<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113584</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 13:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 12:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาจารย์สุลักษณ์ กำลังให้ร้ายป้ายสีใครหรือครับ ?</HEADLINE>
                <CONTENT>


&amp;#39;ในหลวงรัชกาลที่ ๘ เป็นผู้ที่มีความคิดรอบคอบสุขุม พระองค์ตรัสน้อย ไม่แสดงอาการโกรธเคืองให้ปรากฎเลย พระองค์ท่านอยู่ในเกณฑ์ฉลาดเฉียบแหลม 

ถ้าพระองค์ท่านยังทรงราชสมบัติอยู่แล้ว ก็จะเป็นการขัดชวางรัฐบาลได้ เช่นรัฐบาลมีความเห็นอย่างหนึ่งพระองค์ท่านอาจจะไม่มีความเห็นด้วย&amp;#39; 

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทฤษฎีมีเยอะแหละครับ ต้องเอาเอกสารต่างๆมาดู แล้วก็พิจารณาว่าจะเชื่ออันไหน เพราะในอดีตเราไม่ได้ไปอยู่ตรงนั้นนี่ จะรู้ได้ยังไง เชื่อมากน้อยเพียงใดอยู่ที่เรามีใจเป็นกลางขนาดไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ผมอยากจะแนะนำให้อ่านนะครับ หนังสือของสุพจน์ ด่านตระกูล เขียนดีมาก เพราะว่าที่มันน่าเชื่อก็คือว่า เวลานั้นน่ะ เยอรมันเค้าคิดยาได้ แล้วยานี้ฉีดเข้าไปคนก็จะหลับ หลับแล้วจะพูดชัด เอาจิตใต้สำนึกออกมา ทางรัฐบาลไทยก็ซื้อยานี้มา ฉีด ตอนนั้นหมอใช้ ยูนิพันธุ์ เป็นหมอมีชื่อเสียงมากนะ ผมรู้จักหมอใช้ด้วย ปรากฏว่าให้การในศาล จำเลยซักหมอใช้ที่อ่านถ้อยคำที่จำเลยทั้งสามคนให้การน่ะ หมอใช้บอกจำไม่ได้ แล้วไม่ยอมเอามาขึ้นศาล คุณสุพจน์แกเชื่อเลยว่า นายชิตกับนายบุศย์น่ะ คงจะให้การว่า&amp;hellip;เสียงซ่าโดยเจตนาลบ&amp;hellip;แต่ที่ให้การไว้ทั้งหมดว่าไม่ได้เข้าไป สุพจน์แกเชื่อเลยว่าเข้าไป เพราะถ้าเผื่อว่าไม่ได้เข้าไป ทำไมฝ่ายโจทย์ไม่เอาคำพูดที่อัดเสียงมาให้ ทนายเค้าถามหมอใช้ หมอใช้ฟังหรือเปล่า หมอใช้บอกจำไม่ได้แล้ว ไม่สำคัญหรอก นี่แสดงว่าตอแหล นี่คดีสวรรคต ฟังแล้วไม่สำคัญได้อย่างไร ต้องจำได้สิ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;https://youtu.be/Snomyjt1mds?t=709
.
คราวนี้มาดูกันบ้างว่าที่อาจารย์สุลักษณ์พูดออกอากาศนั้น จริงแล้วคุณสุพจน์เขียนไว้ว่าอย่างไร
นายชิต สิงหเสนี ได้ให้การต่อศาลถึงวิธีการสอบสวนของพระพินิจชนคดี ว่าดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่บางขวางนี้ ตำรวจได้รับตัวช้าพเจ้าไปสอบสวนหลายครั้ง แต่ไม่มีการสอบสวนในเรือนจำนั้นเลย! มีหมอเข้าไปตรวจรักษาข้าพเจ้าในราววันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ เพื่อดูว่าข้าพเจ้าเป็นโรคมาเลเรียหรือเปล่า ในชั้นแรกมีหมอใช้ หมอเล็ก และหมอที่ประจำเรือนจำบางขวางก็ไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนที่จะเข้าตรวจ เจ้าหน้าที่เรือนจำบอกข้าพเจ้าว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาสอบสวน พอบอกแล้วหัวหน้าแผนกเรือนจำก็นำบุคคลผู้มีนามดังกล่าวเข้ามา เมื่อเข้ามาแล้วหมอไล่เจ้าหน้าที่ที่ควบคุมข้าพเจ้าทั้งหมดออกไปนอกห้อง แล้วหัวหน้าแผนกควบคุมพูดว่าหมอเขาจะตรวจให้เขาตรวจเถอะ และหมอใช้ก็ได้ตรวจร่างกายข้าพเจ้าทั้งตัว และพูดว่าข้าพเจ้าคงเป็นมาเลเรียมาก่อนแล้ว ข้าพเจ้าตอบว่าข้าพเจ้ารู้สึกว่าไม่เคยเป็น หมอใช้ยืนยันว่าข้าพเจ้าเคยเป็นมาเลเรียมาก่อน เพราะม้ามข้าพเจ้าโต แล้วก็เอายาเม็ดขาว ๆ ละลายน้ำให้ข้าพเจ้ากินหนึ่งเม็ด แล้วสั่งให้ข้าพเจ้านอนพักผ่อน อยู่สักครู่หนึ่งแล้วออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาสัก ๑๐ นาที หมอใช้ก็กลับเข้ามาอีก และถามข้าพเจ้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง ข้าพเจ้าตอบว่าไม่รู้สึกว่าจะเป็นอย่างไร หมอใช้พูดว่า ถ้าอย่างนั้นให้ลองยาฉีดดูสักหน่อย ตัวเขาจะรักษาให้ แล้วก็เอาเข็มฉีดยาเข้าเส้นเลือดที่แขนข้ายข้าพเจ้า พอดึงเข็มออกแล้วหมอใช้พูดว่า เข้ามาได้แล้ว แล้วพวกนั้นก็กลับเข้ามาอีก ระหว่างที่เดินยานั้นช้าพเจ้ารู้สึกมึนตึง คอหอยแห้งผาก พอหมอชักเข็มออกข้าพเจ้าก็หมดความรู้สึก ที่เข้ามานั้น คือพระพินิจฯและหลวงแผ้วฯ มานั่งอยู่ข้างๆ &amp;nbsp;ก่อนที่ข้าพเจ้าจะหมดความรู้สึกพระพินิจฯได้มาจับขาข้าพเจ้าเขย่าและพูดถามข้าพเจ้าอยู่เรื่อย ๆ แต่จะถามว่ากระไรข้าพเจ้าจำไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุศย์ ปัทมศริน ก็เช่นเดียวกับนายชิตที่ถูกพระพินิจชนคดีสอบสวนโดยวิธีการนอกกฎหมายเช่นเดียวกัน นายบุศย์ได้ให้การต่อศาลว่าดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเดือนมีนาคม วันที่เท่าไหร่จำไม่ได้ เวลาประมาณ ๑๑ นาฬิกา ขณะที่ถูกคุมขังอยู่ชั้นบน (เรือนจำลหุโทษ อยู่ข้างวัดสุทัคน์) ข้าพเจ้าถูกบอกให้ลงไปข้างล่าง แล้วก็ถูกหมอจากข้างนอกตรวจร่างกาย โดยหมอบอกว่าถูกขังอยู่นานแล้ว จะเจ็บไข้เป็นอะไรบ้าง ตรวจดูเสียที และถามข้าพเจ้าว่ารู้สึกเป็นอะไรบ้าง ข้าพเจ้าตอบว่าไม่เป็นอะไร หมอคนนั้นมาทราบภายหลังตอนที่มาเบิกความที่ศาลนี้ว่าคือหมอใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมอใช้ตรวจร่างกายข้าพเจ้าแล้วก็กลับออกไป แล้วกลับเข้ามาอีกบอกว่าจะต้องฉีดยา แล้วก็ฉีดยาที่แขนข้าพเจ้า ยังไม่ทันหมดเข็มข้าพเจ้ารู้สึกง่วง มองดูเห็นมีตำรวจเข้ามาคนหนึ่งคือหลวงแผ้วฯ ข้าพเจ้ารู้สึกง่วงแล้วก็หลับไปคาเข็ม ข้าพเจ้ารู้สึกตัวในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นเวลาสักหนึ่งโมง ปรากฏว่าข้าพเจ้าขึ้นมานอนอยู่ข้างบนแล้ว โดยพัศดีให้ช่วยกันจับยกขึ้นมาตั้งแต่ก่อนรู้สึกตัว เมื่อข้าพเจ้ารู้สึกตัวแล้ว ต่อมาเจ้าหน้าที่ในนั้นบอกแก่ข้าพเจ้าว่ามีเจ้าหน้าที่มาคอยอัดเสียงข้าพเจ้า แต่จะอัดไปได้หรือไม่เขาไม่ได้เล่าให้ฟัง และข้าพเจ้าก็ไม่ได้ซักถามเขา หลังจากถูกฉีดยาแล้วและรู้สึกตัวแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกมึนสมอง