<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118618</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 14:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการน้ำเสนอทบทวนทำFloodwayระบายน้ำนครสวรรค์ลงอ่าวไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 3 ต.ค&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ศ.ดร.ชัยยุทธ ชินณะราศรี&amp;nbsp;อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์&amp;nbsp;ที่ปรึกษาอธิการบดีด้านการบริหารการจัดการน้ำ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)&amp;nbsp;กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในปี 2654 จะไม่ซ้ำรอยปี 2554 อย่างที่หลายคนเป็นห่วง เพราะสาเหตุต่างกัน เช่นเดียวกันพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ สถานการณ์น้ำท่วมจะไม่รุนแรงเท่ากับปี&amp;nbsp;54&amp;nbsp;แต่ยอมรับว่าสถานการณ์น้ำท่วมปีนี้ค่อนข้างมีความผิดปกติเกิดขึ้น เนื่องจากฝนตกไม่ตามร่องที่เคยเข้า ฝนตกผิดที่ผิดทาง จึงไม่ทันได้เตรียมตัว เช่น กรณีเกิดเหตุน้ำท่วมผิดฝั่งในจังหวัดสุโขทัย หรือแม้แต่น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ และลพบุรี ที่เราไม่ค่อยเห็นมาก่อน &amp;nbsp;ขณะที่หลายจังหวัดทางภาคอีสานตอนบน ที่มักจะประสบปัญหา กลับไม่ค่อยพบปัญหา เป็นต้น ทั้งนี้ ยังต้องเฝ้าระวังเรื่องการปล่อยน้ำลงท้ายเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักฯ รวมกันแล้วไม่ควรมากเกินกว่า&amp;nbsp;3,500&amp;nbsp;ลบ.ม.ต่อวินาที และไม่ปล่อยน้ำปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมวลน้ำที่ไหลมาอำเภอบางไทร จังหวัดอยุธยา เป็นน้ำที่มาจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักรวมกัน ซึ่งเป็นมวลน้ำที่จะไหลเข้ากรุงเทพฯ ผ่านทุ่งรังสิต ส่งผลให้ระดับน้ำปริ่ม กทม.จึงออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำให้เฝ้าระวัง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวว่า &amp;ldquo;หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2554 จะเห็นว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้น มาจากความผิดปกติหลายปัจจัยด้วยกัน อาทิ ปี&amp;nbsp;54&amp;nbsp;เป็นปีที่มีพายุเข้าไทยมากถึง 5 ลูกจากปกติเฉลี่ยปีละ 2-3 ลูกเท่านั้น ขณะที่เขื่อนขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำเต็มความจุ เมื่อฝนตกเหนือเขื่อนน้ำจึงไหลเข้าเขื่อนตลอดและยังถูกพายุลูกใหม่เข้ามาซ้ำเติมในพื้นที่ใต้เขื่อน ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือทุ่งรับน้ำ ตั้งแต่ภาคเหนือตอนล่างลงมาถึงภาคกลางจำนวนมากปริมาตรมากกว่า 20,000 ล้าน ลบ.ม. เคลื่อนตัวจากภาคเหนือลงสู่ภาคกลาง ประกอบกับเขื่อนเจ้าพระยาได้มีการปล่อยน้ำลงมามากกว่า 4,000 ลบ.ม./วินาทีอย่างต่อเนื่อง และภาวะน้ำทะเลหนุนสูงซึ่งเกิดขึ้นเป็นปกติของทุกปีในเดือนตุลาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์น้ำในปี 2564 แม้ว่าฝนที่ตกลงมาในเดือนกันยายนมีปริมาณมากกว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้มากจนเกินไป และฝนที่ตกส่วนใหญ่จะตกในพื้นที่หลังเขื่อน ขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ณ ปัจจุบัน ยังมีปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณ 47%&amp;nbsp;หรือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณความจุของเขื่อน ดังนั้นหากมีฝนตกเหนือเขื่อนในเดือนตุลาคมก็ไม่น่ากังวล ห่วงอย่างเดียว คื อการเกิดพายุใต้เขื่อนอีก&amp;nbsp; ส่วนเขื่อนป่าสักฯ และเขื่อนเจ้าพระยาที่มีปริมาณน้ำในเขื่อนมากจึงต้องเร่งระบายลงพื้นที่ท้ายเขื่อน ส่งผลให้พื้นที่ต่ำลุ่มน้ำใน 5 จังหวัด สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง อยุธยา และสุพรรณบุรี เกิดน้ำล้นตลิ่ง จากการปล่อยน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาในปริมาณ 2,800 ลบ.ม./วินาที ซึ่งก็เป็นอีกจุดที่ต้องเฝ้าระวัง เช่นเดียวกับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานีบางไทร ซึ่งเป็นตำแหน่งตรวจวัดน้ำก่อนเข้าสู่ กทม. นั้น ล่าสุดวัดปริมาณน้ำได้ 3,500 ลบ.ม./วินาที เนื่องจากมีน้ำจากแม่น้ำป่าสักเข้ามาเติมด้วย ถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง จุดนี้ถือว่าต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ และควรควบคุมไม่ให้ปริมาณน้ำสูงไปกว่านี้เพราะจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าระดับคันกั้นน้ำของพื้นที่ใน กทม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แนวทางแก้ไขและบรรเทาปัญหาที่สามารถทำได้ทันที ศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวว่า จะต้องควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลผ่านอำเภอบางไทรไม่ให้สูงเกินกว่า 3,500 ลบ.