<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44446</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอธีระเกียรติตกเก้าอี้สว. เซ่นคู่สมรสถือหุ้นสัมปทาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ศาล รธน.ฟัน &amp;quot;หมอธีระเกียรติ&amp;quot; สิ้นสุดความเป็น รมต. ต้องเว้นวรรคทางการเมือง 2 ปี ตั้งแต่ 9 พ.ค.62 เหตุคู่สมรสซื้อหุ้น บ.ปูนซิเมนต์ไทยฯ คู่สัมปทานของรัฐเพิ่ม 800 หุ้นขณะเป็น รมต. ส่งผลพ้นจากตำแหน่ง ส.ว.ทันที &amp;quot;อภิชาติ โตดิลกเวชช์&amp;quot; ส้มหล่นขึ้นมาเป็น ส.ว.แทน ส่วน &amp;quot;ปนัดดา-สุวิทย์-ไพรินทร์&amp;quot; รอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 27 สิงหาคม องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา, &amp;nbsp;นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม, นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ถูกร้องที่ 1-4 สิ้นสุดลงเฉพาะตัวกรณีถือครองหุ้นบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยว่า ศาลได้กำหนดประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้ง 4 สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ โดยประเด็นในเรื่องการถือหุ้นจะหมายรวมถึงการถือหุ้นที่มีมาก่อนเป็นรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ศาลมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ว่าการถือหุ้นอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ไม่รวมถึงการถือหุ้นที่มีมาก่อนการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการถือหุ้นของ ม.ล.ปนัดดา ผู้ถูกร้องที่ 1 และนายไพรินทร์ ผู้ถูกร้องที่ 3 พบว่าเป็นการถือหุ้นที่มีมาก่อนได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นรัฐมนตรี จึงไม่มีเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว สำหรับประเด็นความเป็นรัฐมนตรีของนายสุวิทย์ ของผู้ถูกร้องที่ 2 สิ้นสุดลงหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายสุวิทย์ได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัท แฟมิลี่ บิสสิเนส โซไซตี้ จำกัด โดยมีหุ้นจำนวน 19 เปอร์เซ็นต์ และต่อมามีการประชุมผู้ถือหุ้นมีมติให้จดทะเบียนเลิกบริษัท จัดตั้งผู้ชำระบัญชี ในระหว่างดังกล่าวบริษัทไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ การที่นายสุวิทย์ยังมีชื่อถือหุ้นในบริษัทเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ก่อนรับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี แต่ก็อยู่ในช่วงการชำระบัญชีปิดบริษัท นายสุวิทย์จึงไม่ได้กระทำการในลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นพ.ธีระเกียรติ ผู้ถูกร้องที่ 4 พบว่าคู่สมรสถือหุ้นบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) โดยได้หุ้นมาก่อนเป็นรัฐมนตรี แม้จะถือหุ้นไว้ต่อไปก็ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ยังพบด้วยว่าคู่สมรสของผู้ถูกร้องซื้อหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทยฯ เพิ่มเติมจำนวน 800 หุ้น ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ศาลจึงเห็นว่า บริษัท ปูนซิเมนต์ไทยฯ รับสัมปทานจากรัฐ ทำเหมืองแร่ จึงมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ การถือหุ้นเพิ่มเติมจำนวน 800 หุ้น จึงเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ส่วนข้อโต้แย้งว่าคู่สมรสไม่มีเจตนาเพราะไม่ทราบมาก่อนว่าหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทยฯ เป็นหุ้นสัมปทาน ศาลเห็นว่าก่อนการลงทุนผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนการทำกำไร ข้อโต้แย้งดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ หากรับฟังไว้มาตรการป้องกันการขัดกันของผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญจะใช้บังคับไม่ได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับข้อโต้แย้งที่มีจำนวนหุ้นเพียงเล็กน้อย ไม่มีสิทธิร่วมประชุมผู้ถือหุ้นและไม่มีอำนาจครอบงำกิจการนั้น ศาลเห็นว่ารัฐธรรมนูญเขียนห้ามไว้ชัดเจน แม้จะมีหุ้นเพียงหุ้นเดียว ก็เป็นการกระทำต้องห้ามตามความหมายของรัฐธรรมนูญแล้ว แม้ต่อมาจะมีการขายหุ้นทันที หลังรับทราบการแจ้งข้อกล่าวหาก็ไม่อาจมีผลลบล้างการกระทำอันเป็นการต้องห้ามได้ ทั้งนี้ในประเด็นว่าความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องจะสิ้นสุดลงเมื่อไรนั้น เห็นว่าผู้ถูกร้องได้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.62 ก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย แม้จะเป็นคนละเหตุกับคำร้องนี้ แต่เป็นการลาออกเป็นผลเพื่อระงับยับยั้งการขัดกันของผลประโยชน์ที่กำลังดำเนินการหรือจากการปฏิบัติหน้าที่ยิ่งกว่าการที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การจะวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง จึงต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และไม่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง จึงวินิจฉัยให้มีความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดผลเฉพาะตัวเป็นเวลา 2 ปี โดยให้นับแต่วันที่ 9 พ.ค.62 &amp;nbsp;หรือนับตั้งแต่วันที่ลาออก ส่วนความเป็นรัฐมนตรีของ ม.ล.ปนัดดา นายสุวิทย์ และนายไพรินทร์ ไม่สิ้นสุดลง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวอาจมีผลต่อตำแหน่ง ส.ว.ของ นพ.ธีระเกียรติ ที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 108 ข. (1) ประกอบมาตรา 89 (17) ได้กำหนดลักษณะของการเป็น ส.ว.ไว้ว่า ต้องไม่อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งตำแหน่งรัฐมนตรีเข้าข่ายเป็นตำแหน่งทางการเมือง และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในคราวเดียวกันนี้ว่าให้ความเป็นรัฐมนตรีของนพ.ธีระเกียรติสิ้นสุดลง ตามมาตรา 170 ประกอบมาตรา 160 (8) ที่ต้องเว้นวรรคการเป็นรัฐมนตรีเป็นเวลา 2 ปี ขณะเดียวกันมาตรา 111 ได้กำหนดถึงเหตุแห่งการสิ้นสุดสมาชิกภาพการเป็น ส.ว.ไว้ใน (7) ว่ากระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 184 คือ ไม่รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หรือถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน บริษัท ที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้ นพ.ธีระเกียรติดำรงตำแหน่ง ส.ว. แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่งผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ว.ทันที ทำให้นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ ซึ่งอยู่ในรายชื่อ ส.ว.สำรองลำดับที่ 2 ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล กล่าวภายหลังฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า ตนได้เตรียมตอบคำถามทั้งหมดตั้งแต่ชั้น กกต. จนถึงศาลรัฐธรรมนูญ ตนรับราชการมา 39 ปี ก็ยึดมั่นในระบบระเบียบการทำงาน วันนี้ก็มีความรู้สึกว่าจะได้ตั้งใจทำงานต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่ารู้สึกโล่งใจหรือไม่ ม.ล.ปนัดดากล่าวว่า ใครที่ได้ประสบกับเรื่องเช่นนี้ก็คงรู้สึกเช่นนั้น หลังจากนี้คงจะมีใจได้ไปคิดเรื่องอื่นและมุ่งมั่นทำงานอะไรก็ตามที่ได้รับผิดชอบ ขอขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ ทั้งนี้ตนยังไม่ได้คุยกับอีก 3 รัฐมนตรี และตนไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะกล่าวถึง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44446</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญญา อุดชาชน, ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล, สุวิทย์ เมษินทรีย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190827/image_big_5d6536d33819f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2019 13:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2019 13:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วันนี้!ศาลรธน.ยังไม่วินิจฉัยคดี 4 รัฐมนตรีถือหุ้นสัมปทาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มิ.ย.