<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78393</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 17:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 17:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเคาะผู้ป่วยไตวายเบิกสารอาหารได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย. 2563 นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมฯ อาศัยอำนาจตามหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 ได้ปรับปรุงการเบิกจ่ายค่ายา หรือค่าสารอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังด้วยวิธีการฟอกเลือกด้วยเครื่องไตเทียม ร่วมกับสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กำหนดให้ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องได้รับสารอาหารในระหว่างฟอกเลือด สามารถเบิกสารอาหารจากสถานพยาบาลของทางราชการ ไปใช้ในสถานพยาบาลเอกชนได้ โดยให้เบิกจ่ายได้เฉพาะกรณีที่ใช้กับผู้ป่วยที่อยู่ในสถานพยาบาลเท่านั้น มิให้เบิกจ่ายเพื่อนำไปใช้นอกสถานพยาบาล ยกเว้นยาหรือสารอาหารตามหลักเกณฑ์และรายการที่กรมบัญชีกลางกำหนด และยังกำหนดให้ผู้ป่วยโรคอื่น หรือผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง หรือผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่บำบัดทดแทนไตด้วยวิธีการอื่นซึ่งมิใช่การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ให้สามารถเบิกยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง (Erythropoietin) เพื่อนำไปใช้นอกสถานพยาบาลของทางราชการได้ ตามความจำเป็นและคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำการรักษา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78393</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมบัญชีกลาง, ภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข, สารอาหาร, เบิกจ่ายโรคไต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200923/image_big_5f6b284f777aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77008</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2020 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2020 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;บัญชีกลาง&#039;ดึงระบบอิเล็กทรอนิกส์หนุนเทศบาลเบิกจ่ายงบประมาณ64 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ย. 2563 นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า เพื่อให้การเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ของเทศบาล ในระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) มีความชัดเจน สะดวก รวดเร็ว และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กรมบัญชีกลางจึงได้ออกวิธีปฏิบัติในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายของเทศบาล ประกอบด้วยเทศบาลนคร 30 แห่ง และเทศบาลเมือง 192 แห่ง ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ให้หน่วยงานผู้เบิกเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารรัฐวิสาหกิจ ประเภทกระแสรายวัน สำหรับรับเงินงบประมาณที่ขอเบิกจากคลัง 1 บัญชี และสำหรับรับเงินนอกงบประมาณที่ขอเบิกจากคลัง 1 บัญชี 2. นำข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคารตามข้อ 1 ส่งให้กรมบัญชีกลางเพื่อสร้างเป็นข้อมูลหลักผู้ขายในระบบ GFMIS และ 3. ให้ปลัดเทศบาลหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้เบิกเงินจากคลัง 4. การขอเบิกเงินจากคลังกรณีได้รับจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป กรมบัญชีกลางจะจ่ายเงินเข้าบัญชีสำหรับรับเงินงบประมาณที่ขอเบิกจากคลังตามข้อ 1 เพื่อให้เทศบาลจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงินต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. การขอเบิกเงินจากคลังกรณีได้รับจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ สำหรับการซื้อทรัพย์สิน จ้างทำของ หรือเช่าทรัพย์สินตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ให้เบิกเมื่อหนี้ถึงกำหนด หรือใกล้ถึงกำหนดชำระ ดังนี้ 1. ในกรณีที่มีใบสั่งซื้อ ใบสั่งจ้าง สัญญาหรือข้อตกลง ซึ่งมีวงเงินตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป หรือตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ให้จัดทำหรือลงใบสั่งซื้อ หรือใบสั่งจ้าง เพื่อทำการจองงบประมาณในระบบ GFMIS โดยกรมบัญชีกลางจะจ่ายเงินเข้าบัญชีให้กับเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงินของเทศบาลโดยตรง &amp;nbsp;
