<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102811</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2021 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2021 17:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้นพบแมลงชีปะขาวชนิดใหม่ของโลกที่น้ำตกสะปันน่าน  ชี้เสี่ยงสูญพันธุ์   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 13 พ.ค. รศ.ดร. บุญเสฐียร&amp;nbsp; บุญสูง&amp;nbsp;อาจารย์ประจำภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ &amp;nbsp;เปิดเผยถึงความสำเร็จในการค้นพบตัวอ่อนแมลงชีปะขาวหายาก ชนิดใหม่ของโลก&amp;nbsp;Paegniodes sapanensis&amp;nbsp;ซึ่งเป็นชนิดที่หายาก พบได้น้อย ทั่วโลกพบเพียง 2 ชนิด และพบเฉพาะเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น คือ จีน ฮ่องกง ทิเบต 1 ชนิด เวียดนาม 1 ชนิด (พบเมื่อ ค.ศ. 2004) สำหรับประเทศไทย การค้นพบแมลงชีปะขาวหายากชนิดใหม่ของโลกครั้งนี้&amp;nbsp; พบเป็นครั้งแรก และเป็นชนิดที่ 3 ของสกุล&amp;nbsp;Paegniodes&amp;nbsp; ซึ่งพบได้ที่ลำธารน้ำตกสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่านเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะวิจัยที่ร่วมกันค้นพบ&amp;nbsp; ได้แก่ รศ.ดร. บุญเสฐียร&amp;nbsp; บุญสูง อาจารย์ประจำภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้ร่วมวิจัย ประกอบด้วย ดร. ชลกรานต์ อวยจินดา อาจารย์ประจำสาขาวิชาชีววิทยาและวิทยาศาสตร์สุขภาพ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม Dr. Michel Sartori สังกัด Museum of Zoology (MZL) เมืองโลซาน สมาพันธรัฐสวิส และนายณัฐกันต์ ขันยม นิสิตระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 4 ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับที่มาของการค้นพบครั้งนี้&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจความหลากชนิดของตัวอ่อนแมลงชีปะขาวในลำธาร อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ภายใต้โครงงานวิจัยนิสิตระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 คือ &amp;nbsp;นายณัฐกันต์ ขันยม พบว่า ในพื้นที่ดังกล่าวมีความหลากชนิดของตัวอ่อนแมลงชีปะขาวค่อนข้างสูง งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (BDC-PG4-161004)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รศ.ดร. บุญเสฐียร&amp;nbsp; บุญสูง กล่าวว่า แมลงชีปะขาวชนิดใหม่ อยู่ในสกุล&amp;nbsp;Paegniodes&amp;nbsp;Eaton, 1881 วงศ์ Heptageniidae มักเรียกชื่อสามัญทั่วไปวงศ์นี้ว่า แมลงชีปะขาวตัวแบน หรือ หัวโต เนื่องจากส่วนหัวมีขนาดใหญ่และลำตัวแบนชอบเกาะกับก้อนหินบริเวณน้ำไหลได้ดี ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ&amp;nbsp;Paegniodes sapanensis&amp;nbsp;Boonsoong, Sartori &amp;amp; Auychinda, 2021 โดยตั้งชื่อตามสถานที่พบครั้งแรก และเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์พื้นที่แหล่งอาศัยที่พบไว้ ถิ่นกำเนิดของแมลงชีปะขาวชนิดใหม่ สกุล&amp;nbsp;Paegniodes&amp;nbsp;Eaton, 1881 วงศ์ Heptageniidae สกุลนี้ถูกตั้งชื่ออย่างถูกต้องเมื่อปี ค.ศ. 1881 ทั่วโลกพบเพียง 2 ชนิด และพบเฉพาะเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น ได้แก่ จีน ฮ่องกง ทิเบต 1 ชนิด เวียดนาม 1 ชนิด (พบเมื่อ ค.ศ. 2004) ความรู้เกี่ยวกับแมลงชีปะขาวสกุลนี้มีน้อยมากเนื่องจากพบได้ไม่บ่อยและหายาก มีการกระจายตัวในระบบนิเวศที่จำเพาะ และยังมีรายงานการพบค่อนข้างน้อย ตัวอ่อนแมลงชีปะขาวสกุลนี้มีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากสกุลอื่น คือ แผ่นเหงือกคู่ที่ 1 ลดรูป ส่วนคู่ที่ 2-7 พัฒนาดี แพนหางมีแถวขนยาวชัดเจน ริมฝีปากบนมีความกว้างมากกว่าความยาว ลักษณะผิวไข่ยังมีความเฉพาะในสกุลนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;แมลงชีปะขาวชนิดใหม่ที่พบนี้ พบเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นชนิดที่ 3 ของสกุล&amp;nbsp;Paegniodes&amp;nbsp;มีลักษณะคล้ายกับชนิด&amp;nbsp;P.&amp;nbsp;cupulatus&amp;nbsp;(Eaton, 1871)&amp;nbsp;แต่มีลักษณะแตกต่างกัน คือ แผ่นเหงือกคู่ที่ 1 โครงสร้างปาก และลักษณะตัวเต็มวัย นอกจากนี้เมื่อวิเคราะห์ดีเอ็นเอบาร์โค้ดด้วยยีน COI เทียบกับชนิด&amp;nbsp;P.&amp;nbsp;cupulatus&amp;nbsp;พบว่า มีค่าระยะห่างทางพันธุกรรมระหว่างชนิด (interspecific genetic distance) สูงถึงร้อยละ 11 ช่วยยืนยันว่าเป็นชนิดใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในด้านความหลากหลายและการอนุรักษ์พืชและสัตว์ชนิดใหม่ของโลกที่มีการค้นพบนั้น รศ.