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีข่าวว่าในวันนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม &amp;nbsp;ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ &amp;nbsp;นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ &amp;nbsp;อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี &amp;nbsp;นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่ &amp;nbsp;กรณีที่ถือครองหุ้นบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วงเช้าวันนี้ &amp;nbsp;มีสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง ทยอยเดินทางไปรอทำข่าวดังกล่าว ทั้งนี้มีรายงานว่า ในวันนี้มีการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเวลา &amp;nbsp;13.30 น. แต่ในวาระการประชุมไม่มีการพิจารณาคำร้องดังกล่าว เนื่องจากวันนี้เป็นการประชุมเรื่องทั่วไป &amp;nbsp; อย่างไรก็ตามยังไม่มีการชี้แจงหรือยืนยันจากทางศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ ว่ามีการพิจารณาคำร้องในเรื่องดังกล่าวหรือไม่. &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38919</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถือหุ้น, ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์, ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล, ศาลรัฐธรรมนูญ, สุวิทย์ เมษินทรีย์, ไพรินทร์ ชูโชติถาวร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190619/image_big_5d09d0f71961a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2019 12:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2019 08:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นสัมปทานทำพิษ 3 รมต.-1 ผู้ช่วยรมต. รอดยาก!?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากตีความตามลายลักษณ์อักษรของรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ใน หมวด&amp;nbsp;&amp;nbsp;9&amp;nbsp;เรื่อง การขัดกันแห่งผลประโยชน์ บัญญัติไว้ชัดเจนในมาตรา &amp;nbsp;184&amp;nbsp;วงเล็บ (2)บัญญัติห้ามไม่ให้ ส.ส.และสว. &amp;nbsp;ไม่รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ &amp;nbsp;หน่วยราชการ&amp;nbsp; หน่วยงานของรัฐ&amp;nbsp; หรือรัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp; หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ&amp;nbsp; หน่วยราชการ&amp;nbsp; หน่วยงานของรัฐ&amp;nbsp; หรือรัฐวิสาหกิจอันมีลักษณะ เป็นการผูกขาดตัดตอน&amp;nbsp; หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็น คู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว&amp;nbsp; ทั้งนี้&amp;nbsp; ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งกรณีดังกล่าว เมื่อไปดูรธน.อีกมาตราที่เชื่อมโยงกันคือมาตรา &amp;nbsp;186 บัญญัติชัดเจนว่า ให้นําความในมาตรา&amp;nbsp;&amp;nbsp;184ข้างต้น &amp;nbsp;มาใช้บังคับแก่รัฐมนตรีด้วยโดยอนุโลม ซึ่งแม้มีข้อยกเว้นไว้หลายเรื่องในมาตราดังกล่าว แต่ไม่มีการเขียนล้อเอาไว้ เพื่อไม่ให้รมต.ถือครองหุ้นสัมปทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากรัฐมนตรีมีหุ้นสัมปทานไว้ในครอบครอง ก็จะไปเข้าข่ายต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามรธน.มาตรา&amp;nbsp;170&amp;nbsp;ที่บัญญัติว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ในวงเล็บ &amp;nbsp;(5) กระทําการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา186หรือมาตรา187ที่ก็คือไปถือครองหุ้นสัมปทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นสำคัญคือ รัฐธรรมนูญปี&amp;nbsp;60&amp;nbsp; ที่เป็นรธน.ฉบับปัจจุบัน รวมถึง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;2553&amp;nbsp;ซึ่งตุลาการศาลรธน.ปัจจุบันหลายคน ก็อยู่ร่วมตอนเขียนคำวินิจฉัย ได้ตีความกรณีรัฐมนตรี-ส.ส.-สว.ถือหุ้นสัมปทานไว้ชัดเจน ที่สรุปได้ว่า &amp;nbsp;ทั้งรธน.และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ห้ามรัฐมนตรี-ส.ส.-สว. มีหุ้นสัมปทาน แต่ห้ามไว้ว่า หากเข้ารับตำแหน่งเช่น เป็นรัฐมนตรี ต้องไม่ถือครองหุ้นไว้ทั้งทางตรงและทางอ้อม คือห้ามทุกกรณี พูดง่ายๆ หากมีไว้ ก็ต้องขายหมด จะเอาไปฝากไว้กับภรรยาที่เป็นคู่สมรส &amp;nbsp;ก็ไม่ได้ อันเป็นการเขียนรธน.ที่ก็ชัดเจนอยู่แล้วคือเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะรมต.อยู่ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการออกมติครม.หรือออกฎหมาย ทำโครงการที่อาจทำให้บริษัทที่มีสัมปทานกับรัฐแม้จะเป็นบริษัทกึ่งๆ รัฐวิสาหกิจอย่างบริษัทลูกของ ปตท.ก็ตาม ได้ประโยชน์ ได้โครงการ จนทำให้หุ้นขึ้น แล้วรัฐมนตรี-คู่สมรส คนในครอบครัวก็ได้ประโยชน์จากหุ้นที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่กรณีของส.ส.-สว. คำวินิจฉัยของศาลรธน.