เหนื่อยและมักจะเป็นลมหน้ามืดบ่อย ๆ หัวใจเต้นแรง ๆ คล้ายตกใจอะไร อาการเหล่านี้ยังคงเป็นอยู่จนกระทั่งบัดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสอบสวนโดยวิธีนอกกฎหมายดังกล่าวนี้ ต่อมานายแพทย์ใช้ยูนิพันธ์ พยานโจทก์ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นผู้ฉีดยานายชิตและนายบุศย์ ได้ให้การยอมรับกับศาลว่าได้ไปฉีดยาให้นายชิตนายบุศย์จริง นายแพทย์ใช้ ยูนิพันธ์ ได้ให้การตอนหนึ่งว่าดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตำรวจได้เรียกข้าพเจ้าไปปรึกษาถึงยาฉีดที่จะฉีดระงับประสาทเพื่อให้ผู้นั้นพูดไปด้วยความไม่ปิดบังมีบ้างไหม ข้าพเจ้าตอบว่ามีและข้าพเจ้ารู้จักอยู่และทำการใช้ได้ดี แต่ผลอาจจะไม่ได้ตามความมุ่งหมายก็ได้ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ข้าพเจ้ายินดีจะทำให้ ยานี้เป็นยามีมานานแล้ว เป็นยารักษาโรคทั่ว ๆ ไป แต่ต้องใช้ให้ถูกวิธีและไม่มีอันตราย
ข้าพเจ้าจึงได้ทำการฉีดยานี้แก่นายชิต นายบุศย์ จำเลยทั้งสองคนละคราว ข้าพเจ้าฉีดยาแล้วคงเดินเข้าเดินออกเพื่อดูอาการผู้ที่ถูกฉีดยา ตำรวจก็ทำการสอบสวนไป ทราบว่าทางตำรวจได้ทำการอัดเสียงครั้งหนึ่งแต่ช้าพเจ้าไม่ได้สนใจฟัง จึงไม่ได้ทราบผลของการสอบสวน และตำรวจก็ไม่ได้เล่าให้ฟัง คนที่ถูกฉีดยาจะมีอาการง่วงเพราะเป็นยาระงับประสาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากคำเบิกความของนายแพทย์ใช้ ยูนิพันธ์ ในประเด็นที่ว่าไม่สนใจฟังการสอบสวนและบันทึกเสียงนั้นจะเชื่อได้แค่ไหนเพราะนายแพทย์ใช้ ยูนิพันธ์ ใช้วิธีการแพทย์ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนคดีสวรรคตเพื่อหามือปืนปลงพระชนม์ที่คนทั้งประเทศและแม้แต่ต่างประเทศก็สนใจอยากรู้ แต่นายแทพย์ใช้ ยูนิพันธ์ กลับบอกว่า ข้าพเจ้าไม่สนใจฟัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่สนใจฟัง หรือกลัวมะพร้าวห้าวยัดปากจึงพูดไม่ออกบอกไม่ได้ เพราะว่านายชิต นายบุศย์ อาจพูดไปตามที่เห็นว่าในเช้าวันนั้นมีใครล่วงล้ำเข้าไปในห้องพระบรรทมบ้าง แต่ที่แน่ ๆ ถ้ามีใครล่วงล้ำเข้าไป ใครคนนั้นไม่ใช่ เรือเอก วัชรชัย ชัยสิทธิเวช ตามสมมุติฐานของพนักงานสอบสวน อัยการจึงไม่ได้ส่งเทปม้วนนั้นไปสู่ศาล ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายจำเลยเรียกร้องท้าพิสูจน์ ก็ขอฝากให้ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณพิจารณาเอาเองก็แล้วกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพจน์มิได้ระบุชื่อ แต่อาจารย์สุลักษณ์กลับพูดออกไปขนาดที่ผู้รับผิดชอบต้องเซนเซอร์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่นายสุพจน์เขียนว่าหมอใช้บอกไม่ได้สนใจฟัง อาจารย์สุลักษณ์เอาไปพูดดัดแปลงเป็น หมอใช้บอกจำไม่ได้&amp;nbsp;
ส่วนประเด็นใหญ่โต ปรากฏชัดเจนในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ผมเอามาให้ดูข้างล่าง &amp;nbsp; ทั้งสองคนกลับไม่เขียน ไม่พูด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อนายชิต สิงหเสนีจำเลย และนายบุศย์ ปัทมศริน จำเลยถูกจับแล้ว โจทก์ได้นำสืบว่าจำเลยคู่นี้ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจโดยมีได้มีการบังคับขู่เข็ญ ทั้งรู้ตัวดีว่าจะใช้เป็นพยานหลักฐานยันได้ในการพิจารณาคดีขึ้นศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุศย์ ปัทมศริน จำเลยให้การไว้เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๔๙๐ มีข้อความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ข้าฯ เชื่อว่ามีคนร้ายลอบปลงพระชนม์โดยใช้อาวุธปืนยิง ข้าฯ เห็นว่าไม่เป็นอุบัติเหตุ เพราะขณะเกิดเหตุนั้นในหลวงรัชกาลที่ ๘ ทรงพระประชวรร่างกายอ่อนเพลียและอยู่ในระหว่างเสวยน้ำมันละหุ่ง จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะคิดว่าในหลวงรัชกาลที่ ๘ เล่นปืนจนปืนลั่นถูกพระองค์ &amp;nbsp;อีกประการหนึ่งรอยกระสุนเข้าและรอยกระสุนออกก็แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่กรณีอุบัติเหตุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีปลงพระชนม์เองนั้น ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะพระองค์ท่านไม่มีเรื่องขุ่นมัวพระทัยแต่อย่างใดเลย นอกจากนี้ในระหว่างพระราชชนนีและสมเด็จพระอนุชากลมเกลียวสนิทสนมรักใคร่กันมาก ไม่ปรากฏการทะเลาะวิวาทหรือผิดพ้องหมองใจแต่อย่างใด อีกประการหนึ่งพระองค์ท่านตั้งพระทัยอย่างแน่วแน่ที่จะเสด็จไปต่างประเทศ ได้ตระเตรียมพระองค์และจัดเข้าของไว้เกือบพร้อมบริบูรณ์แล้ว นอกจากนี้รอยกระสุนเข้าที่พระนลาตและรอยกระสุนออกที่ท้ายทอยก็แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เป็นการปลงพระชนม์เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นนี้ ข้าฯ จึงเชื่อว่าในหลวงรัชกาลที่ ๘ ถูกคนร้ายลอบปลงพระชนม์ เหตุผลที่ถูกลอบปลงพระชนม์นั้นได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑ เพื่อจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไม่ให้มีพระเจ้าแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒ (มีข้อความยืดยาวเกี่ยวกับการที่โปรดเกล้าฯให้ย้ายข้าราชการซึ่งอยู่ใกล้ชิดพระองค์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓ เมื่อปรากฏเหตุการณ์สวรรคตแล้ว ไม่ปรากฎว่ารัฐบาลได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาสอบสวนตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๔ ในหลวงรัชกาลที่ ๘ เป็นผู้ที่มีความคิดรอบคอบสุขุม พระองค์ตรัสน้อย ไม่แสดงอาการโกรธเคืองให้ปรากฎเลย พระองค์ท่านอยู่ในเกณฑ์ฉลาดเฉียบแหลม ถ้าพระองค์ท่านยังทรงราชสมบัติอยู่แล้ว ก็จะเป็นการขัดชวางรัฐบาลได้ เช่นรัฐบาลมีความเห็นอย่างหนึ่งพระองค์ท่านอาจจะไม่มีความเห็นด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้จึงเป็นเหตุให้พระราชชนนีรับสั่งกับในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในวันที่ ๑ มิ.