ม./วินาที&amp;nbsp;โดยควบคุมการปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระรามหกอย่างเป็นจังหวะ ไม่เร่งระบายน้ำจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง และระวังเรื่องของระดับน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงสัปดาห์ที่หนึ่ง และสัปดาห์ที่สามของเดือนตุลาคม เนื่องจากระดับน้ำทะเลหนุนสูงจะต้านการระบายน้ำจืดจากแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่อ่าวไทย จะทำให้ไม่สามารถเร่งการระบายน้ำในช่วงนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งตรวจสอบและซ่อมแซม อาทิ คันกั้นน้ำตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตรวจจุดชำรุด ตรวจสอบเส้นทางน้ำ เพื่อให้การใช้งานของระบบเครือข่ายคูคลองทั้งโซนตะวันออกและตะวันตกของ กทม.&amp;nbsp;เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพ รวมถึงเร่งตรวจสอบการใช้งานของเครื่องสูบน้ำ ระบบไฟฟ้า ระบบท่อ ทั้งในพื้นที่ กทม. และสมุทรปราการ ให้สามารถใช้งานได้ดีในขณะสูบน้ำ&amp;nbsp;เพื่อให้มวลน้ำสามารถไหลไปสู่สถานีสูบน้ำ&amp;nbsp;ที่สำคัญต้องยอมให้ปล่อยน้ำเข้าทุ่งรับน้ำเพื่อให้น้ำไหลผ่านพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อระบายน้ำลงสู่แม่น้ำไปสู่ระบบเครือข่ายคลอง และลงสู่อ่าวไทยต่อไป ป้องกันความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจของเมือง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;พื้นที่ต่ำลุ่มน้ำ เปรียบเสมือนเป็นทุ่งรับน้ำหรือเป็นแก้มลิงตามธรรมชาติ อาทิ ทุ่งเชียงราก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งบางบาล ทุ่งป่าโมก ทุ่งรังสิต ฯลฯ หากมองในเชิงกายภาพภูมิประเทศเหล่านี้เป็นพื้นที่รับน้ำหรือเก็บกักน้ำตามธรรมชาติอยู่แล้ว ในอดีตมีกระจายอยู่มากมายในพื้นที่ภาคกลาง แต่ปัจจุบันถูกบุกรุกในหลายพื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทุ่งต่างๆหายไป เช่น บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ หรือพื้นที่ในอำเภอบางบาล จังหวัดอยุธยา ดังนั้น ผู้ที่อยู่อาศัยต้องเข้าใจ ยอมรับและปรับตัวให้อยู่กับสิ่งแวดล้อมและให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ โดยภาครัฐจะต้องจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือผู้เสียหายที่อยู่ในพื้นที่รับน้ำ&amp;rdquo;ศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ศ.ดร.ชัยยุทธ ยังได้เสนอแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมที่ยั่งยืนว่า หากมองในระดับประเทศ จะเห็นได้ชัดว่าปีนี้พายุที่พัดผ่านภาคเหนือตอนล่างมีเส้นทางที่เปลี่ยนไป ดูได้จากพื้นที่น้ำท่วมที่จังหวัดสุโขทัยซึ่งปกติจะเป็นพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วม ดังนั้น ภาครัฐจะต้องหันมาตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&amp;nbsp;(Climate Change)&amp;nbsp;มากขึ้น ทั้งเรื่องความรุนแรงและความไม่แน่นอนของปริมาณความเข้มของน้ำฝน เส้นทางเดินของพายุ และปริมาณน้ำท่วม ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล โดยจะต้องมีนโนยายในการเตรียมรับมือป้องกันและบรรเทาปัญหาที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง และกลับมาทบทวนเรื่องการทำ&amp;nbsp;&amp;ldquo;Flood way&amp;rdquo;&amp;nbsp;เพื่อระบายน้ำจากนครสวรรค์ให้ไหลลงสู่อ่าวไทยใหม่อีกครั้ง เพราะเห็นได้ว่า แม้เพียงพายุเข้ามาเพียงหนึ่งลูก ระบบการจัดการน้ำในปัจจุบันซึ่งไม่เพียงพอ จึงได้สร้างผลกระทบต่อประชาชนตามที่เป็นข่าว &amp;nbsp;และการพัฒนาพื้นที่รอบข้างเส้นทางจะต้องไม่ให้มวลน้ำไหลผ่านพื้นที่เศรษฐกิจ รวมถึงให้มีการบังคับใช้ผังเมืองอย่างจริงจังเพื่อจัดแบ่งโซนพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัย พื้นที่อุตสาหกรรม หรือพื้นที่เกษตรกรรม โดยมีเส้นทางการไหลของน้ำที่ชัดเจนและบังคับใช้กฎหมายเรื่องการบุกรุกแหล่งน้ำหรือการถมคูคลองอย่างจริงจัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับกรุงเทพฯ&amp;nbsp;ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางเพียงแค่ประมาณ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เมตร อยากเสนอให้พิจารณาการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา กทม. ให้รับมือน้ำท่วมในเขตเมือง ภายใต้แนวคิด&amp;nbsp;&amp;ldquo;เมืองฟองน้ำเสมือน หรือ&amp;nbsp;Sponge City&amp;rdquo;&amp;nbsp;ซึ่งเป็นเสมือนแก้มลิงชั่วคราว โดยการคัดเลือกหาพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น สวนสาธารณะ หรือพื้นที่แก้มลิงบางขุนเทียน และให้ปรับปรุงทางเดินสาธารณะ &amp;nbsp;และโครงการขนาดใหญ่จัดแบ่งพื้นที่ทำระบบฟองน้ำเสมือน&amp;nbsp;เพื่อให้สามารถเก็บกักน้ำได้ชั่วคราวเมื่อเกิดฝนตกหนัก และมีการระบายคายน้ำออกในภายหลัง เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมขังหรือน้ำรอการระบายอย่างที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118618</URL_LINK>