2. นอกจากกรณีตามข้อ 1 ไม่ต้องจัดทำหรือลงใบสั่งซื้อ หรือใบสั่งจ้างในระบบ GFMIS โดยกรมบัญชีกลางจะจ่ายเงินเข้าบัญชีสำหรับรับเงินงบประมาณที่ขอเบิกจากคลังตามข้อ 1 เพื่อให้เทศบาลจ่ายให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงินต่อไป หรือเทศบาลต้องการให้กรมบัญชีกลางจ่ายเงินเข้าบัญชีให้กับเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงินโดยตรงก็ได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายของเทศบาล ให้หน่วยงานผู้เบิกดำเนินการขอเบิกเงินจากคลังสำหรับการซื้อทรัพย์สิน จ้างทำของ หรือเช่าทรัพย์สินโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกิน 5 วันทำการนับแต่วันที่ได้ตรวจรับทรัพย์สิน หรือตรวจรับงานถูกต้องแล้ว &amp;nbsp;และหลังจากที่กรมบัญชีกลางได้จ่ายเงินเข้าบัญชีให้กับเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงินของเทศบาลโดยตรงแล้ว ให้พิมพ์รายงานการจ่ายเงินจากระบบ GFMIS เพื่อใช้เป็นหลักฐานการจ่าย ทั้งนี้ กรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามวิธีปฏิบัตินี้ได้ ให้หน่วยงานผู้เบิกขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง&amp;rdquo; นายภูมิศักดิ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77008</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กรมบัญชีกลาง, ภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข, เบิกจ่ายงบเทศบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200910/image_big_5f5991e1f0943.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17551</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2018 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2018 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบน. เปิดแผนตั้งแท่นกู้เงินปีงบ 62 ที่ 1.16 ล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สบน. เปิดแผนตั้งแท่นกู้เงินปีงบประมาณ 2562 ที่ 1.16 ล้านล้านบาท เตรียมกู้ใหม่ 5.92 แสนล้านบาท กู้ปรับโครงสร้างหนี้อีก 5.71 แสนล้านบาท กู้โป๊ะหนี้เอฟไอดีเอฟ 1.67 แสนล้านบาท กู้เพื่อให้กู้ต่อ 5.73 หมื่นล้านบาท และออกบอนด์อีก 6 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;สบน. ได้เปิดแลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะตลาดตราสารหนี้ ความต้องการลงทุนของนักลงทุน และแนวทางการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทยในอนาคต เพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำแผนการระดมทุนของรัฐบาลให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวะตลาด โดยมีผู้ร่วมตลาดให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย &amp;nbsp; ผู้ค้าหลักของกระทรวงการคลัง และนักลงทุนสถาบันกว่า 100 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สบน. ได้ชี้แจงแผนการระดมทุนและแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ 2562 ว่ามีความต้องการระดมทุนในประเทศของรัฐบาล วงเงิน 1.16 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือการกู้เงินใหม่ 5.92 แสนล้านบาท ประกอบด้วย การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท การกู้เงินเพื่อนำมาให้รัฐวิสาหกิจกู้ต่อ 9.23 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในส่วนที่สอง เป็นการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เดิม &amp;nbsp;5.71 แสนล้านบาท ประกอบการด้วยการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณ 3.46 แสนล้านบาท &amp;nbsp;เมื่อรายจ่ายสูงกว่ารายได้ และการบริหารหนี้ หนี้เงินกู้บาททดแทนการกู้เงินตราต่างประเทศ และหนี้เงินกู้ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เป็นการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (เอฟไอดีเอฟ) 1.67 แสนล้านบาท และการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้มาเพื่อให้กู้ต่อ 5.73 หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;ทั้งนี้ ยังมีแผนการการออกพันธบัตรออมทรัพย์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งลงทุนที่มีคุณภาพ และส่งเสริมภาคการออมให้กับประชาชน อีกทั้ง เพื่อเป็นการผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการระดมทุน เพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศของรัฐบาล โดยกระทรวงการคลังจะเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์จำนวน 2 ครั้ง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 โดยจะประกาศระยะเวลา เงื่อนไข อายุ และอัตราดอกเบี้ยให้ทราบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูมิศักดิ์ จะมีการออกตราสารหนี้ระยะสั้นเช่น ตั๋วเงินคลัง &amp;nbsp; ตั๋วสัญญาใช้เงิน &amp;nbsp;และสัญญาเงินกู้ &amp;nbsp;ก็จะมีการออกเป็นต้น เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการระดมทุน บริหารต้นทุนให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงิน ลดความเสี่ยงในการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และเพิ่มขีดความสามารถในการกู้เงินในสภาวะที่ตลาดตราสารหนี้ที่มีความผันผวนได้ โดย สบน. จะติดตามปัจจัยต่างๆ อย่างใกล้ชิดเพื่อใช้ประกอบการพิจารณากู้เงินผ่านตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แผนการระดมทุนของรัฐบาลมีทั้งการออกพันธบัตรอายุต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง มีวงเงินรวมของพันธบัตร 6 แสน ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน&amp;rdquo; นายภูมิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี สบน. ยังมีแผนการดำเนินธุรกรรมแลกเปลี่ยนพันธบัตร ในวงเงินไม่เกิน 1 แสนล้านบาท โดยจะดำเนินการทั้งรูปแบบผ่านตัวกลาง &amp;nbsp;ซึ่ง สบน. จะมีการประกาศรับสมัครเพื่อคัดเลือกผู้จัดการการแลกเปลี่ยนพันธบัตร ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2561 และบนระบบอิเล็กทรอนิกส์ &amp;nbsp;ที่ สบน. และ ธปท. ได้ร่วมกันพัฒนาเพื่อให้เป็นอีกช่องทางที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน และเพิ่มจำนวนผู้เล่นในการเข้าทำธุรกรรม โดย สบน. จะประกาศรูปแบบ วงเงินรุ่นพันธบัตรที่จะใช้ในการแลกเปลี่ยน และช่วงเวลาให้ทราบต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17551</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข, สบน., สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, หนี้สาธารณะ, แผนก่อหนี้สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180914/image_big_5b9b218bc8dd7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14061</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2018 09:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2018 09:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบน. แจงดอกเบี้ยขาขึ้นไม่สะเทือนแผนบริหารหนี้ประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สบน. ระบุไม่ห่วงดอกเบี้ยขาขึ้น-อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนสะเทือนแผนบริหารหนี้ประเทศ แจงยิบปิดความเสี่ยงหมดแล้ว พร้อมจี้ อปท. จัดทำแผนกู้เงิน แผนบริหารหนี้ และสถานะหนี้คงค้างตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า การบริหารหนี้สาธารณะท่ามกลางแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นนั้น ไม่มีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากโครงสร้างหนี้สาธารณะมีสัดส่วนที่เป็นหนี้ระยะยาวถึง 90% ซึ่งในส่วนนี้ได้มีกำหนดอัตราดอกเบี้ยตายตัวไว้แล้ว ส่วนหนี้ระยะสั้นที่ใกล้จะครบกำหนดชำระมีเพียง 10% เท่านั้น ดังนั้นจึงเชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การบริหารหนี้สาธารณะในภาวะที่อัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างผันผวนก็ไม่มีความน่าเป็นห่วงเช่นกัน เนื่องจากได้มีการปิดความเสี่ยงไว้หมดแล้ว โดยหนี้ต่างประเทศของรัฐบาลปัจจุบันมีอยู่ไม่ถึง 1% ของหนี้รัฐบาลทั้งหมดจำนวน 5.2 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ โดยข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือนพ.ค.2561 พบว่า รัฐบาลมีหนี้ต่างประเทศ 9.44 หมื่นล้านบาท โดยจำนวนหนี้ดังกล่าวได้มีการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว 6.11 หมื่นล้านบาท และอีก 3.32 หมื่นล้านบาทยังไม่ได้มีการบริหารความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ที่เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ที่ผ่านมา ได้ให้คำนิยามของคำว่า &amp;quot;หน่วยงานรัฐ&amp;quot; ที่มีความกว้างขวางขึ้น ซึ่งจะครอบคลุมไปถึงหน่วยงานของรัฐสภาและหน่วยงานของศาล, องค์การมหาชน, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รวมไปจนถึงกองทุนหมุนเวียน ซึ่งจะทำให้มีหน่วยงานที่จำเป็นต้องปฏิบัติภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายใหม่นี้เพิ่มขึ้นเป็น 2.68 พันแห่ง จากเดิมที่มีเพียง 159 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในส่วนของ อปท.ทั่วประเทศนั้นจากนี้ไปหากจะมีการกู้เงินที่เป็นภาระต่องบประมาณในอนาคต ก็จำเป็นต้องจัดทำแผนการกู้เงิน การบริหารหนี้ รายงานการกู้เงินและสถานะหนี้คงค้าง เพื่อให้ สบน.