ย.๘๙ ที่พระแท่นบรรทมว่า &amp;quot; เล็กอย่ารับเป็นพระเจ้าแผ่นดิน&amp;quot; &amp;nbsp;ข้อความดังกล่าวนี้ ข้าได้ยินและยังมีนายชิต สิงหเสนี ส่วนพระพี่เลี้ยงเนื่องจะได้ยินหรือไม่ ไม่ทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ ๘ ดังกล่าวแล้ว บุคคลภายนอกจะทำได้โดยยาก ถ้าคนภายนอกจะทำแล้ว จะต้องร่วมมือกับคนภายในซึ่งอยู่ใกล้ชิด จึงจะทำได้สะดวก ถ้าเป็นคนภายในลอบปลงพระชนม์แล้ว ย่อมทำได้สะดวกกว่าคนภายนอก คนภายในที่ใกล้ชิดในขณะเกิดเหตุก็มีแต่ข้าฯ กับนายชิตเพียง ๒ คนเท่านั้น ในการปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ ๘ &amp;nbsp;ข้าฯสงสัยว่านายชิต จะเป็นผู้นำคนภายนอกเข้ามาลอบปลงพระชนม์ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชิต สิงหเสนีจำเลยได้ให้การไว้เมื่อวันที่ &amp;nbsp;๒๕ ธันวาคม ๒๔๙๐ มีข้อความว่า &amp;nbsp;&amp;quot; ฯลฯ ในกรณีที่ในหลวงรัชกาลที่ ๘ สวรรคตนี้ ข้าฯ สงสัยว่านายบุศย์จะเป็นสายให้แก่บุคคลอื่นลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ ๘ โดยมีเหตุผลดังนี้ คือ ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุผลทั้ง ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น นี้ ข้าฯจึงลงความเห็นว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๘ ถูกลอบปลงพระชนม์ ไม่ใช่เป็นการปลงพระชนม์เองหรืออุบัติเหตุ ในการลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ ๘ นี้ ถ้าเป็นบุคคลภายนอกเข้ามาลอบปลงพระชนม์ จะต้องมีมหาดเล็ก หรือบุคคลภายใน เป็นสายชักจูงนำเข้ามาจึงจะทำการได้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเป็นคนภายในลอบปลงพระชนม์แล้ว ย่อมทำได้สะดวกกว่าบุคคลภายนอก สำหรับบุคคลภายในที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นนี้ก็มีแต่ข้าฯ กับนายบุศย์สองคนเท่านั้นที่จะต้องรับผิดอยู่ด้วย บุคคลที่คิดจะลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ ๘ นั้น จะต้องมีการวางแผนการณ์ แล้วจะต้องมีสมัครพรรคพวกหลายคน &amp;nbsp;ผู้ที่ต้นคิดทำจะต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจ ผู้ที่เป็นต้นคิดลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ ๘ นี้จะเป็นใครข้าฯ บอกไม่ถูก ฯลฯ &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยเหตุผลทั้งหลายดังได้บรรยายมานี้ ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษา แก้คำพิพากษาศาลอาญาว่า นายบุศย์ ปัทมศริน จำเลยมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๙๗ ตอนสอง ให้ลงโทษประหารชีวิต นายบุศย์ ปัทมศริน จำเลยนอกจากที่แก้ไขนี้คงยืนตาม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(หมายเหตุ คดีนี้ &amp;nbsp;ศาลอาญาชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตนายชิตคนเดียว &amp;nbsp;นายบุศย์และนายเฉลียวให้ปล่อยไป ศาลอุทธรณ์(ตามคำพิพากษาข้างต้น) พิพากษาประหารชีวิตนายชิตและนายบุศย์ ส่วนนายเฉลียวให้ปล่อยไป &amp;nbsp;สุดท้ายคือศาลฎีกา พิพากษาประหารชีวิตจำเลยทั้งสาม คือ นายชิต นายบุศย์ และนายเฉลียว)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113584</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชิต สิงหเสนี, บุศย์ ปัทมศริน, ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน, ร.8, ลอบปลงพระชนม์, ส.ศิวรักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210817/image_big_611b3ccf9a80e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90311</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/01/2021 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/01/2021 13:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คดีคนขับรถคนสนิทรับจ้างคนไม่รู้จักกันวางยาพิษ&#039;จอมพลป.-เผ่า ศรียานนท์&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้อัยการศาลพิเศษเป็นโจทก์ &amp;nbsp;ร้อยโทณเณร ตาละลักษมณ์ &amp;nbsp;นายละมัย แจ่มสมบูรณ์ และนายมณี มติวัตร์ เป็นจำเลยที่ ๑ ๒ และ ๓ ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องตามสรุปของศาลมีว่า &amp;ldquo;ในระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ถึงวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๑ นายร้อยโทณเณร ตาละลักษมณ์ นายละมัย แจ่มสมบูรณ์ และนายมณี มติวัตร์ จำเลย มีหน้าที่ตระเตรียมการสะสมกำลังเพื่อใช้กำลังบังคับรัฐบาล และได้แสดงความปรากฏแก่คนทั้งหลายให้เกิดการดูหมิ่นเกลียดชังหรือกระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาลในตำบล และอำเภอต่างๆ ในจังหวัดพระนคร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ เวลากลางวัน นายร้อยโทณเณร นายละมัย และนายมณี ได้ใช้ให้พันจ่าตรีทองดี จันทนะโลหิต นำยาพิษใส่ในอาหารให้นายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม รับประทาน หลวงพิบูลสงคราม กับนางพิบูลสงคราม นายนาวาโท หลวงยุทธศาสตร์โกศล นายนาวาอากาศตรี ขุนรณนภากาศ นายพันโท หลวงเดชเสนา นายพันตรี หลวงประหารริปูราบ และนายร้อยเอกเผ่า ศรียานนท์ ซึ่งร่วมรับประทานอาหารอยู่ด้วยนั้น ได้รับประทานยาพิษนั้นเข้าไป มีอาการเจ็บป่วยเนื่องจากยาพิษซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ หากแต่แพทย์ได้ทำการแก้ไขไว้ทัน นายพลตรี พลวงพิบูลสงครามกับพวกที่รับประทานอาหารอยู่ด้วยนั้นจึงไม่ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดขึ้นที่บ้านพักกรมทหารบางซื่อ อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร&amp;nbsp;
.
