<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109225</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2021 11:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2021 11:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น้ำป่าถล่ม &#039;ตรัง&#039; 4 อำเภอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 08.30 น. ที่จ.ตรังสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มขยายวงกว้างใน 4 อำเภอหลังมีฝนตกต่อเนื่องติดต่อกัน 2 วัน ทำให้น้ำป่าจากภูเขาสว่างและจากน้ำตกอ่างทอง ในตำบลไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง ไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในวงกว้าง และยังไหลเข้าท่วมบ้านเรือนในหมู่ที่ 2,3,4 และ 6 ต.นาโต๊ะหมิง อ.เมืองตรัง โดยเฉพาะที่หมู่ที่ 3 บ้านห้วยเหรียง ต.นาโต๊ะหมิง ระดับน้ำสูงตั้งแต่ 20 เซนติเมตร-1.50 เมตร ชาวบ้านต้องใช้วัสดุที่มีอยู่แทนเรือ เป็นพาหนะเข้าออก &amp;nbsp;โดยเร่งขนย้ายสิ่งของ คนชราและสัตว์เลี้ยงไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่ตำบลกะลาเส อ.สิเกา จ.ตรัง ระดับน้ำท่วมถนนทางเข้าหมู่บ้านหลายสาย รถเล็กไม่สามารถผ่านได้ &amp;nbsp; โดยระดับน้ำบางส่วนเริ่มไหลเข้าท่วมตำบลท่าสะบ้า อ.วังวิเศษ ตำบลนาเมืองเพชร อ.สิเกาและตำบลบางรัก อ.เมืองตรัง โดยเช้าวันนี้ มีน้ำท่วมแล้ว 4 อำเภอจากทั้งหมด 10 อำเภอได้แก่ อ.เมือง,อ.สิเกา,อ.ห้วยยอดและอ.วังวิเศษ &amp;nbsp;กว่า 10 ตำบลหรือกว่า 300 หลังคาเรือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทางจังหวัดสั่ง ปภ.พร้อมเจ้าหน้าที่ฯ คอยช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง หากระดับน้ำในแม่น้ำตรังเอ่อล้นตลิ่งและเพิ่มสูงขึ้นอีก แต่ให้เว้นระยะห่างและไม่ประมาทในเรื่องของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109225</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดตรัง, น้ำท่วม, น้ำป่า, ฝนตกหนัก, ภูมิภาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210710/image_big_60e921227c2d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 18:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 17:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายองค์กรชุมชนกว่า 40 จังหวัดยื่นหนังสือผ่าน ผวจ. ถึงรัฐบาล-รัฐสภา ค้านร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร  ด้านภาคประชาสังคมชี้เป็นกฎหมายควบคุมประชาชน-กลัวรับเงินต่างชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ตัวแทนองค์กรชุมชนจังหวัดตากคัดค้านร่าง พ.ร.บ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน จ.สุพรรณบุรียื่นหนังสือคัดค้านผ่านนายชวน&amp;nbsp; หลีกภัย&amp;nbsp; ประธานรัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ภูมิภาค /เครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศกว่า 40 จังหวัด &amp;nbsp;ยื่นหนังสือรัฐบาลและรัฐสภา&amp;nbsp; เพื่อคัดค้านร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน เพราะเห็นว่าเป็นกฎหมายที่ต้องการรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง&amp;nbsp; โดยละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ &amp;nbsp;ด้านภาคประชาสังคมชี้เป็นกฎหมายควบคุมการทำงานของภาคประชาชน&amp;nbsp; ขัดกับหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และสร้างมายาคติว่า NGO รับเงินต่างชาติมาล้มรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน &amp;nbsp;ในการประชุมเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2564 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ &amp;nbsp;โดยให้เพิ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นผู้รักษาการตามร่างกฎหมายนี้ &amp;nbsp;และให้ สคก. รับร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. &amp;hellip;. ของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp; รวมทั้งความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปประกอบการยกร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน &amp;nbsp;ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไปนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ภาคประชาชนและภาคประชาสังคม&amp;nbsp; ซึ่งรวมกลุ่มทำกิจกรรมหรือทำโครงการพัฒนาชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ในนามขององค์กร&amp;nbsp; มูลนิธิ&amp;nbsp; รวมทั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ซึ่งทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในท้องถิ่นทั่วประเทศ&amp;nbsp; และเข้าข่ายเป็นองค์กรที่ไม่แสงหาหารายได้หรือกำไรนำมาแบ่งปันกันตามร่างกฎหมายนี้ต่างมีความเห็นคัดค้าน&amp;nbsp; เนื่องจากเห็นว่าร่างกฎหมายนี้ต้องการรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง&amp;nbsp; โดยจงใจละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ &amp;nbsp;อีกทั้งเป็นการขัดขวางการรวมกลุ่มรวมตัวขององค์กรสาธารณะประโยชน์ที่เป็นภาคเอกชน &amp;nbsp;ภาคประชาชน &amp;nbsp;และภาคประชาสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;เครือข่ายประชาชนทั่วประเทศยื่นหนังสือค้านร่างกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดวันนี้ (4 มิถุนายน) ตั้งแต่เวลา 9.00 น.