2-3 เดือน ภูมิคุ้มกันกลับลดลงฮวบฮาบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอาแล้วไง​ !!! ... ข่าวสดๆ​ ระบุวิจัยล่าสุด​ออกมาเผย​ระดับ​ Antibody​ (ภูมิคุ้มกัน)​ จากผู้ติดเชื้อ​ Covid19​ ตกไวกว่าที่คาด​ ... 2-3​ เดือนแรกก็ลดลงมาแล้ว​ ... ไม่รู้ว่าจะกระทบต่อวัคซีน​ที่จะทดลองหรือไม่​ ?!? ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้ากระทบแบบที่ผู้เชี่ยวชาญเคยเตือน​ อาจจะทำให้วัคซีนป้องกันเชื้อไม่ได้นานพอ​ อาจจะต้องทดลองนานขึ้นอีก​ทำให้สรุปผล​ ละผลิตช้าไปอีก​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาลุ้นกันไปเรื่อยๆ​ ถ้าวัคซีน​ ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด​ ถ้าจะให้ดีๆ​ ไปเลยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวจาก​ Reuters​ มาวันนี้​ เผยจากวิจัยที่ตามตรวจระดับ​ Antibody​ IgG​ ในผู้ติดเชื้อ​ Covid19​ ไม่ว่ากลุ่มมีอาการ​ หรือไม่มีอาการ​ อย่างละ 37 คน​ พบว่าระดับตกลงชัดเจนหลังจากติดเชื้อไป​ 2-3​ เดือน
ระดับ​ Antibody​ IgG​ โดยเฉลี่ยลดลง​ 70%
ระดับ​ Neutralizing Antibody​ ที่ใช้จัดการเชื้อ​ Covid19​ ลดลง​ ประมาณ​ 10% โดยกลุ่มมีอาการ​ ลดมากกว่า​กลุ่มไม่มีอาการ
แต่ก็มีนักวิจัยอื่นๆ​ ยังบอกว่า​ การศึกษานี้ยังเล็กไป​ จึงยังสรุปไม่ได้ว่าจะมีผลต่อวัคซีน​หรือไม่​ แค่ไหน​ อย่างไร
.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69448</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ภูมิคุ้มกัน, เพจแพทย์ไทยไอเดียสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200623/image_big_5ef16126ddb31.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2020 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2020 15:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี!แพทย์เผยใช้ภูมิคุ้มกัน&#039;คนขับแท็กซี่&#039;ที่หายป่วย รักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนารายอื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ.63- นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีคนขับแท็กซี่ที่หายป่วยจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 แล้วเกิดภูมิคุ้มกัน โดยมีการมาบริจาคเลือดเพื่อนำภูมิคุ้มกันไปใช้ประโยชน์ในการรักษา ว่า จากโรคเก่าที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อคนที่หายแล้วจะมีภูมิคุ้มกันขึ้น แต่จะมีภูมิขึ้นชัดเจนนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากเริ่มป่วย แต่ถ้าดีที่สุดคือประมาณ 4 สัปดาห์หรือ 1 เดือน เพราะหากหลังจากนี้ภูมิคุ้มกันก็อาจจะค่อยๆ ลดลงไปอย่างช้าๆ โดยเอาเลือดมาแล้วสกัดเอาน้ำเหลืองที่มีภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี ซึ่งถือว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่ดีกว่ายา เพราะภูมิคุ้มกันก็จะเข้าไปจับเชื้อโรคเลย ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ก็เอามาจากสมัยโรคซาร์ส ที่ใครป่วยแล้วรอดตายแล้วก็ขอเลือดมาใช้รักษา รวมถึงสมัยอีโบลาที่มีแพทย์ชาวอเมริกันคนหนึ่งติดเชื้อ และได้รับเลือดจากเด็กชายชาวแอฟริกันรายหนึ่งที่หายจากโรคอีโบลาแล้ว เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ทวีกล่าวว่าในขณะที่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ยังไม่มียา ภูมิคุ้มกันในคนที่หายแล้ว ก็เหมือนยา ยิ่งกว่ายา โดยเชื่อว่าขณะนี้จีนกำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่เช่นกัน ซึ่งมีจีนมีผู้ป่วยที่รักษาหายแล้วจำนวนมากเป็นพันคนก็สามารถเลือกได้ว่า จะเอาเลือดของคนไหนมาใช้ สำหรับประเทศไทยตอนนี้มีแค่คนขับแท็กซี่คนเดียว เพราะที่เหลือเป็นคนจีนกลับประเทศไปแล้ว ส่วนรายนครปฐมเป็นหญิงสูงอายุ ซึ่งไม่สามารถเข้าหลักเกณฑ์การบริจาคเลือดได้ เพราะเป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัวคือหัวใจด้วย จึงเหลือเพียงคนขับแท็กซี่ ที่เป็นคนหนุ่มอยู่ในช่วงอายุ 40 ปี และมีสุขภาพแข็งแรงพอ โดยเลือดที่ใช้ก็จะใช้ปริมาณเหมือนกับการบริจาคเลือดตามปกติทั่วไป ส่วนต่อไปหากมีคนหายเพิ่มก็อาจต้องขอนำมาภูมิคุ้มกันมาใช้ศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เลือดของผู้ป่วยที่หายดีแล้วที่จะเอามาใช้ เดิมต้องดูว่ากรุ๊ปเลือดตรงกันหรือไม่ แต่ตอนนี้ไม่สำคัญ เพราะสามารถเอากรุ๊ปเลือดออกได้ ให้เหลือเฉพาะภูมิคุ้มกัน แต่จะต้องพิจารณาว่ามีเชื้อพาหะอื่นอีกหรือไม่ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี ตับอักเสบซี และเอชไอวี เป็นต้น หากมีก็ไม่สามารถใช้ได้ ทั้งนี้ แม้ขณะนี้ประเทศไทยจะมีคนเดียวคือรายแท็กซี่ที่หาย แต่เราก็อยากลอง โดยขณะนี้ได้นำมาให้คนไข้หนัก 2 คนแล้ว คือ รายที่ติดเชื้อวัณโรคร่วมและรายอายุ 30 กว่าปีที่มีอาการค่อนข้างหนัก โดยต้องรอผลใน 48 ชั่วโมง สำหรับการให้ก็คงเลือกให้ในคนไข้ที่มีอาการปานกลางถึงหนัก มากกว่าที่จะให้คนไข้ธรรมดา ก็เหมือนกรณีการให้ยาต้านไวรัสที่ให้ในรายที่อาการหนัก แต่หากมีอาการหนักมากก็จะไม่ให้ เพราะให้ไปแล้วหากอาการแย่ลงก็จะไปโทษว่ายาไม่ได้ผล ส่วนภูมิคุ้มกันนี้เอาไปทำวัคซีนเพื่อป้องกันไม่ได้ เพราะวัคซีนต้องทำจากเชื้อ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ทวี ยังเผยว่า การผลิตวัคซีนป้องกันในกลุ่มเชื้อไวรัสโคโรนานั้น มีการทำมาตั้งแต่สมัยโรคซาร์ส เมื่อ 17 ปีที่แล้ว แต่โรคกลับสงบก่อน ก็ไม่ได้มีการทำต่อเก็บเข้าลิ้นชัก ส่วนโรคเมอร์สมีปัญหาหลักๆ มากที่สุดอยู่ที่ซาอุดิอาระเบียก็มีพัฒนาเช่นกัน สำหรับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ก็มีการเอาพิมพ์เขียวของเก่าออกมาเริ่มทำ เพราะเป็นเชื้อโคโรนาเช่นกัน โดยประเทศที่มีเทคโนโลยีระดับสูงก็ต้องการเชื้อโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ไปพัฒนาต่อ โดยขอเชื้อจากจีนบ้าง จากไทยบ้าง แต่การจะให้เชื้อไปเลยก็คงไม่ได้ เพราะหากให้ไปแล้วพัฒนาเป็นวัคซีนสำเร็จแล้วเอากลับมาขายเราเข็มละแพงๆ เป็นหลักพันบาทก็คงไม่ได้ อาจเอาเปรียบกันเกินไป มองว่าผู้บริหารประเทศอาจจะต้องมีการทำเอ็มโอยูร่วมกันก่อนหรือไม่ ว่าหากให้ไปแล้วเมื่อพัฒนาสำเร็จจะตอบแทนเราที่เป็นเจ้าของเชื้ออย่างไร เช่น อาจจะลดราคาลง 10 เท่า เป็นต้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องหารือ ซึ่งจีนก็น่าจะทำวัคซีนของตัวเองอยู่เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นพ.ทวีกล่าวว่า ส่วนไทยยังพัฒนาเองไม่ได้ เพราะต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งแตกต่างจากการทำวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่ไทยอยู่ระหว่างการทำโรงงานผลิตเอง เพราะโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีความยากกว่า แต่ไข้หวัดใหญ่มีหลายประเทศทำมาเยอะแล้ว และไทยได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีและกระบวนการจากญี่ปุ่น จึงสามารถตั้งโรงงานเพื่อผลิตเองได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในเฟสที่สาม คือ การวิจัยทดลองใช้อยู่ ซึ่งต้องใช้จำนวนคนมากและใช้เวลานาน ซึ่งหากสำเร็จก็จะเข้าสู่เฟสสี่ที่สามารถขึ้นทะเบียนและนำออกมาใช้ได้จริง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56801</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนขับแท็กซี่, ภูมิคุ้มกัน, ศ.นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์, แอนติบอดี, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200210/image_big_5e41150092c44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