ณเณร ตาละลักษมณ์ &amp;nbsp;เป็นบุตรชายคนเล็กสุดของพระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาบาลีและสันสกฤตระดับสุดยอดคนหนึ่งของเมืองไทย มีผลงานเรียบเรียงพจนานุกรมบาลี-ไทย ที่เรียกว่า พระบาฬีลิปิกรมขึ้นเป็นผลสำเร็จเป็นคนแรก &amp;nbsp;ทั้งยังเป็นผู้สนใจในทางอักษรศาสตร์ &amp;nbsp;ประวัติศาสตร์และโบราณคดี อย่างกว้างขวาง ผลงานชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งตั้งแต่ยังเป็นหลวงประเสริฐอักษรนิติ &amp;nbsp;คือท่านไปพบต้นฉบับพงศาวดารไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นมาก่อน แล้วนำมามอบให้แก่หอสมุดวชิรญาณ กลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทรงคุณค่าต่อประเทศชาติ ได้รับการตั้งชื่อว่า พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านผู้นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยผมเรียนอยู่มัธยม จำได้ว่าเคยอ่านหนังสือสารคดีประวัติศาสตร์การเมือง เขียนโดยไทยน้อย เล่าเรื่องของณเณรและได้ลงรูปถ่ายในเครื่องแบบทหารยศร้อยโทไว้ด้วย ผมพยายามตามหารูปนั้นมาลงให้ดูกันอยู่นานหลายปี กว่าจะเจอ ณเณรมีเค้าหน้าคล้ายท่านบิดาและพี่ชายต่างมารดาที่ชื่อ พลโท ปาระณี ตาละลักษมณ์มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในบรรดาผู้ต้องหาคดีกบฏพระยาทรงนี้ ณเณรเป็นผู้ที่มีสีสรรที่สุด แค่ชื่อก็ไม่มีใครเหมือนแล้ว แถมยังหน้าตาดีรูปร่างสมาร์ต อารมณ์แจ่มใสอยู่เป็นนิตย์ กล่าวกันว่าชายชาติทหารผู้นี้พูดจาติดตลกได้เสมอแม้ว่าจะกำลังเผชิญเรื่องร้ายแรงที่สุดในชีวิตอยู่ก็ตาม &amp;nbsp;
.
ก่อนหน้าในปี ๒๔๗๙ รัฐบาลได้ผ่านพระราชบัญญัติจัดซื้ออาวุธสงครามครั้งมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้ทุกกองทัพ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์อันอาจนำไปสู่มหาสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณเณรยังเป็นนายทหารประจำการอยู่ &amp;nbsp;แต่ได้เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์วิพากษ์วิจารณ์แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ถูกหอกปลายปืนจี้หลังให้ไปปรับทัศนคติกับหลวงพิบูล รองผู้บัญชาการทหารบก แต่ยุคนั้นไม่ได้ใช้วาจาพาทีแต่ใช้ท๊อปบู๊ตอธิบาย มีข่าวว่าณเณรโดนศาลเตี้ยยำใหญ่ ก่อนจะถูกนำไปกักขังไว้ในคุกกระทรวงกลาโหม ๒๕ วัน ในข้อหาว่าประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์กับการปกครองตามรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;
.
เมื่อถูกปล่อยตัวออกมาแล้วณเณรลาป่วย กองทัพบกจึงถือโอกาสสั่งปลดออกจากราชการไปเลย ณเณรจึงได้หันเข็มไปลงทุนทำหนังสือพิมพ์ ตั้งตนเองเป็นบรรณาธิการ ใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;ชุมชน&amp;rdquo; ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีอุดมคติ มุ่งมั่นจะให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยฉบับหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณเณรใช้หนังสือพิมพ์นี้เป็นฐานเสียงของตนลงสมัคร ส.ส. กรุงเทพเขต ๒ ในการเลือกตั้งปี ๒๔๘๑ ชนะคู่แข่งซึ่งเป็นคนของพระยาเทพหัสดินแบบไม่ต้องลุ้น ทำให้ทั้งสองไม่ถูกกันในสภา แล้วก็ต้องมาอยู่ในคุกทั้งคู่ด้วยข้อหาเดียวกัน แต่ในเวลาที่จะต้องจากตาย ขณะที่ถูกนำตัวออกจากรงขัง ผ่านห้องของท่านเจ้าคุณ ณเณรได้คุกเข่าลงกราบขอขมาลาโทษ และอโหสิกรรมซึ่งกันและกันไปโดยสิ้นมลทินคาใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ณ เณรได้คะแนนแบบถล่มทลาย จึงเดินยืดอกเข้าสภาในฐานะฝ่ายค้านฝีปากกล้า ไม่เกรงที่จะชนกับฝ่ายรัฐบาลในทุกเรื่องที่ตนไม่เห็นด้วย คราวหนึ่ง ฝ่ายค้านออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลงุบงิบกับคนที่คณะราษฎร์ส่งตัวเข้าไปเป็นราชเลขาฯ เอาที่ดินของพระคลังข้างที่ผืนงามๆในกรุงเทพหลายแปลง อ้างว่าพระราชทานให้มาจัดสรรขายให้แก่สมัครพรรคพวกในราคาถูกแสนถูก แถมยังให้ผ่อนส่งอีกต่างหาก แต่ตัวนายก ซึ่งตอนนั้นคือพระยาพหลกลับไม่ทราบเรื่องเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ณ เณรได้โจมตีพระยาพหลอย่างรุนแรงในสภาโดยกล่าวว่าท่านโง่ เท่านั้นยังไม่พอ ยังจูงควายเอาไปผูกไว้หน้าวังปารุสก์ อันเป็นที่พำนักของนายกรัฐมนตรีอีกต่างหาก &amp;nbsp;สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับท่านเจ้าคุณเป็นอย่างยิ่ง และยังจุดความแค้นให้แก่หลวงพิบูลมากเพราะว่าที่นายกคนต่อไปต้องรีบคายแปลงที่จองเอาไว้ ก่อนที่จะถูกลากไปมัวหมองด้วย แต่หลายคนที่ซื้อสดโอนโฉนดกันไปแล้วก็เลยตามเลย บ้านใหญ่ๆบนถนนราชวิถีฝั่งตรงข้ามกับพระราชวังสวนจิตรลดานั้น บางหลังยังติดป้ายชื่อเจ้าของอวดนามสกุลที่สืบจากอดีตผู้ก่อการคณะราษฎรอยู่อย่างภาคภูมิใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้แม้รัฐบาลจะได้รับคะแนนความไว้วางใจผ่านแต่ก็สร้างแผลในใจพระยาพหล จนต้องประกาศลาออกเพราะอับอาย เมื่อเก้าอี้จะว่างลง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท ๑ ที่มาจากการเลือกตั้งจึงได้จัดให้มีการประชุมลับเพื่อหยั่งเสียงว่าจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีแทน วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ชุมชนของณเณร