<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2019 10:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2019 10:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “ธพว.” ตั้งแท่นปล่อยกู้ปี 62 อีก 5.7 หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มี.ค. 2562 นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า ในปี 2562 ธนาคารตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อไว้ที่ 5.72 หมื่นล้านบาท แยกเป็นการปล่อยสินเชื่อผ่านสาขา 3.5 หมื่นล้านบาท ที่เหลืออีก 2.2 หมื่นล้านบาทจะเป็นการปล่อยสินเชื่อผ่านโครงการรถม้าเติมทุน วงเงิน 2.22 หมื่นล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีรถม้าเติมทุน 600 คัน ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 1 พันคันในต้นปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เฉลี่ยรถม้าเติมทุน 1 คันจะมีพนักงานสินเชื่อ 2 คน โดยได้ตั้งเป้าหมายให้ปล่อยกู้ได้คนละ 4ล้านบาทต่อเดือน รวม 1 คันจะปล่อยกู้ได้ 8 ล้านบาทต่อเดือน และประเมินว่ารถม้าเติมทุนจะเข้าถึง 7.25 พันตำบลทั่วไทยในปีหน้า เน้นปล่อยกู้เอสเอ็มอีรายเล็กไม่เกิน 7 แสนบาทต่อราย โดยผลดำเนินงานของรถม้าเติมทุนช่วงเดือน ส.ค. - ธ.ค. 2561 สามารถปล่อยสินเชื่อได้รวมกันกว่า 4 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้ธนาคารไม่มีแผนจะเพิ่มสาขา จากปัจจุบันที่มีอยู่ 95 สาขาทั่วประเทศ แต่จะใช้วิธีให้รถม้าเติมทุนวิ่งไปยังตำบลต่าง ๆ และไปจอดให้บริการตามปั้มน้ำมันชุมชน ปั้มน้ำมันของ ปตท. แทน&amp;rdquo; นายมงคล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธนาคารมีแผนยกระดับเป็น ดิจิทัลแบงก์กิ้ง โดยการขยายช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยการให้ยื่นคำปรึกษาและยื่นขอสินเชื่อผ่านแอพพลิเคชั่น SME D BANK ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมชู 3 D ได้แก่ 1.D-Development = ช่วยพัฒนาธุรกิจด้วยความรู้คู่เงินทุน 2.D-Digital = บริการทันสมัยรวดเร็วเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม SME D Bank ยื่นขอสินเชื่อ และหาความรู้ ผ่านออนไลน์ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ 24x7 (24 ชั่วโมง ตลอด 7 วัน) และ 3.D-Delivery = บริการถึงถิ่นทั่วไทย ผ่านหน่วยรถม้าเติมทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล ยังกล่าวสรุปถึงผลการดำเนินงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ &amp;nbsp;ซึ่งจะครบวาระในวันที่ 8 มี.ค. 2562 ว่า ในช่วงกลางปี 2557 ก่อนเข้ารับตำแหน่งดังกล่าว ธพว.หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) กว่า 3.7 หมื่นล้านบาท หรือ 40% ของสินเชื่อรวม ทำให้ ธพว.เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ จากความร่วมมือของทุกฝ่ายทำให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) มีมติให้ ธพว. เป็นหน่วยงานแรกที่ออกจากแผนฟื้นฟูสำเร็จวันที่ 19 ม.ค. 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2558 ถึง ม.ค.2562 ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อได้กว่า 5.2 หมื่นราย วงเงินกว่า 1.44 แสนล้านบาท ก่อให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 7.2 แสนล้านบาท และมีเอ็นพีแอลจากสินเชื่อใหม่เพียง 3.6% ส่วนยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 2561 อยู่ที่1.76 หมื่นราย วงเงิน 3.67 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนแก้หนี้เอ็นพีแอลที่เกิดก่อนปี 2558 ที่มีอยู่ในปัจจุบัน 1.4 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 14 % ของยอดสินเชื่อรวม ทางคณะกรรมการธนาคารเห็นชอบให้ขายเอ็นพีแอลในปีนี้ วงเงิน 8 พันล้านบาท แยกเป็นประกาศขาย 3 พันล้านบาทภายในไตรมาส 1/2562 และประกาศขายเพิ่้มอีก 5 พันล้านบาทก่อนสิ้นปีนี้ หากขายได้หมดจะทำให้เอ็นพีแอลเหลือ 6 พันล้านบาท ส่งผลให้ภายในสิ้นปีนี้เอ็นพีแอลของ ธพว. จะอยู่ในระดับต่ำกว่า 10%&amp;nbsp;