&amp;nbsp; เครือข่ายองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ในฐานะตัวแทนภาคประชาชนได้รวมตัวกันยื่นหนังสือคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด&amp;nbsp; ศูนย์ดำรงธรรม&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวมทั้งตัวแทนพรรคการเมือง&amp;nbsp; เพื่อส่งหนังสือคัดค้านต่อไปยังรัฐบาล&amp;nbsp; รัฐสภา &amp;nbsp;และพรรคการเมือง&amp;nbsp; รวมกว่า 40 จังหวัด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ภาคเหนือ&amp;nbsp; จังหวัดเชียงราย&amp;nbsp; (สภาองค์กรชุมชนตำบล 17 แห่ง) เชียงใหม่&amp;nbsp; พิษณุโลก&amp;nbsp; สุโขทัย&amp;nbsp; ตาก&amp;nbsp; ภาคอีสาน&amp;nbsp; จังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp; ภาคกลาง&amp;nbsp; จังหวัดสุพรรณบุรี&amp;nbsp; ภาคตะวันออก&amp;nbsp; จังหวัดจันทบุรี&amp;nbsp; และภาคใต้&amp;nbsp; จังหวัดพัทลุง&amp;nbsp; กระบี่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตรัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ตัวแทนองค์กรภาคประชาชนจังหวัดขอนแก่นยื่นหนังสือผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมีสาระสำคัญคือ ขอให้รัฐบาลทบทวนการเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2564 โดยอ้างความจำเป็นในการร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวว่า เพื่อให้มีกฎหมายกลางในการกำกับการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศอย่างแท้จริง ปราศจากไถยจิต ( จิตคิดจะขโมย, ความคิดที่จะลัก หมายถึงความคิดจะถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ ด้วยอาการแห่งโจร คือมีเจตนาลัก ฉ้อ โกง)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ภาคประชาชนเห็นว่าสาระสำคัญของกฎหมายที่กำลังจะร่างนี้ขัดกับข้อเสนอของภาคประชาสังคมที่ได้มีการเสนอร่างกฎหมายส่งเสริมภาคประชาสังคม&amp;nbsp; เพื่อส่งเสริมการทำงานของภาคประชาสังคมให้เกิดความเข้มแข็ง&amp;nbsp; มีอิสระจากรัฐและทุน &amp;nbsp;สามารถร่วมกันกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;อนาคตสังคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;เกิดสิทธิ &amp;nbsp;เสรีภาพ &amp;nbsp;ความเสมอภาคเท่าเทียม &amp;nbsp;ความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริง &amp;nbsp;โดยมีความเห็นร่วมกันว่า&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1. ร่างกฏหมายองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ บังคับให้การรวมตัวของทุกกลุ่มตามรัฐธรรมนูญจะต้องจดแจ้งการเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ กับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดในทางอาญา (ต้องระวางโทษสูงสุดไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2 บังคับให้องค์กรที่เป็นนิติบุคคล (สมาคมหรือมูลนิธิ) และองค์กรที่จดทะเบียนตามกฎหมายอื่นนอกจากต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่องค์กรดังกล่าวจดทะเบียนแล้ว &amp;nbsp;ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายนี้และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีมหาดไทยกำหนดอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. บังคับให้องค์กรภาคสังคมต้องเปิดเผยแหล่งที่มาและจำนวนของเงินหรือทรัพย์สินที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมในแต่ละปี &amp;nbsp;และต้องยื่นแบบรายการภาษีเงินได้ทุกปี &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4. บังคับให้องค์กรภาคสังคมต้องเสนอรายงานการสอบบัญชี &amp;nbsp;โดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต่อผู้รับจดแจ้งภายใน 60 วัน &amp;nbsp;นับแต่วันสิ้นปีบัญชี &amp;nbsp;และให้ผู้รับจดแจ้งเผยแพร่ต่อสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5. บังคับให้องค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ ที่รับเงินหรือทรัพย์สินจากบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งในไทย มาใช้ในการดำเนินกิจกรรมในไทยได้เฉพาะกิจกรรมที่รัฐมนตรีกำหนดเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6. บังคับให้การดำเนินงานขององค์กรต้องไม่ขัดกับระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้กำหนดหรือชี้เป็นชี้ตายได้ และหากขัดกับคำสั่งดังกล่าว สามารถยกเลิกหรือยุติการดำเนินงานขององค์กรนั้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้แทนองค์กรชุมชนจังหวัดพิษณุโลกยื่นหนังสือผ่านผู้แทนพรรคก้าวไกล&amp;nbsp; จ.พิษณุโลก&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เสนอความเห็นแย้ง : &amp;nbsp;ชี้เป็นกฎหมายรวบอำนาจ-ละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเอกนัฐ&amp;nbsp; บุญยัง&amp;nbsp; ประธานคณะกรรมการดำเนินการตามมติที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จากข้อกำหนดเหล่านี้ &amp;nbsp;เห็นได้ชัดถึงความพยายามสร้างเงื่อนไข &amp;nbsp;และข้อบังคับที่ต้องการรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง&amp;nbsp; โดยจงใจละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ &amp;nbsp;อีกทั้งเป็นการขัดขวางการรวมกลุ่มรวมตัวขององค์กรสาธารณประโยชน์ที่เป็นภาคเอกชน &amp;nbsp;ภาคประชาชน &amp;nbsp;และภาคประชาสังคมทุกรูปแบบ&amp;nbsp; ทั้งที่ความจริงแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.