ได้ตีภาพพระยาทรงกับหลวงพิบูลขึ้นหน้าหนึ่งคู่กันโดยบรรยายภาพว่า สภาลงคะแนนลับให้พระยาทรง ๓๗ คะแนน หลวงพิบูล ๕ แต้ม &amp;nbsp;จึงไม่ต้องสงสัยว่าหลวงพิบูลจะโกรธแค้นณเณรแค่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผลการหยั่งเสียงออกมาเช่นนั้น วิปรัฐบาลก็ต้องรีบออกแรงกำชับสมาชิกในมุ้งไม่ให้แตกแถว เมื่อการประชุมผู้แทนราษฎรทั้งสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีได้มีขึ้นถัดมา ผลการออกเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท ๒ ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้ง รวมกับเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท ๑ แล้ว ปรากฏว่าหลวงพิบูลสงครามผู้ได้รับคะแนนเห็นใจว่าถูกลอบสังหารแต่รอดตายอย่างหวุดหวิดมาแล้วถึง ๓ ครั้ง จึงได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปด้วยเสียงสนับสนุนท่วมท้น ไม่นานเกินรอก็ถึงคิวฆ่าณเณร ตาละลักษมณ์
.&amp;nbsp;
สันติบาลจัดเตรียมไว้แล้วในเรื่องหลวงพิบูลโดนยาพิษว่า จะยกให้ณเณรเป็นผู้รับบทดาวร้ายในฐานะจำเลยที่ ๑ จึงไปค้นบ้านณเณรขณะที่เจ้าของไปต่างจังหวัด เพื่อหาอะไรสักอย่างหนึ่งที่จะเป็นยาพิษให้ได้ แล้วยึดเอาน้ำยาสีเทาสำหรับเช็ดหมึกไป ๑ กระป๋อง ผงสีขาวสำหรับทาลูกกลิ้งพิมพ์ดีด ๑ ห่อ หมึกแดง ๓ ขวด ยาทากระดาษไข ๑ ขวด ทั้งหมดนี้เป็นของที่ต้องใช้ในการพิมพ์ใบปลิวหาเสียง แต่ถูกเก็บไปตรวจสอบหมด แล้วก็สั่งฟ้องร้อยโทณเณร ตาละลักษมณ์ เจ้าของบ้าน &amp;nbsp;ส่วนนายละมัย แจ่มสมบูรณ์ และนายมณี มติวัตร์ ผู้ติดร่างแหเป็นจำเลยที่ ๒ และ ๓ นั้น เป็นทีมงานหาเสียงของณเณรสมัยเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการนำผู้เชี่ยวชาญมาเป็นพยานเบิกความในศาล ว่าผลการตรวจสอบพบว่าผงสีขาวเป็นสารหนู อย่างอื่นไม่พบสารพิษอะไร &amp;nbsp;ณ เณรซึ่งยอมรับแต่ต้นว่าห่อกระดาษที่เห็นน่ะใช่ของตน ถูกตำรวจนำไปจากบ้านจริง แต่ยืนยันหัวเด็ดตีนขาดว่าสารสีขาวที่อัยการนำมาเป็นวัตถุพยานนั้นไม่ใช่ &amp;nbsp;ตำรวจได้เปลี่ยนของกลาง ทว่าเรื่องนี้ ในคำพิพากษาศาลกล่าวว่าตำรวจจะทำเช่นนั้นไปทำไม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันหนึ่งที่เรือนจำลหุโทษ ขณะที่ผู้คุมนำนักโทษการเมืองมาออกกำลังกายตอนเช้า &amp;nbsp;ปรากฎคนสองสามคนมาแอบดูอยู่ข้างหน้าต่างบ้านพัศดี หนึ่งในนั้นเป็น หญิงสาวที่ทำท่าเล่นหูเล่นตากับ ณ เณร จนกระทั่งเพื่อนนักโทษด้วยกันสังเกตุเห็นแล้วอดล้อพ่อณ เณรรูปหล่อไม่ได้ วันหนึ่งขึ้นศาลถึงกับตกตะลึงหงายหลัง แม่สาวนางนั้นให้การว่าชื่อนางเสงี่ยม ปลุกใจเสือ มาให้การเป็นพยานโจทก์ว่าตนเป็นผู้ช่วยทำครัวบ้านหลวงพิบูล อยู่มาได้ ๓ เดือนแล้วจึงเกิดเรื่อง แล้วชี้ตัว ณ เณรว่าเป็นคนมอบยาพิษแก่พันจ่าตรีทองดี จันทนะโลหิตแฟนของตน ซึ่งเอามามอบให้ตนอีกทีหนึ่ง บอกว่าเป็นยาเสน่ห์สำหรับใส่ในอาหารของหลวงพิบูล ถ้าเสพย์เข้าไปแล้วจะได้เกิดความเมตตามหานิยม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พันจ่าตรีทองดี จันทนะโลหิต ทหารคนขับรถประจำตัวของหลวงพิบูล ผู้นำปืนของหลวงพิบูลไปวางไว้บนเบาะรถ ให้นายลีเอาไปยิงนายบนบ้าน มาอีกแล้วครับ ครั้งนี้จ่าคนดีมาเบิกความในฐานะพยานโจทก์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้เรื่องนี้ดูมีน้ำหนักและผู้อ่านงงในความสลับซับซ้อน สันติบาลจึงเขียนบทให้นำชื่อหลวงราญรณกาจมาใส่ปากจ่าอีกครั้งหนึ่งว่า ขณะหลวงราญเป็นผู้จัดการโรงหนัง เคยให้จ่าดูหนังฟรีหลายครั้ง ในคำให้การบางครั้งจ่าก็ระบุว่าโรงหนังเฉลิมเมืองบ้าง โรงหนังเฉลิมนครบ้าง เสมียนศาลก็อุตส่าห์จดตามที่ได้ยินจากปากของจ่า จนปรากฏในหนังสือคำพิพากษาศาลพิเศษทั้งอย่างนั้นโดยมิได้ตรวจบรู๊ฟแก้ไข ทำให้ชวนสงสัยว่า ตกลงแล้วหมอนี่เป็นแฟนประจำโรงหนังนี้จริงหรือเปล่า เพราะชื่อก็ยังจำผิดจำถูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และก็ไม่ได้แค่ให้ดูหนังฟรีอย่างเดียวนะครับ จ่าให้การว่าวันหนึ่งหลวงราญชวนตนไปกินข้าวที่บางลำพูเพื่อแนะนำให้รู้จักณเณร แล้วนั่งร่วมอยู่ในวงสนทนาที่นินทาหลวงพิบูลกัน ได้ยินณเณรตำหนินายของตนอย่างนั้นอย่างนี้ คราวที่ณเณรถูกจับไปขังที่กระทรวงกลาโหม จ่าทองดีบอกว่าหลวงราญเคยให้จ่านำจดหมายไปมอบให้ณเณรถึงสี่ห้าครั้ง ทั้งสองจึงสนิทสนมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นราวต้นปี ๒๔๘๑ พันจ่าตรีทองดีกล่าวว่า ณเณรได้นัดตนไปกินเบียร แล้วคุยกันเรื่องพระยาทรงสุรเดชกับแผนการลับต่างๆ &amp;nbsp;ศาลก็มิได้สงสัยสักนิดว่า นายทหารที่กำลังคิดทำการใหญ่ระดับนั้น ไฉนจะเที่ยวพูดพล่อยๆกับทหารชั้นประทวน ผู้เป็นคนขับรถคนสนิทของบุคคลที่ต้องการขจัด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พันจ่าตรีทองดียังระบุความอันสำคัญอีกว่า ในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๔๘๑ ณ เณรได้นัดตนไปกินเบียรอีกที่ร้านอาหารเชิงสะพานผ่านฟ้า แล้วบอกว่าพระยาทรงจะจ้างคนให้ยิงหลวงพิบูล ให้จ่าคอยดูก็แล้วกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้นวันที่ ๙ ก็เกิดเหตุการณ์นายลี บุญตายิงหลวงพิบูลจริงๆ พันจ่าตรีทองดีอยู่ ณ ที่นั้นยังได้ร่วมจับนายลีกับเขาด้วยด้วย แต่จ่าไม่ยักให้การให้ปรากฏในสำนวนนี้ว่า ปืนที่นายลีเอาขึ้นไปยิงหลวงพิบูลนั้น ไม่ใช่ปืนของนายลี หรือมีฝ่ายตรงข้ามไปมอบให้นายลี แต่เป็นปืนของหลวงพิบูลเองที่จ่าบรรจงวางไว้บนเบาะรถ ถ้าปราศจากปืนกระบอกนี้ นายลีจะเอาปืนที่ไหนไปยิงนาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พันจ่าตรีทองดีให้การท่อนที่คอขาดบาดตายว่า ได้ไปพบณเณรอีกครั้งที่ร้านอาหาร ตรงข้ามห้าง ต.