<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95567</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2021 09:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2021 09:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนาวแน่!ม.ล.ชัยนิมิตโชว์ประวัติ’ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต’หญิงแกร่งตัวจริงที่ฟ้องราชวงศ์อินเดีย8ปีและชนะมาแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค.2564 - &amp;nbsp;ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน ทายาท ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน อดีตนักคิดนักเขียนไทย หนึ่งในอดีตนักโทษการเมืองในคดีกบฏบวรเดชโพสต์เฟซบุ๊กมีเนื้อหาว่า ระโยงข้างบนนี้จะพาคุณไปอ่านเรืองราวการต่อสู้ในศาลอินเดียของหม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต กับราชวงศ์ชัยปุระ เพื่อรักษามรดกราชบุตรราชธิดาของท่านซึ่งเกิดจากเจ้าชายจกัต สิงห์ พระโอรสของมหาราชแห่งแคว้นชัยปุระ ใช้เวลากว่า 8 ปีจึงได้รับชัยชนะ
https://www.dailynews.co.th/foreign/350450&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตัดสินใจต่อสู้กับขบวนการใส่ร้ายป้ายสีสถาบันนี้ถึงจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ไม่หนักหนาสำหรับสตรีแกร่งท่านนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางส่วนคำฟ้องของ​ ม.ร.ว.ปรียนันทนา​ รังสิต​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ได้วางหลักเกณฑ์การเขียนวิทยานิพนธ์ไว้ว่า &amp;ldquo;สิ่งที่ควรตระหนักอย่างยิ่งในการเขียนวิทยานิพนธ์ คือ เรื่องจริยธรรม หรือจรรยาบรรณในการวิจัย นิสิตต้องรับผิดชอบในการหารายละเอียดที่ถูกต้องเกี่ยวกับเอกสารและแหล่งข้อมูลที่ใช้อ้างอิง การคัดลอกสาระสำคัญของผลงานวิจัย หรือข้อเขียนของผู้อื่นมาใส่ไว้ในวิทยานิพนธ์ของตนเองจะต้องระบุแหล่งที่มาของข้อมูลทุกรายการ นอกจากเป็นการให้เครดิตเจ้าของผลงานแล้ว ยังทำให้วิทยานิพนธ์นั้น มีคุณค่าน่าเชื่อถือทางวิชาการมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo; การทำวิทยานิพนธ์มีหลายระดับการศึกษา การทำวิทยานิพนธ์ในระดับดุษฎีบัณฑิต ถือเป็นงานที่มีเกียรติยศสูงสุดในทางวิชาการด้านการศึกษา การทำวิทยานิพนธ์เพื่อจะเป็นดุษฎีอันมีเกียรติ พึงต้องมีความละอายต่อการบิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่ควรสร้างผลงานทางวิชาการด้วยการปั้นแต่งความเท็จเพื่อสนองความต้องการของตนเองอันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและศีลธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอ้างข้อเท็จจริงอันฝ่าฝืนต่อความจริงของจำเลยที่ 1 ในวิทยานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิตดังกล่าว เป็นการจงใจนำความเท็จที่ตนเองปั้นแต่งขึ้นเพื่อบิดเบือนประวัติศาสตร์ ให้เป็นข้อเท็จจริงที่มีความน่าเชื่อถือด้วยการอ้างว่าเป็นข้อเท็จที่มีมาก่อนแล้ว เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามหลักการทางวิชาการที่น่าละอายอย่างยิ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยมีอคติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเป็นการจงใจและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เพื่อให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยการกล่าวหาโจมตีผ่านสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ซึ่งในขณะนั้น ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ โดยมุ่งประสงค์ให้ผู้ที่อ่าน หรือผู้ที่พบเห็นข้อความในวิทยานิพนธ์เข้าใจข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ทำให้เกิดความเสื่อมเสียพระเกียรติและวงศ์ตระกูล ทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร เป็นผู้ไม่นิยมการปกครองระบอบประชาธิปไตย ฝักใฝ่อำนาจทางการเมือง สนับสนุนการรัฐประหาร กระทำการก้าวก่ายการบริหารราชการของรัฐบาล ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่จริงแต่ประการใด
จำเลยที่ 2 เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหลักในการทำวิทยานิพนธ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เป็นอาจารย์ระดับสูง จบการศึกษาระดับปริญญาเอก มีสถานะเป็นรองศาสตราจารย์ ได้รับการเชิดชูเกียรติในฐานะนักวิจัยดีเด่น เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และต้องทราบหลักเกณฑ์การเขียนวิทยานิพนธ์ของนิสิตเป็นอย่างดี มีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยในระดับมาตรฐานของนักวิชาการในการให้คำปรึกษา เสนอแนะ และตรวจสอบข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ใช้อ้างอิงในการทำฐานะนักวิจัยดีเด่น เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และต้องทราบหลักเกณฑ์การเขียนวิทยานินธ์ของนิสิตเป็นอย่างดี มีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยในระดับมาตรฐานของนักวิชาการในการให้คำปรึกษา เสนอแนะ และตรวจสอบข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ใช้อ้างอิงในการทำวิทยานิพนธ์ให้ตรงกับความเป็นจริง เพื่อให้งานวิทยานิพนธ์ในระดับดุษฎีบัณฑิตมีความถูกต้องน่าเชื่อถือ อันเป็นมาตรฐานของมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการอ้างอิงแหล่งข้อมูลใดๆ จะต้องเป็นข้อมูลที่ตรงตามความเป็นจริง ซึ่งข้อความในวิทยานิพนธ์ของจำเลยที่ 1 หน้า 63 และ 105 เป็นข้อความสำคัญที่กระทบถึงความมั่นคงขององค์กรหลักของชาติ จำเลยที่ 2 ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาหลัก จึงยิ่งต้องมีหน้าที่ใช้ความระมัดระวังและต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ถูกต้องชัดเจน ซึ่งสามารถตรวจสอบจากเอกสารของจำเลยที่ 1 ได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่เคยมีปรากฏในทางวิชาการมาก่อน การที่จำเลยที่ 2 ไม่ทักท้วงข้อความดังกล่าว จึงเป็นการจงใจและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ทำหน้าที่ให้สมฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่อ้างอิงในวิทยานิพนธ์ของจำเลยที่ 1 ตามวิสัยของผู้ที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหลักในการทำวิทยานิพนธ์ ปล่อยปละละเลยให้มีการอนุมัติวิทยานิพนธ์อันมีข้อความเท็จของจำเลยที่ 1 จนในที่สุด มีการห้ามเผยแพร่วิทยานิพนธ์ของจำเลยที่ 1 ทำให้กระทบถึงเกียรติภูมิความน่าเชื่อถือในมาตรฐานดุษฎีบัณฑิตแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเกิดความเสียหายในเวลาต่อมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้น วิทยานิพนธ์ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียน โดยความร่วมมือและเห็นชอบของจำเลยที่ 2 ได้เผยแพร่ต่อสาธารณชนทั่วไป จึงเป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ซึ่งจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ทราบดีว่า วิทยานิพนธ์ที่ผ่านการอนุมัติแล้ว จะได้รับการเผยแพร่แก่บุคคลทั่วไป เมื่อข้อความในวิทยานิพนธ์ของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 เป็นข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ย่อมทำให้เป็นที่เสียหายต่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร และราชสกุลรังสิต เป็นการจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างไม่เป็นธรรมกับผู้ที่ล่วงลับไปแล้วโดยไม่มีโอกาสชี้แจงความเป็นจริงเพื่อปกป้องชื่อเสียงเกียรติคุณของตนเองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมิได้ดำเนินการเพื่อปกป้องมาตรฐานความน่าเชื่อถือทางวิชาการของสถาบันการศึกษาของจุฬาฯ เอง แต่อย่างใด จนต่อมาเมื่อปี 2562 คณะกรรมการบริหารบัณฑิตวิทยาลัย เพียงมีมติให้ระงับการเผยแพร่วิทยานิพนธ์ของจำเลยที่ 1 รายละเอียดปรากฏตามภาพถ่ายบันทึกของบัณฑิตวิทยาลัย เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 14&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 1 ยอมรับว่า ข้อเท็จจริงที่อ้างไม่ตรงตามความเป็นจริง และรับว่าจะแก้ไขให้ตรงตามความเป็นจริง รายละเอียดปรากฏตามหนังสือของจำเลยที่ 1 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 