ดร. บุญเสฐียร&amp;nbsp; บุญสูง ให้ความเห็นว่า การค้นพบตัวอ่อนแมลงชีปะขาวหายากชนิดใหม่ของโลก นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ มีระบบนิเวศจำเพาะต่อการดำรงชีวิตของแมลงชีปะขาวหายากสกุลนี้ ซึ่งมีโอกาสพบได้น้อยและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการสำรวจความหลากหลายของแมลงชีปะขาวในประเทศไทยที่ผ่านมาเป็นระยะเวลาเกือบ 20 ปี คณะผู้วิจัยพบแมลงชีปะขาวสกุลนี้ที่น้ำตกสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่านเท่านั้น ตัวอ่อนชนิดนี้พบอาศัยในลำธารต้นน้ำที่มีคุณภาพน้ำดีมาก อยู่ในพื้นที่ภูเขาสูง การอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำและพื้นที่ป่าจะช่วยคงความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศมีความเกื้อหนุนกัน ข้อมูลความจำเพาะระบบนิเวศของสัตว์น้ำจืดเหล่านี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในแหล่งน้ำ และผลักดันการวิจัยในอนาคต เพื่อเป็นข้อมูลในการกำหนดกลยุทธ์เพื่อการจัดการด้านอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102811</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำตกสะปัน จ.น่าน, ม.เกษตรศาสตร์, แมลงชีปะขาวชนิดใหม่ของโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210513/image_big_609cf92b84e9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67241</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2020 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2020 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สายด่วน 1669 ปรับโฉมแจ้งเหตุฉุกเฉิน ได้ทั้งเสียง ภาพนิ่ง - ภาพเคลื่อนไหว วีดีโอคอลกับแพทย์ได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29พ.ค.63-สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงนามความร่วมมือใน &amp;ldquo;การวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศ ในระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้เป็นระบบดิจิทัล&amp;rdquo; เพื่อการวิจัยและพัฒนายกระดับเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศของระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้เป็นระบบดิจิทัลและปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) นวัตกรรมอุปกรณ์ และระบบบริการดิจิทัล ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินทั้งระบบสามารถเข้าถึงได้สะดวกและรวดเร็ว รองรับและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการ สพฉ. &amp;nbsp;กล่าวว่า ความร่วมมือเพื่อการวิจัย และพัฒนาเพื่อยกระดับเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศในระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้เป็นระบบดิจิทัลนับว่ามีความสำคัญยิ่งในการดำเนินงานพัฒนางานวิจัยและพัฒนาปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ให้มีความสะดวก รวดเร็ว ในการเข้าถึงผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินทั้งระบบให้เป็นระบบดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น และประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ โดยได้รับการคัดเลือกจาก สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนดิจิทัลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม &amp;nbsp;ทั้งนี้ในการพัฒนารับบแพทย์ฉุกเฉินให้เป็นระบบดิจิทัลระบบมีเป้าหมายที่จะขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่ 60 จังหวัด ภายในเวลา 3 ปี &amp;nbsp;แต่ในเบื้องต้นแบ่งเป็นระยะ คือระยะแรก 15 จังหวัด ระยะที่สอง 20 จังหวัด และระยะที่สาม 25 จังหวัด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสวทช. ให้ข้อมูลว่า &amp;nbsp;การร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ให้เป็นระบบดิจิทัล หรือ D (digital) 1669 ซึ่งพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรมอุปกรณ์ และระบบดิจิทัล ที่สะดวกรวดเร็วต่อการปฏิบัติการฉุกเฉิน เพื่อให้เป็นระบบที่มีความสากล และให้ประชาชนเข้าถึงการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยได้มีการพัฒนาใน 2 ส่วนหลักได้แก่ 1.ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินดิจิทัล ซึ่งเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในส่วนของการให้บริการระบบโทรศัพท์ (Call Center) ในลักษณะ Total Conversation ที่สามารถแจ้งเหตุได้ทั้งเสียง ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และแจ้งพิกัดตำแหน่งของผู้โทร &amp;nbsp;ผ่านระบบคลาวด์ ซึ่งจะทำให้ทราบสถานที่เกิดเหตุได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งระบบเดิมจะเป็นการแจ้งเหตุจากการโทรฯ ผ่านหมายเลข 1669 เท่านั้น ที่อาจจะมีความล้าช้าในการซักถามสถานที่เกิดเหตุ &amp;nbsp;ในส่วนยังได้พัฒนาระบบที่เชื่อมโยงกับอุปกรณ์ไอโอที (IoT) สำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือชาวต่างชาติ ก็จะมีการให้บริการ ถอดความเสียง และล่ามภาษามือ ทำให้เกิดการเข้าถึงบริการความช่วยเหลือได้อย่างเท่าเทียมและทันท่วงที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;2.