รัฐมีช่องทางของกฎหมายเฉพาะที่รับจดแจ้งองค์กรสาธารณประโยชน์ หรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรเหล่านี้อยู่แล้ว &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; การขึ้นทะเบียนสมาคมฯ มูลนิธิ &amp;nbsp;หรืองค์กรที่จดแจ้งตามกฎหมายอื่นๆ เพื่อทำหน้าที่ควบคุม หรือกำกับการดำเนินงานขององค์กรต่างๆอยู่แล้ว &amp;nbsp;อีกทั้งหากองค์กรใดดำเนินกิจกรรมที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายก็มีกฎหมายสามารถเอาผิดได้อยู่แล้ว &amp;nbsp;จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายที่มีเนื้อหาเป็นการ &amp;ldquo;ควบคุม&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;คุกคาม&amp;rdquo; การรวมกลุ่มรวมตัวของประชาชน &amp;nbsp;จึงเป็นการออกกฎหมายเกินความจำเป็นและไม่สมเหตุผล &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ร่างกฎหมายฉบับนี้ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560&amp;nbsp; เพราะไม่ได้มีขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน และวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างกฎหมาย &amp;nbsp;ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐควบคุมองค์กรสาธารณประโยชน์หรือองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ&amp;nbsp; ทั้งการรวมตัวจัดตั้งองค์กร &amp;nbsp;การดำเนินกิจกรรม &amp;nbsp;การหารายได้และการใช้จ่าย &amp;nbsp;การยุติกิจกรรมหรือยกเลิกองค์กร และการเอาผิดทางอาญา จึงเป็นการขัดกับสิทธิเสรีภาพในการรวมตัวและการแสดงออกของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.รัฐบาลมีเจตนาปิดกั้นและไม่ส่งเสริมการรวมกลุ่ม รวมตัวของภาคประชาชน เนื่องจากในโอกาสเดียวกันนี้ ภาคประชาชนได้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมภาคประชาสังคม &amp;nbsp;แต่รัฐบาลกลับนำร่างกฎหมายการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกันเสนอประกบเข้ามาด้วย ซึ่งมีลักษณะเนื้อหาที่ขัดแย้ง และจะทำให้สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับประชาชนตกไป&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5.การเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าว ถือเป็นการปิดกั้น และลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง และไม่เคารพและเห็นถึงความสำคัญในการรวมกลุ่มรวมตัวของประชาชนเพื่อประโยชน์สาธารณะที่มีอยู่จำนวนมากในประเทศ &amp;nbsp;อันเป็น &amp;ldquo;หุ้นส่วน&amp;rdquo; การพัฒนาที่จำเป็นต้องมีในสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเอกนัฐกล่าวต่อไปว่า&amp;nbsp; จากเหตุผลดังกล่าว&amp;nbsp; เครือข่ายองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;ซึ่งเป็นองค์กรชาวบ้านที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ในชุมชนในระดับตำบลที่มีอยู่อย่างหลากหลาย &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; กลุ่มวิสาหกิจ &amp;nbsp;กลุ่มอาชีพต่างๆ กลุ่มสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; กองทุนชุมชน &amp;nbsp;กลุ่มท่องเที่ยวชุมชน &amp;nbsp;กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ถือเป็นการรวมกลุ่มเพื่อประโยชน์สาธารณะ &amp;nbsp;และไม่ได้แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน &amp;nbsp;จึงมีความเห็นร่วมกันว่า &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการไปเมื่อวันที่ &amp;nbsp;23 กุมภาพันธ์ 2564 นั้น &amp;nbsp;ไม่เป็นผลดีกับสังคมโดยรวม และจะเป็นการปิดกั้นการรวมกลุ่มของภาคประชาชนเพื่อประโยชน์สาธารณะ อันถือเป็นบทบาทสำคัญของกระบวนการพัฒนาประเทศในทุกระดับ และทุกมิติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งรัฐบาลควรจะส่งเสริมสนับสนุนมากกว่าการควบคุม ดังเหตุผลที่ได้กล่าวไว้แล้วเบื้องต้น &amp;nbsp;พวกเราจึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วยความรอบคอบและมุ่งเน้นประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง เพื่อมุ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายเอกนัฐกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้แทนองค์กรประชาชนจังหวัดจันทบุรียื่นหนังสือผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดถึงนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ประธานรัฐสภา &amp;nbsp;และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคประชาสังคมยก 5 เหตุผลคัดค้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม นอกจากการยื่นหนังสือคัดค้านของเครือข่ายองค์กรชุมชนดังกล่าวแล้ว ก่อนหน้านี้ภาคประชาสังคม โดยนายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการศึกษาและพัฒนากฎหมายเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม นางสุนี ไชยรส ผู้ริเริ่มเสนอกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. .... (ฉบับประชาชน) ฯลฯ ได้ร่วมกันแถลงคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยเห็นว่า มติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีในหลักการของร่างกฎหมายดังกล่าวนั้น ไม่มีความชอบธรรมที่จะประกาศใช้ออกมาเป็นกฎหมายในอนาคต ทั้งยังขัดกับรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 25, 26 , 34 , 40 , 42 ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.