15&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การยอมรับว่าจะแก้ไขของจำเลยที่ 1 เป็นการอ้างเพื่อให้ยุติการสอบสวนเท่านั้น มิได้มีความจริงใจที่จะแก้ไขข้อความอันฝ่าฝืนความจริงในวิทยานิพนธ์ของตนเอง เนื่องจากวิทยานิพนธ์ได้รับการอนุมัติไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว และข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยแก้ไขหรือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะแต่อย่างใดเลย กลับปรากฏว่ายังคงอ้างอิงข้อความอันฝ่าฝืนความจริงนั้นต่อสาธารณชนต่อไป โดยไม่มีความละอายในฐานะนักวิชาการแต่อย่างใด โดยยังคงเขียนหนังสือเผยแพร่ข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จออกสู่สาธารณะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 จงใจใส่ร้าย กล่าวหาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร และสถาบันพระมหากษัตริย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่​ 1​ ณัฐพล​ ใจจริง​&amp;nbsp;
จำเลยที่​ 2​ กุลลดา​ เกษบุญชู​ มี๊ด​ อาจารย์ที่ปรึกษา
จำเลยที่​ 3​ ชัยธวัช​ ตุลาธน​ (บก.หนังสือ​ ขอฝันใฝ่ฯ)​
จำเลยที่​ 4​ อัญชลี​ มณีโรจน์​ (บก.หนังสือ​ ขุนศึกฯ)​
จำเลยที่​ 6​ ธนาพล​ อิ๋วสกุล​ (บก.ฟ้าเดียวกัน)
https://www.facebook.com/wathin.chatkoon/posts/3003298479948963&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต หลานสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ได้มอบหมายให้ นายสมผล ตระกูลรุ่ง ทนายความ ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 5 มี.ค. เพื่อดำเนินคดีต่อนายณัฐพล ใจจริง รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ผู้แต่งหนังสือ &amp;ldquo;ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี&amp;rdquo;, นางกุลลดา เกษบุญชู มี้ด อดีตอาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล, น.ส.อัญชลี มณีโรจน์ หุ้นส่วนสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, ห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน และ นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ในฐานความผิดละเมิดไขข่าวด้วยข้อความฝ่าฝืนความจริง เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาทเมื่อวันที่ 9 มี.ค.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95567</URL_LINK>
                <HASHTAG>ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน, ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต, ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน, ศาลอินเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210310/image_big_604828f6c97bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88259</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/12/2020 07:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/12/2020 07:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รุกหนัก!&#039;ทายาทกบฏบวรเดช&#039;ถาม&#039;ทายาทคณะราษฎร&#039;ที่ดินข้ามวังสวนจิตรฯ&#039;ขุนนิรันดรชัย&#039;ได้มาอย่างไร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
29 ธ.ค.63- ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน บุตรชาย นายเรืออากาศโท หม่อมราชวงศ์นิมิตรมงคล นวรัตน &amp;nbsp;อดีตนายเรืออากาศที่ต้องโทษในคดีกบฏบวรเดช พ.ศ.2476 &amp;nbsp;โพสต์เฟซบุ๊กว่า พล.ท.สรภฎ นิรันดร บุตรชาย &amp;ldquo;ขุนนิรันดรชัย&amp;rdquo; กล่าวว่า บิดาของตนขณะเมื่อรับราชการมียศเป็นพันตรี ได้ลาออกเนื่องจากคณะราษฎรได้แต่งตั้งให้เป็นแม่กองก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และอาคารสองฟากถนนราชดำเนิน ผลจากการทำงานนี้ก็ได้สร้างตึกที่อยู่อาศัยของตนเองเป็นตึก 4 ชั้น อยู่ตรงข้ามวังสวนจิตรลดา ปัจจุบันตระกูลนิรันดรได้ให้โรงเรียนเซนต์แอนดรูว์เช่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.