นอกจากนี้คณะกรรมการธนาคารได้เสนอขอเงินเพิ่มทุน 8 พันล้านบาท คาดว่าจะได้รับเงินก้อนแรก 4 พันล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้และอีก 4 พันล้านบาทในต้นปีหน้า เพื่อขยายเงินกองทุนให้มากพอรองรับการปล่อยสินเชื่อใหม่ จากปัจจุบันมีเงินกองทุนอยู่แล้วราว 2 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ดี นายมงคล ยังกล่าวแนะถึงเอสเอ็มอีที่ยอดขายไม่ดีเกิดจาก 3 เรื่องได้แก่ 1.ไม่อยากเข้าระบบ ซึ่งการไม่เข้าระบบทำให้เสียโอกาสในการพัฒนา ยกระดับเทคโนโลยีเข้าสู่ภาคธุรกิจ 2. ไม่ปรับรูปแบบการค้าขายให้สอดรับกับพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ปัจจุบันคนนิยมสั่งอาหารทางไลน์แมนมากขึ้น ร้านอาหารต้องปรับตัวทางการตลาดไม่รอแต่คนมากินที่ร้านเดียว และ 3. การเงิน ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องเอกสาร หลักฐานเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าถึงแหล่งทุน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30805</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.), มงคล ลีลาธรรม, เป้าสินเชื่อ, เอสเอ็มอีแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180310/image_big_5aa32ea3ed2cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29862</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2019 08:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2019 08:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธพว.จ่อโละขายหนี้เน่า 8,000 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.พ. 2562 นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ( ธพว. ) เปิดเผยว่า&amp;nbsp; ในปี 2562 ธนาคารตั้งเป้าหมายบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.44 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 14% ของยอดสินเชื่อรวม ให้ลดลงเหลือที่ระดับต่ำกว่า 10%&amp;nbsp; ภายในสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารเมื่อวันที่ 20 ก.พ. มีมติเห็นชอบให้ธนาคารนำหนี้เอ็นพีแอลที่เกิดก่อนปี 2558 จำนวน 3,000 ล้านบาทออกมาขายให้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ เอเอ็มซี ที่สนใจในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งภาพรวมหนี้

เอ็นพีแอลของธนาคารในปัจจุบันมี 1.44 หมื่นล้านบาท แยกเป็นหนี้ที่เกิดก่อนปี 2558 จำนวน 1.4 หมื่นล้านบาท และหนี้ที่เกิดจากสินเชื่อปล่อยใหม่ 1.4 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มีเอ็นพีแอล 4,000 ล้านบาท

สำหรับหนี้เอ็นพีแอลที่เกิดก่อนปี 2558 แบ่งเป็นรายใหญ่ 8,000 ล้านบาท รายเล็ก 6,000 ล้านบาท ในลูกหนี้รายใหญ่ 8,000 ล้านบาท มีลูกหนี้คิดเป็นวงเงินราว 2,000 ล้านบาท ที่อยู่กระบวนการประกาศขายของกรมบังคับคดีแล้ว ส่วนลูกหนี้ที่เหลืออีก 6,000 ล้านบาท จะเอามาขายในเดือนมีนาคมและช่วงหลังจากนี้ เนื่องจากลูกหนี้กลุ่มนี้ถือว่าเป็นลูกหนี้สินเชื่ออยู่ในระบบมานาน ผ่านการปรับโครงสร้างนี้มาหลายรอบ รวมระยะเวลาเกิน 15 ปี ถือเป็นไปตามเกณฑ์ที่ต้องนำออกมาขาย ซึ่งพบว่าลูกหนี้หลายรายไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ บางกิจการหยุดไปแล้ว แต่หลักประกันยังมีอยู่จึงตัดสินใจเปิดขายให้บริษัทบริหารสินทรัพย์

&amp;quot; ในครั้งนี้จะนำลูกหนี้รายใหญ่ที่เกิดก่อนปี 2558 จำนวน 6,000 ล้านบาท และรายเล็กอีกออกมาขายในปี 2562 ซึ่งจะมีการเปิดจำหน่ายเอ็นพีแอลอีกหลายครั้ง มีเป้าหมายรวมคือ 8,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ลดหนี้เอ็นพีแอลได้เหลือที่ระดับต่ำกว่า 10 % ให้ได้ &amp;quot;นายมงคลกล่าว

สำหรับผลดำเนินงานนับตั้งแต่ปี 2558 - 2561 พบว่าเอ็นพีแอลของลูกหนี้ที่ปล่อยใหม่ อยู่ที่ระดับต่ำเพียงแค่ 4.11%&amp;nbsp; ทั้งนี้ภาพรวมการปล่อยสินเชื่อที่ธนาคารได้รับมอบนโยบายมาคือการปล่อยสินเชื่อให้รายย่อยมีวงเงินปล่อยกู้ไม่เกิน 15 ล้านบาทต่อราย ซึ่งค่าเฉลี่ยการปล่อยสินเชื่อในช่วงปี 2561 ลดลงเหลือ 1.72 ล้านบาทต่อราย สะท้อนว่าธนาคารต้องการช่วยเหลือคนตัวเล็ก ซึ่งถือว่าลดลงมากเทียบจากปี 2552 - 2557 ที่มีวงเงินปล่อยกู่ต่อรายไม่เกิน 500 ล้านบาท และมีค่าเฉลี่ยปล่อยกู้ที่ 3.04 ล้านบาทต่อราย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29862</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธพว., มงคล ลีลาธรรม, หนี้เสีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180310/image_big_5aa32ea3ed2cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2019 10:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2019 10:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธพว. เตรียมปล่อยกู้โชห่วย-แม่ค้าสวนจตุจักร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 ก.