ระบบการแพทย์ฉุกเฉินทางไกลสำหรับผู้ป่วยในรถพยาบาล หรือ Emergency Telemedical Direction บนรถฉุกเฉินระดับสูง สามารถสั่งการการรักษาผ่านวิดีโอคอลด้วยมือถือ หรือแท็บแลตได้ นอกจากนี้สำหรับการกู้ชีพในภาวะวิกฤตด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ และอุปกรณ์ Data Gateway ที่ได้พัฒนาให้สามารถบริหารจัดการข้อมูลจากอุปกรณ์หลายชนิด เช่น อุปกรณ์วัดสัญญาณชีพ ความดันโลหิต ปริมาณออกซิเจน กล้อง CCTV และอุปกรณ์สแกนลายนิ้วมือ ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น ทำให้แพทย์สามารถเรียกดูข้อมูลที่จำเป็นในการประเมินอาการของผู้ป่วยในขณะนำส่งโรงพยาบาลได้แบบ Real Time&amp;rdquo; ดร.ณรงค์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นาวาอากาศเอกสมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาและประธานกรรมการบริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) กล่าวเสริมว่า เพื่อให้แพทย์อำนวยการมีข้อมูลจากเครื่องมือวัดทางการแพทย์ที่ติดตั้งอยู่บนรถฉุกเฉิน เสมือนว่าได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนรถฉุกเฉินนั้น พร้อมทั้งสามารถให้คำปรึกษาและสั่งการเจ้าหน้าที่กู้ชีพในดำเนินการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการฉุกเฉินได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที จึงมีความพร้อมที่จะได้นำเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง และ Internet of Medical Thing (IoMT), AI, Big Data, Blockchain, และเทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อการส่งข้อมูลสัญญาณยังชีพของผู้ป่วยฉุกเฉินบนรถพยาบาลให้กับแพทย์อำนวยการ เพื่อให้แพทย์อำนวยการวินิจฉัยและสั่งการทางไกลในระหว่างการนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.ภุชงค์ อุทโยภาศ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพิ่มเติมว่า ในส่วนของมาตรฐานของข้อมูลจากโรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยเข้ารักษา เพื่อสนับสนุนการทำงานของการแพทย์ฉุกเฉินทั้งในส่วนของรถพยาบาล และศูนย์สั่งการขณะที่นำส่งผู้ป่วย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และบูรณาการเชื่อมโยงของระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน และระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ดังนั้นมาตรฐานข้อมูลจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบเดิม และระบบใหม่ที่จะเสริมประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งมาตรฐานด้านเทคนิคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ ภายในรถพยาบาลฉุกเฉินขั้นสูง ที่ต้องดึงข้อมูลออกมาใช้แบบ Real Time เพื่อประมวลผลเป็นข้อมูลสำหรับตัดสินใจของแพทย์อำนวยการ และสนับสนุนการทำงานต่าง ๆ ของระบบแพทย์ฉุกเฉิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67241</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฉ, #อว., 1669, ทีโอที, ม.เกษตรศาสตร์, สวทช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200529/image_big_5ed07748df266.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2020 07:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2020 07:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เป๊บซี่&#039; ทะลวงไส้แฟลชม็อบ ม.เกษตร พบเจตนาซ่อนเร้นเคลื่อนไหวจาบจ้วงสถาบัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มี.ค.63 - นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ หรือ &amp;ldquo;เป๊ปซี่&amp;rdquo; ผู้สื่อข่าวอาวุโส&amp;nbsp;โพสต์เฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้ ชัดเจนแจ่มจันทร์ มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนจาบจ้วงโจมตีเสียดสีเบื้องสูง ระหว่างการชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่ม.เกษตรศาสตร์ ช่วงค่ำวานนี้&amp;nbsp;ช่วงค่ำของคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้ไปร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมของนศ.ที่ม.เกษตรศาสตร์ ประมาณด้วยสายตามีผู้มาร่วมชุมนุม 1,500-2,000 คน เป็นการชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่จัดต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังศาลรธน.มีคำวินิจฉัยยุบอนค.ในคดีเงินกู้ เป็นการอุ่นเครื่องเตรียมความพร้อมก่อนลงถนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่มีการปราศรัยบนเวทีหน้าหอประชุมใหญ่ ได้ยินผู้มาร่วมชุมนุมส่วนหนึ่งตะโกนแสดงความพร้อมลงถนน เพื่อปิดเกมรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งผู้ร่วมประท้วงเห็นว่าเป็นรัฐบาลเผด็จการ และต้องร่วมมือกันโค่นล้มเพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องข้อเรียกร้องของนศ. หากตัดสินใจลงถนนยกระดับการชุมนุม ระวังงานจะเข้าไม่รู้ตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระหว่างร่วมสังเกตการณ์ได้เดินรอบบริเวณที่ชมนุม พบบางข้อความบนกระดาษ ที่ผู้มาร่วมชุมนุมถือไว้ในมือให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้อ่าน มีเนื้อหาลักษณะจาบจ้วงเสียดสีสถาบัน รู้สึกแปลกใจอย่างมากกับข้อความในลักษณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะฟังการปราศรัยของนศ.ที่ผลัดกันขึ้นพูดโจมตีรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ พร้อมแสดงความไม่พอใจต่อการที่ศาลรธน.ยุบอนค.ได้ยินผู้ประกาศสตรี ชี้แจงออกตัวกับผู้มาร่วมชุมนุม ผู้จัดการชุมนุมในครั้งนี้ ไม่ได้เห็นด้วยและไม่มีมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับข้อความดูหมิ่นเบื้องสูงที่พบในที่ชุมนุม ชัดเจนจากภาพที่เห็น กลุ่มคนที่มาร่วมชุมนุมประท้วงบางส่วนมีเจตนาที่ซ่อนเร้นในการเคลื่อนไหว โดยไม่มีการดำเนินการห้ามปรามอย่างจริงจังจากผู้จัดชุมนุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูกหลานนศ.เอ๊ยยย หากผู้จัดชุมนุมปล่อยให้มีการเคลื่อนไหวเลอะเทอะจาบจ้วงในลักษณะนี้จากกลุ่มคนที่มาร่วมชุมนุม อาจถึงเวลาขยับเขยื้อนของพลังเงียบที่จงรักภักดีต่อสถาบัน จะไม่มีวันนิ่งเฉยปล่อยให้มีการเคลื่อนไหวดูหมิ่นในลักษณะนี้
# ร่วมกันปกป้องจักรีวงศ์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58529</URL_LINK>
                <HASHTAG>จาบจ้วงสถาบัน, นักศึกษาชุมนุม, นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์, ม.เกษตรศาสตร์, ม็อบไล่รัฐบาล, ยุบพรรคอนาคตใหม่, แฟลชม็อบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200301/image_big_5e5b0406d954f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55756</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2020 07:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2020 07:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม.เกษตร ประกาศนิสิตจีน  ที่กลับประเทศชะลอเดินทางกลับ หรือเพิ่งกลับมาให้หยุดเรียน10วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29ม.ค.63-มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) ออกประกาศเรื่อง มาตรการและการเฝ้าระวังการระบาดของไวรัสโคโรน่า ความว่าเนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า ที่มีแหล่งเริ่มดันจากเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน มีการติดเชื้อและความรุนแรงถึงชั้นมีผู้เสียชีวิตหลาย 10 คน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีความห่วงใยในถานการณ์ดังกล่าวเช่นกัน เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสดังกล่าว และเพื่อปฏิบัติตามประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงเห็นควรดำนินการตามมาตรการ ดังนี้
1.นิสิตจีนที่เดินทางกลับบนที่สาธารณรัฐประชาชนจีนในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ และยังไม่ให้เดินทางกลับประเทศไทย ขอให้นิสิตเหล่านั้นพำนักอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อไปเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และขอให้ส่วนงานติต่อกับนิสิตเหล่านั้นเพื่อกำหนดการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป ทั้งนี้ส่วนงานควรจัดการสอนเสริมให้กับนิสิตหลังจากที่เดินทางกลับมาแล้ว
2.สำหรับนิสิตจีนที่พำนักในประเทศไทยและไม่ได้เดินทางกลับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ขอให้ส่วนงานประสานกับนิสิตเหล่านั้นพื่อขอให้หลีกเลี่ยงการพบปะกับคนที่เพิ่งเดินทางกลัมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะติดเชื้อดังกล่าว
3.ในกรณีนิสิตหรือบุคลกรที่ได้เดินทางกลับมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน หลังจากวันที่ 10 มกราคม ขอให้นิสิตหรือบุคลากรเหล่านั้นหยุดเรียน และหยุดทำงาน เป็นระยะเวลา 10 วัน นับจากวันที่เดินทางกลับ และขอให้แจ้งชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และที่อยู่ ให้ส่วนงานทราบ โดยให้ส่วนงานส่งข้อมูลนิสิตและบุคลากร เหล่านั้นมายังที่ศูนย์สุจภาวะนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยให้เฝ้าติดตามนิสิตและบุคลากรที่เดินทางกลับมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างใกล้ชิด
4.นิสิตและบุคลากรที่มีไข้ หรือมีอาการผิดปกติทางระบบทางเดินหายใจ ควรรายงานให้อาจารย์ที่ปรึกษา หรือผู้บังคับบัญชาชั้นต้นทราบ ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ไม่ควรรักษาอาการป่วยด้วยตนอง และควรดูแลอย่างใกล้ชิดมิให้มีการแพร่เชื้อต่อไป
5.ในกรณีที่นิสิตหรือบุคลากรต้องเดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนขอให้ระงับการเดินทางไว้ก่อน และหากไม่สามารถหลีกเสี่ยงการเดินทางได้ ขอให้หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย ไอจามสวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในทีมชน หลีกเลี่ยงการเข้าไปตลาดค้าสัตว์ และหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกออล์เจลล้างมือ
6.ทางมหาวิทยาลัยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และอาจมีความจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากส่วนงาน และนิสิตในโอกาสต่อไปเพื่อป้องกันการระบาดของโรค โดยขอให้ส่วนงานรายงานข้อมูล หรือเหตุการณ์ผิดปกติมายังมหาวิทยาลัยด้วย เพื่อร่วมกันควบคุมสถานการณ์นี้ร่วมกัน โดยขอให้จัดส่งข้อมูลได้ที่ ศูนย์สุขภาวะนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55756</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่, นิสิตจีนหยุดเรียน, ม.เกษตรศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200129/image_big_5e30d48341a0d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51776</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2019 14:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/12/2019 14:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉลุย BTS เปิดทดสอบวิ่งรถห้าแยกลาดพร้าว-ม.เกษตร ให้บริการฟรีถึง2 ม.ค.62</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ธ.ค.62-พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยในพิธีเปิดทดลองให้บริการเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต จำนวน 4 สถานี จากสถานีห้าแยกลาดพร้าว-สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณถนนพหลโยธินและถนนวิภาวดีรังสิต

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการและช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ปัจจุบันการก่อสร้างงานโยธาแล้วเสร็จเกือบ 100% จำนวน 4 สถานี ได้แก่ สถานีพหลโยธิน 24(N10) สถานีรัชโยธิน(N11) สถานีเสนานิคม(N12) และสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(N13) อยู่ระหว่างการทดสอบระบบรถไฟฟ้าและเก็บรายละเอียดเพียงเล็กน้อย สามารถเปิดทดลองให้บริการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต เพิ่มเติมจำนวน 4 สถานี (สถานีห้าแยกลาดพร้าว-สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) โดยจะให้บริการฟรีไม่เก็บค่าโดยสาร จนถึงวันที่ 2 ม.ค.63

ในส่วนของรูปแบบการเดินรถ แบ่งระยะเวลาการให้บริการเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเวลาเร่งด่วน (Peak) เช้าและเย็น ตั้งแต่เวลา 07.00 - 09.00 น. และตั้งแต่เวลา 16.30 -20.00 น. สำหรับช่วงเวลาเร่งด่วน จะให้บริการเดินรถตั้งแต่
สถานีเคหะสมุทรปราการ (E23) ไปตามเส้นทางสายสุขุมวิทจนถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (N13) แล้วกลับรถวิ่งให้บริการในเส้นทางเดิมไปจนถึงเคหะสมุทรปราการ (E23) ซึ่งจะวิ่งสลับแบบ 1 ต่อ 1 กับขบวนรถไฟฟ้าที่วิ่งให้บริการในเส้นทางสถานีหมอชิต (N8) ถึงสถานีสำโรง (E15)

ส่วนนอกเวลาเร่งด่วน และวันหยุด (เสาร์-อาทิตย์) จะให้บริการตั้งแต่สถานีเคหะสมุทรปราการ (E23) ไปตามเส้นทางสายสุขุมวิท จนถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (N13) แล้วกลับรถวิ่งให้บริการในเส้นทางเดิมไปจนถึงเคหะสมุทรปราการ (E23) คาดว่ามีผู้ใช้บริการอยู่ที่ 100,000 เที่ยวคนต่อวัน เนื่องจากเป็นเส้นทางที่อยู่ใกล้กับสถานที่ราชการ สถานศึกษา ศูนย์การค้า และย่านที่พักอาศัยหนาแน่น และหากเปิดเดินรถเต็มระบบจากสถานีหมอชิต
ถึงสถานีปลายทางคูคต ในช่วงปลายปี 2563 คาดการณ์ว่าจะมีผู้โดยสารมากกว่า 200,000 เที่ยวคนต่อวัน

สำหรับลักษณะโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต เป็นทางยกระดับตลอดเส้นทาง ระยะทางรวมประมาณ 19 กิโลเมตร โดยแนวเส้นทางเริ่มต้นต่อเนื่องจากแนวเส้นทางของโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (BTS) ที่สถานีหมอชิต ข้ามทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์บริเวณห้าแยกลาดพร้าว ผ่านแยกรัชโยธิน แยกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปจนถึงบริเวณแยกหลักสี่และเบี่ยงออกด้านขวาเลียบไปตามขอบอุโมงค์ลอดแยกหลักสี่ และเบี่ยงเข้าสู่เกาะกลางดังเดิม ไปจนถึงบริเวณสะพานใหม่หน้าตลาดยิ่งเจริญ โดยเมื่อถึงประมาณกิโลเมตรที่ 25
ของถนนพหลโยธิน

ทั้งนี้แนวเส้นทางจะเบี่ยงไปทางด้านทิศตะวันออก (ด้านเหนือของพื้นที่ประตูกรุงเทพฯ) ข้ามคลองสอง ผ่านบริเวณด้านข้างของสถานีตำรวจภูธรคูคต เข้าสู่บริเวณเกาะกลางของถนนลำลูกกา และสิ้นสุดที่บริเวณคลองสอง (บริเวณสถานีคูคต) ประกอบด้วย 16 สถานี ได้แก่ สถานีห้าแยกลาดพร้าว, สถานีพหลโยธิน 24, สถานีรัชโยธิน, สถานีเสนานิคม, สถานี ม.เกษตรศาสตร์, สถานีกรมป่าไม้, สถานีบางบัว, สถานีกรมทหารราบที่ 11, สถานีวัดพระศรี-มหาธาตุ, สถานีพหลโยธิน 59, สถานีสายหยุด, สถานีสะพานใหม่, สถานี รพ.ภูมิพลอดุลยเดช, สถานีพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ, สถานีแยก คปอ. และสถานีคูคต ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า (Depot) จำนวน 1 แห่ง
และอาคารจอดแล้วจร (Park&amp;amp;Ride) จำนวน 2 แห่ง ได้แก่บริเวณถนนพหลโยธิน กิโลเมตรที่ 25 ที่สามารถจอดรถได้ถึง 1,042 คัน และบริเวณใกล้กับสถานีตำรวจภูธรคูคต ซึ่งสามารถจอดรถได้ประมาณ 713 คัน

สำหรับรูปแบบเป็นโครงสร้างทางวิ่งยกระดับตลอดสายมีแนวเส้นทางต่อขยายจากโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครที่สถานีหมอชิตวิ่งไปตามถนนพหลโยธิน เข้าสู่ถนนลำลูกกาและสิ้นสุดที่บริเวณตำบลคูคต
อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ระยะทางรวม 19 กิโลเมตร มีสถานีรถไฟฟ้าจำนวน 16 สถานี โดยรูปแบบสถานีรถไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้น 1 ระดับดิน เป็นทางขึ้น-ลง 4 แห่ง ชั้น 2 เป็นชั้นออกบัตรโดยสาร และชั้น 3 เป็นชานชาลาสำหรับรับส่งผู้โดยสาร ภายในมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น บันได บันไดเลื่อน ลิฟต์โดยสาร ห้องน้ำ ทางลาดสำหรับผู้พิการ เป็นต้น ซึ่งเป็นไปตามหลักการออกแบบอารยสถาปัตย์ Universal design เพื่อให้ผู้โดยสารทุกกลุ่มเข้าถึงการใช้งาน

นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า 1 แห่ง ตั้งอยู่ที่บริเวณสถานีคูคต และมีอาคารจอดแล้วจรจำนวน 2 แห่งที่บริเวณสถานีแยก คปอ. และสถานีคูคต พร้อมทั้งมีจุดเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆเช่นจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล หรือรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ที่สถานีห้าแยกลาดพร้าวและจุดเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ที่สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ เป็นต้น

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครจะเร่งดำเนินการและประสานความร่วมมือกับ รฟม. ทุกๆด้านต่อไป เพื่อให้สามารถเปิดบริการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต- สะพานใหม่- คูคต ตลอดทั้งโครงการได้โดยเร็ว เพื่อเชื่อมโยง
การเดินทาง รวมทั้งยกระดับคุณภาพการเดินทางและคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51776</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง, ม.เกษตรศาสตร์, รถไฟฟ้าบีทีเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191204/image_big_5de764cc089ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51671</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2019 12:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2019 12:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีเดย์ 4 ธ.ค.นี้นั่งบีทีเอสเพิ่ม 4 สถานียาวถึงม.เกษตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ธ.ค.62-นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส เปิดเผยว่า ในวันที่ 4 ธันวาคม 2562 นี้ บริษัทฯ จะเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต เพิ่มอีก 4 สถานี (จากเดิมที่ให้บริการอยู่แล้ว 44 สถานี) ได้แก่ สถานีพหลโยธิน 24 (N10) สถานีรัชโยธิน (N11) สถานีเสนานิคม (N12) และสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (N13)
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ทั้งนี้จะเป็นการให้บริการโดยยกเว้นค่าโดยสารจนถึงวันที่ 2 มกราคม 2563 จากปัจจุบันที่สายสีเขียวเหนือได้ยกเว้นค่าโดยสารอยู่แล้ว 1 สถานี คือจากสถานีหมอชิตไปสถานีห้าแยกลาดพร้าว &amp;nbsp;รวมถึงยกเว้นค่าโดยสารในสายสีเขียวใต้ช่วง แบริ่ง-สมุทรปราการ อีกจำนวน 9 สถานี รวมให้บริการโดยยกเว้นค่าโดยสาร 14 สถานี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การขยายเส้นทางให้บริการที่ครอบคลุมยาวขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางมากขึ้นในครั้งนี้ &amp;nbsp; บริษัทฯได้มีการจัดรูปแบบการเดินรถให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ใช้บริการ ควบคู่กับการเพิ่มขบวนรถใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง มีการสั่งซื้อขบวนรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจำนวน 46 ขบวน ปัจจุบันมีการทยอยส่งมอบมาแล้วทั้งสิ้น 33 ขบวน โดยจำนวนที่เหลือคาดว่าจะส่งมอบได้ภายในเดือนมีนาคม 2563 ซึ่งทำให้บริษัทฯ จะมีขบวนรถไฟฟ้าขนาด 4 ตู้ ให้บริการผู้โดยสารมากถึง 98 ขบวน หรือรวม 392 ตู้&amp;quot;นายสุรพงษ์ กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า เพื่อรองรับการขยายเส้นทางให้บริการในครั้งนี้ บริษัทฯ จะมีการเพิ่มจำนวนขบวนรถให้บริการมากขึ้นในเส้นทางสายสุขุมวิท โดยจะมีรูปแบบและแบ่งระยะเวลาการให้บริการเป็น
&amp;nbsp;2 ช่วงหลักดังนี้ 1. ช่วงเวลาเร่งด่วนเช้า ตั้งแต่เวลา 07.00 &amp;ndash; 09.00 น. และช่วงเวลาเร่งด่วนเย็น ตั้งแต่เวลา 16.30 &amp;ndash; 20.00 น. ในวันจันทร์-ศุกร์ การให้บริการระหว่างสถานีหมอชิต (N8) ถึงสถานีสำโรง (E15) จะมีความถี่ระหว่างขบวน 2 นาที 40 วินาที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความถี่การให้บริการระหว่างสถานีหมอชิต (N8) และสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (N13) รวมถึงความถี่การให้บริการระหว่างสถานีสำโรง (E15) และสถานีเคหะฯ (E23) จะมีระยะห่างระหว่างขบวน 5 นาที 20 วินาที โดยจะมีขบวนรถวิ่งสลับกันให้บริการ ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถสังเกตจากป้ายด้านหน้า และด้านข้างขบวนรถ เสียงประกาศบนชั้นชานชาลา ในขบวนรถ และจอประกาศบนสถานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ช่วงนอกเวลาเร่งด่วนในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00 &amp;ndash; 16.30 น. และเวลา 20.00 &amp;ndash; 24.00 น.