สรภฎ ไม่ได้บอกว่า เงินที่ได้มาสร้างตึกใหญ่โตดังกล่าวมาจากเงินเดือนของผู้คุมงาน ดังนั้น จึงอนุมานได้ว่ามาจากช่องทางอื่น แต่จะเป็นช่องทางใดผมคงไม่ต้องพูดโต้งๆ ทุกคนคงจะเดากันได้ไม่ยาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่ดินที่อยู่ตรงข้ามวังสวนจิตรนี่สิ &amp;nbsp;ขุนนิรันดรชัยได้มาอย่างไร ทั้งๆที่ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นของพระคลังข้างที่ทั้งนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.สรภฎกล่าวว่า บิดาของตนได้เป็นคณะกรรมการตรวจสอบสมบัติของพระคลังข้างที่และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕-๒๔๙๑ ในขณะที่เป็นคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น ผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีได้อภิปรายในสภาถึงความไม่โปร่งใสของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ บิดาของตนและพรรคพวกก็จับ ส.ส.คนนั้นโยนน้ำหน้าตึกรัฐสภาเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมได้เขียนเล่าไปแล้ว ที่นายนายเลียง ไชยกาล ได้ตั้งกระทู้ถามเรื่อง &amp;quot;สงสัยเจ้าพนักงานของกรมพระคลังข้างที่ทำการไม่งามในหน้าที่&amp;quot; เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๔๘๑ ซึ่งพระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตอบกระทู้ดังกล่าวนี้ครบ ๓ ครั้งแล้ว &amp;nbsp;สส. ส่วนใหญ่ยังข้องใจ เลยไปจนนายไต๋ ปาณิกบุตร ผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนคร ขอเปิดอภิปรายทั่วไปในนโยบายของรัฐบาล ว่าด้วยการจัดระเบียบพระคลังข้างที่นั้นไปเลย สาระที่นำมาแฉคือ มีการนำที่ดินของพระคลังข้างที่มาให้สมาชิกคณะราษฎร์เฉพาะบางมุ้ง ซื้อแบบถูกๆแถมยังให้ผ่อนจ่ายสบายๆได้ด้วย &amp;nbsp;มีการออกนามผู้ที่จับจองที่ดินเหล่านั้นอย่างโจ๋งครึ่ม จนพระยาพหลทนอับอายไม่ไหวยอมประกาศลาออก แต่เมื่อตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว การเมืองลงตัวชั่วคราว เรื่องนี้ก็เงียบไป &amp;nbsp;ใครที่หน้าบางก็คืนที่ดินที่จองไว้ ที่หน้าหนาก็ดื้อด้านเข้าไว้จนคนลืม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการอภิปรายไม่มีเอ่ยถึงชื่อขุนนิรันดรชัย แต่เอ่ยถึง หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ รัฐมนตรี ถูกเชื้อเชิญให้ซื้อที่ดินในโครงการดังกล่าว แต่ท่านไม่เล่นด้วย ถึงคราวหลวงธำรงตอบก็ตอบว่า ที่ดินที่พูดกันนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับท่าน ของท่านมีอยู่บ้างก่อนหน้านี้ตั้งปีครึ่งมาแล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้นบุตรชายของขุนนิรันดรชัยออกมาเปิดเผยในครั้งนี้ว่า บิดาของตนมีที่ดินแปลงใหญ่ ๓ ไร่กว่า อยู่ตรงข้ามวังสวนจิตรลดา ที่สร้างเป็นตึกอยู่อาศัย ๔ ชั้น ผมก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ก็มีบ้านอยู่ริมถนนราชวิถี ฝั่งตรงข้ามกับวังสวนจิตรเช่นกัน &amp;nbsp;แต่การซื้อขายที่ดินพระคลังข้างที่ก่อนหน้าล๊อตที่ถูกนำมาอภิปรายในสภา &amp;nbsp;มิได้มีใครขุดขึ้นมาเปิดเผย ยิ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ขุนนิรันดรชัยกับพรรคพวก ยกนายเลียงจากโต๊ะอาหารในสโมสรสภาทั้งเก้าอี้ &amp;nbsp;แห่ไปโยนสระน้ำหน้าพระที่นั่งอัมพรแล้ว &amp;nbsp;เรื่องที่ดินของพระคลังข้างที่ถนนสาทร ๓ ไร่กว่า &amp;nbsp;ถนนวิทยุ &amp;nbsp;๖ ไร่ &amp;nbsp;ที่ดินติดพระราชวังไกลกังวล ๓ ไร่ครึ่ง ก็หายเข้ากลีบเมฆไปในครั้งนั้น &amp;nbsp;แล้วกรรมก็นำมาโผล่เอาในสมัยนี้ เมื่อบุตรภรรยาน้อยฟ้องบุตรภรรยาหลวง แย่งชิงมรดกของขุนนิรันดรชัยกันฉาวโฉ่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต่อมาคุณพ่อก็ได้ร่วมกับหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ คณะราษฎรสายทหารเรือ ได้ก่อตั้งธนาคารนครหลวงไทยขึ้น และต่อมาคุณพ่อก็ได้เป็นประธาน&amp;rdquo; ธนาคารนครหลวงฯเปิดกิจการในปี ๒๔๘๔ ไม่กี่ปีหลังจากเกิดเรื่องในสภา คำกล่าวท่อนนี้ของ พล.ท.สรภฎทำให้เห็นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและสถานะทางการเงินระดับเจ้าสัว ระหว่างรัฐมนตรีและผู้จัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์สมัยคณะราษฎรเป็นรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความต่อไปนี้ก็น่าสนใจอย่างยิ่ง &amp;nbsp; พล.