พ. 2562 นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า ในปี 2562 ธนาคารตั้งเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งสิ้น 5.2 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็น การปล่อยสินเชื่อสำหรับช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วไป วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นการดำเนินงานตามแผนปกติของธนาคารในทุกปี ส่วนวงเงินอีก 2.2 หมื่นล้านบาทนั้น จะเป็นการปล่อยสินเชื่อสำหรับช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลพบว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการรายเล็กในหลายกลุ่มธุรกิจที่ยังมีความต้องการใช้เงินทุนเพื่อต่อยอดการทำธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการขนาดเล็กส่วนใหญ่ ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการเข้าถึงสินเชื่อที่ถูกต้อง โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชุมชน หรือกลุ่มที่ไม่ได้วมีการจดทะเบียนเข้าระบบอย่างถูกต้อง เพราะมีความกังวลหลายอย่าง โดยเบื้องต้นธนาคารจะใช้เครื่องมือ &amp;ldquo;รถม้าเติมทุน&amp;rdquo; เข้าไปหาเพื่อให้ความรู้ และสร้างความเข้าใจในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบอย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในเร็ว ๆ นี้ ธนาคารเตรียมเปิดตัวโครงการสินเชื่อฮัก...โชห่วย เพื่อเป็นเงินทุน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ สำหรับการต่อยอดและพัฒนาธุรกิจให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์มากขึ้น โดยเบื้องต้นจะปล่อยสินเชื่อที่ 7 แสนบาทต่อราย นอกจากนี้ ธนาคารยังมีแผนในการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ค้าที่อยู่ในพื้นที่ตลาดนัดสวนจตุจักร เฉลี่ยรายละไม่เกิน 2 แสนบาท ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1.1 หมื่นราย เพื่อยกระดับเป็นการค้าขายแบบอี-คอมเมิร์ซ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่คิดจะอยู่ในระดับต่ำ เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับผู้ประกอบการ โดยหากผู้กู้มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จะคิดอัตราดอกเบี้ย 1 ล้านบาทแรก ในปีแรกที่ 1% ต่อปี หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 0.08% ต่อเดือน ส่วนวงเงินกู้ตั้งแต่ 2-6 ล้านบาท จะคิดอัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 0.25% ต่อเดือน และหากขอกู้แบบบุคคลธรรมดา จะคิดอัตรา 1% ต่อปี หรือ 0.425% ต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ค้าในพื้นที่ตลาดนัดสวนจตุจักรกว่า 60% มีความเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในหลายกลุ่มสินค้า และหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น สินค้าชุมชน ซึ่งการปล่อยสินเชื่อในส่วนนี้จะช่วยต่อยอดธุรกิจได้หลายส่วน แต่คงต้องมีการเข้าหาพูดคุยในพื้นที่ก่อน เพราะเท่าที่มีการเก็บข้อมูล พบว่า มีผู้ค้าประมาณ 45% ในพื้นที่ ยังไม่เคยลงทะเบียนเป็นผู้ประกอบการในระบบอย่างถูกต้อง แต่มีการค้าขายตรงนี้มาเป็น 10-20 ปีแล้ว ก็ต้องไปพูดคุย แนะนำให้ทำให้ถูกต้อง โดยแผนการปล่อยสินเชื่อในส่วนนี้จะอยู่ภายใต้วงเงิน 2.2 หมื่นล้านบาทที่เตรียมไว้ ซึ่งนอกจากนี้ยังมีแผนการปล่อยสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบอาชีพวินมอเตอร์ไซด์ ที่เตรียมจะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ด้วย&amp;rdquo; นายมงคล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล กล่าวอีกว่า ธนาคารได้ทำหนังสือถึงกระทรวงการคลัง เพื่อขอเพิ่มทุน วงเงิน 8 พันล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาในรายละเอียด โดยจะใช้เงินของกองทุนแบงก์รัฐดำเนินการ พร้อมทั้งภายในเดือน เม.ย.- พ.