                <HASHTAG>Floodway, น้ำท่วมปี2554, มจธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211003/image_big_61595b6d63567.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115065</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 18:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 18:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MEA เชิญชวนรับฟังสิทธิประโยชน์โครงการ MEA ENERGY AWARDS</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่การไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ดำเนินโครงการส่งเสริมการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารปีที่ 6 ภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;MEA ENERGY AWARDS&amp;rdquo; ซึ่งยังคงเปิดรับอาคารที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ ฯ เพื่อขอรับการประเมิน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ นั้น ในครั้งนี้ MEA และ มจธ. ได้จัดการบรรยายออนไลน์ในหัวข้อ สิทธิประโยชน์โครงการ MEA ENERGY AWARDS ในวันศุกร์ที่ 3 กันยายน 64 เวลา 10.00-12.00 น.&amp;nbsp;ผ่านทางระบบ Zoom Application สามารถลงทะเบียนเพื่อยืนยันสิทธิ์ในการเข้าห้องประชุมภายในวันที่ 2 กันยายน 2564 ได้ที่ https://forms.gle/AfDWGGm62REvNJ5Q8&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินนั้น นอกจากมีสิทธิ์ขอรับเงินสนับสนุนผลประหยัดพลังงาน โดย MEA ได้ให้การสนับสนุนสูงสุดถึงอาคารละ 1,000,000 บาทแล้ว MEA ยังให้การสนับสนุนเป็นส่วนลดค่าบริการธุรกิจเกี่ยวเนื่องของ MEA เป็นมูลค่าสูงสุด 30,000 บาท โดยสามารถเลือกรับสิทธิประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. บริการล้างแอร์ภายในอาคาร สูงสุด 40 เครื่อง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (เฉพาะเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การติดตั้ง EV Charger (Normal Charger) ประกอบด้วยบริการให้คำปรึกษา บริการออกแบบระบบ และบริการติดตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. บริการ Energy Audit ให้คำปรึกษาด้านพลังงานโดยผู้เชี่ยวชาญ บริการตรวจวัดแบบ Snap shot พร้อมรายงานผลการตรวจวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. Energy Training หลักสูตรฝึกอบรมความปลอดภัยในงานระบบไฟฟ้าอาคาร เทคนิคการประหยัดพลังงาน และการจัดการพลังงาน 8 ขั้นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. Better Care Service บริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับระบบและอุปกรณ์ไฟฟ้าโดยทีมวิศวกรผู้ชำนาญ ฝึกอบรมความรู้ให้กับพนักงาน บริการอุปกรณ์ไฟฟ้าทดแทนระหว่างการซ่อมแซม พร้อมรับประกันคุณภาพงานบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;MEA ในฐานะหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้า และส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ได้กำหนดให้โครงการฯ ครั้งนี้ มีการประเมินอาคารด้านเกณฑ์คุณภาพการใช้พลังงานที่เหมาะสมผ่านเกณฑ์ประเมินด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า (MEA Index) และเกณฑ์การประเมินด้านคุณภาพอากาศภายในอาคาร (IAQ) ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงกับผู้ที่ใช้อาคาร เป็นอาคารต้นแบบที่ดี โดยมีกลุ่มอาคารเป้าหมายที่เปิดรับสมัคร รวม 8 ประเภท ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) ประเภทอาคารโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ประเภทอาคารโรงแรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) ประเภทอาคารสำนักงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) ประเภทอาคารศูนย์การค้า/ห้างสรรพสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5) ประเภทอาคารไฮเปอร์มาร์เก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6) ประเภทอาคารมหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7) ประเภทอาคารโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8) ประเภทร้านค้าขนาดเล็ก/ร้านสะดวกซื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;MEA จึงขอเชิญอาคารที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ ฯ เพื่อขอรับการประเมิน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ สามารถส่งใบสมัครพร้อมลงนามรับรองข้อมูลได้ที่อีเมล meaaward@gmail.com และดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.meaenergyawards.info สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาโครงการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ผู้ประสานงาน คุณณัฐวุฒิ เลาหะกาญจนศิริ และ คุณณัฐวุฒิ ทันหิกรณ์ ได้ที่หมายเลข 09 5775 7972, 08 9167 1222 หรือ โทรศัพท์ 0 2470 9604-8 ต่อ 1202,1302 (วันและเวลาราชการ) โดยมีกำหนดเปิดรับสมัครอาคารในเขตพื้นที่ให้บริการของ MEA คือ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม - 30 พฤศจิกายน 2564 สามารถติดตามข่าวสาร และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.meaenergyawards.info/m-news/a-meeting-130864&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Energy for city life, Energize smart living&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Facebook : https://www.facebook.com/497340003626475/posts/4957438740949890/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Website : https://www.mea.or.th/content/detail/87/6071&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Twitter : https://twitter.com/mea_news/status/1432283942980182019?s=21&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Gnews : https://gnews.apps.go.th/news?news=91080&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Line OA : https://timeline.line.me/post/_dQn9zGwXj83CxqzRN98kNgtqOGsCdIGLMSbrTR8/1163031785301060991&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Instagram : https://www.instagram.com/p/CTMdQsJBSOW/?utm_medium=copy_l&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115065</URL_LINK>
                <HASHTAG>Better Care Service, Energize smart living, Energy Audit, Energy for city life, Energy Training, EV Charger, MEA, MEA ENERGY AWARDS, MEA Index, การไฟฟ้านครหลวง, พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร, มจธ., มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, เกณฑ์ประเมินด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า, เงินสนับสนุนผลประหยัดพลังงาน, เชิญชวนรับฟังสิทธิประโยชน์, โครงการส่งเสริมการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารปีที่ 6</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612cbab41a5a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MEA เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมสัมมนาในโครงการ MEA ENERGY AWARDS ให้ความรู้การใช้พลังงานในอาคาร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ดำเนินโครงการ &amp;ldquo;MEA ENERGY AWARDS&amp;rdquo; ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;การใช้พลังงานดีมีประสิทธิภาพ คุณภาพอากาศได้มาตรฐาน&amp;rdquo; และเพื่อส่งเสริมและให้ความรู้สำหรับอาคารที่เข้าร่วมโครงการ ฯ ในครั้งนี้ นั้น MEA และ มจธ. จึงได้ร่วมจัดกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ เรื่อง &amp;ldquo;การปรับตัวของอาคารเพื่อรับ New Normal&amp;rdquo; บรรยายพิเศษ โดย อาจารย์เกชา ธีระโกเมน ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปรับอากาศ ในวันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม 2564 ระหว่าง เวลา 09.30-12.00 น. ผ่านทางระบบออนไลน์ Zoom Cloud Meeting Application โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานสัมมนาจะได้รับทราบการชี้แจงข้อกำหนด และเงื่อนไขสำหรับผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ ฯ ในการขอรับตราสัญลักษณ์ MEA ENERGY AWARDS และการขอรับเงินสนับสนุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (รอบที่ 2) รวมถึงการร่วมลุ้นรับรางวัลของที่ระลึกภายในงานสัมมนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สำหรับตราสัญลักษณ์ &amp;ldquo;MEA ENERGY AWARDS&amp;rdquo; ได้มอบให้กับอาคารที่ผ่านเกณฑ์เพื่อเป็นการส่งเสริมและเชิดชูอาคารที่ดำเนินการอนุรักษ์พลังงาน สร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ใช้อาคารรวมถึงส่งเสริมภาพลักษณ์ของอาคารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ อีกทั้งกำหนดให้มีการประเมินอาคารด้านเกณฑ์คุณภาพการใช้พลังงานที่เหมาะสมผ่านเกณฑ์ประเมินด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า (MEA Index) และเกณฑ์การประเมินด้านคุณภาพอากาศภายในอาคาร (IAQ) ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงกับผู้ที่ใช้อาคาร เป็นอาคารต้นแบบที่ดี โดยมีกลุ่มอาคารเป้าหมายที่เปิดรับสมัคร รวม 8 ประเภท ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) ประเภทอาคารโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ประเภทอาคารโรงแรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) ประเภทอาคารสำนักงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) ประเภทอาคารศูนย์การค้า/ห้างสรรพสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5) ประเภทอาคารไฮเปอร์มาร์เก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6) ประเภทอาคารมหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7) ประเภทอาคารโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8) ประเภทร้านค้าขนาดเล็ก/ร้านสะดวกซื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอาคารที่ผ่านเกณฑ์ยังสามารถเลือกรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จาก MEA เช่น บริการ Energy Training, บริการ Energy Audit, บริการดูแลระบบไฟฟ้า Better Care Service และการติดตั้ง EV Charger (Normal Charger) นอกจากนี้ยังมีสิทธิ์ขอรับเงินสนับสนุนผลประหยัดพลังงาน โดย MEA ได้ให้การสนับสนุนสูงสุดถึงอาคารละ 1,000,000 บาท ตามเงื่อนไขที่โครงการกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;MEA จึงขอเชิญอาคารที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ ฯ เพื่อขอรับการประเมิน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ สามารถส่งใบสมัครพร้อมลงนามรับรองข้อมูลได้ที่อีเมล meaaward@gmail.com และดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.meaenergyawards.info สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาโครงการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ผู้ประสานงาน คุณณัฐวุฒิ เลาหะกาญจนศิริ และ คุณณัฐวุฒิ ทันหิกรณ์ ได้ที่หมายเลข 09 5775 7972, 08 9167 1222 หรือ โทรศัพท์ 0 2470 9604-8 ต่อ 1202,1302 (วันและเวลาราชการ)&amp;nbsp;โดยมีกำหนดเปิดรับสมัครอาคารในเขตพื้นที่ให้บริการของ MEA คือ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2564 เป็นต้นไป สามารถติดตามข่าวสาร และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.meaenergyawards.info/m-news/a-ppt-dl110564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107232</URL_LINK>
                <HASHTAG>Better Care Service, Energize smart living, Energy Audit, Energy for city life, Energy Training, EV Charger, IAQ, MEA, MEA ENERGY AWARDS, MEA Index, Normal Charger, Zoom Cloud Meeting Application, การปรับตัวของอาคารเพื่อรับ New Normal, การใช้พลังงานดีมีประสิทธิภาพ คุณภาพอากาศได้มาตรฐาน, การไฟฟ้านครหลวง, พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร, มจธ., มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, อาจารย์เกชา ธีระโกเมน, เกณฑ์การประเมินด้านคุณภาพอากาศภายในอาคาร, เกณฑ์ประเมินด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d1a3066707c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97483</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2021 21:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2021 13:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟื้น ”คลองฝั่งธนฯ” สู่เครื่องฟอกอากาศคูลๆ ให้คนเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำรวจพื้นที่แนวคลองเขตธนบุรี พื้นที่ฟอกอากาศของคนกรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พื้นที่สีเขียวที่เป็นปอดของกรุงเทพฯ มีจำนวนจำกัด และกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติจากการขยายตัวของเมือง ส่งผลให้อุณหภูมิในเมืองร้อนขึ้น ยังคงเป็นประเด็นสำคัญต้องร่วมมือกันเพิ่มพื้นที่สีเขียว ถ้าสำรวจแผนของกรุงเทพมหานคร ขณะนี้กำลังเดินหน้าโครงการ &amp;ldquo;Green Bangkok 2030&amp;rdquo; โดยมีเป้าหมาย กรุงเทพฯ จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ถึง 10 ตารางเมตรต่อคนภายในปี 2573
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบัน กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียว 6.99 ตร.ม.ต่อประชากร 1 คน ซึ่งยังตกเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ที่กำหนดให้แต่ละเมืองนั้นควรมีพื้นที่สีเขียวในอัตรา 9 ตรม.ต่อคน การพิชิตเป้านั้น กทม.