เง็กชวน ตลาดยอด ตามที่มีจดหมายมานัดล่วงหน้า ให้ไปเจอกันในวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๔๘๑ เวลา ๑๘ น. เพียงเดือนเดียวหลังจากหลวงพิบูลถูกนายลียิง ซึ่งครั้งนี้ ณเณรได้มอบเงิน ๑๕ บาทพร้อมห่อกระดาษ ข้างในมีผงขาวให้ตน บอกว่าให้ไปโรยใส่อาหารให้หลวงพิบูลกิน ตนจึงนำไปฝากนางเสงี่ยมผู้เป็นแฟนกันให้รับงานต่อ แต่นางเสงี่ยมชักช้าอยู่ ตนเองจึงแบ่งผงขาวมาครึ่งหนึ่ง และหาโอกาสโรยใส่อาหารให้นายกินเสียเอง แต่เพราะยาคงน้อยไปหน่อย จึงไม่มีใครเป็นอะไรสาหัสสากรรจ์ ครั้นเกิดเรื่องขึ้นมาแล้ว ตำรวจจับตน พร้อมนายปุ่นคนในบ้านอีกคนหนึ่งไปเป็นผู้ต้องหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีเด็ดทั้งหมดอยู่ตรงนี้ครับ พันจ่าตรีทองดีกล่าวในศาลว่า สัปดาห์หนึ่งต่อมาหลวงอดุลจึงเรียกตนออกจากตะรางไปซักถาม ตนจึงได้ซัดทอดนางเสงี่ยม แต่นางเสงียมปฏิเสธ อีกราวสี่ห้าวัน ขุนศรีศรากรได้เรียกจ่าไปสอบสวน คราวนี้จ่าจึงยอมสารภาพความจริงตามที่ให้การมานี้ ขุนศรีศรากรจึงกันตัวพันจ่าตรีทองดี กับนางเสงี่ยมไว้ให้เป็นพยาน&amp;nbsp;
ผมวนเวียนอ่านสำนวนของศาลหลายเที่ยว ไม่พบเลยว่าตามท้องเรื่องนี้ นางเสงี่ยมจะได้ไปพบปะเห็นหน้าค่าตาณเณรที่ไหนเมื่อไหร่ จึงจำเป็นที่นางจะต้องไปชี้ตัวณเณรในศาลด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และก็เพราะนางเสงี่ยมไม่รู้จัก ณเณรนี้เอง สันติบาลจึงต้องจัดให้นางไปแอบดู ณเณรในคุกเสียก่อน จึงจะได้ชี้ไม่ผิดคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งพันจ่าตรีทองดีและนางเสงี่ยมพยานสองคนนี้ ณเณรปฏิเสธว่าเคยไม่รู้จักกันเลย แต่ศาลไม่จดให้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อตอนไปค้นบ้านณเณรนั้น สันติบาลพบจดหมายของนายประดิษฐ์ วรสูตรเขียนไปถึงณเณร จึงเอาตัวไปสอบสวน ไปๆมาๆนายประดิษฐ์ได้กลายเป็นพยานโจทก์ปากเอก ขึ้นให้การว่าตนเป็นหัวคะแนนช่วยณเณรหาเสียง ระหว่างนั้นเคยได้ยินณเณรด่ารัฐบาลว่ามีเล่ห์เหลี่ยม เอาเด็กๆไม่เดียงสามาตั้งเป็นพระเจ้าแผ่นดินบังหน้า แล้วใช้อำนาจปกครองอย่างเผด็จการ จึงได้มีผู้หลักผู้ใหญ่เช่นพระยาทรงสุรเดช พระยาเทพหัสดินทร์คิดจะเปลี่ยนแปลง โดยให้พรรคพวกลงสมัครรับเลือกตั้งให้ได้มากๆ เข้าสภาไปแล้วจะได้ช่วยกันโต้แย้ง ไม่ให้รัฐบาลชุดนี้ทำงานได้สะดวก เมื่อเกิดปั่นป่วนแล้ว จะใช้พวกที่อยู่ภายนอกจับคนสำคัญๆฆ่าเสีย แล้วจะตั้งรัฐบาลใหม่ให้พระยาทรงเป็นนายก เชิญพระปกเกล้าขึ้นเป็นกษัตริย์ บลา บลา บลา บลา ๓ หน้ากระดาษด้วยข้อความที่คอขาดบาดตายทั้งนั้น
.&amp;nbsp;
เฉพาะข้อกล่าวหานี้ อัยการได้เบิกพยานร่วมสิบปาก มาเบิกความเท็จถึงการกระทำของหลวงราญรณกาจกับ ณเณร ว่าระหว่างการหาเสียงสมัครผู้แทน ได้ชวนพยานคนโน้นคนนี้ไปกินข้าวที่โน่นที่นี เวลานั้นเวลานี้ แล้วด่ารัฐบาลด้วยถ้อยความเช่นเดียวกับที่นายประดิษฐ์ได้เบิกความไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณเณรยืนยันว่าจดหมายของนายประดิษฐ์เป็นเพียงแต่ต้องการขอยืมเงิน ๕๐ บาท ซึ่งตนไม่ได้ให้ ต่อเรื่องนี้ ศาลมีความเห็นว่า นายประดิษฐ์ผู้เขียนจดหมาย ยืนยันว่าเป็นเรื่องเกี่ยวข้องในการร่วมมือจะล้มล้างรัฐบาลจริง ดังนั้นเพื่อความชัดเจน ผมจึงขอนำความในเอกสาร จ.๔ มาลงให้อ่านกันชัดๆ ผมไม่ทราบว่าศาลอ่านภาษาไทยไม่แตกหรือไม่ยอมอ่านให้เสียเวลา ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เขียนที่บ้านบางโคล่ วันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๘๑ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณเณร ที่นับถือ ผมต้องขอความกรุณาอย่างที่สุดที่ได้มีจดหมายไปรบกวนคุณเณรครั้งนี้ หวังว่าคงให้อภัย &amp;nbsp;เพราะความจำเป็นบังคับอย่างที่สุด ผมต้องขอรบกวนและขอความช่วยเหลือครั้งนี้คือขอให้คุณเณรช่วยหาเงินให้ผมสัก ๕๐ บาท นึกว่าช่วยให้ผมพ้นจากห้วงทุกข์ หรือการถูกเนรเทศออกจากบ้าน ผมจะไม่ลืมพระเดชพระคุณเลย จะจดจำไว้จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ผมเวลานี้พูดไม่อายจะเปรียบก็ประดุจ (สุนัขไม่มีเจ้าของ) จะหันหน้าไปพึ่งใครญาติพี่น้องเขาก็ไม่เล่นกับผม ตลอดจนเพื่อนฝูงก็ไม่มีใครให้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคิดๆ แล้วเสียใจเหลือเกิน ยามเรามีผู้คนนับหน้าถือตา เพื่อฝูงเยอะแยะ ยามพ่อแม่ตัดเช่นนี้ เพื่อนฝูงจะหาที่จริงสักคนก็ไม่มี จึงทำให้ผมกลุ้มใจมาก ผมจึงหวังความกรุณาอย่างใหญ่หลวงจากคุณเณรคนเดียวเป็นที่พึ่งที่สุดของผมแล้วในโลกนี้ คงช่วยปลดความทุกข์ให้แก่ผมได้อย่างแน่ๆ หวังว่าคบผมไว้ดูเล่นสักคนเถิดครับ เพื่อคุณแล้วผมยอมทุกสิ่งทุกอย่าง หวังว่าคุณคงสงสารและเห็นใจผมๆ ผมไม่มีจริงๆ และได้พยายามวิ่งเต้นมาหลายวันแล้ว ก็หมดหวัง&amp;nbsp;