ค. นี้ ธนาคารยังมีแผนที่จะออกหุ้นกู้ วงเงิน 2.1 หมื่นล้านบาท โดยหลักการทั้งหมดผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา วงเงินที่ได้ดังกล่าวเพื่อนำมาเสริมความแข็งแกร่งในการปล่อยกู้เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28805</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธพว., ปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งสิ้น 5.2 หมื่นล้านบาท, มงคล ลีลาธรรม, สินเชื่อฮัก...โชห่วย, เอสเอ็มอีแบงก์, แม่ค้าสวนจตุจักร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180310/image_big_5aa32ea3ed2cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25814</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2019 15:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2019 15:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ธพว. สั่งพักชำระหนี้6 เดือนอุ้มเอสเอ็มอีอ่วมจากพายุปาบึก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ม.ค.2562 นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า ตามที่หลายจังหวัดของพื้นที่ภาคใต้อาจได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน &amp;ldquo;ปาบึก&amp;rdquo; ซึ่งจะมีผลให้เกิดอุทกภัย ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจในภาคใต้ได้รับความเสียหาย และประสบปัญหาทางตรงและทางอ้อมด้านการประกอบอาชีพ&amp;nbsp; ซึ่งธนาคารได้ออก 2 มาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือลูกค้าธนาคารที่จะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในครั้งนี้&amp;nbsp; ได้แก่ 1.มาตรการพักชำระหนี้ สำหรับเงินกู้ยืมแบบมีระยะเวลา (Term loan) พักชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน ส่วนสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note : P/N) ออกมาตรการช่วยเหลือพักชำระดอกเบี้ยเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน

และ 2.มาตรการ วงเงินสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูกิจการ&amp;nbsp; เพื่อให้ลูกค้าธนาคารที่ได้รับความเสียหาย มีเงินทุน นำไปฟื้นฟูและหมุนเวียนในกิจการ ซึ่งมีระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 5 ปี&amp;nbsp; ปลอดชำระคืนเงินต้น (Grace Period) ไม่เกิน 1 ปี คิดอัตราดอกเบี้ย 0.415% ต่อเดือน ตลอดอายุสัญญา วงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อราย ดังนี้&amp;nbsp; 1.ลูกหนี้ที่มีวงเงินอนุมัติรวมไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้วงเงินกู้ไม่เกิน 5 แสนบาท 2.ลูกหนี้ที่มีวงเงินอนุมัติรวมมากกว่า 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท&amp;nbsp; และ3.ลูกหนี้ที่มีวงเงินอนุมัติมากกว่า 5 ล้านบาท ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท ทั้งนี้รวมวงเงินเดิมแล้วไม่เกิน 15 ล้านบาท ส่วนหลักประกันให้พิจารณาหลักประกันเดิมก่อน และสามารถใช้หลักประกัน บสย. ค้ำประกัน เฉพาะมาตรการที่เพิ่มไม่เกิน 2 ล้านบาท

นอกจากนั้น สำหรับเอสเอ็มอีที่ต้องการเงินทุนเพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจหลังภัยพิบัติผ่านไปแล้ว ธนาคารได้เตรียมสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษไว้รองรับ&amp;nbsp; สำหรับใช้ลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ และหมุนเวียน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน (Local Economy Loan)&amp;nbsp; ครอบคลุมสนับสนุนกลุ่มเกษตรแปรรูป ธุรกิจท่องเที่ยว/ท่องเที่ยวชุมชน ผู้ประกอบการใหม่ มีนวัตกรรม&amp;nbsp; กลุ่มค้าส่งค้าปลีก ร้านโชห่วย ร้านค้าชุมชน&amp;nbsp; ร้านธงฟ้า&amp;nbsp; ผู้ประกอบการค้าสินค้าเกษตร และผู้ประกอบอาชีพอิสระ เป็นต้น คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ บุคคลธรรมดาปีที่ 1-3&amp;nbsp; เพียง 0.42% ต่อเดือน และนิติบุคคล&amp;nbsp; จะมีอัตราดอกเบี้ยถูกลงไปอีก ปีที่ 1-3 เพียง 0.25% ต่อเดือน