ท.สรภฏเล่าว่า ขุนนิรันดรชัย มีความสัมพันธ์ได้รับความไว้วางใจจากจอมพล ป.มากที่สุด จอมพลป. นั้นทำธุรกิจไม่เป็น จึงอาศัยขุนนิรันดรชัยเป็น &amp;ldquo;ท่อน้ำเลี้ยง&amp;rdquo; ให้ &amp;nbsp;และเป็นตัวเชื่อมต่อกับนักธุรกิจในการนำเงินไปให้จอมพล ป. การรัฐประหารของพลโทผิน ชุณหะวัน นั้นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง คือจอมพลป. โดยอาศัยท่อน้ำเลี้ยงจากขุนนิรันดรชัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การรัฐประหารของพลโทผิน ชุณหะวัณ ในปี ๒๔๙๐ นั้น หัวหน้ารัฐบาลผู้ถูกโค่นล้มก็คือ พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หรือชื่อเดิมคือ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่แหละครับ อีกหนึ่งตัวอย่างของมิตรภาพระหว่างนักการเมืองคณะราษฎรที่ถือผลประโยชน์ของตนเองเป็นสรณะ มิได้มีอุดมกงอุดมการณ์อะไรทั้งนั้น &amp;nbsp;แล้วยังเป็นต้นแบบเลวๆให้นักการเมืองยุคประชาธิปไตยบางกลุ่มบางพรรคเอาเยี่ยงอย่างมาจนบัดนี้ &amp;nbsp;
ประเทศไทยจึงเจริญจริงๆไม่ได้สักที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านจบแล้วอย่าลืมเปิดไปดูภาพประกอบนะครับ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88259</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทายาทกบฎบวรเดช, ทายาทคณะราษฎร, พระคลังข้างที่, พล.ท.สรภฎ นิรันดร, ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191126/image_big_5ddcc7b5d06c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88169</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2020 08:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2020 08:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทายาทกบฏบวรเดช&#039;ชำแหละ&#039;ทายาทคณะราษฎร&#039;จัดฉากสำนึกผิด ไม่ได้จะคืนทรัพย์พระคลังข้างที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
28 ธ.ค.63- &amp;nbsp;ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน บุตรชาย นายเรืออากาศโท หม่อมราชวงศ์นิมิตรมงคล นวรัตน &amp;nbsp;อดีตนายเรืออากาศที่ต้องโทษในคดีกบฏบวรเดช พ.ศ.2476 ผู้มีผลงานเขียนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตั้งแต่ในช่วงที่ถูกจองจำในเรือนจำกลางบางขวาง โพสต์เฟซบุ๊ก หลัง พล.ท.สรภฎ นิรันดร บุตรชายของ พ.ต.เสวก นิรันดร หรือขุนนิรันดรชัย หนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร 2475 สายทหารบก แถลงข่าวขอสำนึกผิดแทนบิดา ที่ได้กระทำการมิบังควรต่อทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาเป็นของตนเองโดยมิชอบ &amp;nbsp;ว่าสรุปว่าเป็นการจัดฉากแสดงบทบาทผู้สำนึกผิดเฉยๆ ไม่ได้จะคืนทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดนั้นแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องคดีความที่เงียบไปนั้น ก็เพราะตกลงผลประโยชน์กันได้ จึงมีการถอนฟ้อง ทรัพย์สินที่ดินที่ตกทอดเป็นมรดกมาก็ของใครของมัน &amp;nbsp;ขอพระราชทานอภัยฉากนี้แล้วก็น่าจะจบการแสดงไปโดยเรียบร้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่ พล.ท.สรภฎ นิรันดร กล่าวว่านามสกุลนิรันดรเป็นนามสกุลพระราชทานนั้น ผิดนะครับ นามสกุลเดิมของขุนนิรันดรชัย คือ นีลัญชัย อันนี้ใช่นามสกุลที่ ร.๖ พระราชทานให้ รองเสวกตรีจิตร์ มหาดเล็ก ซึ่งถ้าผู้นี้ไม่ใช่บิดาก็คงเป็นลุงหรืออาของขุนนิรันดรชัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนามสกุลนิรันดร มาจากการที่คณะรัฐมนตรีของหลวงพิบูลสงครามเห็นชอบให้ผู้มีบรรดาศักดิ์ สามารถนำชื่อบรรดาศักดิ์มาเปลี่ยนเป็นนามสกุลตนได้ &amp;nbsp;ขุนนิรันดรชัยก็เปลี่ยน เอานามสกุลพระราชทานทิ้งไป มาใช้นามสกุลที่จอมพลแปลกอนุญาต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้ลูกหลานจึงควรกตัญญูให้ถูกคน นอกจากนี้ท่านยังเป็นคนให้โอกาสขุนนิรันดรชัย เข้าไปหาทรัพย์โดยมิชอบของพระคลังข้างที่ด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88169</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทายาทกบฎบวรเดช, ทายาทคณะราษฎร, พระคลังข้างที่, พล.