ทีแรกตั้งใจจะไปหาคุณที่บ้านแต่โชคเข้าข้างผมเลย บังเอิญเท้าขวาของผมถูกขวานแผลสาหัส จึงทำให้ขาของผมพิการไปข้างหนึ่ง จึงทำให้ผมจนใจไม่สามารถจะไปไหนได้ ได้แน่นอนอยู่เรื่อยๆ ขอให้คุณคิดดูให้มากสักหน่อยนะครับ โรคทางใจยังไม่หาย ก็มาเกิดโรคสาหัสขึ้นอีก ถ้าไมไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณแล้ว ถ้าเรื่องสำคัญรู้ถึงบิดาผมเข้าและผมเท้ากำลังเจ็บอยู่ เช่นนี้แล้วถูกเนรเทศ ผมจะต้องพิการแน่ๆ และไม่มีอิสสระในตัวเยี่ยงคนทั้งหลาย ทางบ้านผมเขามีแต่พูดว่า (ลูกคนเดียวตัดเสียก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร ตามเรื่องของมันๆ &amp;nbsp;โตแล้ว มันช่วยใครก็ให้เขาช่วยกันบ้างซี ที่แท้ก็เหลวทั้งนั้นให้ไปเสียให้พ้นหูพ้นตาก็ไป อยู่กับใครได้ก็ตามใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจึงหวังอยู่ที่คุณคนเดียวเท่านั้น ว่าคุณคงไม่ลืมผม (น้องชายผู้ที่ยากจนของคุณ) ส่วนผมนั้นลืมคุณไม่ได้แน่ๆ มิตรภาพของผมนับถือคุณประดุ๗พี่ชายร่วมสายโลหิตก็ว่าได้ นึกว่าช่วยให้ชีวิตของผมเป็นอิสสระสักทีนะครั้ง ในชีวิตของผมยังไม่เคยมีทุกข์เหมือนคราวนี้เลย และประกอบกับมาเจ็บโดยกะทันหันเช่นนี้ และไม่เห็นหน้าเพื่อนฝูงเลย เพราะผมเป็นคนรักใครแล้วรักมาก จึงเป็นภัยอันร้ายแรงแก่ผมเช่นนี้ และหวังความสำเร็จจงมีแก่ผมบ้างนะครั้ง ยามยากเช่นนี้ผมไม่เห็นใครเลย นอกจากคุณคนเดียวที่จะช่วยปลดความทุกข์ให้แก่ผม และทำให้ชีวิตของผมรุ่งเรืองต่อไปภายหน้า กรุณาเร็วๆ หน่อยนะครับ เพราะเวลานี้ผมเจ็บมาก กลัวเรื่องจะรู้ถึงบิดาผมเข้าละก็เป็นฉิบหายแน่ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะกรุณามาบ้านผมด้วยตนเองละก็จะเป็นพระคุณแก่ผมอย่างยิ่งและแสดงให้เห็นถึงน้ำใจอันดีงามของคุณว่ายังไม่ลืมคนจนๆ เช่นผมและจะเป็นหนทางอันดีของคุณต่อไปภายหน้าด้วย ขอให้คุณคิดเสียว่าที่พึ่งของผมคือคุณคนเดียว และยอมเสียสละเงินเพียง ๕๐ บาท เพื่อช่วยชีวิตมนุษย์ไว้คนหนึ่งก็แล้วกัน ถ้าคุณมาไม่ได้ ขอให้คุณทิ้งจดหมายมาหรือจะให้คนที่ไว้ใจคนหนึ่งคนใดมาให้ผมก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนทางที่ดีที่สุดและสะดวก คุณเณรครับ ผมขอความกรุณาอีกหนเถิด ถือว่าขอให้คุณโปรดสละเวลามาด้วยตนเองจะดีกว่า เพราะสมัยนี้ไว้ใจกันไม่ค่อยได้ และผมเจ็บมาก &amp;nbsp;อยากเห็นหน้าคุณเหลือเกิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การครั้งนี้หวังว่าคุณเณรคงไม่ลืมความทุกข์ของผม เงิน ๕๐ บาทเท่านั้นสำหรับคุณคงหาได้ไม่ยาก หวังว่าคงกรุณาแก่ผมมาเยี่ยมผมพร้อมกับนำความสำเร็จมาให้ผมด้วย ถ้าผมไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณอีกคนเดียวเท่านั้น ชีวิตของผมยอมสละแล้วเพื่อเพื่อน (เมื่อคุณทราบ จ.ม. แล้วโปรดเร็วหน่อยผมจะนอนสวดมนต์ภาวนนาขอให้คุณนำความสำเร็จมาหาผมภายใน ๒-๓ วันนี้)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ที่ยากจน ประดิษฐ์ วรศุตร์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจอไหมครับ มีประโยคไหนที่กล่าวถึงเรื่องการเมืองดังที่ศาลมั่วนิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณเณรยอมรับว่ารู้จักพยานบางคน แต่ปฏิเสธไม่รู้จักอีกนับสิบที่โจทก์นำมาให้การปรักปรำตน ร้านโน้นร้านนี้ที่พยานให้การว่าได้พบและพูดจากับตนนั้น ณเณรกล่าวว่ารู้จักทุกร้าน เคยไปทุกแห่งนั่นแหละ แต่จำไม่ได้ว่าไปกับใครเมื่อไหร่บ้าง ทว่าการซักค้านที่ไม่มีทนายให้ความช่วยเหลือนั้น บางครั้งที่ณเณรกระทำผิดวิธีในการถามไปบ้าง ศาลก็คอยแต่จะดุ จนกระทั่งลืมประเด็นคำถามที่เตรียมไว้ &amp;nbsp;ณเณรจะยกมือไหว้ประลกๆทุกครั้งที่ถูกศาลซัก หรือเมื่ออัยการถาม&amp;nbsp;
การกระทำแบบทีเล่นทีจริงนี้ ครั้งหนึ่งเขากล่าวในศาลว่า ตนเองเปรียบเหมือนคนไม่เป็นมวย แต่ต้องถูกบังคับให้มาชกกับแจ๊ก เดมเซย์ ถ้าเป็นสมัยนี้ต้องบอกว่าให้ขึ้นไปแลกเตะกับบัวขาวบนเวทีมวย คำพูดติดตลกของณเณรแทนที่จะได้รับความเมตตา กลับได้รับเสียงหัวเราะจากคนทั้งห้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนจำเลยอีกสองคน นายมณี มติวัตร์ หัวคะแนนของณเณร อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความปฏิเสธคล้ายกัน ส่วนนายละมัย แจ่มสมบูรณ์นั้น สับสนจนพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะแก้ตัวว่าอย่างไร จึงนิ่งเป็นใบ้ไม่ได้เบิกความอะไรเลย จำเลยทุกคนไม่คิดเลยว่า เรื่องที่ไปร่วมโต๊ะอาหารเพื่อคุยกัน แล้วตำหนิติเตียนรัฐบาลบ้างในระหว่างการหาเสียงนั้น หากจะเอาผิดถึงกับจะต้องติดคุกติดตะรางแล้วละก็ คุกคงไม่พอที่จะขังผู้ที่นึกว่าประเทศของตนเป็นประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สุดของคดีนี้ ศาลพิพากษาให้ประหารชีวิต ร้อยโทณเณร ตาละลักษมณ์ จำเลยที่๑ ในความผิดฐานะผู้จ้างวานให้
คนขับรถของหลวงพิบูล ไปวางยาพิษฆ่าหลวงพิบูล ผู้เป็นบุคคลสำคัญของบ้านเมืองด้วยเงินเพียง ๑๕ บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายละมัย แจ่มสมบูรณ์ จำเลยที่ ๒ และนายมณี มติวัตร์ จำเลยที่ ๓ มีความผิดในฐานร่วมมือกันจะล้มล้างรัฐบาล ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพันจ่าตรีทองดี จันทนะโลหิต ผู้ที่ยอมรับกับตำรวจว่าเป็นผู้ร่วมมือตั้งแต่ต้น รับเงินค่าจ้างเขามาแล้ว และลงมือกระทำการวางยาพิษหวังฆ่านายด้วยมือของตนเอง จนต้องไปล้างท้องที่โรงพยาบาลกันทั้งบ้านนั้น ขึ้นศาลในฐานะพยานครับ พยานไม่ต้องรับโทษอะไรเลยนอกจากได้รับรางวัลจากผู้ว่าจ้างอย่างเดียว.