นายมงคล กล่าวอีกว่า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ธนาคารพร้อมให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม &amp;lsquo;SME D Bank&amp;rsquo; แอปพลิเคชัน&amp;nbsp; สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ทุกเวลา ทุกสถานที่&amp;nbsp; ภายใต้รหัส 24x7 หมายถึง ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้ง 7 วัน&amp;nbsp; ทำงานควบคู่กับหน่วยบริการเคลื่อนที่รถม้าเติมทุน ส่งเสริม SMEsไทย ฉับไว ไปถึงถิ่น&amp;nbsp; เมื่อผู้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อผ่านออนไลน์ จากนั้นภายใน 3 วัน เจ้าหน้าที่ธนาคารติดต่อกลับ&amp;nbsp; เพื่อนัดหมายให้หน่วยรถม้าเติมทุนฯ&amp;nbsp; เข้าไปพบ เพื่อขอดูข้อมูลเชิงประจักษ์การดำเนินธุรกิจจริง สามารถรู้ผลการพิจารณาสินเชื่อได้ใน 7 วัน ขณะเดียวกัน พนักงานของธนาคาร ทำงานภายใต้รหัส 8-8-7 หมายถึง 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม (8:00-20:00 น.) ตลอด 7 วัน อีกทั้ง ได้เปิด &amp;ldquo;ศูนย์บริหารรถม้าเติมทุน&amp;rdquo; (Operation Center) ที่ชั้น 11 สำนักงานใหญ่ SME Development Bank ทำหน้าที่ติดตามการทำงานของหน่วยรถม้าเติมทุนฯ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามเป้าหมายที่วางไว้

&amp;ldquo;ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ธนาคารจากส่วนกลาง และเจ้าหน้าที่สาขาในพื้นที่เข้าเยี่ยมเยือนและสำรวจความเสียหายเพื่อช่วยเหลือได้ทันท่วงที และเปิด Call Center หมายเลข 1357&amp;nbsp; ไว้คอยรับแจ้งขอความช่วยเหลือ&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในครั้งนี้ มั่นใจได้ว่าจะได้รับความช่วยเหลือและดูแลจาก ธพว. อย่างใกล้ชิด ทั่วถึง และทันท่วงที&amp;rdquo; นายมงคล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25814</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยผู้ประสบภัยพายุปาบึก, ธพว., พักชำระหนี้, มงคล ลีลาธรรม, เอสเอ็มอีแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180310/image_big_5aa32ea3ed2cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16117</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2018 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2018 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธพว. อ้อนบอร์ดเคาะขายทอดตลาดสินทรัพย์ลูกหนี้รายใหญ่หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธพว. เตรียมอ้อนบอร์ดพิจารณาขายทอดตลาดสินทรัพย์ลูกหนี้รายใหญ่ 1 หมื่นล้านบาท พร้อมลุยฟ้องล้มละลายต่อ หวังอุ้มสถานะหนี้ลดลงต่ำกว่า 10% พร้อมประกาศคงอัตราดอกเบี้ยยาวถึงสิ้นปี เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินเอสเอ็มอี เล็งปี 2562 ออกบอนด์อีก 2 หมื่นล้านบาท ระยะเวลา 7 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า จะมีการเสนอให้คณะกรรมการธนาคาร (บอร์ด) พิจารณาเรื่องการนำสินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันของลูกหนี้ วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น ลูกหนี้รายใหญ่ 160 ราย วงเงิน 6 พันล้านบาท และที่เหลือเป็นลูกหนี้ขนาดเล็กออกขายทอดตลอด เนื่องจากลูกหนี้กลุ่มดังกล่าวไม่ได้มีการประกอบธุรกิจ หรือบางรายไม่ให้ความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้ โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการขายสินทรัพย์ดังกล่าวได้ภายในสิ้นปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันที่เตรียมเอาออกขายทอดตลาดส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนปี 2558 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้รายใหญ่ ซึ่งเชื่อว่าหากขายตามราคาตลาด ธนาคารก็มีโอกาสที่จะได้กำไรกลับมาด้วย ส่วนหนี้ที่เกิดหลังช่วงเวลาดังกล่าวเป็นลูกหนี้รายย่อย ซึ่งธนาคารยังให้โอกาสในการปรับโครงสร้างหนี้อยู่ โดยหลังจากการขายทอดตลาดเรียบร้อยแล้ว จะมีลูกหนี้บางส่วนที่ต้องดำเนินการฟ้องล้มละลายด้วย&amp;rdquo; นายมงคล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล กล่าวอีกว่า เบื้องต้นประเมินว่าหลังจากขายสินทรัพย์ดังกล่าวแล้ว จะทำให้ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารลดลงมาอยู่ที่ระดับ 9.99% จากปัจจุบันอยู่ที่ 16% และจะทำให้อัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ของธนาคารดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารมีความสามารถในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธพว. ยืนยันว่าจนถึงสิ้นปี 2561 จะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อย่างแน่นอน รวมถึงในปีหน้าธนาคารจะพยายามตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ออกไปให้นานที่สุด เพื่อเป็นการดูแลภาระต้นทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสามารถแข่งขันได้ และธนาคารไม่ได้แสดวงหาผลกำไรจากการดำเนินการในส่วนดังกล่าวด้วย โดยในปี 2562 ธนาคารมีแผนจะออกพันธบัตรเพิ่มเติม วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ระยะเวลา 7 ปี ซึ่งจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยไม่ให้เกิดภาระต้นทุนกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาจดทะเบียนในระบบ เพื่อเข้าถึงสินเชื่อที่มีต้นทุนต่ำได้มากขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประเมินว่าหากสามารถระดมทุนได้ 1 หมื่นล้านบาท ธพว. ก็จะสามารถคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้อย่างน้อย 1 ไตรมาส ซึ่งแนวทางดังกล่าวเพื่อเป็นการช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้เข้าถึงสินเชื่อที่มีต้นทุนต่ำ เพื่อต่อยอดการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจากแผนการดำเนินงานทั้งหมดทำให้เชื่อว่าในปีนี้ ธนาคารจะมีกำไรไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ที่ระดับ 2 พันล้านบาท&amp;rdquo; นายมงคล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16117</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายสินทรัพย์, ธพว., มงคล ลีลาธรรม, ลูกหนี้รายใหญ่, อัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง, เอ็นพีแอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180310/image_big_5aa32ea3ed2cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14969</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2018 15:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2018 15:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “หอการค้าไทย” ปลื้มดัชนีธุรกิจเอสเอ็มอีฟื้นตัว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หอการค้าไทย&amp;rdquo; ปลื้มดัชนีสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอีไตรมาส 2/2561 ปรับเพิ่มขึ้น 0.5 จุด สะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจน แนะผู้ประกอบการเฝ้าระวังสถานการณ์เงินบาทยังผันผวน พ่วงปัญหาสงครามการค้ายืดเยื้อ ราคาสินค้าเกษตรทรุดกระทบกำลังซื้อไม่ฟื้นตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอีไตรมาส 2/2561 อยู่ที่ 43.3 &amp;nbsp;ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา แสดงให้เห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน เพราะเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3/2560 และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3/2561 ไปอยู่ที่ระดับ 43.6&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อลองเปรียบเทียบดัชนีสถานการณ์ธุรกิจในกลุ่มที่เป็นลูกค้าและกลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ จะพบว่า ในกลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าของ ธพว. สถานการณ์ธุรกิจปรับตัวลดลงเกือบทุกหัวข้อของการสำรวจ ไม่ว่าจะเป็นสภาพคล่อง สต๊อกวัตถุดิบ หนี้สินรวม กำไรสุทธิ กำไรสะสม โดยดัชนีสถานการณ์ธุรกิจปรับลดลง 0.6 จากระดับ 39.4 มาอยู่ที่ระดับ 38.8 สวนทางกับกลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว. &amp;nbsp;ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจเพิ่มขึ้น 1.9 จากระดับ 46.4 มาอยู่ที่ระดับ 48.3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ ไตรมาสที่ 2/2561 อยู่ที่ระดับ 50.2 ปรับตัวลดลงมา 0.1 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา &amp;nbsp;โดยพบข้อมูลที่น่าสนใจคือ เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มที่เป็นลูกค้า &amp;nbsp;ธพว. กับกลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้า &amp;nbsp;ธพว. &amp;nbsp;พบข้อแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้า ธพว. ดัชนีลดลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับ 44.9 ในไตรมาส 1/2561 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 44.3 ในไตรมาสที่ 2/2561 ขณะที่กลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว. ปรับเพิ่มขึ้น 0.6 จากระดับ 56.2 ในไตรมาสที่ 1/2561 ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.8 ในไตรมาสที่ 2/2561 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจ ไตรมาสที่ 2/2561 อยู่ที่ระดับ 52.