ท.สรภฎ นิรันดร, ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201228/image_big_5fe938b25fce6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51138</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2019 13:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2019 13:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ม.ล.ชัยนิมิตร&#039;ฟันธง!การสร้างเทอร์มินัลแปะคือการฆ่า&#039;การบินไทย&#039;อย่างเลือดเย็น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
26 พ.ย.62- &amp;nbsp;ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน &amp;nbsp;สถาปนิกชื่อดัง คือทายาทของ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน อดีตนักคิดนักเขียนไทย หนึ่งในอดีตนักโทษการเมืองในคดีกบฏบวรเดช &amp;nbsp;โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก &amp;nbsp; M.L. Chainimit Navarat ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเป็นสถาปนิกไม่ได้รู้เรื่องอะไรพวกนี้หรอกครับ แต่ฟังเขาคุยกันเรื่องอนาคตของการบินไทยในสุวรรณภูมิแล้ว อดไม่ได้ที่จะนำมาขยายต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอโดนดร.สามารถแจงถึงความทุกข์ยากของผู้โดยสารที่จำต้องเชคอินที่เทอร์มินัลแปะ แล้วต้องถ่อกายลากกระเป๋าขึ้นรถราง APM ถึง 3 สายไปขึ้นเครื่อง ทอท.ก็เปลี่ยนคำพูดใหม่ โดยแถ ลงว่า ผู้โดยสารกลุ่ม Star Alliance ที่มีจำนวนถึง 60% ของสนามบิน ซึ่งใช้ที่จอดประชิดเทอร์มินัลเดิมบางส่วน กับอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังใหม่ จะถูกแบ่งให้เชคอินทั้ง 2เทอร์มินัล โดยเอาเทอร์มินัลเดิมเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่องที่อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังใหม่ จะได้ไม่ต้องนั่ง APM 3 สาย หากเชคอินที่เทอร์มินัลแปะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำแถ ลงดังกล่าวเป็นการพูดแบบขาดวิจารณญานโดยแท้ ก็ไม่รู้จะแบ่งไปทางโน้นกี่เปอร์เซนต์ทางนี้กี่เปอร์เซ็นต์ ทว่าการให้ผู้โดยสารกลุ่มเดียวกัน แบ่งเชคอิน 2 เทอร์มินัล ในโลกนี้ไม่มีใครเขาทำกัน เพราะหากจะมีใครหลงไปเชคอินผิดเทอร์มินัล การบินไทยผู้รับผิดชอบดูแลผู้โดยสารกลุ่ม Star Alliance นั่นแหละจะตายก่อนคนอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วในขณะเดียวกัน สายการบินอื่นในกลุ่ม One World ที่บินต่างประเทศล้วนจะได้จอดประชิดที่เทอร์มินัลเดิม หรือหากจอดที่อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังใหม่ ก็ยังคงเชคอินที่เทอร์มินัลเดิมแล้วต่อขึ้นเครื่อง โดยใช้ APM สายเดียว ง่ายๆตรงไปตรงมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วคำชี้แจงของทอท.ที่ว่า ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางหลักไปแล้ว สนามบินสุวรรณภูมิไม่ใช่ Hub Airport อีกต่อไป เพราะมีผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องน้อยมาก จากที่เคยมีกว่า 10%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะใคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปลี่ยนความเป็น Hub Airport คือการฆ่าTG อย่างเลือดเย็น หากผู้โดยสาร long haul ของกลุ่ม Star Alliance รวมทั้ง TG ที่จะมาต่อสายการบินในประเทศไปยังเมืองท่องเที่ยวของไทยเอง หรือไปประเทศแถบเอเซีย โดยสายการบินไทยและบางกอกแอร์เวย์ จะไม่มาสุวรรณภูมิอีกต่อไป เนื่องจาก ทอท.ไม่บริหารจัดการระบบอำนวยความสะดวกให้พวกเขาเปลี่ยนเครื่องได้ง่ายๆไม่ลำบากลำบน หรือดีเลย์จนพลาดต่อเครื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพวกนี้จะเปลี่ยนเครื่องที่สิงคโปรและกัวลาลัมเปอร์ หรือไซ่ง่อน แล้วบิน Lowcost ตรงไปเชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่เลยเพราะสะดวกสบายกว่า สายการบินของไทยก็จะเอวัง....