ที่เป็นบรรทัดฐาน มีดีกรีความเข้มข้นน้อยลงมาหน่อย คือ ให้ส.ส.-สว.หากมีหุ้นมาก่อนจะมาเป็นส.ส.-สว. ยังให้ถือไว้ได้ แต่ห้ามซื้อเพิ่ม ห้ามครอบครองเพิ่ม หลังเข้ารับตำแหน่งส.ส.-สว. แต่ของรมต. นั้น&amp;nbsp;ห้ามถือไว้เลยแม้แต่หุ้นเดียว ต้องขายทิ้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากดูตามหน้าเสื่อ การสู้คดีในชั้นศาลรัฐธรรมนูญของ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;3.รมต. คือ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ&amp;nbsp;,&amp;nbsp;นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ,&amp;nbsp;นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม และอีกหนึ่งอดีตรมต. ที่ปัจจุบันเป็น &amp;nbsp;กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ยุติธรรม คือ &amp;nbsp;ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีต รมช.ศึกษาธิการ จึงลุ้นหนักไม่ใช่น้อย มีโอกาสสูงที่อาจถูกศาลรธน.ชี้ว่ามีคุณสมบัติขัดรธน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะบางคน เช่น ไพรินทร์ ชูโชติถาวรก็เข้ามาเป็นรัฐมนตรี หลัง รธน.ประกาศใช้ &amp;nbsp;6&amp;nbsp;เม.ย.&amp;nbsp;60 จนไปแสดงบัญชีทรัพย์สินกับป.ป.ช.และถูก เรืองไกร เรืองกิจวัฒนะ นำไปร้องต่อกกต. นอกเสียจาก ฝ่ายทนายความของ ทั้งสี่คน ต้องไปสู้คดีในประเด็นต่างๆ เช่น หุ้นที่ถืออยู่ &amp;nbsp;ไม่เคยรับสัมปทานจากรัฐ แต่ดูแล้ว ก็คงยาก เพราะบริษัทเหล่านี้ ตรวจสอบได้ง่ายว่ามีสัญญาสัมปทานจากรัฐ จริงหรือไม่ ซึ่งแค่เพียงหนึ่งสัญญา ก็ถือว่าเข้าข่ายแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหากว่า ทั้งสี่คน ไม่รอดในศาลรธน.จะเป็นอย่างไร ก็พบว่ารธน.ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;60&amp;nbsp;เขียนต่างจากรธน.ปี50&amp;nbsp; คือต่อให้ลาออกจากตำแหน่งรมต.ก่อน ศาลรธน. ตัดสินก็ไม่มีผล และสุดท้าย หากไม่รอด ก็ไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองเช่นรมต.ภายในสองปีนับแต่ศาลรธน.ชี้ขาด แต่ไม่ห้าม หากจะมีตำแหน่งในพรรคการเมืองเช่น รองหัวหน้าพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้ หาก สุวิทย์ เมษินทรีย์ แกนนำพรรคพลังประชารัฐ ที่ลงส.ส.ไม่ได้ เพราะขาดคุณสมบัติ หากหลังเลือกตั้ง พลังประชารัฐได้เป็นรัฐบาล ก็อดเป็นรมต. อยู่ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่ามกลางข้อสงสัยกันว่า แล้วหน่วยงานอย่าง สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่เป็นด่านแรกในการตรวจสอบ คุณสมบัติ ให้คำแนะนำบุคคลที่จะมาเป็นรมต. ว่าอะไรทำได้ ทำไม่ได้ ต้องทำอย่างไรไมให้ขัดรธน. ไม่ได้ตรวจสอบ ให้คำแนะนำ&amp;nbsp; เรื่องพวกนี้ ได้อย่างไร ????&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26401</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์, ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล, รัฐมนตรีถือหุ้น, ไพรินทร์ ชูโชติถาวร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190112/image_big_5c39cba3ea1e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมต.หุ้น!เกาะเก้าอี้ อ้างรอศาลรธน.เคาะ/ทษช.บี้บิ๊กตู่ผิดเปิดไอจี-เฟซ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;อิทธิพร&amp;quot; รับ กกต.มีมติส่งศาล รธน.ฟัน 3 รมต.-1 อดีต รมช. ถือหุ้นสัมปทานรัฐขาดคุณสมบัติ &amp;quot;สุวิทย์&amp;quot; ไม่กังวลยันใกล้ไขก๊อกเล่นการเมือง &amp;quot;ไพรินทร์&amp;quot; &amp;nbsp;ยันก่อนรับตำแหน่งโอนหุ้นเข้ากองทุนหมดแล้ว &amp;quot;เรืองไกร&amp;quot; จ่อยื่นสอย &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ต่อ ชี้เปิดเว็บ-ไอจี-เฟซบุ๊กเข้าข่ายเจ้าของสื่อขัด รธน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการประชุมลับเมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณารายงานผลการตรวจสอบของคณะกรรมการไต่สวน กรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ได้ยื่นคำร้องให้ตรวจสอบรัฐมนตรี 4 รายคือ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ, นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีต รมช.