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 3/2561 ไปอยู่ที่ระดับ 52.3 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันถึง 3 ไตรมาส &amp;nbsp;สะท้อนว่าผู้ประกอบการมีการยกระดับการทำธุรกิจเพื่อสร้างความยั่งยืนได้ดีขึ้น โดยกลุ่มที่ไม่เป็นลูกค้า ธพว. ปรับขึ้น 1.1 จากไตรมาสก่อน ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 46.0 ส่วนกลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว. ปรับขึ้น 0.2 จากไตรมาสก่อน ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 58.7&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จาก 3 ดัชนีข้างต้น นำมาสู่ ดัชนีความสามารถในการแข่งขันไตรมาสที่ 2/2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 48.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา &amp;nbsp;โดยเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับจากไตรมาส 3/2560 เป็นต้นมา และคาดว่าในไตรมาสที่3/2561 จะเพิ่มขึ้นอีกไปอยู่ที่ระดับ 48.7 &amp;nbsp;และเมื่อแยกกลุ่มที่ไม่เป็นลูกค้า ธพว. พบว่า ดัชนีความสามารถในการแข่งขันฯ ลดลง 0.1 &amp;nbsp;จาก 43.1 มาอยู่ที่ 43.0 &amp;nbsp;ส่วนลูกค้า ธพว. ดัชนีความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มขึ้น 0.9 จาก 53.7 มาอยู่ที่ 54.6&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประเด็นที่ผู้ประกอบการควรเฝ้าระวัง ได้แก่ &amp;nbsp;ค่าเงินบาทยังมีความผันผวนแม้ว่าจะยังคงทรงตัวในทิศทางอ่อนลง &amp;nbsp;ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยมีแนวโน้มสูงขึ้นหากสหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่าน สงครามทางการค้าที่ยังไม่สิ้นสุด &amp;nbsp;ระดับราคาพืชผลทางการเกษตรยังทรงตัวต่ำ กำลังซื้ออาจจะยังไม่ได้ฟื้นตัวเร็ว &amp;nbsp;และความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการ&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธพว. กล่าวว่า ดัชนีที่สำรวจครั้งนี้ สะท้อนถึงแนวทางสนับสนุนลูกค้าธนาคารที่มุ่งเติมทุนผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยถูก ควบคู่กับการพัฒนาให้ความรู้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านทำบัญชี วางแผนธุรกิจ การตลาด การสร้างมาตรฐานให้สินค้าหรือบริการ เป็นต้น นับเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะช่วยให้เอสเอ็มอี โดยเฉพาะรายย่อยคนตัวเล็ก เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่าย รวมถึง มีความสามารถในการทำธุรกิจสูงขึ้น &amp;nbsp; ผลักดันธุรกิจสู่ความยั่งยืน และมีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจมากกว่าผู้ประกอบการโดยเฉลี่ยทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14969</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอี, ธนวรรธน์ พลวิชัย, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย, ธพว., มงคล ลีลาธรรม, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9cecb7de53.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14860</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2018 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2018 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เอสเอ็มอีแบงก์” ผุด 2 มาตรการอุ้มผู้ประกอบการอ่วมภัยธรรมชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอสเอ็มอีแบงก์ ผุด 2 มาตรการอุ้มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม พายุ โคลนถล่ม และแผ่นดินไหว ลุยพักชำระหนี้เงินต้น &amp;ndash; ดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้แบบ Term loan ไม่เกิน 6 เดือนสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูกิจการ เคาะปล่อยกู้สูงสุดไม่เกิน 5 ปี ปลอดชำระคืนเงินต้นไม่เกิน 