วันเสาร์และวันอาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ รถทุกขบวนจะวิ่งตั้งแต่สถานีเคหะฯ ถึงสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ &amp;nbsp;โดยจะมีความถี่ระหว่าง 6 นาที ถึง 6 นาที 30 วินาที &amp;nbsp;และ 8 นาที หลังเวลา 22.00 น.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;ส่วนการเดินรถไฟฟ้าสายสีลมนั้น รูปแบบและความถี่ในการเดินรถยังคงเหมือนเดิม โดยช่วงเวลาเร่งด่วนเช้าและเย็น จะมีความถี่ของการเดินรถ 3 นาที 45 วินาที ส่วนนอกช่วงเวลาเร่งด่วน รวมถึงเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ความถี่การเดินรถจะอยู่ระหว่าง 6 ถึง 8 นาที&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51671</URL_LINK>
                <HASHTAG>BTS, ม.เกษตรศาสตร์, ฺบีทีเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191203/image_big_5de5f1ecda590.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41564</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2019 08:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2019 08:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยิ่งกว่าเทพ!&#039;ชัชชาติ&#039;หลบไป&#039;ธนาธร&#039;แข็งแกร่งในปฐพีกว่า ปลดปล่อยพลังวิ่งข้ามคืน 120 กม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค.62- เพจ &amp;nbsp;Running Insider เผยงานอัลตร้ามาราธอนที่ต้องวิ่งในลู่วิ่ง 400 เมตร ให้ครบ 24 ชม. เป็นครั้งแรกที่จัดในไทย ใช้สนามกีฬา ม.เกษตร (บางเขน) ว่าเป็นการวิ่งที่ทดสอบความทนทรหด ความอดทนอดกลั้นของร่างกายและจิตใจนักวิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งวน อาการง่วงนอน อากาศที่ร้อนแดดเผา รวมถึงเรื่องน้ำและอาหารให้มีเรี่ยวแรงวิ่งได้เป็นปรกติ ในสถานการณ์ที่ไม่ปรกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานนี้มีนักวิ่งลงวิ่งสู่โลกลึกลับ 38 คน มีชาวญี่ปุ่นหลายท่านรวมอยู่ในนั้นด้วย รวมถึงพี่ๆ นักวิ่งอัลตร้าในเมืองไทยที่บอกชื่อไปก็น้อยจะรู้จัก เป็นสายแปลกที่มีความกระตือรือล้นสนใจวิ่ง 100 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พี่เอก - ธนาธร นับเป็นนักวิ่งสายอัลตร้า แกมาลงวิ่งงานนี้ออกสตาร์ทตอน 4 โมงเย็นเมื่อวานนี้ ก็อยู่วิ่งทั้งคืน วิ่งวนในสนามไปเรื่อยๆ มีเพื่อนๆ นักวิ่งที่คุ้นเคยจาก true south แวะเวียนมาวิ่ง มาเป็นหัวลาก วิ่งไป ชวนคุยไป ให้บทสนทนาช่วยละลายความเบื่อของระยะ 400 เมตร เพซก็ไม่ได้เร็ว แต่ต้องยืนระยะวิ่งวนไป 1 รอบ 400 เมตร นึกง่ายๆ วิ่งไป 40 รอบ (เพิ่ง) จะได้ 16 กิโลเมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พี่เอกวิ่งถึงเช้าอีกวัน จากนั้นแกขอตัวไปประชุมนัดสำคัญ ผมไม่ทราบรายละเอียดดีนัก น้องทีมงานในเรซเล่าให้ฟัง ว่าเดี๋ยวพี่เอก ประชุมเลิกเที่ยงๆ จะกลับมา จริงๆ ถ้าไม่กลับมา ก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไร เพราะวิ่งจาก 4 โมงเย็น จนถึงตี 4 นั่นก็ 12 ชั่วโมงแล้ว วิ่งไปจนถึง 8 โมงเช้า นับดูก็มี 16 ชั่วโมง ก็ไม่น้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทว่า นักวิ่งร่างสูงผมสั้น ก็กลับมาจริงๆ แกมาวิ่งต่อ แหงล่ะ คงเสียดายระยะที่บดไว้มาทั้งคืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ช่วงที่คุณเอก ธนาธร กลับมา บอกได้เลยว่า นี่คือ ฟินาเล่ ช่วงยากและทรมานไข้มากที่สุด เพราะผ่านการอดนอน แต่ต้องวิ่งออกแรง ส่วนใหญ่มักอ่อนเพลีย มีตัวรุมๆ แล้วต้องเจอพระอาทิตย์ตรงหัว แดดร้อนราวๆ 41- 45&amp;#39;C แค่ยืนในร่ม ยังร้อนอบอ้าวแดดวันนี้ฟ้าเปิดอีก คล้ายไปยืนริมทะเล รับลมอ้าวๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมรายงานตอนนั้น แกกลับมาวิ่งครั้งที่ 2 ได้รวม 109Km ใน 22 ชม.เศษ ภาพที่เห็นนักกีฬาในสนาม ขอพักยุติกันไปเพราะแต่ละคนมีเป้าหมายส่วนตัว และรอยปริแตกของขีดความจำกัดร่างกาย คงเหลือ 19 คนในสนาม ที่จะขอวิ่งผ่าแดด เคลื่อนร่างกายให้ถึง 4 โมงเย็น เพื่อจบเรซ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป้าพี่เอก คือ 300 รอบสนาม หรือ 120Km พูดง่ายๆ ว่า มัน คือ วาระสำคัญของวันนี้ แต่การประชุมก็สำคัญ พอประชุมเสร็จ สัญญาว่ามาต้องมา กลับวิ่งต่อแบบที่ใส่ชุดนักกีฬาง่ายๆ ผ้าร่ม เสื้อทีมวิสกี้ไตรกีฬา ให้ราดน้ำบนตัวได้เพื่อลดความร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แกจำเป็นต้องใส่รองเท้าแตะเพราะเท้ามันขยายจากการวิ่งจ้ำบนลู่วิ่งมาสิบกว่าชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จาก 109Km ก็ต้องเก็บอีก 11Km หรืออีก 27-28 รอบสนาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีเพื่อนๆ น้องๆ ชวนกันลาก ผลัดกันคนละรอบสองรอบ ตอนนั้นมันสนุกและบ้าบอเป็นธรรมชาติดี พวกเราไม่มีหัวโขนอะไร มีแต่ความสุขจากการวิ่ง&amp;nbsp;
โลกอัลตร้ามาราธอนเป็นกิจกรรมที่อนุญาตให้ทำแบบนั้นได้ ไม่รู้ทำไม ...