เป็นกฎหมายที่ขัดแย้งต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ที่ว่า การบรรลุเป้าหมายนี้ต้องการความเป็นพันธมิตรระหว่างรัฐบาล ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและพลเมืองเพื่อมั่นใจว่า เราจะส่งต่อโลกที่ดีกว่าให้แก่คนรุ่นถัดไป ความหมายนี้ย่อมเน้นความเสมอภาคเท่าเทียมกันในการพัฒนาที่ยั่งยืนดังกล่าว ร่างกฎหมายนี้จึงเท่ากับลดทอนความเสมอภาคของภาคประชาสังคมและพลเมืองให้อยู่ใต้การกำหนดของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.เป็นการขัดกับหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) ที่ให้ความสำคัญกับประชาชนในการเข้ามีส่วนร่วมโดยตรง ทั้งทางการเมืองและการบริหารราชการ มติ ครม. นี้เป็นการ &amp;ldquo;ปิดพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ เปิดพื้นที่แห่งความเผชิญหน้า&amp;rdquo; ขัดแย้งกับหลักการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ภาครัฐจะยิ่งขาดการยอมรับจากประชาชนมากยิ่งขึ้นว่าไม่สามารถสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมได้ เพราะทำให้ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ....ไม่ว่าจะเป็นฉบับกระทรวง พม. หรือฉบับภาคประชาชน ถูกลดทอนความสำคัญลง หากถูกรวมกลายเป็นร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ฉบับเดียวกันแทน ซึ่งเป็นคนละเจตนารมณ์และหลักการที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง จาก &amp;ldquo;ส่งเสริม&amp;rdquo; จึงกลายเป็น &amp;ldquo;ควบคุมอย่างเข้มงวด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.เป็นการสร้างระบบตั๋วทุจริตแบบชอบธรรมในกลไกภาครัฐและราชการให้มากขึ้น เพราะเมื่อภาคประชาสังคมไม่มีอิสระในการทำงาน ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ที่กำกับโดยกระทรวงมหาดไทย ภาครัฐย่อมจะขาดข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ครบถ้วนหรือรอบคอบ โดยเฉพาะการพัฒนาในโครงการรัฐขนาดใหญ่ต่างๆ ขาดทางเลือกใหม่ๆ ในการตัดสินใจที่กระทบกับประชาชนโดยตรง ทำให้นักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจการเมืองเข้ามามีอำนาจ แก่งแย่งผลประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น กลายเป็นท้องถิ่นเผด็จการ เป็นการอภิบาลโดยรัฐตามอำเภอใจ (Governance by State) ขาดประสิทธิภาพและความโปร่งใสติดตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเด็นนี้ย่อมสะท้อนว่าการดำเนินการต่างๆ ของรัฐ มักถูกกำหนดโดยกลุ่มอิทธิพลในสังคมข้างต้น ดังนั้นความมีอิสระในการดำเนินการของภาคประชาสังคมและพลเมืองเท่านั้น จึงจะสามารถก่อให้เกิดความสมดุลในการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 43 มาตรา 250 และมาตรา 254&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้แทนภาคประชาชนจังหวัดปทุมธานียื่นหนังสือผ่านพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.รัฐบาลไทยกำลังสร้างมายาคติเรื่องรับเงินต่างชาติมาเคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างรัฐบาล&amp;nbsp; ทั้งที่ในปัจจุบันนี้องค์กรภาคประชาสังคมส่วนมากต่างประสบปัญหาในการเข้าถึงเงินทุนต่างประเทศ นับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา USAID, กองทุนแคนาดาเพื่อการริเริ่มของท้องถิ่น , สถานทูตอังกฤษ , สถานทูตญี่ปุ่น , กองทุนโลก ได้ลดระดับความช่วยเหลือประเทศไทยลงอย่างมาก ส่งผลให้องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานในพื้นที่ชนบทประสบปัญหา และส่งผลต่อกลุ่มเป้าหมายที่เข้าไม่ถึงการดูแล&amp;nbsp; โดยเฉพาะในปัญหาสุขภาพ&amp;nbsp; อนามัยเจริญพันธุ์&amp;nbsp; ความรุนแรงในสังคมและครอบครัว แรงงาน&amp;nbsp; สถานะบุคคล&amp;nbsp; ที่มีผลกระทบมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp; เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกันการกำกับดูแลองค์กรภาคประชาสังคม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มูลนิธิต่างๆ ก็มีกระทรวงต่างๆ&amp;nbsp; เช่น กระทรวง มหาดไทย&amp;nbsp; กระทรวงแรงงาน&amp;nbsp; กระทรวงวัฒนธรรม&amp;nbsp; และมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายอื่นๆ เป็นกลไกในการตรวจสอบโดยปกติอยู่แล้ว&amp;nbsp; โดยเฉพาะหากองค์กรภาคประชาสังคมดำเนินการใดที่ขัดต่อกฎหมายก็ย่อมถูกแทรกแซงดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5. มีบทเรียนสำคัญในประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีการออกกฎหมายควบคุมองค์กรภาคประชาสังคมในการทำงาน&amp;nbsp; เมื่อเดือนสิงหาคม 2558&amp;nbsp; รัฐบาลกัมพูชามีการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมและองค์กรที่ไม่ใช่ของรัฐ (Law&amp;nbsp; on&amp;nbsp; Associations&amp;nbsp; and&amp;nbsp; Non-governmental&amp;nbsp; Organizations&amp;nbsp; หรือ LAN GO) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า &amp;ldquo;กฎหมายควบคุมเอ็นจีโอ&amp;rdquo;&amp;nbsp; สถานการณ์หลังจากประกาศใช้กฎหมายนี้&amp;nbsp; พบว่า&amp;nbsp; ภาคประชาสังคมกัมพูชาถูกคุกคาม&amp;nbsp; ถูกทำร้าย&amp;nbsp; ถูกตั้งข้อหา&amp;nbsp; และถูกจับเข้าคุก&amp;nbsp; โดยเฉพาะในการทำงานช่วยเหลือเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้แทนองค์กรชุมชนในจังหวัดพัทลุงยื่นหนังสือผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เพราะความเข้มแข็งและมั่นคงของรัฐจักต้องอาศัยความเข้มแข็งของพลเมือง&amp;nbsp; ความเข้มแข็งของพลเมืองจักเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคประชาสังคม&amp;nbsp; ประชาสังคมที่เป็นอิสระจากรัฐและทุน&amp;nbsp; จึงจะสามารถกำหนดอนาคตสังคม&amp;nbsp; เพื่อสร้างให้เกิดสิทธิ&amp;nbsp; เสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียม&amp;nbsp; ความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริง&amp;nbsp; หากรัฐยังคงมีวิธีคิดแบบตกขอบย่อมไม่สามารถสร้างความร่วมมือ&amp;nbsp; หรือดึงศักยภาพของภาคประชาชนมาร่วมพัฒนาประเทศได้แต่อย่างใด&amp;rdquo;&amp;nbsp; แถลงการณ์ของภาคประชาสังคมระบุในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105270</URL_LINK>
                <HASHTAG>Sustainable Development Goals, กฎหมายควบคุมประชาชน, กฎหมายควบคุมเอ็นจีโอ, กฎหมายที่ขัดแย้งต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, คณะกรรมการดำเนินการตามมติที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน, ค้านร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร, นางสุนี ไชยรส, นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์, นายเอกนัฐ  บุญยัง, ปราศจากไถยจิต, ภาคประชาสังคม, ภูมิภาค, ยื่นหนังสือ, รัฐบาล, รัฐสภา, ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม, ร่างกฎหมายส่งเสริมภาคประชาสังคม, สคก., สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, องค์กรชุมชนจังหวัดพิษณุโลก, เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล, เครือข่ายองค์กรชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60ba004d86f49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94417</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/02/2021 11:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/02/2021 11:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สลด!พบศพตำรวจ 191 จมน้ำเสียชีวิตหลังหายตัวไป 3 วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.พ.64 - &amp;nbsp;เมื่อเวลา &amp;nbsp;07.00 &amp;nbsp;น.&amp;nbsp;ตำรวจ สภ.เมืองชัยนาท &amp;nbsp;ได้รับแจ้งพบศพในน้ำ บริเวณสวนสาธารณะหนองหวาย ต.ท่าชัย อ.เมือง จ.ชัยนาท &amp;nbsp; จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมแจ้งอาสาสมัครร่วมกตัญญูชัยนาท เพื่อช่วยนำศพขึ้นจากน้ำ และแจ้งแพทย์เวร โรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร ชัณสูตรศพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เกิดเหตุ พบศพผู้ชาย สวมเสื้อยืด กางเกงยีนส์สีดำ สวมรองเท้ารัดส้น สะพายกระเป๋าสีน้ำตาล และมีวิกผมติดอยู่กับกระเป๋า &amp;nbsp;เสียชีวิตในลักษณะนอนหงาย &amp;nbsp;ศีรษะและตัวจมอยู่ในน้ำครึ่งหนึ่ง ปลายขาอยู่ในลักษณะไขว้กัน และมีกิ่งไม้ทับขาอยู่ &amp;nbsp;จึงให้อาสาสมัครร่วมกตัญญู ช่วยกันนำศพขึ้นจากน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบ พบว่าผู้เสียชีวิต คือ &amp;nbsp;ด.ต.ธีรศักดิ์ บุญคงมา &amp;nbsp;อายุ 39 ปี เป็นตำรวจในสังกัด ศูนย์วิทยุ 191 ตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท &amp;nbsp; ตรวจสอบในกระเป๋าสะพาย พบโทรศัพท์มือถือ สายชาร์จโทรศัพท์ &amp;nbsp;เงินสดประมาณ 370 บาท &amp;nbsp;สลากกินแบ่งรัฐบาลงวด 1 พ.ย.61 จำนวน 6 ใบ และ งวด 1 ต.ค.63 จำนวน 2 ใบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.ปฏิกรณ์ หาญหัตถกิจ &amp;nbsp;ผู้กำกับการ สภ.เมืองชัยนาท &amp;nbsp;ได้เดินทางไปตรวจสอบ เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ช่วงเช้าได้รับแจ้งจากประชาชนที่มาวิ่งออกกำลังกาย ว่าพบศพบริเวณดังกล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบจึงทราบว่าเป็นข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท &amp;nbsp;ซึ่งจากการชัณสูตรศพเบื้องต้น คาดว่าจมน้ำเสียชีวิต &amp;nbsp;เนื่องจากไม่พบบาดแผลที่เป็นร่องรอยจากการถูกทำร้าย &amp;nbsp;มีแต่บาดแผลที่เกิดจากการตกลงไปในน้ำหลังเสียชีวิต &amp;nbsp; โดยจะได้ส่งศพไปชัณสูตรที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสาเหตุ เบื้องต้นทราบว่า เมื่อประมาณ 3 วันที่แล้ว &amp;nbsp;ผู้เสียชีวิตได้ไปร่วมงานกินเลี้ยงกับเพื่อน แต่ไม่ทราบว่าเป็นสถานที่ใด &amp;nbsp;คาดว่าหลังกินเลี้ยงเสร็จ จะเดินทางกลับที่พัก &amp;nbsp;แต่ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงมาเสียชีวิตจุดดังกล่าว &amp;nbsp; ซึ่งจะต้องรอผลการชัณสูตรศพ และรวบรวมหลักฐานที่เกิดขึ้นก่อน จึงจะทราบสาเหตุการเสียชีวิตและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแท้จริงต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94417</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยนาท, ภูมิภาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210227/image_big_6039cb752f67c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93651</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2021 12:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2021 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบอุโมงค์สุดซับซ้อนในถ้ำสุโขทัย ชาวบ้านลือมานาน ทหารญี่ปุ่นซ่อนทองคำแท่ง 14 ตัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.