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้นปีนี้เองผู้บริหารการบินไทยได้ออกข่าวชัดเจนว่าไม่ต้องการย้ายไปเทอร์มินัลแปะ นอกจากจะมีคำสั่งจากรัฐบาล แต่ก็ประหลาดที่ประธาน AOC ซึ่งเป็นพนักงานภาคพื้นดินของการบินไทย กลับเชียร ทอท.ให้รีบทำเทอร์มินัลแปะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยหนึ่งนานมาแล้ว คนการบินไทยได้ล๊อบบี้ให้ทอท.จัดหลุมจอดคู่แข่งให้อยู่ไกลที่สุด ให้ TGอยู่ใกล้ทีสุด ซึ่งก็ไม่ประหลาดหรอก สนามบินอื่นๆเขาก็ทำกับ TG แบบเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไหง๋สมัยนี้กลายเป็นร่วมกันทำให้ TG เสียเปรียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลองคิดดูสิครับ ถ้าต่ออาคารเดิมทางทิศตะวันตกตามแผนเดิมที่พร้อมจะเรียกประมูลก่อสร้าง แล้วให้สายการบินกลุ่ม OneWorld กับ SkyTeam ฯลฯ ไปอยู่อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังใหม่ ให้ TG และกลุ่ม Star Alliance ครองอาคารเทียบเครื่องบินหลังหลัก และยังแน่นอนอีกว่า TG จะได้ลูกค้าในเรื่องGround HandlingกับCargo Handling จากสายการบินที่ไม่อยู่ในกลุ่มอะไรเลยเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าคิดไหมล่ะครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51138</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย, การบินไทย, ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน, สถาปนิก, เทอร์มินัลตัดแปะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191126/image_big_5ddcc7b5d06c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28741</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2019 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2019 14:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน:เพียงย่อหน้าเดียวของพระราชโองการนี้ก็ถือว่าจบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ.2562 - ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเนื้อหาว่า ผมถูกตั้งคำถามโดยคุณ(นามแฝงยาวหน่อย) &amp;ldquo;จะหน้าหนาวรึหน้าไหน ก็ไม่ดีต่อใจเท่าหน้าคุณ ฮิ้ว ฮิ้ว&amp;rdquo; ความว่า &amp;quot;ผมขออนุญาตหน่อยนะครับ ในโพสต์มีคำถามช่องคอมเม้นท์ของเพจข่าวนี้ครับ ช่วยไขข้อข้องใจให้สังคมได้รับทราบด้วยครับ ด้วยความเคารพครับผม เกี่ยวกับเรื่องตำแหน่งทางการเมืองของเชื้อพระวงศ์ครับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงนามนั้นจะโลดโผน แต่ภาษาสำนวนที่สุภาพ ผมควรจะตอบ เผอิญว่าชักจะเห็นประเด็นของปุจฉาเดียวกันนี้บ่อยครั้งขึ้นในหน้าเว็บอื่นๆด้วย ก็คงจะขอตอบเท่าที่ภูมิปัญญาจะมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมตระหนักดีว่าคำตอบของผมอาจจะมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดังนั้นเพื่อที่จะสงวนโพสต์ที่ผมลงไว้เดิมมิให้แปดเปื้อนด้วยถ้อยคำรุนแรง หรือเป็นเชื้อทะเลาะที่อาจเกิดขึ้น ผมจึงขอย้ายมาตอบที่นี่ และขอสงวนสิทธิ์ที่จะลบความเห็นที่ไม่สร้างสรรออกไป เพื่อสร้างบรรยากาศของเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองที่ดีสำหรับอารยชนผู้มีความเห็นต่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้นตอของปุจฉามาจากบทความของสำนักข่าวอิศรา &amp;nbsp;บทความเต็มๆผมโยงมาให้แล้ว ส่วนประเด็นสำคัญที่เปิดช่องให้โต้แย้งคือ พรรคไทยรักษาชาติอ้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ไม่มีบทบัญญัติที่ห้ามไว้ ในขณะที่ผู้เขียนบทความอ้าง &amp;ldquo;จารีตประเพณีทางรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย&amp;rdquo; ที่ยึดถือมาโดยตลอดนับตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตย เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ตามบัญญัติไว้ ในมาตรา 11 ว่า &amp;ldquo;พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป โดยกำเนิดหรือโดยแต่งตั้งก็ตาม ย่อมดำรงอยู่ในฐานะเหนือการเมือง ซึ่งแม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับต่อๆมา จะไม่ได้มีการบัญญัติเนื้อความดังกล่าวเอาไว้ก็ตาม แต่ในทางวิชาการกฎหมายสามารถตีความได้ว่าหลักการนี้ก็ยังคงอยู่ เพราะถูกยึดถือปฏิบัติสืบเนื่องต่อๆกันมา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับผู้เขียนก็ยกรายพระนามเหล่านี้ถึงมาแสดงทันทีว่าทรงมีตำแหน่งทางการเมืองในอดีตระหว่างนั้น คือ &amp;nbsp;พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี 3 สมัย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ &amp;nbsp;หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร &amp;nbsp;หม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หม่อมเจ้านิตยากร วรวรรณ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