ศึกษาธิการ ถือครองหุ้นสัมปทานของรัฐเข้าข่ายกระทำการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยที่ประชุมมีมติเห็นว่าการถือครองหุ้นของทั้ง 4 รัฐมนตรีเข้าข่ายทำให้ขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่ง เห็นควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 นั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 11 มกราคม นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยอมรับว่า กกต.ได้มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายสุวิทย์, นพ.ธีระเกียรติ, นายไพรินทร์ และ ม.ล.ปนัดดา สิ้นสุดลงหรือไม่จากกรณีถือหุ้นสัมปทานรัฐ เข้าข่ายกระทำการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 186 ประกอบมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 170 วรรคสาม แต่ขอที่จะไม่เปิดเผยว่าเป็นความเห็นตามที่คณะกรรมการไต่สวนเสนอหรือไม่ และ กกต.มีมติเป็นเอกฉันท์หรือเสียงข้างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในการพิจารณา ไม่ได้มีปัญหาอะไร เป็นการพิจารณาไปตามเนื้อหา รายละเอียดทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นใหม่ที่ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งได้ตัดสินไป กกต.ก็คำนึงถึงศาลรัฐธรรมนูญ และเหตุผลในคำวินิจฉัยนั้นด้วย อันไหนเป็นกรณีเหมือนกัน เราก็ต้องมองไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มองเอาไว้ กรณีไหนคล้ายกัน แต่ไม่ใช่โดยแท้ ก็จะถือว่ายังไม่เกี่ยวข้อง และอาจจะเป็นประเด็นที่เราเห็นว่า ยังไม่มีบรรทัดฐานชัดเจน ก็เป็นสิ่งที่ดีกว่า ที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาด&amp;quot; นายอิทธิพรระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า กรณีนี้ข้อเท็จจริงต่างจากกรณีการถือครองหุ้นของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยไปแล้วว่าไม่ผิด และศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัยชัดเจนใช่หรือไม่ ประธาน กกต.กล่าวว่า คงสรุปอย่างนั้นไม่ได้ แต่ละกรณีมีหลายประเด็น บางประเด็นก็เกี่ยวพัน หรือคล้ายกัน ส่วนระยะเวลาการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องตามหลักปฏิบัติโดยปกติ เมื่อผ่านเป็นมติ กกต.แล้ว ทางสำนักงาน กกต.ดำเนินการในขั้นตอนต่อไปโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าวนายเรืองไกร สมาชิกพรรคเพื่อไทย (ในขณะนั้น) ได้ยื่นคำร้องขอให้กกต.ตรวจสอบเมื่อเดือน ม.ค.และ ก.พ.2561 โดยตามคำร้องระบุว่า ม.ล.ปนัดดาได้แสดงรายการทรัพย์สินหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ว่ามีหุ้นของบริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. กว่า 6,000 หุ้น แม้จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่เหตุผลที่นายเรืองไกรอ้างในการยื่น กกต.ตรวจสอบย้อนหลัง เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติในลักษณะต้องห้ามของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติ จะต้องเว้นวรรคการดำรงตำแหน่ง 2 ปี ตามมาตรา 160 ประกอบ 187
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายสุวิทย์ คำร้องระบุถือหุ้นในบริษัท GPSC หรือบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) 9 หมื่นหุ้น ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่รวมบริษัทลูกของ ปตท. ที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ ขณะที่นายไพรินทร์และคู่สมรสถือหุ้นที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ โดยถือหุ้นใน บมจ. GPSC 5 หมื่นหุ้น, บมจ.IRPC 2.4 แสนหุ้น, บมจ.
&amp;nbsp;ปตท. 5 พันหุ้น, บมจ.พีทีที โกลบอล เคมีคอล 6 หมื่นหุ้น, บมจ.ไทยออย 4 หมื่นหุ้น, บมจ.กัลฟ์ เอนเนอร์จี ดีเวลลอปเมมท์ 3 แสนหุ้น, บมจ.บ้านปู พาวเวอร์ หมื่นหุ้น บมจ.อินทัช โฮลดิ้ง 2.6 หมื่นหุ้น, สำหรับ นพ.ธีระเกียรติ ถือหุ้นสัมปทาน SCG ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 5 พันหุ้น