หรืออาจเพราะพวกเรากำลังเป็นซอมบี้ ที่งัวเงียและอ่อนแรง&amp;nbsp;
ในขณะเดียวกัน ฉากชีวิตภายนอก ทั้งร้อนแบบเห็นแดดเป็นตัว&amp;nbsp;
เห็นเป็นเรือนกระจกวูบวาบ เหมือนตอนคุณเติมน้ำมันในแก๊สสเตชั่น&amp;nbsp;
เพราะก็วิ่งกันไป วิ่งๆ สลับเดิน ผ่านมา 1 รอบ เอาน้ำราดตัว&amp;nbsp;
มีทั้งอารมณ์ที่นิ่งๆ ไม่อยากรู้สึกอะไร และเฮฮา ขบขัน มันนิยามไม่ถูกจริงๆ เท่าที่อยู่ดูใน 2 ชม. สุดท้าย ที่เดือดแดดที่สุดของวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 นาทีสุดท้ายของเรซวันนี้ เป็นความลุ้นว่า พี่เอกจะปิดจ๊อบ ได้ครบ 300 รอบไหม ? 297 ,298 , 299 , เวลาเหลือน้อย แรงก็เหลือน้อย มันเหมือนยาสีฟันที่ถูกรีดจนหมดหลอด รีดจนบางเฉียบแล้ว กับแต่ละก้าวที่ก้าวออกไป ถึงวิ่งเร็วสักหน่อยก็รู้ว่า พอถึงอีก 50-70 เมตร ก็ต้องผ่อนลง เพราะร่างกายมันอาจไม่ใช่ของเราแล้วในตอนนั้น แต่ถ้าวิ่งได้ 298 , 299 รอบ แล้วเวลาดันหมด ทำไม่ได้ว่ะ มันคงคาใจไปอีกนาน&amp;nbsp;
นักวิ่งด้วยกันรู้ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทความนี้ ไม่เล่านาน เพราะมันถูกเฉลยจากผมไปแล้ว ว่าสุดท้ายก็ได้&amp;nbsp;
พี่เอก ก็คือ พี่เอก มีคนพูดประโยคนี้ สักคนที่วิ่งไปด้วยกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่อยากบอก คือ&amp;nbsp;
สมรภูมิอัลตร้ามาราธอน 100 % เป็นหนทางในการเอาชนะตัวเอง นักกีฬาทุกคนย่อมพบความสุขบนความเจ็บปวด พบโลกส่วนตัวใบใหม่ dig it deep ทั้งเดือดดาลและเงียบงันภายในตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่สุดแล้ว ระหว่างทาง คือ พาลพบกับมิตรภาพ มันบอกไม่ถูกหรอกคุณว่า
หลัง กม.100 ไปแล้ว เราจะเหลือเรื่องอะไรคุยกันอีกหรา แต่มันมี !&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายในตัวนักวิ่งระยะไกล Long Distance Runner เป็นดินแดนที่น่าค้นหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายเรื่องราวเหล่านี้ วันหนึ่งมันจะตกตะกอนเป็นประสบการณ์
เป็นความทรงจำ นานวันเข้ามันจะกลายเป็นเรื่องราวที่มีคุณค่า คุณไม่ต้องรักษา เพราะมันซึมลึก ไม่มีใครเอาออกจากตัวเราไปได้ มันไม่สูญหาย&amp;nbsp;
เจอได้แค่คิดถึงความร้อนของเปลวแดดวันและสายลมที่พัดมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ทั้งหมดมันก็ก้าวข้ามความคิด Insane บ้าๆ&amp;nbsp;
กรอกใบสมัครและเตรียมใจ เตรียมร่างกาย เพื่อมาจองจำวิ่งวน บนลู่วิ่ง 400 เมตร ตลอด 24 ชั่วโมงนี้ไปก่อนครับ เพื่อจะได้เจอกับอิสระภาพตอนทุกอย่างลุล่วงไปแล้ว
เช่น รอบที่ 300 ของคุณเอก ธนาธร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนเขียนถึงบรรทัดนี้ที่ลุล่วง
ผมก็ใช้โควต้า ความอัลตร้าของร่างกายใน 24 ชั่วโมงของวันกับคืนนี้ไปล่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้แต่บอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปว่า &amp;nbsp;&amp;quot;สนุกนะ ลึกลับดีนะ &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจอกันงานหน้านะทุกคน&amp;nbsp;
อัลตร้ามาราธอนโลกที่ไม่มีหัวโขน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41564</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาธร จึงรุงเรืองกิจ, ม.เกษตรศาสตร์, วิ่งข้ามคืน, วิ่งมาราธอน, อัลตร้ามาราธอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190722/image_big_5d350b62cffae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