หม่อมเจ้าเฉลิมศรีจันทรทัต จันทรทัต อดีตสมาชิกวุฒิสภา เจอลูกนี้เข้าไป กองเชียรของสำนักข่าวอิศราจึงแท็กระโยงมาให้ผมตอบ ผมตื่นขึ้นมาโดนเผือกร้อนเข้าไปเต็มๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ยังมึนๆอยู่ สิ่งที่พึงกระทำก็คือ ย้อนกลับไปอ่านพระราชโองการอีกครั้ง ก็ชัดเจนตามที่เข้าใจ ไม่มีถ้อยความใดที่ทรงอ้างรัฐธรรมนูญในประเด็นข้างต้นแม้น้อย คราวนี้เอาตามความเข้าใจของผมบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงอยู่ รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยมีมาตราที่กำหนดห้ามเจ้านายชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามนั้น แต่รัฐธรรมนูญฉบับต่อๆมามาตราดังกล่าวนี้หายไป จึงปรากฏรายพระนามของเจ้านายที่ระบุในตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ อนึ่ง หากพิจารณาว่าฐานันดรศักดิ์ของเจ้านายเหล่านี้ล้วนมีพระกำเนิดชั้นหม่อมเจ้า(มีสององค์ได้ยกเป็นพระองค์เจ้าในภายหลัง) ไม่ใช่พระบรมวงศานุวงศ์ระดับสูงซึ่งหากแปดเปื้อนทางการเมืองแล้วจะก่อให้เกิดผลกระทบไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง จึงไม่มีผู้ใดสนใจจะยกขึ้นมาเป็นประเด็นคัดค้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่างจากกรณีที่เกิดปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้งยังเป็นพระเชษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ แม้จะทรงกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์ไปแล้วตามกฎมณเฑียรบาล โดยได้กราบบังคมทูลพระกรุณาเป็นลายลักษณ์อักษร หากยังทรงสถานะและดำรงพระองค์ในฐานะสมาชิกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงเป็นที่รักใคร่ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี ตลอดจนเป็นที่เคารพยกย่องของพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์และประชาชนชาวไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานด้วยทรงประกอบพระกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยในการดำรงพระองค์และการประกอบพระกรณียกิจต่างๆนั้น ทรงปฏิบัติด้วยการถวายงานของข้าราชการในพระองค์ และหน่วยราชการต่าง ๆ ของหน่วยราชการในพระองค์ตลอดมา การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อโบราณราชประเพณี ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาติถือเป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คือถ้าเป็นชาวบ้าน ปัญหาความขัดแย้งนี้ถือเป็นเรื่องของพี่น้องในครอบครัว ซึ่งหัวหน้าครอบครัวมีสิทธิ์ที่จะห้ามสมาชิกคนใด กระทำการที่อาจจะนำความเสื่อมเสียมาถึงวงศ์ตระกูลได้ ส่วนผู้ถูกห้ามจะเชื่อหรือไม่นั่นเป็นอีกปัญหาหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผม เพียงย่อหน้าเดียวของพระราชโองการนี้ก็ถือว่าจบ ไม่จำเป็นต้องพิจารณาความในย่อหน้าอื่น ยิ่งหลังประกาศพระราชโองการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องล้วนน้อมรับด้วยแล้ว เรื่องที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาก็อย่าไปทำให้มีปัญหา ลดทิฐิกันลงมาบ้าง บ้านเมืองจะได้เดินหน้าต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28741</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, พระราชโองการ, ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน, ราชวงศ์, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190210/image_big_5c5fd4dfb6dcf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