ได้รับทราบและจัดทำเป็นรายงานการเงินรวมของภาครัฐ ที่จากนี้ต่อไปจะมีการแยกออกเป็นรายงานการเงินรวมของรัฐบาลและหน่วยงานรัฐ, รายงานการเงินรวมของรัฐวิสาหกิจ และรายงานการเงินรวมของ อปท. เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 210 วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ ก่อนที่จะมีการเปิดเผยต่อสาธารณชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูมิศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน อปท.ทั่วประเทศมีหนี้คงค้างราว 2.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่ได้มากเมื่อเทียบกับจำนวนหนี้สาธารณะโดยรวมของประเทศ แต่ในอนาคตก็มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากมีอำนาจในการกู้เงินได้มากขึ้น ซึ่งหาก อปท.แต่ละแห่งมีศักยภาพในการบริหารการใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก็จะทำให้เกิดโครงการดีๆ ที่มีประโยชน์และส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในแต่ละท้องถิ่นเองด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14061</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดอกเบี้ยขาขึ้น, ภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข, สบน., สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, หนี้สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180725/image_big_5b57e39378503.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2018 08:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2018 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังคลอดบอนด์ออมทรัพย์อีก 3 พันล้านบาท ให้ดอกเบี้ย2.15-3% ต่อปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สบน. จัดให้อีก 3 พันล้านบาทเอาใจนักลงทุนลุยช้อปบอนด์ออมทรัพย์กระทรวงการคลังเพิ่มเติม ชูดอกเบี้ยหอมหวาน 2.15-3% ต่อปี ดึงดูดใจนักลงทุนตะลุยซื้อเกือบเกลี้ยง 3 หมื่นล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)&amp;nbsp;เปิดเผยว่า รมว.การคลังได้เห็นชอบให้จัดสรรวงเงินจำหน่ายเพิ่มเติมจำนวน 3 พันล้านบาท สำหรับเปิดขายพันธบัตรออททรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ 2561 ตามรุ่นอายุและอัตราดอกเบี้ยเดิม คือเป็นพันธบัตรแบบไร้ใบตราสาร (Scripless) รุ่นอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.15% และ &amp;nbsp; &amp;nbsp;รุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% จำหน่ายตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 10 ก.ย. 2561&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เรื่องจากผลการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ครั้งที่ 2 วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท &amp;nbsp;ซึ่งเปิดจำหน่ายเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2561 ซึ่งขณะนี้จำหน่ายใกล้ครบตามวงเงินที่ประกาศแล้ว โดยผู้ที่สนใจสามารถทำรายการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารตัวแทนจำหน่าย ทุกสาขา เครื่องถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) และระบบ Internet Banking ของธนาคารตัวแทนจำหน่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้ง 4 แห่ง และผ่าน KTB netbank Application ของธนาคารกรุงไทยฯ KPLUS Application ของธนาคารกสิกรไทยฯ Bualuang mBanking Application ของธนาคารกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนให้สามารถเข้าถึงพันธบัตรออมทรัพย์ได้ตลอดเวลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ผู้ซื้อพันธบัตรออมทรัพย์รายใหม่ที่ไม่เคยลงทะเบียนข้อมูลและเปิดบัญชีฝากหลักทรัพย์สำหรับพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลังแบบไร้ใบตราสาร (Scripless) จะต้องลงทะเบียนและเปิดบัญชีฝากหลักทรัพย์ที่ธนาคารตัวแทนจำหน่าย และลงทะเบียนเพื่อการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านระบบออนไลน์ต่างๆ ผู้ที่สนใจซื้อพันธบัตรสามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารตัวแทนจำหน่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10940</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, บอนด์ออมทรัพย์, ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, ภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข, สบน.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180608/image_big_5b19dbed9cf9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