มองการใช้ประโยชน์ที่ดินแต่ละย่าน สำรวจพื้นที่ว่าง ที่รกร้าง และที่ดินที่ไม่มีการใช้ประโยชน์&amp;nbsp;เพื่อนำมาพัฒนาเป็นสวนหย่อม สวนสาธารณะ และสวนป่า โดย 11 พื้นที่นำร่อง เช่น สวนปิยะภิรมย์ เขตบางกะปิ พื้นที่ 10 ไร่ สวนสันติพร เขตพระนคร 2.5 ไร่ สวนต่างระดับร่มเกล้า-เจ้าคุณทหารลาดกระบัง 18 ไร่ แล้วยังมีสวนภายในสถานีพัฒนาที่ดินกรุงเทพมหานคร (ถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล) อีก 37 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่พื้สีเขียวร่มรื่นในพื้นที่แนวคลองฝั่งธนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองสีเขียวได้ ตัวช่วยคงไม่ได้มีแค่พื้นที่ใต้ทางด่วน ที่ว่างตามซอกซอยต่างๆ และสวนสาธารณะเท่านั้น ขณะนี้นักวิชาการด้านสถาปัตยกรรมให้ความสนใจกับ &amp;ldquo;พื้นที่แนวคลอง&amp;rdquo; มากขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกในการช่วยเพิ่มความร่มรื่นในเมืองและแก้ปัญหาโลกร้อน โดยชูพื้นที่คลองย่านฝั่งธนบุรี 4 เขตนำร่อง ประกอบด้วย เขตทุ่งครุ เขตจอมทอง เขตธนบุรี และเขตคลองสาน สู่การเป็นเครื่องฟอกอากาศของกรุงเทพฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไอเดียคลองเพิ่มความคูลให้คนเมืองนี้มาจาก โครงการสำรวจข้อมูลกายภาพพื้นที่ริมน้ำต้นแบบเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตเมืองเพื่อเปรียบเทียบผลกระทบเกาะความร้อนในพื้นที่แนวคลอง ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยเฉพาะเขตทุ่งครุ ทุกวันนี้มีทางเดินเลียบคลองหลายเส้นกระจายตามคลองต่างๆ สองฝั่งคลองมีต้นไม้ร่มรื่นสุดๆ พื้นที่แห่งนี้ยังมีเสน่ห์ของวิถีชุมชนริมคลองในอดีต มีการทำสวนในย่านให้เห็นอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.กัญจนีย์ พุทธิเมธี อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. ผู้รับผิดชอบโครงการฯ บอกว่า เราได้ศึกษาและสำรวจพื้นที่คลองย่านฝั่งธนบุรี มี 4 เขต ประกอบด้วยเขตทุ่งครุที่มีโครงข่ายคลองเชื่อมโยงขนาดใหญ่ ที่สามารถเชื่อมไปยังเขตจอมทอง เขตธนบุรี และเขตคลองสาน เพื่อศึกษาคุณภาพน้ำคลอง คุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมถึงศักยภาพของชุมชนริมน้ำ โดยข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวและเส้นทางเชื่อมต่อเส้นทางคลองในพื้นที่ฝั่งธนบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; พื้นที่ริมน้ำและพื้นที่สีเขียวร่วมกันเป็นจุดความเย็น หรือ Cool Spot ของกรุงเทพฯ ถ้าดูแผนที่จะเห็นว่า ใจกลางกรุงเทพฯ นั้นมีพื้นที่สีเขียวน้อยมาก แต่เขตทุ่งครุยังมีพื้นที่สีเขียวที่เป็น Cool Air อยู่จำนวนมากมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลเพื่อพิสูจน์ว่าพื้นที่เขตทุ่งครุสามารถใช้เป็นพื้นที่ฟอกอากาศ หรือ Air Condition ที่จะเป็นประโยชน์กับกรุงเทพฯ ช่วยทำอากาศเย็นให้กับ กทม.ได้หรือไม่&amp;rdquo; ดร.กัญจนีย์จุดประเด็น พร้อมชี้ว่ามีความเป็นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รักษาพื้นที่สีเขียวริมคลองเป็นปอดคนเมือง ควบคู่ส่งเสริมท่องเที่ยวทางเรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการทำงานภายใต้โครงการดังกล่าว มีการจัดแบ่งออกเป็น 4 ทีม คือ ทีมสำรวจ ทีมวิเคราะห์ข้อมูลและแผนที่ ทีมประสานงาน และทีมชาวบ้าน เพื่อค้นหาคำตอบใน 3 เรื่อง คือ คุณภาพชีวิตชุมชนริมน้ำ (Quality of Life) คุณภาพน้ำ และคุณภาพอากาศ ซึ่งการสำรวจแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายน พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา ข้อมูลและผลลัพธ์เบื้องต้นจากการศึกษา ทาง กทม.และผู้บริหารสำนักงานเขต รวมถึงผู้นำชุมชน สนใจนำไปต่อยอดในการพัฒนาพื้นที่&amp;nbsp; โดยมี มจธ.เป็นแกนนำด้าน Data Center
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พื้นที่เขียวๆ ริมคลองภายใต้โปรเจ็กต์นี้ยังสามารถบอกว่ามีมลพิษอากาศได้ด้วย เพราะเครือข่ายพันธมิตรอเมริกาสนับสนุนการจัดซื้อเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ นำไปติดตั้งบริเวณริมคลองใน 4 จุดที่กำหนด เพื่อวัดค่าอากาศ อุณหภูมิ (Temperature Control) แรงลม (Wind Load) และค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 มลพิษอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพคนกรุง การรายงานปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นในพื้นที่มีผลทำให้คนฝั่งธนฯ ตื่นตัวลุกขึ้นมาปกป้องสุขภาพของตนเองอย่างเห็นได้ชัด เพราะรู้ค่าคุณภาพอากาศที่นอกเหนือจากค่าที่ได้มาจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านริมคลองบางใหญ่ยังใช้การสัญจรทางน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกภาวะที่น่าห่วง เป็นปัญหาความเค็มของน้ำและปัญหาน้ำเสียใน 4 เขตดังกล่าว งานนี้ คณะสถาปัตยกรรมฯ บูรณาการความร่วมมือกับคณะวิทยาศาสตร์ มจธ. ในการตรวจวัดคุณภาพน้ำ เพื่อสะท้อนข้อห่วงกังวลของชุมชนดังกล่าว โดยเครื่องมือวัดประกอบด้วย การวัดค่าความเค็มของน้ำ สภาพนำไฟฟ้าของน้ำ ปริมาณของแข็งละลายน้ำทั้งหมดในน้ำ ค่าที่ตรวจวัดได้ใช้ประเมินการรุกหรือการหนุนของน้ำทะเลสู่คลอง และการวัดปริมาณออกซิเจนละลายน้ำที่เป็นสัญญาณบ่งบอกคุณภาพน้ำ การเน่าเสียของน้ำในคูคลองต่างๆ เพื่อวางแนวทางอนุรักษ์ฟื้นฟูให้กลับมาใสอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ทีมงานได้สำรวจคลองอื่นๆ ที่สามารถใช้สัญจรได้ และคลองที่มีเส้นทางเลียบคลอง เข้าไปทำกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้โครงการท่องเที่ยวเกิดขึ้นได้จริง อย่างทุ่งครุมีเส้นทางจักรยานเลียบคลองเป็นที่นิยมนักปั่น นอกจากนี้ประชาชนจะเข้าถึงพื้นที่สีเขียวริมคลองเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ใกล้ขึ้น ในอนาคตจะมีรถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้ามหานคร MRT ในพื้นที่ทั้ง 4 เขต เชื่อมต่อการเดินทาง ช่วยเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวในอนาคต&amp;rdquo; ดร.