พ.64 - ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสุโขทัย รายงานว่า ภายหลังชาวบ้านลือกันว่าภายในถ้ำบนยอดเขาแห่งหนึ่งของ จ.สุโขทัย เป็นสถานที่ซุกซ่อนทองคำแท่งหนักประมาณ 14 ตัน ในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยทหารญี่ปุ่นได้ขนลงจากสถานีรถไฟที่ อ.สวรรคโลก แล้วนำมาซ่อนไว้ในถ้ำบนยอดเขา กระทั่งหลังสงครามยุติได้ 2-3 ปี ก็มีชาวบ้านพบเห็นทหารญี่ปุ่นราว 200 นาย ขึ้นไปขุดค้นหาทองคำ แต่ทว่าก็ยังไม่เจอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงเกลี้ยง อายุ 64 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า เรื่องราวนี้คุณตาเป็นคนเล่าให้ฟัง เพราะตอนเป็นเด็กเคยเดินขึ้นเขาเข้าถ้ำ เพื่อหาของโบราณไปขาย ตาก็ดุว่าจะขึ้นไปหาทำไม มันไม่มีหรอก ถ้ามีอยู่พวกทหารญี่ปุ่นก็คงเอาไปหมดแล้ว ตนเองรู้สึกงงว่าเกี่ยวอะไรกับทหารญี่ปุ่น ตาเลยเล่าให้ฟังว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ขนทองคำ (หนักประมาณ 14 ตัน) ลงจากรถไฟที่สถานีสวรรคโลก แล้วใช้ช้าง 7 เชือก วัวเทียมเกวียน 7 เล่ม ขนทองคำมาซ่อนไว้ในถ้ำบนเขาลูกนี้ และหลังสงครามโลกยุติได้ประมาณ 2-3 ปี ก็มีทหารญี่ปุ่นราว 200 นาย ขึ้นไปบนเขานานเป็นเดือน เพื่อค้นหาทองคำที่ซ่อนไว้ แต่ก็ยังไม่เจอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงเกลี้ยง บอกว่า ตอนเป็นเด็กเคยมุดเข้าอุโมงค์ในถ้ำบนเขาดังกล่าว มีหลายถ้ำ เป็นถ้ำธรรมชาติ แต่ภายในถ้ำพบมีการขุดอุโมงค์เชื่อมต่อกัน บางจุดถูกขุดจนทะลุไปโผล่เขาอีกด้าน ส่วนบนยอดเขาจะมีปล่องระบายอากาศเชื่อมต่ออุโมงค์ เพื่อช่วยให้หายใจได้ จำนวนนับสิบๆปล่อง และยังพบถ้ำบางแห่งมีร่องรอยการระเบิดปิดทางเข้าถ้ำด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ลุงเกลี้ยงได้พาผู้สื่อข่าวเดินขึ้นเขาสำรวจ พบว่าก่อนถึงยอดเขาจะมีถ้ำอยู่ใกล้ๆกันหลายถ้ำ บางถ้ำคล้ายถูกระเบิดมีหินถล่มปิดปากทาง จึงสำรวจอีก 2 ถ้ำที่สามารถมุดคลานเข้าไปได้ โดยถ้ำหนึ่งปากทางเข้ามีความกว้างพอประมาณ เดินก้มเข้าได้ แต่อีกถ้ำคล้ายโพรงต้องมุดคลานเข้าไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเข้าไปภายในถ้ำก็พบว่า มีการขุดอุโมงค์ให้ลึกเข้าไปอีก พร้อมทั้งมีห้องโถงใหญ่คล้ายเป็นที่เก็บวางของ และปลายอุโมงค์ก็ยังมีทางแยก 3 ช่อง ขุดต่อไปอีกด้วย ขณะที่บนยอดเขาก็พบว่ามีช่องหลุมลึกบ้าง ตื้นบ้าง นับสิบๆหลุมกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นปล่องช่องระบายอากาศ เชื่อมต่อกับอุโมงค์ในถ้ำเพื่อให้หายใจได้ เป็นฝีมือคนขุดแน่นอน ไม่ใช่เกิดจากธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยังมีถ้ำที่ยังไม่ได้สำรวจอีก เรื่องเล่าทองคำจึงอาจเป็นเรื่องจริงก็ได้ อย่างน้อยก็พบหลักฐานการขุดอุโมงค์ในถ้ำ โดยฝีมือมนุษย์ เขาจะขุดเล่นทำไม ถ้าไม่ค้นหาหรือเอาของมีค่ามาซ่อนไว้&amp;rdquo; ลุงเกลี้ยง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาย&amp;nbsp;เดือนเพ็ญ รองปลัดเทศบาลตำบลในเมือง นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิกลุ่มจังหวัดมรดกโลกทางวัฒนธรรม จ.สุโขทัย กล่าวว่า ในอดีตทหารญี่ปุ่นเคยใช้สุโขทัยเป็นเส้นทางเดินทัพ โดยลงขบวนรถไฟที่สวรรคโลก ผ่านเมืองเก่าสุโขทัย บ้านด่านลานหอย ตาก แม่สอด เพื่อจะเข้าไปตีเมืองย่างกุ้งประเทศพม่า และระหว่างเคลื่อนทัพก็ต้องมีเสบียง ทองคำเป็นสิ่งที่ใช้แลกเปลี่ยนได้ ดังนั้นเรื่องเล่าทองคำที่ทหารญี่ปุ่นขนไปซ่อนในถ้ำบนเขาสุโขทัย ซึ่งเป็นทางผ่านกองทัพในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน ประกอบกับเจอร่องรอยขุดอุโมงค์โดยฝีมือมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สำหรับปล่องอากาศที่พบบนยอดเขานั้น มีลักษณะคล้ายปล่องที่ อ.พรานกระต่าย ระหว่างริมทางถนนพระร่วง ซึ่งก็ยังวิเคราะห์กันไม่ได้ว่ามีเพื่อใช้ทำอะไร จะเป็นที่คนไทยใช้หลบกองทัพพม่าหรือไม่ ก็ยังสรุปไม่ได้ เรื่องเล่าทองคำ ก็ต้องตั้งคำถาม และช่วยกันหาทางพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ชัดเจนต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;นายสมชาย&amp;nbsp;เดือนเพ็ญ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93651</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทหารญี่ปุ่น, ภูมิภาค, สงครามโลกครั้งที่สอง, สุโขทัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210220/image_big_60309a3c93ddb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2021 07:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2021 07:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจรวบ &#039;บังเล็ก มือมีด&#039; แทงพรุน 53 แผล!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.พ.64 - จากกรณีนายสุนทร &amp;nbsp; เพชรแก้ว อายุ 45 ปี ชาว ต.ปริก อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นคนสติไม่สมประกอบ หนีหายออกจากบ้านพักเมื่อวันที่ 16กพ.ที่ผ่านมา แล้วมาพบศพถูกคนร้ายใช้มีดกระหน่ำแทงคอและลำตัวพรุนด้วยแผล แล้วคนร้ายนำศพมาโยนทิ้งริมทะเลชายหาดสันติสุข บ้านในถุ้ง หมู่ 5 ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช พบศพเมื่อเย็น 18 กพ. 