เมิน กกต.ฟันถือหุ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ไม่กังวลกับเรื่องดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น เชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบต่อการทำงานในฐานะรัฐมนตรีและงานการเมือง &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้พูดคุยกับพรรคพลังประชารัฐ ขณะที่ภารกิจในฐานะรัฐมนตรีนั้นใกล้เสร็จหมดแล้ว เมื่อถึงเวลาจะลาออกมาทำงานการเมืองเต็มตัว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเร็วขึ้หรือช้าลง เพราะเราดูภารกิจเป็นหลัก เช่นการจัดตั้งกระทรวงใหม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีนี้จะทำให้ถูกโจมตีหรือไม่นั้น นายสุวิทย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่จะถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม แต่เรามีความบริสุทธิ์ใจ มีหลักฐานเตรียมพร้อมเพื่ออธิบาย ขอยืนยันว่า เมื่อถึงเวลาจะแสดงสปิริตอยู่แล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง และหารือร่วมกับ 4 รัฐมนตรี แต่ใกล้เวลาแล้วที่เราจะตัดสินใจ ดังนั้นเรื่องนี้ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ เพราะเรามีแผนที่จะลาออกกันอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพรินทร์เปิดเผยว่า ก่อนเข้ารับตำแหน่งตนเองได้โอนหุ้นทั้งหมดเข้าสู่กองทุนส่วนบุคคลทั้งหมดแล้ว และไม่ได้มีส่วนยุ่งเกี่ยวในการบริหารจัดการในหุ้นดังกล่าว ขณะเดียวกันได้ชี้แจงต่อ กกต.ไปแล้ว โดยยืนยันตนเองบริสุทธิ์ ส่วนจะผิดกติกาหรือไม่นั้น คงต้องรอผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ แต่การสืบสวนครั้งนี้จะไม่มีผลต่อต่อตำแหน่งรัฐมนตรี เนื่องจากใกล้เข้าสู่ช่วงเลือกตั้งแล้ว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะไม่เล่นการเมืองอีกในรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธีระเกียรติกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ผลสรุปต้องรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี หาก กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐมนตรีทั้ง 4 คนจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เลยหรือไม่ว่า จะเป็นกรณีเดียวกับนายดอน ซึ่งท้ายสุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้สั่งให้พักงาน นายดอนก็ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ สำหรับกรณีนี้เช่นเดียวกัน เมื่อ กกต.ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ก็อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย ถ้าสั่งให้พักงานก็ต้องพัก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า หลังจากเกิดเรื่องขึ้นทั้ง 4 คน สามารถลาออกจากการถือหุ้นได้หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า แล้วแต่รัฐมนตรีจะตัดสินใจ อย่างไรก็ตามกรณีนี้จะมีหลักอยู่ 3 อย่างคือ ศาลอาจจะพิจารณาให้ 4 รัฐมนตรีหยุดพักการปฏิบัติหน้าที่ หรือรัฐมนตรีหยุดพักการปฏิบัติหน้าที่เอง หรือ 4 รัฐมนตรีจะขอลาออกเลยก็ได้ โดยในส่วนของคดี 4 รัฐมนตรีก็ไปต่อสู้กันในศาล ซึ่งหากเทียบกับกรณีของนายดอน จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะสามารถตามดำเนินคดีกับ 4 รมต.ได้หรือไม่นั้น นายวิษณุกล่าวว่า ไม่จำเป็น แต่ทราบว่าเรื่องนี้มีการไปร้องที่ ป.ป.ช.ด้วย ซึ่งกรณีไปร้องที่ ป.ป.ช. เป็นเรื่องคุณสมบัติ แต่กรณีไปร้องที่ กกต. เป็นเรื่องของการทุจริตประพฤติมิชอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามย้ำว่า หากศาลพิจารณาให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ รัฐบาลต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบ อยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 4 คน ตอนนี้ไม่ถือว่าเป็นผู้ที่ขัดคุณสมบัติ ยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ เพราะต้องรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแสดงสปิริตลาออกของ 4รัฐมนตรีว่า มาตรฐานทางการเมืองแต่ละพรรคมีความแตกต่างกัน ตนทำได้แต่เพียงพูดว่าถ้าสำหรับพวกตนก็เป็นอีกบรรทัดฐานหนึ่ง แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลนี้ไม่มีความประสงค์ที่จะปรับเปลี่ยนหรือยกระดับในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว และได้แต่ท่องคาถาว่า แล้วแต่กฎหมายอย่างเดียว&amp;nbsp;