กัญจนีย์บอก ถ้ารักษาพื้นที่คูลๆ ริมคลอง นอกจากได้แหล่งฟอกปอดคนเมือง ยังเพิ่มทางเลือกในการเดินทางรูปแบบใหม่ๆ ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เม็ดเงินเข้าชุมชนอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ถ้าเขตทุ่งครุทำเส้นทางจักรยานเลียบคลองต่ออีก 2 กิโลเมตรได้จริง จะสามารถปั่นจักรยานจากฝั่งคลองบางมดไปถึง MRT ใหม่ของเขตได้ ซึ่งในเขตมีทางเลียบคลองอยู่บางส่วนแล้ว ถ้าเชื่อม 2 กิโลเมตรนี้ได้ก็จะสามารถปั่นจักรยาน หรือขี่มอเตอร์ไซค์ไปขึ้น MRT จากอีกด้านหนึ่งได้ คล้ายการวางแผนผังเส้นทางย่านฝั่งธนฯ ล่วงหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลองสาน 1 ใน 4 เขตนำร่อง เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สตอรี่แต่ละชุมชนน่าเรียนรู้ อย่างชุมชนริมคลองบางมด นักสถาปัตย์คนเดิมบอกว่า อดีตทำเกษตรสวนส้ม เป็นที่รู้จักกันในชื่อ &amp;ldquo;ส้มบางมด&amp;rdquo; แต่ภายหลังเกิดน้ำท่วมและเจอปัญหาน้ำเสีย ทำให้สวนส้มบางมดมีจำนวนลดลงจนแทบไม่เหลือในปัจจุบัน ผู้จัดทำโครงการฯ คุยกับชุมชน และร่วมกันหาทางสร้างรายได้โดยใช้วิถีชีวิตริมคลองที่เป็นเอกลักษณ์ มาลงตัวที่การท่องเที่ยวทางน้ำตามเส้นทางคลอง ทดลองดำเนินการในพื้นที่ ทดแทนการทำเกษตรที่ปัจจุบันแทบจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิถีชุมชนริมคลองบางใหญ่ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ย่านฝั่งธนบุรีมีความอุดมสมบูรณ์กว่าฝั่งพระนคร วิไลวรรณ ประทุมวงศ์ หนึ่งในทีมสำรวจฯ พื้นที่ 4 เขตนำร่องให้ข้อมูลน่าสนใจว่า ปัจจุบันพื้นที่ตั้งแต่เขตจอมทองถึงเขตทุ่งครุ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมยังไม่ถูกทำลายมากนัก ทั้งด้านคุณภาพน้ำและสิ่งมีชีวิตในน้ำ ทรัพยากรส่วนใหญ่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่สีเขียวจำนวนไม่น้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่พื้นที่เขตธนบุรีและคลองสาน สภาพทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมค่อนข้างเสื่อมโทรม หลายแห่งเสื่อมโทรมไปแล้ว เช่น คลองบางไส้ไก่ เมื่อก่อนใช้ในการสัญจร แต่ปัจจุบันกลายเป็นเพียงคลองระบายน้ำเสียเท่านั้น เนื่องจากคลองสานเป็นชุมชนที่ค่อนข้างหนาแน่นถึงแออัด และกลายเป็นชุมชนเมืองที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งการวางแผนระบบจัดการน้ำเสียของชุมชนยังไม่มีประสิทธิภาพมากนัก&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่เขตทุ่งครุ นักวิจัยระบุ ยังมีสภาพผสมผสานกันระหว่างชุมชนกับสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมาก แต่อนาคตหากมีรถไฟฟ้าเข้ามา ทำให้การสัญจรคล่องตัวมากขึ้น ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาอาศัยในพื้นที่มากขึ้น ส่งผลเมืองขยายตัว จะมีการเตรียมพร้อมวางแนวทางการรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีดังเดิม และพัฒนาการท่องเที่ยวท้องถิ่นที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับชาวบ้านชุมชนริมคลองได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิไลวรรณบอกด้วยว่า พื้นที่ทั้ง 4 เขตมีศักยภาพสูงมากในการเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อกัน และเป็นเส้นทางสัญจรหลักในอนาคต ถ้าใช้คลองให้เกิดประโยชน์ เมื่อมีรถไฟฟ้าเข้ามาในพื้นที่จะสามารถเชื่อมต่อได้อย่างดี แต่จากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันคลองหลายๆ สายในฝั่งธนบุรี เช่น คลองเขตธนบุรี และเขตคลองสาน เรือไม่สามารถผ่านได้ เนื่องจากลักษณะคลองที่แคบและตื้นเขิน อีกทั้งมีโครงสร้างหลายอย่างกีดขวางเส้นทาง นอกจากนี้คุณภาพน้ำสกปรกและส่งกลิ่นเหม็นในบางช่วง จากข้อมูลเบื้องต้นทำให้วิเคราะห์หาแนวทางเป็นไปได้ ทำให้การสัญจรเชื่อมต่อกัน เช่น คลองที่มีศักยภาพทำเส้นทางคลองเพื่อการท่องเที่ยวได้ อนาคตอาจจัดบริการเรือโดยสารสาธารณะ ส่วนคลองที่เรือสัญจรไม่ได้ ชูเป็นเส้นทางคนเดินริมคลอง เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.