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดช่วงเย็นวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา &amp;nbsp;ตำรวจชุดคลี่คลายคดีก็สามารถจับกุมคนร้ายรายได้แล้ว โดย พ.ต.อ.อนันต์ &amp;nbsp; หริกจันทร์ ผกก.สภ.ท่าศาลา ,พ.ต.ท.ปิยะวัฒน์ &amp;nbsp; สุพรรณพงศ์ รอง ผกก.สส.,ได้สั่งการให้ร.ต.อ.ภูวนัย &amp;nbsp; ชัยแก้ว รอง สว.สส.สภ.ท่าศาลา พร้อมด้วย พ.ต.ท.วิสูตร &amp;nbsp;จันทร์มีศรี สวป.ลังตำรวจชุดสืบสวนไปจับกุมผู้ต้องหารายนี้ได้แล้วขณะหลบซ่อนตัวในคอกเป็ด ข้างบ้านเลขที่ 96/2 บ้านในถุ้ง &amp;nbsp;หมู่ 5 ต.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่เกิดเหตุประมาณ 1 กม. ขณะผู้ต้องหากำลังนั่งกินน้ำต้มพืชกระท่อม คุมตัวมาสอบสวนทราบผู้ต้องหาชื่อนายสมชาย &amp;nbsp; ยุโส้ อายุ 42 ปี หรือ &amp;quot;บังเล็ก มือมีด&amp;rdquo; สอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาว่าเป็นคนใช้ท่อนไม้ทุบและแทงนายสุนทร &amp;nbsp; เพชรแก้ว ร่างพรุนจนเสียชีวิตจริง เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 18 กพ.ที่ผ่านมา โดยตำรวจจับกุมได้พร้อมอาวุธมีดปลายแหลมพกสั้นยาวประมาณ 5 ซม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาย &amp;nbsp;ให้การว่า เมื่อกลางดึกคืน 18 กพ.ที่ผ่านมา ขณะตนนั่งกำลังนั่งเล่นอยู่บริเวณศาลาหลังตลาดคนรวย ของ อบต.ท่าศาลา &amp;nbsp;ได้มีผู้ตายซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อนเดินเข้ามาหาและทักทายคุยกันสักครู่หนึ่ง ตนเห็นว่าพูดคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง จังหวะนั้นตนเกิดอาการหลอนยาที่ตนเพิ่งเสพมา จึงล็อกคอนายสุนทร เดินไปที่ริมชายทะเลหาดสันติสุข ห่างจากไปประมาณ 1 กม. ถึงที่เกิดเหตุ ตนได้ใช้ท่อนไม้กระหน่ำทุบตีนายสุนทร จนฟุบลง แล้วใช้มีดปลายแหลมกระหน่ำแทงลำคอและลำตัวแบบไม่ยั้งหลายสิบแผล จนนายสุนทรแน่นิ่งเสียชีวิต แล้วเดินกลับไปที่บ้านพักที่อยู่ห่างประมาณ1 กม. โดยไม่ได้หลบหนีไปไหนยังคงพักอาศัยอยู่ที่บ้านพัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมาย บอกว่า ตลอดเวลาหลังจากที่ตนฆ่านายสุนทรตายแล้ว มักจะมีวิญญาณของนายสุนทร มาหลอกหลอนตลอดเวลาจนนอนไม่หลับด้วย และเสียใจจริงที่ก่อเหตุดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นทางตำรวจ สภ.ท่าศาลา ได้คุมตัวนายสมชายไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุท่ามกลางชาวบ้านที่ไปมุงดูการทำแผนจำนวนมาก และรู้จักผู้ตายว่าเป็นคนติดยาเสพติดคนหนึ่งในหมู่บ้าน โดยนายสมชายได้นำตำรวจไปชี้จุดที่เกิดเหตุขณะลงมือแทงนายสุนทรจนตายริมชายหาดทะเล โดยตลอดเวลา นายสมชาย ได้ร่ำไห้น้ำตาซึมสำนึกผิดกับเหตุการณ์ที่กระทำไปดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พ.ต.ท.เกษมสิทธิ์ &amp;nbsp;จำปาทอง รอง ผกก.(สอบสวน)สภ.ท่าศาลา เผยว่า ผลการชันสูตรศพนายสุนทรของแพทย์ รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช พบว่า สภาพศพมีบาดแผลถูกแทงร่างพรุนทั้งสิ้นถึง 53 แผลด้วยกัน ซึ่งญาติได้รับศพไปจัดการศพตามประเพณีต่อไปแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประวัตินายสมชาย ผู้ต้องหารายนี้ทราบว่ามีพฤติกรรมเสพยาเสพติดมานานแล้ว มีอาการหลอนยาเสพติดบ่อยครั้ง เคยอาละวาดใช้มีดแทงผู้คนในหมู่บ้านเป็นประจำจนได้รับฉายา &amp;quot;เล็กมืดมีด&amp;rdquo; จนมาก่อเหตุแทงนายสุนทร หนุ่มสติไม่สมประกอบดังกล่าว ซึ่งตำรวจจะเร่งทำการสอบสวนปากคำนายสมชาย ผู้ต้องหาเพื่อฝากขังศาลต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93629</URL_LINK>
                <HASHTAG>นครศรีธรรมราช, ภูมิภาค, อาชญากรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210220/image_big_6030578abd6f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2021 08:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2021 08:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบ 7 นักเรียน ม.ต้น ตระเวนขโมยข้าวเปลือก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.พ.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้ ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ได้จับกุมเด็กนักเรียนชายชั้น ม.2 &amp;ndash; ม.3 อายุระหว่าง 13-15 ปี รวมจำนวน 7 คน ได้ที่กระท่อมปลายนา ใน ต.อิสาณเขต อ.เฉลิมพระเกียรติ หลังจากนายสุจินต์ คงทิพย์ อายุ 48 ปี ได้แจ้งความร้องทุกข์ ว่า ข้าวเปลือกในยุ้งฉางของตัวเองเก็บไว้กว่า 50 กระสอบ หายไปจำนวน 22 กระสอบ โดยไม่รู้ว่าถูกลักขโมยไปกี่ครั้งเพราะนานๆ จะมาเปิดดูยุ้งฉาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เฉลิมพระเกียรติ จึงลงพื้นที่หาข้อมูลเบาะแสคนร้ายมีก่อเหตุลักขโมยข้าวเปลือก กระทั่งทราบว่ามีกลุ่มเด็กนักเรียนชายชั้น ม. 2 &amp;ndash; ม.3 มักจะเอารถเข็น เข็นข้าวเปลือกไปตามถนนในหมู่บ้านเป็นประจำ แต่ชาวบ้านก็ไม่ได้สงสัยเพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ที่พ่อแม่เด็กมักจะให้บุตรหลานเอาข้าวเปลือกไปขาย กระทั่งเจ้าหน้าที่สืบทราบแล้วว่านักเรียนกลุ่มดังกล่าว ซึ่งมีทั้งหมด 7 คนว่าเป็นใคร จึงได้นำตัวไปสอบปากคำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวน ทั้งหมดก็ยอมรับสารภาพว่า ได้ลักขโมยข้าวเปลือกของชาวบ้านจริง สาเหตุที่ขโมยเพราะไม่มีเงินซื้อขนม โดยเห็นยุ้งฉางหลังดังกล่าวไม่ใส่กุญแจจึงชวนกันไปขโมยข้าวเปลือก ครั้งแรกแอบขโมยมาเพียงกระสอบเดียว ขายได้เงินกว่า 500 บาท จึงย่ามใจชวนกันไปขโมยอีกเรื่อยๆ โดยเงินที่ได้ก็จะเอาไปซื้อเนื้อย่าง บางครั้งก็ซื้อเหล้านั่งกินกันตามกระท่อมนา และขับ จยย.