<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110343</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 18:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสก.1 จ.ชัยนาท ชูภูมิปัญญาพืชสมุนไพรพื้นบ้าน “ฟ้าทะลายโจร” ต้านภัยโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;นายวีระชัย เข็มวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 (สสก.1) จังหวัด​ชัยนาทเปิดเผยว่า ตามที่ยุทธศาสตร์ชาติได้กำหนดแผนแม่บทในการพัฒนาและต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น โดยการนำจุดเด่นของสินค้าของอัตลักษณ์พื้นถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยมาใช้ในการผลิตและจำหน่ายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรและชุมชน ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สสก.1 จ.ชัยนาท จึงได้ส่งเสริมพืชสมุนไพรพื้นบ้าน &amp;ldquo;ฟ้าทะลายโจร&amp;rdquo; เพื่อเป็นทางเลือกสุขภาพสำหรับประชาชนทั่วไป โดยมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในเขตกรุงเทพมหานครได้ดำเนินธุรกิจแปรรูปสมุนไพร &amp;ldquo;ฟ้าทะลายโจร&amp;rdquo; เพื่อบรรเทาอาการของโรคหวัดและใช้เพื่อรักษาโรคโควิด-19 &amp;nbsp;ซึ่งได้ถูกบรรจุไว้ใน บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายเฉลิม อารีย์ เกษตรกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า &amp;ldquo;กลุ่มแปรรูปสมุนไพรฟ้าทะลายโจรนี้ คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านปาริชาต เป็นวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2564 โดยมีจุดเด่นคือมีการรวมกันและแบ่งหน้าที่กันในการดำเนินธุรกิจแปรรูปสมุนไพร ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร โดยวัตถุดิบหรือสมุนไพรที่นำมาใช้ทั้งหมด เป็นสมุนไพรสดจากเครือข่ายในท้องถิ่นพื้นที่เขตหนองจอกและมีนบุรีจนสามารถผลิตสินค้าได้รับการรับรองมาตรฐาน และเป็นที่ต้องการของตลาด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;ด้าน นางสาวปริยากร เนียมหะ เลขานุการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านปาริชาต กล่าวถึงกลุ่มว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านปาริชาต ได้มีผู้สนใจทำการศึกษาการแปรรูปสมุนไพรมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกลุ่มในปี 2548 ภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;ภาวนาเฮิร์บ&amp;rdquo; กลุ่มได้มีการผลิตและแปรรูปฟ้าทะลายโจร และสมุนไพรอื่น ได้แก่ ดอกสายน้ำผึ้งเปลือกส้มโกศเขมา ใบหม่อนเก๊กฮวยชะเอมเทศ และ หนุมานประสานกายมาอย่างต่อเนื่อง ในรูปแบบของสมุนไพรแผนโบราณ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรทามือ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าและผิวกาย ผลิตภัณฑ์บำรุงรักษาผิว และผลิตภัณฑ์ดูแลบำรุงเส้นผม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;จนในปัจจุบันเมื่อกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้ยาฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่สามารถบรรเทาอาการโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ได้ ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีการระบาดอย่างรุนแรงทำให้ทุกโรงพยาบาลมีภาระหน้าที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านปาริชาต ซึ่งมีความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย จึงร่วมกับกลุ่มเพื่อนแพทย์แผนไทยใจอินดี้ ได้ร่วมกันผลิตยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรและแจกจ่ายไปยังกลุ่มผู้ป่วยและกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูง เพื่อแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาล และช่วยให้ผู้ป่วยหายจากการป่วยได้ในเบื้องต้น โดยผู้ป่วยที่หายป่วยหรือบุคคลทั่วไป ได้ร่วมบุญ โดยนำเงินมาช่วยเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการผลิตยาเพื่อส่งต่อให้กับผู้ป่วยท่านอื่นต่อไป ทั้งนี้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านปาริชาต สนับสนุนยาสมุนไพรช่วยเหลือประชาชนทั่วไปใน รพ.สนามหลายแห่ง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ด้วยการบริจาคยาสมุนไพร ชาสมุนไพร และเจลล้างมือ เพื่อร่วมป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;นางสาวปริยากรกล่าวเพิ่มเติมว่า&amp;ldquo;ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับการรับรองมาตรฐาน รวมถึงการจดแจ้งมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และได้ผ่านการคัดเลือกรางวัล OTOP&amp;nbsp; รางวัล Bangkok brand และในปี 2564 ได้รับรางวัลที่ 1 จากการเข้าประกวดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของกรุงเทพมหานคร และได้รับรางวัลชมเชยของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาทอีกด้วย สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ผ่านทาง Facebook : สมุนไพรภาวนา หรือ ID Line : PAWANA-PARICHAT&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ในส่วนของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปของจังหวัดลพบุรี และจังหวัดใกล้เคียง หากสนใจนำฟ้าทะลายโจรไปปลูก สามารถติดต่อศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จ.