----------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90311</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีวางยาพิษ, จอมพลป., ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน, เผ่า ศรียานนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210119/image_big_60067a11d5aef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88260</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/12/2020 07:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/12/2020 07:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รุกหนัก!&#039;ทายาทกบฏบวรเดช&#039;ถาม&#039;ทายาทคณะราษฎร&#039;ที่ดินตรงข้ามวังสวนจิตรฯ&#039;ขุนนิรันดรชัย&#039;ได้มาอย่างไร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ธ.ค.63- ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน บุตรชาย นายเรืออากาศโท หม่อมราชวงศ์นิมิตรมงคล นวรัตน &amp;nbsp;อดีตนายเรืออากาศที่ต้องโทษในคดีกบฏบวรเดช พ.ศ.2476 &amp;nbsp;โพสต์เฟซบุ๊กว่า พล.ท.สรภฎ นิรันดร บุตรชาย &amp;ldquo;ขุนนิรันดรชัย&amp;rdquo; กล่าวว่า บิดาของตนขณะเมื่อรับราชการมียศเป็นพันตรี ได้ลาออกเนื่องจากคณะราษฎรได้แต่งตั้งให้เป็นแม่กองก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และอาคารสองฟากถนนราชดำเนิน ผลจากการทำงานนี้ก็ได้สร้างตึกที่อยู่อาศัยของตนเองเป็นตึก 4 ชั้น อยู่ตรงข้ามวังสวนจิตรลดา ปัจจุบันตระกูลนิรันดรได้ให้โรงเรียนเซนต์แอนดรูว์เช่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.สรภฎ ไม่ได้บอกว่า เงินที่ได้มาสร้างตึกใหญ่โตดังกล่าวมาจากเงินเดือนของผู้คุมงาน ดังนั้น จึงอนุมานได้ว่ามาจากช่องทางอื่น แต่จะเป็นช่องทางใดผมคงไม่ต้องพูดโต้งๆ ทุกคนคงจะเดากันได้ไม่ยาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่ดินที่อยู่ตรงข้ามวังสวนจิตรนี่สิ &amp;nbsp;ขุนนิรันดรชัยได้มาอย่างไร ทั้งๆที่ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นของพระคลังข้างที่ทั้งนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.สรภฎกล่าวว่า บิดาของตนได้เป็นคณะกรรมการตรวจสอบสมบัติของพระคลังข้างที่และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕-๒๔๙๑ ในขณะที่เป็นคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น ผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีได้อภิปรายในสภาถึงความไม่โปร่งใสของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ บิดาของตนและพรรคพวกก็จับ ส.ส.คนนั้นโยนน้ำหน้าตึกรัฐสภาเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมได้เขียนเล่าไปแล้ว ที่นายนายเลียง ไชยกาล ได้ตั้งกระทู้ถามเรื่อง &amp;quot;สงสัยเจ้าพนักงานของกรมพระคลังข้างที่ทำการไม่งามในหน้าที่&amp;quot; เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๔๘๑ ซึ่งพระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตอบกระทู้ดังกล่าวนี้ครบ ๓ ครั้งแล้ว &amp;nbsp;สส. ส่วนใหญ่ยังข้องใจ เลยไปจนนายไต๋ ปาณิกบุตร ผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนคร ขอเปิดอภิปรายทั่วไปในนโยบายของรัฐบาล ว่าด้วยการจัดระเบียบพระคลังข้างที่นั้นไปเลย สาระที่นำมาแฉคือ มีการนำที่ดินของพระคลังข้างที่มาให้สมาชิกคณะราษฎร์เฉพาะบางมุ้ง ซื้อแบบถูกๆแถมยังให้ผ่อนจ่ายสบายๆได้ด้วย &amp;nbsp;มีการออกนามผู้ที่จับจองที่ดินเหล่านั้นอย่างโจ๋งครึ่ม จนพระยาพหลทนอับอายไม่ไหวยอมประกาศลาออก แต่เมื่อตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว การเมืองลงตัวชั่วคราว เรื่องนี้ก็เงียบไป &amp;nbsp;ใครที่หน้าบางก็คืนที่ดินที่จองไว้ ที่หน้าหนาก็ดื้อด้านเข้าไว้จนคนลืม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการอภิปรายไม่มีเอ่ยถึงชื่อขุนนิรันดรชัย แต่เอ่ยถึง หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ รัฐมนตรี ถูกเชื้อเชิญให้ซื้อที่ดินในโครงการดังกล่าว แต่ท่านไม่เล่นด้วย ถึงคราวหลวงธำรงตอบก็ตอบว่า ที่ดินที่พูดกันนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับท่าน ของท่านมีอยู่บ้างก่อนหน้านี้ตั้งปีครึ่งมาแล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้นบุตรชายของขุนนิรันดรชัยออกมาเปิดเผยในครั้งนี้ว่า บิดาของตนมีที่ดินแปลงใหญ่ ๓ ไร่กว่า อยู่ตรงข้ามวังสวนจิตรลดา ที่สร้างเป็นตึกอยู่อาศัย ๔ ชั้น ผมก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ก็มีบ้านอยู่ริมถนนราชวิถี ฝั่งตรงข้ามกับวังสวนจิตรเช่นกัน &amp;nbsp;แต่การซื้อขายที่ดินพระคลังข้างที่ก่อนหน้าล๊อตที่ถูกนำมาอภิปรายในสภา &amp;nbsp;มิได้มีใครขุดขึ้นมาเปิดเผย ยิ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ขุนนิรันดรชัยกับพรรคพวก ยกนายเลียงจากโต๊ะอาหารในสโมสรสภาทั้งเก้าอี้ &amp;nbsp;แห่ไปโยนสระน้ำหน้าพระที่นั่งอัมพรแล้ว &amp;nbsp;เรื่องที่ดินของพระคลังข้างที่ถนนสาทร ๓ ไร่กว่า &amp;nbsp;ถนนวิทยุ &amp;nbsp;๖ ไร่ &amp;nbsp;ที่ดินติดพระราชวังไกลกังวล ๓ ไร่ครึ่ง ก็หายเข้ากลีบเมฆไปในครั้งนั้น &amp;nbsp;แล้วกรรมก็นำมาโผล่เอาในสมัยนี้ เมื่อบุตรภรรยาน้อยฟ้องบุตรภรรยาหลวง แย่งชิงมรดกของขุนนิรันดรชัยกันฉาวโฉ่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต่อมาคุณพ่อก็ได้ร่วมกับหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ คณะราษฎรสายทหารเรือ ได้ก่อตั้งธนาคารนครหลวงไทยขึ้น และต่อมาคุณพ่อก็ได้เป็นประธาน&amp;rdquo; ธนาคารนครหลวงฯเปิดกิจการในปี ๒๔๘๔ ไม่กี่ปีหลังจากเกิดเรื่องในสภา คำกล่าวท่อนนี้ของ พล.ท.สรภฎทำให้เห็นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและสถานะทางการเงินระดับเจ้าสัว ระหว่างรัฐมนตรีและผู้จัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์สมัยคณะราษฎรเป็นรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความต่อไปนี้ก็น่าสนใจอย่างยิ่ง &amp;nbsp; พล.ท.สรภฏเล่าว่า ขุนนิรันดรชัย มีความสัมพันธ์ได้รับความไว้วางใจจากจอมพล ป.มากที่สุด จอมพลป. นั้นทำธุรกิจไม่เป็น จึงอาศัยขุนนิรันดรชัยเป็น &amp;ldquo;ท่อน้ำเลี้ยง&amp;rdquo; ให้ &amp;nbsp;และเป็นตัวเชื่อมต่อกับนักธุรกิจในการนำเงินไปให้จอมพล ป. การรัฐประหารของพลโทผิน ชุณหะวัน นั้นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง คือจอมพลป. โดยอาศัยท่อน้ำเลี้ยงจากขุนนิรันดรชัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การรัฐประหารของพลโทผิน ชุณหะวัณ ในปี ๒๔๙๐ นั้น หัวหน้ารัฐบาลผู้ถูกโค่นล้มก็คือ พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หรือชื่อเดิมคือ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่แหละครับ อีกหนึ่งตัวอย่างของมิตรภาพระหว่างนักการเมืองคณะราษฎรที่ถือผลประโยชน์ของตนเองเป็นสรณะ มิได้มีอุดมกงอุดมการณ์อะไรทั้งนั้น &amp;nbsp;แล้วยังเป็นต้นแบบเลวๆให้นักการเมืองยุคประชาธิปไตยบางกลุ่มบางพรรคเอาเยี่ยงอย่างมาจนบัดนี้ &amp;nbsp;
ประเทศไทยจึงเจริญจริงๆไม่ได้สักที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านจบแล้วอย่าลืมเปิดไปดูภาพประกอบนะครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88260</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขุนนิรันดรชัย, ทายาทกบฎบวรเดช, ทายาทคณะราษฎร, พล.ท.สรภฎ นิรันดร, ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191126/image_big_5ddcc7b5d06c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