เที่ยวเตร่ไปทั่ว พอเงินหมดก็ขโมยอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุจิน คงทิพย์ ผู้เสียหาย เล่าว่า ตนมีข้าวเปลือกพันธุ์ข้าวหอมมะลิ ที่เก็บไว้ในยุ้งฉาง ประมาณ 50 กระสอบ เก็บไว้บริโภค ทำพันธุ์และขายในยามจำเป็น แต่พอไปเปิดยุ้งดูกลับพบว่าข้าวเปลือกถูกขโมยหายไปถึง 22 กระสอบ มูลค่าประมาณกว่า 13,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ได้ทำบันทึกประวัตินักเรียนที่ถูกจับกุมทั้ง 7 คน พร้อมประสานผู้ปกครองมารับทราบ เนื่องจากทั้งหมดยังเป็นเยาวชน ก่อนจะส่งตัวก่อนจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92875</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขโมยข้าวเปลือก, บุรีรัมย์, ภูมิภาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210213/image_big_60272fea52772.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92061</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2021 10:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2021 10:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทยไม่ทิ้งกัน ธารน้ำใจหลั่งไหลช่วยแม่เฒ่าวัย ​97 ป่วยติดเตียงถูกไฟคลอก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.พ.64 - ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดบุรีรัมย์ รายงานว่า จากเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านเลขที่ 63/1 หมู่ 10 บ้านหนองไม้งาม &amp;nbsp;ตำบลหนองไม้งาม &amp;nbsp;อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ &amp;nbsp;ช่วงบ่ายวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา &amp;nbsp;จนได้รับความเสียหายทั้งหลังทั้งข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน &amp;nbsp;บัตรผู้สูงอายุ และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็ถูกไฟเผาวอด &amp;nbsp; &amp;nbsp;และขณะที่เกิดไฟไหม้ นางลับ &amp;nbsp; ลาพรมมา &amp;nbsp;อายุ 97 ปี เจ้าของบ้านซึ่งป่วยติดเตียงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อยู่บ้านคนเดียวตอนเกิดเหตุเพราะลูกชายออกไปทำไร่ &amp;nbsp; ถูกไฟคลอกแต่เคราะห์ดีที่เพื่อนบ้านเข้าไปช่วยอุ้มออกมาได้ทัน &amp;nbsp;แต่ก็ถูกไฟไหม้ตามร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส &amp;nbsp; ขณะนี้ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ &amp;nbsp;ล่าสุดอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว &amp;nbsp; แต่ยังต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่หน่วยงานราชการ &amp;nbsp;ภาคเอกชน &amp;nbsp;และผู้ใจบุญที่ทราบข่าวก็หลั่งไหลให้ความช่วยเหลือยายและลูกชาย &amp;nbsp; ทั้งนำสิ่งของเครื่องใช้ &amp;nbsp;เสื้อผ้า &amp;nbsp; ข้าวสารอาหารแห้งไปมอบให้ &amp;nbsp;รวมถึงบริจาคเงินช่วยเหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับคุณยายได้อยู่อาศัย &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งก็ได้มีผู้ใจบุญบริจาคแล้วกว่า 718,000 บาท &amp;nbsp; ซึ่งทางผู้ใหญ่บ้าน และญาติของคุณยายหารือแล้วเห็นว่าเงินจำนวนดังกล่าวเพียงพอที่จะก่อสร้างบ้าน &amp;nbsp;ค่ากินอยู่ และดูแลรักษาตัวของคุณยายแล้ว &amp;nbsp; จึงได้ประกาศปิดบัญชีรับบริจาค &amp;nbsp;พร้อมทั้งได้ขอบคุณทั้งหน่วยงานราชการ และคนไทยทุกคนที่ร่วมบริจาคช่วยเหลือยาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอั๋ง &amp;nbsp;ลาพรมมา อายุ 60 ปี ลูกชายของ นางลับ &amp;nbsp;กล่าว &amp;nbsp;ขอบคุณผู้ใจบุญที่บริจาคเงินช่วยเหลือ &amp;nbsp;รู้สึกดีใจตื่นเต้นในน้ำใจของผู้ใจบุญจนพูดไม่ออก &amp;nbsp;สำหรับเงินที่ได้รับบริจาคในครั้งนี้ &amp;nbsp;ก็เพียงพอที่จะก่อสร้างบ้าน &amp;nbsp;ใช้จ่ายในครอบครัว และดูแลรักษายายแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายคำไหล &amp;nbsp; แก้วพิลา &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองไม้งาม &amp;nbsp; &amp;nbsp;บอกว่า &amp;nbsp; รู้สึกดีใจและซาบซึ้งในน้ำใจของคนไทยทุกคนที่ร่วมบริจาคช่วยเหลือคุณยาย &amp;nbsp;ที่ถูกไฟไหม้บ้านและได้รับบาดเจ็บ &amp;nbsp; ซึ่งตนเองในฐานะผู้นำหมู่บ้านก็ได้หารือร่วมกับญาติและลูกชายของคุณยาย &amp;nbsp; ก็เห็นว่าเงินที่ได้รับบริจาคมากว่า 7 แสนบาท &amp;nbsp;เพียงพอที่จะทำการก่อสร้างบ้านและกินอยู่แล้ว &amp;nbsp; จึงประกาศปิดบัญชีรับบริจาคดังกล่าว &amp;nbsp; ส่วนเงินที่ได้รับบริจาคก็จะใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคุณยาย &amp;nbsp;ทั้งก่อสร้างบ้านใหม่ &amp;nbsp; ใช้จ่ายและรักษาตัว &amp;nbsp;ซึ่งก็จะมีการตั้งคณะกรรมการเข้ามาช่วยดูแลในการใช้จ่ายเงินดังกล่าว &amp;nbsp;เพื่อให้เงินที่ผู้ใจบุญบริจาคมาเกิดประโยชน์สูงสุด &amp;nbsp; ก็ขอบคุณผู้ใจบุญ &amp;nbsp;รวมถึงหน่วยงานราชการที่มาช่วยเหลือคุณยาย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92061</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุรีรัมย์, ภูมิภาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210205/image_big_601cbc531d527.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