ลพบุรี เพื่อขอสนับสนุนต้นฟ้าทะลายโจรไปปลูกบริโภคในครัวเรือนได้ โดยติดต่อที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จ.ลพบุรี โทรศัพท์&amp;nbsp; 0-3646-1038 ในวันและเวลาราชการ&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายวีระชัย เข็มวงษ์ ผอ.สสก.1 จ.ชัยนาท กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110343</URL_LINK>
                <HASHTAG>OTOP, PAWANA-PARICHAT, กลุ่มแม่บ้านปาริชาต, จังหวัด​ชัยนาท, นางสาวปริยากร เนียมหะ, นายวีระชัย เข็มวงษ์, นายเฉลิม อารีย์, ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1, พืชสมุนไพรพื้นบ้าน, ฟ้าทะลายโจร, ภาวนาเฮิร์บ, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร, สสก.1, สินค้าเกษตร, แปรรูปสมุนไพร, แพทย์แผนไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f5656acf2d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105145</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2021 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2021 13:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง “อธิบดี พช.” ขานรับนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาลบุกตลาดค้าขายออนไลน์ยุค NEW NORMALจับมือไปรษณีย์ไทย ลดค่าขนส่งพิเศษช่วยผลิตภัณฑ์โอทอปมากกว่า 2 แสนรายการ หนุนชุมชนท้องถิ่นนับล้านคนเชื่อมขนส่งสินค้า OTOP ก้าวไกลทั่วไทย พร้อมต่อยอดความสำเร็จสู่เศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา” อย่างมั่นคงยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 2 มิถุนายน 2564 กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย นำโดย นายสุทธิพงษ์&amp;nbsp; จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด โดยนายพีระ อุดมกิจสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ในการให้บริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ OTOP ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด โดยมีนายสุรศักดิ์&amp;nbsp; อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหาร ข้าราชการ กรมการพัฒนาชุมชน นายสุรพล นิลบน รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด และคณะกรรมการผู้จัดการฯ นางสาวนารีรัช&amp;nbsp; อุทัยแสงสกุล  ประธานเครือข่าย OTOP&amp;nbsp;สระบุรี ตัวแทนผู้ประกอบการศูนย์ OTOP คอมเพล็กซ์สระบุรี (พุแค) ตลอดจนสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี ณ ห้องประชุม 3003 ชั้น 3 กรมการพัฒนาชุมชน อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การให้บริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ OTOP ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ในครั้งนี้ เป็นนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ค้าขายออนไลน์ และสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของบริการขนส่ง (Logistics) เป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการกระจายสินค้า ที่นโยบายรัฐบาลจะเข้ามาช่วยลดต้นทุน และลดภาระด้านการขนส่งแบบครบวงจรอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการบริการสู่ผู้บริโภค ให้ได้รับสินค้าในราคาที่เป็นธรรม ที่เป็นสินค้าของคนในชุมชนทั่วทั้งประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน สู่ครัวเรือน ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง ปรับตัวฝ่าวิกฤติและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) พร้อมก้าวสู่การเจริญเติบโตที่มั่นคงในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอขอบคุณ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ในการจับมือร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือพี่น้องคนไทย ที่ทำมาหากินประกอบอาชีพโดยสุจริต โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงมีการใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นไทยแท้ๆ ทำให้มีมูลค่า อาทิ ผลผลิตทางการเกษตร พืช ผัก ผลไม้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลผลิตเหล่านี้กลายเป็นชื่อเสียง สัญลักษณ์ในหลายจังหวัด หรือประจำภูมิภาค ด้วยภูมิปัญญา ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ของพี่น้องในแต่ละท้องถิ่น ยังได้มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม แปรรูปไปในรูปแบบต่างๆ จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ที่มีอยู่หลากหลายในปัจจุบัน