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออก 2 มาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมเข้าพื้นที่เกษตรและพื้นที่ชุมชนในหลายจังหวัด โดยเฉพาะทางภาคอีสานและมีแนวโน้มจะขยายไปยังหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงปัญหาวาตภัย โคลนถล่ม และแผ่นดินไหว ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจการค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้แก่ 1. มาตรการ 1. การพักชำระหนี้ สำหรับเงินกู้ยืมแบบมีระยะเวลา (Term loan) โดยพักชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน ส่วนสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note : P/N) ออกมาตรการช่วยเหลือพักชำระดอกเบี้ยเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 2. สินเชื่อฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูกิจการ ผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหาย เพื่อเป็นเงินทุนฟื้นฟูและหมุนเวียนในกิจการสำหรับลูกค้าเดิมของธนาคาร ระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 5 ปี ปลอดชำระคืนเงินต้น (Grace Period) ไม่เกิน 1 ปี วงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อราย ดังนี้ 1.ลูกหนี้ที่มีวงเงินอนุมัติรวมไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้วงเงินกู้ไม่เกิน 5 แสนบาท 2.ลูกหนี้ที่มีวงเงินอนุมัติรวมมากกว่า 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 3.ลูกหนี้ที่มีวงเงินอนุมัติมากกว่า 5 ล้านบาท ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 4.99% ต่อปีตลอดอายุสัญญา ส่วนหลักประกันให้พิจารณาหลักประกันเดิมก่อนและสามารถใช้หลัก บสย. ค้ำประกัน เฉพาะมาตรการที่เพิ่มไม่เกิน 2 ล้านบาท โดยวงเงินกู้รวมทั้งโครงการไม่เกิน 15 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธนาคารได้เตรียมสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับรองรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการเงินทุนเพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจหลังภัยพิบัติผ่านไปแล้ว ในการลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ และหมุนเวียน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;สินเชื่อเศรษฐกิจติดดาว สำหรับบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ในกลุ่มธุรกิจเกษตรแปรรูป ธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนและเชื่อมโยงต่อเนื่อง รวมทั้งผู้ประกอบการใหม่ หรือธุรกิจผลิต มีนวัตกรรม หรือบริการต่างๆ ในชุมชน อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี &amp;nbsp;คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนาน 7 ปี &amp;nbsp;กู้ 1 ล้านบาท ผ่อนเพียง 460 บาทต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ สินเชื่อเถ้าแก่ 4.0 จากกระทรวงอุตสาหกรรม สำหรับผู้กู้ที่ขอจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล &amp;nbsp;คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1% คงที่ตลอดระยะเวลา 7 ปี ปลอดชำระเงินต้น 3 ปีแรก เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีปัญหาทางการเงินสามารถกู้ได้ (แม้เคยปรับโครงสร้างหนี้ หรือผ่อนชำระไม่ต่อเนื่องมาก็ตาม) กู้ 1 ล้านบาท ผ่อนเพียง 410 บาทต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธนาคารมีบริการแอพพลิเคชัน SME D Bank ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถจะยื่นกู้ออนไลน์ได้ทันที ทุกที่ ทุกเวลาผ่านสมาร์ทโฟน รู้ผลการพิจารณาภายใน 7 วัน รวมทั้งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สาขาในพื้นที่เข้าเยี่ยมเยือนและสำรวจความเสียหายเพื่อช่วยเหลือได้ทันท่วงที และเปิด Call Center หมายเลข 1357 เพื่อรับแจ้งขอความช่วยเหลือด้านการเงิน&amp;rdquo; นายมงคล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14860</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยเหลือลูกค้า, น้ำท่วม, ภัยพิบัติ, มงคล ลีลาธรรม, เอสเอ็มอีแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180310/image_big_5aa32ea3ed2cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