ถึงคิวยื่นสอย &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ เปิดเผยว่า หลังจากติดตามข้อเท็จจริงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี เปิดเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และเว็บไซต์ของตนเองเพื่อสื่อสารข้อมูลต่างๆ กับพี่น้องประชาชนแล้ว พบว่ากรณีดังกล่าวอาจมีปัญหาข้อกฎหมายตามมา และอาจเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงได้ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มีบทบัญญัติห้ามนายกฯ เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ถ้าเป็นก็มีบทบัญญัติให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น กรณีที่นายกฯ เปิดเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และเว็บไซต์ จึงอาจเข้าข่ายเป็นเจ้าของสื่อมวลชนใดๆ ตามมาได้ ซึ่งนายกฯ ทราบดีมาก่อนแล้ว เห็นได้จากมติ ครม.เมื่อวันที่ 1 ก.ย.58 ซึ่งมีการพิจารณาเรื่องร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ...ที่มีความในมาตรา 3 ระบุว่า &amp;ldquo;สื่อมวลชน&amp;rdquo; หมายความว่าสื่อกลางที่นำข่าวสาร สาร และเนื้อหาสาระทุกประเภทไปสู่มวลชนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อดิจิทัล หรือในรูปอื่นใด ที่สามารถสื่อความหมายให้ประชาชนทราบได้เป็นการทั่วไป &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ ยังทราบถึงข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญแล้วด้วย ทั้งนี้ ตามความในหนังสือที่ นร 1503/ว(ร)157 ลงวันที่ 5 เม.ย.60 ข้อ 3.2.3 ลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี คือเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ดังนั้นเมื่อนายกฯ รู้กฎหมายอยู่แล้ว แต่ยังเปิดเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์และเว็บไซต์ของตนเองเพื่อสื่อสารข้อมูลต่างๆ กับพี่น้องประชาชน ย่อมถือว่าการฝ่าฝืนข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญสำเร็จแล้ว และเข้าข่ายที่จะทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ดังนั้นในวันที่ 14 ม.ค.นี้ เวลา 11.00 น. ผมจะไปยื่นเรื่องให้ กกต.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่&amp;quot; นายเรืองไกรระบุ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26344</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต.มีมติส่งศาล, ขาดคุณสมบัติ, ถือหุ้นสัมปทานรัฐ, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์, นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ, นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร, ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล, หนังสือพิมพ์, เปิดเว็บ-ไอจี-เฟซบุ๊กเข้าข่ายเจ้าของสื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c389c7fc223a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2019 09:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2019 09:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกต.ฟันกราวรูด 4 รมต.ถือหุ้นสัมปทานเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ม.ค.62&amp;nbsp;- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุม กกต. ได้มีการประชุมลับพิจารณารายงานผลการตรวจสอบของคณะกรรมการไต่สวน กรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ตรวจสอบรัฐมนตรี 4 ราย คือ , นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ,นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ,และ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีถือครองหุ้นสัมปทานของรัฐ เข้าข่ายกระทำการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 186 ประกอบมาตรา 184 วรรคหนึ่ง(2) มาตรา 170 วรรคหนึ่ง(5 )หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ประชุมมีมติเห็นว่าการถือครองหุ้นของทั้ง 4 รัฐมนตรี เข้าข่ายทำให้ขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่ง เห็นควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 และขณะนี้อยู่ระหว่างให้สำนักงาน กกต. ดำเนินการยกร่างคำร้อง ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุม กกต.พิจารณาและประธาน กกต.ลงนาม เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำร้องดังกล่าวนายเรืองไกรได้ยื่นต่อ กกต.เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบ เมื่อเดือนมกราคม และกุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26270</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุวิทย์ เมษินทรีย์, นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร, ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล, รัฐมนตรีถือหุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c37f8cdba17e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10439</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกต.ฟัน&#039;ดอน&#039;พ้นเก้าอี้รมต. ชี้&#039;เมีย&#039;ถือหุ้นเกิน/8คนรอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กกต.มีมติฟัน &amp;quot;ดอน ปรมัตถ์วินัย&amp;quot; ขาดคุณสมบัตินั่งเก้าอี้รัฐมนตรี เหตุคู่สมรสถือหุ้นในธุรกิจเกิน 5% ไม่แจ้ง ป.ป.ช.ตามกำหนด ชี้ขัด รธน.มาตรา 264, 187 เตรียมยื่นศาล รธน.วินิจฉัย ขณะที่ 8 รมต. รอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันที่ 31 พฤษภาคม มีรายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุม กกต.เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ที่ประชุม กกต.มีมติเสียงข้างมากเห็นว่าการถือครองหุ้นของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 264 ประกอบมาตรา 187 ที่บัญญัติไม่ให้รัฐมนตรีถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท หรือในกรณีประสงค์จะได้รับประโยชน์จากหุ้นที่ถือครอง ให้แจ้งประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทราบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งและให้โอนหุ้นจนอาจเป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยขณะนี้ ได้มอบหมายให้สำนักกฎหมายของสำนักงาน กกต. ดำเนินการยกร่างคำร้องเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวมาจากการที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 60 ขอให้ กกต.ตรวจสอบการถือครองหุ้นสัมปทานของ 9 รัฐมนตรี ที่ประกอบไปด้วย นายดอน รมว.การต่างประเทศ, นายอดิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง, นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลฯ, นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์, นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี, &amp;nbsp; นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ในขณะนั้น, ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ ในขณะนั้น, พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ในขณะนั้น หลังรัฐธรรมนูญ 60 มีผลบังคับใช้เมื่อ 6 เม.ย.60 เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ ทำให้ความเป็น รมต.ต้องสิ้นสุดหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่ง กกต.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นตรวจสอบและรายงานว่า คณะอนุกรรมการได้เสนอรายงานผลการตรวจสอบต่อ กกต.ว่าการถือครองหุ้นของ รมต. 8 คนนั้นไม่มีปัญหา เห็นควรที่ กกต.จะยุติเรื่อง มีเพียงของนายดอน ที่อาจมีปัญหาขัด รธน. เนื่องจากคู่สมรสถือครองหุ้นในธุรกิจอยู่เกินกว่าร้อยละ 5 และไม่มีการแจ้งต่อ ป.ป.ช.ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งที่ประชุม กกต.ก็ได้มีมติตามที่อนุกรรมการตรวจสอบเสนอให้ยุติเรื่องในส่วนของ 8 รมต. ขณะที่ในส่วนของนายดอนนั้น ที่ประชุมมีความเห็นแบ่งเป็น 2 ฝ่าย และที่สุดก็ได้มีการลงมติ ซึ่งในชั้นแรกผลการลงมติออกมาเท่ากัน 2 ต่อ 2 ทำให้นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ออกเสียงชี้ขาดอีก 1 เสียง จึงกลายเป็นมติเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 ว่าการถือครองหุ้นของนายดอนเข้าข่ายทำให้ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และให้เสนอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ยังเหลือคำร้องของนายเรืองไกร กรณีการถือครองหุ้นของ 3 รมต. ที่ประกอบด้วย นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ และการถือครองหุ้นของ 90 สนช.ที่ กกต.ยังดำเนินการตรวจสอบไม่แล้วเสร็จ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10439</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, ดอน ปรมัตถ์วินัย, พรรคเพื่อไทย, พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล, พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์, ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล, วิษณุ เครืองาม, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อดิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, อุตตม สาวนายน, เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0ffe2dea581.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