ซึ่งในการลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้จะเป็นการช่วยเหลือผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้เขาได้มีโอกาสได้ส่งสินค้า และมีช่องทางในการกระจายผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้กระจายออกไปอย่างแพร่หลาย ทั่วประเทศและทั่วโลกอย่างประหยัด และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ถูกลง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวด้วยว่ากรมการพัฒนาชุมชนในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคงและชุมชนพึ่งตนเองเองได้ มีหน้าที่ในการสนับสนุนดูแลผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีจากการประกอบอาชีพที่มั่นคง และมีศักยภาพพอที่จะแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของบริการขนส่ง (Logistics) จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ในการกระจายสินค้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดอ่อนที่กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบ OTOP ที่โดยมากเป็นกิจการ อุตสาหกรรมในครัวเรือน ผู้ประกอบการรายเล็ก ที่ไม่มีทุนทรัพย์มากพอทำให้เอื้อมไม่ถึงกระบวนการขนส่งที่ครบวงจร เพราะฉะนั้น ความร่วมมือของ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด จึงเป็นการเติมเต็ม ปิดจุดอ่อนดังกล่าว ผู้ผลิต ผู้ประกอบ OTOP สามารถลดต้นทุน และลดภาระด้านการขนส่ง ในอัตราราคาที่พิเศษ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจากภูมิปัญญาชุมชน กระจายไปถึงมือคนไทยทั่วประเทศ และในระดับโลกได้ไม่ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กรมการพัฒนาชุมชน ได้ขับเคลื่อนงานร่วมกับผู้ผลิต ผู้ประกอบ OTOP มาตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน จนมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ จำนวน 93,214 กลุ่ม และผลิตภัณฑ์ จำนวน 208,267 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านคน เนื่องจากกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการก็จะมีภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนงาน ซึ่งผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชนและประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ รวมทั้งเกิดการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างแพร่หลาย และในปัจจุบัน กรมการพัฒนาชุมชนได้ขับเคลื่อนโครงการสำคัญในการน้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ &amp;ldquo;โคก หนอง นา &amp;rdquo; ซึ่งโครงการนี้จะเป็นอีกกลไกหนึ่งในการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้แก่ประชาชนในชุมชนเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหลายหมื่นครัวเรือนที่จะใช้พื้นที่ดินของตัวเองในการที่ทำ โคก หนอง นา ในการเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งในอนาคตผลผลิตจากพื้นที่โคกหนอง นา ก็จะเพิ่มมากขึ้น เช่น กล้วย มะละกอ ผัก เป็นต้น ซึ่งทางไปรษณีย์ไทยจะเป็นตัวกลางในการช่วยเหลือพี่น้องที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ &amp;ldquo;โคก หนอง นา พช.&amp;rdquo;&amp;nbsp; ซึ่งผลผลิต และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนั้นออกมาจากใจของพี่น้องที่เข้าร่วมโครงการฯ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และดีที่สุด การที่ไปรษณีย์ไทยได้มาช่วยในการกระจายสินค้าในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการในการกระจายสินค้า และยังได้ช่วยให้คนที่อยู่พื้นที่ไกลได้บริโภคผลผลิตภัณฑ์ที่อร่อยๆ และมีคุณภาพ ในราคายุติธรรม และรวดเร็วในการจัดส่ง ซึ่งจะทำให้สินค้าเกษตร สามารถส่งผ่านจากผู้ผลิตไปถึงผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม โดยที่ยังคงคุณภาพของผลผลิต ตอบโจทย์ให้ผู้ผลิตพบผู้บริโภคได้โดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องที่วิเศษสุด จะทำให้เป็นหลักประกันได้ว่า ผู้บริโภคจะได้สินค้าในราคาไม่แพง สินค้ามีคุณภาพ สร้างความยั่งยืน อยู่คู่กับคนไทยตลอดไป ที่ช่วยกันผลักดันและขับเคลื่อนให้ผู้ประกอบลดต้นทุนในการขนส่งสินค้าไปยังผู้บริโภค และเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสินค้า รายได้เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายพีระ อุดมกิจสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด กล่าวว่า &amp;ldquo;บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทไปรษณีย์ไทย เป็นหน่วยงานที่อยู่ในสังกัดของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยทางกลุ่มบริษัทไปรษณีย์ไทย เข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการ OTOP ในเรื่องของการทำเว็บไซต์การขายออนไลน์ เรื่องของการขนส่ง หรือ Logicode ซึ่งในส่วนของไปรษณีย์ไทยและไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่นถือว่าเป็น HUB หรือจุดกระจายสินค้าให้กับผู้ประกอบการแต่ละภูมิภาค ผู้ทั้งประกอบการรายใหญ่ รายย่อย และรายทาง สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน&amp;nbsp; โดยในส่วนของกิจกรรมความร่วมมือระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน และ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด จะเป็นการบูรณาการผสานความร่วมมือพัฒนาชุมชน ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และผลิตภัณฑ์ OTOP และที่สำคัญคือการส่งเสริมช่องทางการตลาด สร้างโอกาสให้การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP มีความสะดวกและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น เชื่อว่าบริการของ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด จะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาชุมชนดังกล่าว และขานรับในนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาล บรรลุเป้าหมายด้วยศักยภาพเครือข่ายไปรษณีย์ที่เข้าถึงชีวิตคนไทย สามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการและนโยบายรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเป็นฟันเฟืองพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105145</URL_LINK>
                <HASHTAG>Digital Economy, MOU, NEW NORMAL, กรมการพัฒนาชุมชน, กระจายรายได้สู่ชุมชน, กระทรวงมหาดไทย, ตลาดค้าขายออนไลน์, นางสาวนารีรัช  อุทัยแสงสกุล, นายพีระ อุดมกิจสกุล, นายสุทธิพงษ์  จุลเจริญ, นายสุรพล นิลบน, นายสุรศักดิ์  อักษรกุล, บริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ OTOP, บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด, ประธานเครือข่าย OTOP สระบุรี, ผลิตภัณฑ์โอทอป, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, ลงนามบันทึกข้อตกลง, อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, โคก หนอง นา, ไปรษณีย์ไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b87282e6c58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49735</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/11/2019 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/11/2019 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวขอนแก่นเร่งทำ &#039;เสวียน&#039; ล้อมต้นไม้ปราบฝุ่นคลุมเมืองช่วงฤดูหนาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 พ.ย.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าชาวขอนแก่นต่างเร่งกันลงมือทำเสวียน เพื่อนำไปติดตั้งโดยรอบต้นไม้ตามสถานที่ต่างๆทั่วทั้ง 26 อำเภอของ จ.ขอนแก่น โดยเฉพาะที่ศาลากาลางจังหวัดขอนแก่น รวมไปถึงหน่วยงานราชการบริเวณโดยรอบศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น ที่ต่างมีการนำเสวียนมาติดตั้งโดยรอบต้นไม้ทุกต้น ตามมาตรการปราบฝุ่น ที่ทางจังหวัดได้ขอคามร่วมมือไปยังทุกหน่วยงานในการแก้ไขปัญหาฝุ่นด้วยการบริหารจัดการขยะและเศษใบไม้ในพื้นที่อย่างเข้มงวด หลังจากช่วงที่ผ่านมา จ.ขอนแก่น ประสบปัญหากับมลพิษทางอากาศในเรื่องขอฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM 2.5 ครอบคลุมพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น กล่าวว่า เสวียนคือภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีมานานแล้ว ซึ่งหากเรียกให้เข้าใจง่ายก็คล้ายกันการล้อมต้นไม้ในระดับความสูง 60 ซม. ด้วยวัสดุธรรมชาติ เพื่อใช้เป็นที่เก็บใบไม้ที่ร่วมหล่นลงมาไว้ในโดยรอบโคนต้น เพื่อให้กลายเป็นปุ๋ย ทดแทนการนำไปทิ้งหรือการนำไปเผา ซึ่งในการจัดทำเสวียนนั้นได้กำหนดให้หน่วยงานราชการทุกแห่งนำร่องจัดทำเสวียนไม้ไผ่ล้อมโคนต้นไม้ไว้ และเมื่อมีการทำความสะอาดก็ให้นำใบไม้และเศษหญ้า มาใส่ไว้เพื่อให้กลายเป็นปุ๋ย โดยใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ราดลงไปในเสวียนควบคู่กับการรดน้ำต้นไม้ทุกวัน ซึ่งเมื่อใบและเศษหญ้าที่อยู่ในเสวียน เมื่อถูน้ำหมักจุลินทรีย์และน้ำเข้าไปผมแล้วก็จะกลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ เรียกได้ว่าเป็นการบริหารจัดการขยะ ควบคู่ไปกับการทำปุ๋ยจุลินทรีย์ และการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง ด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เสวียนที่จังหวัดทำนั้นขณะนี้เน้นไปที่การทำเสวียนไม้ไผ่ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานเป็นอย่างดีและมีการขยายการทำงานครอบคลุมทุกอำเภอของจังหวัด และวันนี้ทุกครัวเรือนนั้นได้ร่วมกันทำแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้นำใบไม้หรือเศษหญ้าที่ถูกกำจัดมานั้นไปทำการเผาแบบเดิม ซึ่งเมื่อเผาแล้วก็จะกลายเป็นปัญหาฝุ่นละอองเกิดขึ้น ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมาขอนแก่น ประสบปัญหาเรื่อง ฝุ่น PM 2.5 อย่างมาก ดังนั้นการที่คนขอนแก่นนำวิถีดั้งเดิมมาช่วยกันทำคนละไม้คนละมือทำให้ขณะนี้ค่าฝุ่นละอองในพื้นที่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผวจ.ขอนแก่น กล่าวต่ออีกว่า ภูมิปัญญาพื้นบ้านดั้งเดิม วันนี้ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่ถือเป็นการผสมผสานได้อย่างลงตัวและใช้งานได้จริง ซึ่งเสวียนที่จังหวัดได้กำหนดเป็นแผนการดำเนินงานนั้น ใช้ไม้ไผ่เป็นอุปกรณ์หลัก มาทำการสานกันในระดับความสูง 60 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร และหากพื้นที่ใดไม่สะดวกในเรื่องของไม้ไผ่ ก็สามารถที่จะใช้กระเบื้องเก่า หรือวัสดุทดแทนใดๆก็ได้ มาทำการล้อมต้นไม้เอาไว้ ซึ่งถือเป็นการนำวัสดุรีไซเคิล หรือวัสดุเหลือใช้มาประยุกต์จนเกิดการต่อยอดในการแก้ไขปัญหาในเรื่องฝุ่นละอองจากการเผาไหม้และเศษใบไม้ รวมไปถึงเศษหญ้า ตลอดทั้งช่วงหน้าหนาวปีนี้ยาวจนไปถึงฤดูแล้วปีหน้าอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49735</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, จังหวัดขอนแก่น, ฝุ่นจิ๋ว, ฝุ่นพิษ, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, ล้อมต้นไม้, เสวียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191107/image_big_5dc38b948ea6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26292</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2019 12:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2019 12:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เลือนจางไม่รางหาย&#039;บอกเล่าภูมิปัญญาสล่าอย่างน่าสนใจ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ณภัทร นุตสติ ผจก.ทั่วไป รายา เฮอริเทจ กับเจ้าของมรดกวัฒนธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รายา เฮอริเทจ โรงแรมเปิดใหม่ริมแม่น้ำปิงใน ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ที่แวดล้อมด้วยทุ่งนา แปลงพืชผักอินทรีย์ ออกแบบตกแต่งอย่างร่วมสมัยผสมผสานภูมิปัญญาล้านนา จัดนิทรรศการ &amp;quot;เลือนจางไม่รางหาย&amp;quot; (TRACING THE FADING LEGACY) รวบรวมและนำเสนอเหล่าสล่าและครูภูมิปัญญาผู้เป็นเจ้าของมรดกทางวัฒนธรรมที่กำลังจะเลือนหาย ทั้งการทำหัตกรรมจักสาน งานทอผ้าพื้นเมือง เครื่องเขินเอกลักษณ์ล้านนา พ่อครูแม่ครูแต่ละคนที่เดินเรื่องในนิทรรศการ แสดงถึงตำนานที่ยังมีชีวิต มีทักษะและศาสตร์ความรู้ ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มคนรุ่นสุดท้ายผู้ครอบครองมรดกอันขาดคนสืบต่อไปอย่างน่าเสียดาย มรดกเหล่านี้สะท้อนรากเหง้า อัตลักษณ์ และความภาคภูมิใจของชาวล้านนา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นิทรรศการนี้จุดเด่นได้ตระเวนพูดคุย ขอความรู้และรับฟังเรื่องเล่าต่างๆ จากประสบการณ์ของสล่าพื้นบ้านหลากหลายแขนง แล้วนำมาเผยแพร่ผ่านข้อเขียน ภาพถ่าย และภาพเคลื่อนไหว เปรียบเหมือนบันทึกจากเรื่องเล่าของบุคคลแห่งยุคสมัยที่กำลังจะเลือนหาย คนที่เราไม่มีทางรู้ได้ว่าบางทีมรดกภูมิปัญญาที่เขามีอาจเป็นสมบัติแผ่นดินชิ้นสุดท้ายที่ลูกหลานเราอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ชมนิทรรศการบอกเล่าภูมิปัญญาสล่าที่รายา เฮอริเทจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ณภัทร นุตสติ ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมรายา เฮอริเทจ กล่าวว่า ด้วยความตั้งใจรักษาและสืบทอดภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่า โดยประยุกต์เรื่องราวในอดีตกับปัจจุบันให้อยู่ร่วมกัน รายา เฮอริเทจ จึงได้ร่วมกับบรรดาสล่าและพ่อครูแม่ครูรังสรรค์ผลงานสำหรับงานตกแต่งของโรงแรม สล่าเป็นบุคคลสำคัญเป็นทั้งองค์ความรู้และแรงบันดาลใจให้โรงแรมสืบสานและต่อยอดงานหัตถศิลป์ต่อไป หนึ่งในคนสำคัญขับเคลื่อนนิทรรศการ &amp;quot;เลือนจางไม่รางหาย&amp;quot; คือ ลุงสองเมือง ปัญญานันทะ สล่าช่างปั้นดินเผาแห่งบ้านยางเนิ้ง อ.สารภี ผู้ปั้นดินด้วยมือ และเผาด้วยเตาฟืนโบราณ ทำให้เราได้พบกับความประทับใจและสะเทือน เพราะความอ่อนล้าจากอาการป่วย ทำให้เห็นความงดงามพลังมิตรภาพจากกลุ่มเพื่อนๆ ที่ช่วยกันสานต่อผลงานจนสำเร็จในวันที่ไม่มีลุงสองเมือง โอ่งดินเป็นเครื่องย้ำเตือนให้เห็นคุณค่าของงานหัตถศิลป์ที่จะเลือนหายไปพร้อมเจ้าของผลงาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; นิทรรศการครั้งนี้รวบรวมชิ้นงานของคุณลุงคุณป้าที่พบเจอระหว่างค้นหาสิ่งของตกแต่งโรงแรม ทำให้พบว่าบุคคลเหล่านี้อายุมาก และสิ่งเหล่านี้กำลังเลือนหายไป รายา เฮอริเทจ อยากเป็นส่วนหนึ่งจุดประกายให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นคุณค่าของงานหัตถศิลป์ ซึ่งสามารถใช้เป็นองค์ประกอบของสิ่งใหม่ๆ ได้เช่นกัน เป็นที่มาจัดนิทรรศการ จัดแสดงถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้ ใครสนใจมาเยี่ยมชมงานศิลปะได้ พร้อมกับสัมผัสทิวทัศน์ของแม่น้ำปิงและบรรยากาศอันร่มรื่นไปด้วยไม้ใหญ่ แปลงเกษตรอินทรีย์ที่รายา เฮอริเทจ&amp;quot; ณภัทร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สล่าสืบสานภูมิปัญญาล้านนาย้อมผ้าสีธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนิทรรศการบอกเล่าภูมิปัญญาสล่าล้านนาน่าชื่นชมแล้ว ทุกวันเสาร์และอาทิตย์มีกิจกรรมสาธิตทางศิลปวัฒนธรรม เดือนมกราคม จัดสาธิตเครื่องสานจากชุมชนบ้านป่าบง ครูภูมิปัญญาสาธิตสานกระด้ง กระบุง ตะกร้า เวลา 14.00-17.00 น. ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ เสนอเรื่องราวสิ่งทอจากแม่แจ่ม ผ้ากะเหรี่ยงประยุกต์ใช้เป็นหมอนในห้องพัก เดือนมีนาคม สาธิตการทำเครื่องเขินทุกขั้นตอน ก่อนหน้านี้ เดือนธันวาคมสาธิตทำแหย่ง คนล้านนาเรียก สาดแหย่ง เป็นเสื่อที่สานจากต้นแหย่ง ซึ่งที่รายา เฮอริเทจ นำมาประยุกต์เป็นเฟอร์นิเจอร์ล้านนาใช้งานในห้องพัก ทุกกิจกรรมร่วมสืบสานภูมิปัญญาล้านนา สำหรับผู้สนใจชมนิทรรศการ &amp;quot;เลือนจางไม่รางหาย&amp;quot; สามารถใช้บริการรถชัตเทิลบัสจากโรงแรมแทมมาริน วิลเลจ ในย่านเมืองเก่าเชียงใหม่ มาที่รายา เฮอริเทจ อ.แม่ริม ได้ เป็นโรงแรมในเครือบริษัท พรีเมียร์ รีสอร์ทส์ แอนด์ โฮเทลส์ จำกัด เจ้าของเดียวกัน.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26292</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;เชียงใหม่-น่าน&quot;, ณภัทร นุตสติ, พ่อครูแม่ครู, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, รายาเฮอริเทจ, ลุงสองเมือง ปัญญานันทะ, สล่าล้านนา, เลือนจางไม่รางหาย, โรงแรมแทมมาริน วิลเลจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190109/image_big_5c35ff68905a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23659</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2018 19:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2018 19:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการพัฒนาชุมชน ชวนเที่ยวงาน &#039;OTOP ภูมิภาค 2562&#039; กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน แถลงข่าวการจัดงาน &amp;ldquo;OTOP ภูมิภาค 2562&amp;rdquo; เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด สินค้า OTOP พร้อมกระตุ้นเกิดการหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจในชุมชน ณ ร้านค้าสวัสดิกกร กรมกกรพัฒนาชุมชน ชั้น 1 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิสิต กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชนเป็นหน่วยงานหลักในการ ขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนนำภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสมมาแต่อดีต มาผสมผสานกับทรัพยากรในชุมชน แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน และจำหน่ายสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวและชุมชน ก่อให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับฐานรากของประเทศ โดยภาครัฐจะให้การสนับสนุนทั้งในด้านการบริหารจัดการ การผลิต การพัฒนามาตรฐานและคุณภาพผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุน และการส่งเสริมช่องทางการตลาด โดยโครงการ OTOP ภูมิภาค เป็นโครงการหนึ่งที่ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิต&amp;nbsp;ผู้ประกอบการจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ นำผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาและทรัพยากร ท้องถิ่น มาร่วมแสดงและจำหน่ายให้แก่ประชาชนทุกภูมิภาคได้ชมและเลือกซื้อสินค้า เพื่อเผยแพร่และ เชื่อมโยงภูมิปัญญาในแต่ละถิ่น ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์โอทอป&amp;nbsp;พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดการหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจในชุมชนและประชาชนในท้องถิ่นให้มีรายได้เพิ่มขึ้น &amp;nbsp;ตามนโยบายของรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ ภายใต้แนวคิด OTOP ทั่วไทยรวมไว้ในที่เดียว &amp;ldquo; OTOP One Stop Shopping Market &amp;nbsp;ตลาดโอทอปช็อปฟิน อิน ครบวงจร&amp;rdquo; ซึ่งจะเป็นการนำเอาสินค้าโอทอปที่คัดสรรมาอย่างดีจากทั่วประเทศ และอาหาร ชวนชิมที่มีชื่อเสียงของแต่ละจังหวัด ยกทัพรวมกันมาจัดแสดงและจำหน่ายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นจุดจัดงานในโดมติดแอร์ ภายในงานจะตกแต่งด้วยสีสันที่เก๋ไก๋ สร้างบรรยากาศให้เสมือนตลาดครบวงจร ที่ทำให้ผู้มาเยือนมีความสุขกันกับการช้อป มีความสนุกกับการชมและได้ดูโชว์ และมีความเอร็ดอร่อยกับการชิมอาหารสุดยอดฝีมือจากต่างจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิสิต กล่าวว่า งานครั้งนี้กำหนดจัดงานรวมทั้งสิ้น&amp;nbsp;5 ครั้งๆละ 7 วัน ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 7-13 ธ.ค.61 ณ บริเวณลานเอนกประสงค์ บริเวณถนนพุทธภูมิ จ.นครศรีธรรมราช ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 7-13 ธ.ค.61 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลาง จ.นครราชสีมา ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 26 ม.ค.-1 ก.พ.62 &amp;nbsp;ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลาง จ.ขอนแก่น ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 18-24 ก.พ.62 ณ ลานสะพานหิน จ.ภูเก็ต และครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 15-21 มี.ค.62 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลาง จ.ชลบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจกรรมภายในงาน มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP &amp;nbsp;ระดับ 3-5 ดาว ทั่วประเทศจำนวน 270 ราย ภายในเต็นท์โดมขนาดใหญ่ติดแอร์ตลอดงาน ซึ่งจัดแสดงสินค้าจำแนกออกเป็น 5 ประเภทผลิตภัณฑ์ ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร การจำหน่ายอาหารชวนชิมที่มีชื่อเสียงของแต่ละจังหวัด การสาธิตกระบวนการในการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ การแสดงศิลปวัฒนธรรมและมินิคอนเสริตทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่พลาดไม่ได้คือ กิจกรรมส่งเสริมการขาย หากซื้อสินค้ารวมมูลค่าครบ 1,000 บาทสามารถนำใบเสร็จมารับคูปองชิงโชคหนึ่งใบ เขียนชื่อ เบอร์โทรศัพท์ ส่งในกล่องชิงรางวัลที่จุดประชาสัมพันธ์ภายในงาน เพื่อจับรายชื่อผู้โชคดี ลุ้นรับรางวัลสร้อยคอทองคำทุกวันๆ ละ 1 เส้น และลุ้นรับจักรยานยนต์&amp;nbsp;ในวันสุดท้ายของการจัดงานทุกจังหวัด โดยการจัดงาน ทั้ง 5 ครั้ง ตั้งเป้าหมายสร้างรายได้สู่ชุมชน 200 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23659</URL_LINK>
                <HASHTAG>OTOP ภูมิภาค 2562, กรมการพัฒนาชุมชน, กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก, ทรัพยากรในชุมชน, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, สินค้าโอทอป, หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181206/image_mid_5c0916a5a5cd7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14521</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2018 19:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2018 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ผ้าปะลางิง&#039; ภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่สูญหาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปิยะ สุวรรณพฤกษ์ ชาวยะลาผู้ชุบชีวิตภูมิปัญญาท้องถิ่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผ้าทอพื้นบ้านปะลางิง ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้านใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ในอดีตนิยมนำมาใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม โพกศีรษะหรือนำมาคาดเอว อีกนัยหนึ่งเพื่อบอกสถานะทางสังคม หากเป็นชนชั้นขุนนางผ้าปะลางิงที่ใช้จะถักทอด้วยไหมแท้ทั้งหมด ส่วนสีจะพิมพ์ทับด้วยทอง ลวดลายเย็บตกแต่งด้วยแล่งเงินแล่งทองให้ดูสมฐานะ แต่ในกลุ่มชาวบ้านใช้เป็นผ้าฝ้าย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผ้าชนิดนี้ถูกค้นพบว่ามีการใช้จริงตามหลักฐานทางภาพถ่ายในหอจดหมายเหตุ ในปี 2472 เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาส จ.ปัตตานี โดยชาวบ้านที่มารอรับเสด็จได้แต่งกายด้วยผ้าปะลางิง หลังจากนั้นผ้าพื้นบ้านชนิดนี้ได้เลือนหายไปกว่า 80 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผ้าโบราณที่ใช้แกะลวดลายเพื่อฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง&amp;nbsp;

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความพยายามฟื้นฟูผ้าปะลางิงเกิดขึ้นเมื่อ ปิยะ สุวรรณพฤกษ์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มศรียะลาบาติก ได้ศึกษาค้นคว้าและถักทอผ้าปะลางิงขึ้น 2 ผืน เป็นลายผ้าจวนตานี ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ&amp;nbsp;พระนคร จ.กรุงเทพฯ พร้อมตัวแม่พิมพ์&amp;nbsp;ผู้ก่อตั้งกลุ่มศรียะลาบาติกผู้นี้ยังได้ผลิตผ้าปะลางิงลายโบราณต่างๆ จำนวน 32 ผืน แต่น่าเสียดายหลังจากนั้นผ้าทั้งหมดตกอยู่ในมือของชาวต่างชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การชุบชีวิตผืนผ้าปะลางิงให้กลับมาอีกครั้งยังไม่หยุดเท่านี้ นายปิยะ สุวรรณพฤกษ์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มศรียะลาบาติกและเจ้าของผลิตภัณฑ์ผ้าปะลางิง&amp;nbsp;เล่าว่า หลังเรียนจบตนทำงานออกแบบอยู่ที่กรุงเทพฯ จนกระทั่งมีเหตุการณ์ทำให้กลับบ้านเกิด อ.เมือง จ.ยะลา ได้พบผ้าเก่าของยาย เป็นผ้าปะลางิงลายโบราณ สัมผัสแล้วรู้สึกได้ถึงความแตกต่างจากผ้าทอภาคใต้ทั่วไป ทำให้ตนได้เริ่มศึกษาความเป็นมา รวมถึงกระบวนการทำลวดลายต่างๆ ของผ้าชนิดนี้ ยิ่งมาพบภาพโบราณปี 2472 ทำให้ตนไปค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมทั้งจากหอสมุดและผู้รู้ลายผ้าโบราณ ระยะเวลากว่า 8 ปี นับตั้งแต่ ปี 2552 ทำให้ตนเกิดความตั้งใจและมุ่งมั่นในฟื้นฟูและอนุรักษ์ พร้อมกับประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านวาดลายของผ้าปะลางิงอย่างชำนาญ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง ทำให้ปิยะรู้ว่ากระบวนการทำผ้าปะลางิงมีความซับซ้อนและขั้นตอนยากกว่าผ้าบาติก ทั้งการทอ&amp;nbsp;การพิมพ์ลาย การมัดย้อม หรือแม้กระทั่งการสร้างบล็อกไม้พิมพ์ เหมือนรวบรวมเทคนิคการทำผ้าของภาคใต้มาอยู่ในผ้าหนึ่งผืน นับว่าเป็นเอกลักษณ์ของผ้าผืนนี้ หากจะเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนแรกในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่ เพื่อนำเส้นใยมาทักทอ โอกาสเจริญเติบโตค่อนข้างน้อย เพราะสภาพภูมิอากาศที่มีฝนบ่อย อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผ้าปะลางิงไม่ได้ถูกสืบทอดด้วยเช่นกัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุนี้ ปิยะจึงเดินทางไปยังกลุ่มทอผ้าใน อ.ชนบท จ.ขอนแก่น เพื่อเรียนรู้กระบวนการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การทอผ้า ใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านกว่า 3 เดือน &amp;nbsp;ขณะเดียวกันก็ได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องการย้อมสีธรรมชาติของคนใต้ให้แก่ชาวบ้านที่ อ.ชนบท เป็นการแลกเปลี่ยน ที่กลุ่มศรียะลาบาติกเป็นแหล่งส่งเส้นไหมสำคัญเพื่อใช้ทอผ้าปะลางิงด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนลวดลายของผ้าปะลางิง เขาให้ข้อมูลว่า แรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมท้องถิ่นและวิถีชีวิตใต้ เช่น ลายจากกระเบื้องโบราณ ลายจากช่องลมตามสถาปัตยกรรมเก่า ลายจากแม่พิมพ์ขนมโบราณ&amp;nbsp;ลายการละเล่นว่าว&amp;nbsp;หรือการแกะลายผ้าโบราณต่างๆ นอกจากนี้มีลวดลายที่ถูกพัฒนาขึ้นอีกกว่า 200 ลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลวดลายผ้าปะลางิงบนบล็อกไม้ในการพิมพ์ผ้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เสน่ห์จับใจ ปิยะเน้นว่าเป็นเทคนิคการพิมพ์ลายด้วยเทียนจากบล็อกไม้ ทำให้ผ้ามีความพิเศษแตกต่างจากผ้าทั่วไป บล็อกต้องทำจากไม้ที่มีความแข็งและเหนียวอย่าง ไม้มะม่วงป่า ไม้ขาวดำ ส่วนของแป้นต้องเป็นไม้เนื้อแข็ง และด้ามจับที่ต้องทำจากไม้เตง ไม้สัก เพื่อเพิ่มน้ำหนักในการกดลาย และเทียนที่ใช้ต้องเป็นเทียนหัวเชื้อ เพื่อให้ได้ความคมของลาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื้อผ้าก็มีส่วนสำคัญ เขาบอกถ้าเป็นผ้าฝ้าย เทียนที่ใช้ต้องมีความเหนียวมาก ผ้าคอตตอนเทียนมีความเหนียวปานกลาง หากเป็นผ้าไหมเทียนที่ใช้ไม่เหนียวเลย ทำให้ลวดลายที่ปรากฏบนผ้ามีความคมชัดและถูกต้องตามแม่พิมพ์ ความยากต้องฉับไวในการวางสีเพื่อใช้คู่สีที่ตัดกันอย่าง สีเขียวตัดสีม่วง สีแดงตัดสีเขียว เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของสี และการเขียนดอก&amp;nbsp;ดังนั้น ในขั้นตอนนี้ตนเองจะเป็นคนขึ้นดอกก่อนจะส่งต่อผู้เขียนลาย ทำให้ผ้าแต่ละผืนมีลายและสีที่ไม่ซ้ำกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กว่าผ้าปะลางิงจะเป็นที่ยอมรับและรู้จักแพร่หลาย กลายมาเป็นแบรนด์ศรียะลาบาติกของชุมชน ลูกค้าต้องจองกันข้ามปี เป็นผลจากความร่วมมือของชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียง ไม่ว่ากลุ่มช่างไม้ ช่างทอผ้า ช่างย้อมผ้า เป็นสังคมแบบพหุวัฒนธรรม ทำงานกันแบบครอบครัว มีความอบอุ่น เป็นสิ่งที่อยากให้ผู้เที่ยวชมได้เข้ามาสัมผัส แล้วจะลืมภาพลบของสามจังหวัดชายแดนใต้ไป&amp;quot; ปิยะกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่สร้างสรรค์ผ้าปะลางิงของกลุ่มศรียะลาบาติก จ.ยะลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผ้าปะลางิงมีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย มีกระเป๋า&amp;nbsp;เสื้อผ้า&amp;nbsp;เครื่องประดับตกแต่งบ้าน&amp;nbsp;ทางกลุ่มส่งออกผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ&amp;nbsp;สายการบิน&amp;nbsp;และรีสอร์ตต่างๆ&amp;nbsp;รวมถึงได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศ ทำให้ชาวยะลามีรายได้ ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ปัจจุบันมีการสืบทอดการทำผ้าปะลางิงควบคู่กับการอนุรักษ์และเผยแพร่ไปยังกลุ่มเยาวชน สถาบันการศึกษา สะท้อนให้เห็นการนำภูมิปัญญาวัฒนธรรมสร้างอาชีพ ซึ่งเป็นอีกแนวอนุรักษ์ผ้าปะลางิงไม่ให้สูญหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14521</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มศรียะลาบาติก, จังหวัดยะลา, ปิยะ สุวรรณพฤกษ์, ผ้าปะลางิง, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, สามจังหวัดชายแดนใต้, อนุรักษ์ผ้าทอปะลางิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b61a032122e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