เส้นทางจักรยานเลียบคลองบางมด เขตทุ่งครุ ร่มรื่น สวยงาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ ณัฐชนน ปราบพล ทีมสำรวจ มจธ. กล่าวว่า หากนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจภายใต้โครงการนี้ไปใช้ประโยชน์ หรือขยายผลต่อ จะเกิดผลดีต่อการพัฒนาย่านฝั่งธนบุรี โดยเฉพาะการเชื่อมต่อและการเข้าถึงพื้นที่ ได้พูดคุยกับชาวบ้านริมคลองทั้ง 4 เขต บอกว่า การสัญจรในพื้นที่ลำบาก ถ้าเชื่อมต่อเส้นทางเดิน ประโยชน์ที่ได้ไม่ใช่แค่เพียงนักท่องเที่ยว แต่จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับคนในชุมชนริมคลอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถือว่าเป็นอีกโครงการที่จุดประกายให้หันมาสนใจและดูแลรักษาพื้นที่ริมคลองในเขตกรุงเทพฯ คงไม่เฉพาะย่านฝั่งธนฯ เท่านั้น พื้นที่เหล่านี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อคุณภาพชีวิตคน กทม.ได้อย่างมหาศาล.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97483</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., คลองฝั่งธนบุรี, พื้นที่สีเขียว, มจธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210327/image_big_605f38e1155dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96857</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2021 11:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2021 11:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘อุปกรณ์ถ่างขยายผนังหัวใจห้องบน’ ฝีมือนักวิจัยไทย เตรียมทดลองในมนุษย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 มี.ค. 64-ภาวะหัวใจล้มเหลวไม่ใช่โรคใดโรคหนึ่ง แต่เป็นกลุ่มของอาการที่เกิดได้จากหลายโรคและหลายสาเหตุ ซึ่งนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวในที่สุด ในปัจจุบันมีผู้เป็นภาวะหัวใจล้มเหลวชนิดหัวใจบีบตัวปกติ (Heart failure with preserved ejection fraction; HFpEF) สูงถึง 350,000 คน และมีผู้เสียชีวิตมากว่า 59,000 คนต่อปี ซึ่งภาวะหัวใจล้มเหลวชนิดหัวใจบีบตัวปกติ จะมีปริมาณเลือดที่สูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายต่อปริมาณเลือดทั้งหมดมากกว่า 50% เนื่องจากหัวใจห้องล่างมีปัญหาในจังหวะการบีบตัว เพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และไม่สามารถคลายตัวกลับมาได้เหมือนเดิม ส่งผลให้เกิดความดันที่สูงขึ้น จนเลือดสามารถไหลย้อนกลับไปยังปอด จนเกิดอาการน้ำท่วมปอด บวมน้ำตามข้อต่างๆ หายใจลำบาก และในผู้ป่วยบางรายอาจถึงขั้นไม่สามารถนอนราบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การรักษาในปัจจุบันแพทย์จะเน้นไปที่การรักษาที่ช่วยบรรเทาอาการเพียงเท่านั้น เช่น การกินยาขับปัสสาวะ เพื่อเป็นการเอาน้ำในร่างกายออกไป ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ตรงจุดและไม่สามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของกลุ่มดังกล่าวได้ อีกทั้งการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจะต้องใช้เวลา 7-13 วัน และมีค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยอยู่ที่ 120,000 บาทต่อครั้ง ต่อมาทางทีมแพทย์ได้ทำการเจาะรูบริเวณผนังหัวใจห้องบน เพื่อทำการระบายความดันที่สูงจากหัวใจห้องซ้ายบนไปยังความดันต่ำทางหัวใจห้องขวาบน เพื่อลดภาระการทำงานของหัวใจ แต่การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวเมื่อเวลาผ่านไป หัวใจจะสามารถสร้างเนื้อเยื่อกลับมาปิดรูนั้นได้อีกครั้ง ทำให้แพทย์ต้องผ่าตัดซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ. ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ หัวหน้าห้องปฏิบัติการวัสดุฉลาด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยว่า จากปัญหาดังกล่าว จึงได้พัฒนา &amp;ldquo;อุปกรณ์ถ่างขยายผนังหัวใจห้องบน&amp;rdquo; ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่เคยมีการใช้มาก่อน &amp;nbsp;โดยอุปกรณ์นี้ได้พัฒนาต่อยอดมาจากอุปกรณ์อุดรูรั่วที่ผนังหัวใจห้องบนที่เราได้วิจัยขึ้นมาก่อนหน้านี้ นำมาประยุกต์ใช้ ซึ่งมีหลักการผลิตที่คล้ายกัน ทำให้ผู้วิจัยมีความเชี่ยวชาญในการออกแบบและการทดสอบอุปกรณ์ถ่างขยายผนังหัวใจห้องบนเป็นอย่างดี โดยมีความร่วมมือกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจและทีมแพทย์ศัลยกรรมโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ทำการออกแบบ พัฒนา และผลิตอุปกรณ์ถ่างขยายผนังหัวใจห้องบน ด้วยการส่งผ่านสายสวนเพื่อลดความดันในห้องหัวใจของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวให้กลับมาอยู่ในสภาวะปกติ และถ่างขยายผนังกั้นห้องบนและซ้าย โดยไม่ทำให้หัวใจสร้างเนื้อเยื่อกลับมาปิดได้อีก และไม่ต้องผ่าตัดซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในงานวิจัยนี้ เน้นการออกแบบอุปกรณ์ถ่างขยายผนังหัวใจห้องบน โดยทำการลดขนาดความหนาของจานด้านซ้ายให้ขนานกับผนังหัวใจฝั่งซ้ายมากที่สุด เพื่อป้องกันการรบกวนการไหลของเลือดซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดลิ่มเลือด และเพิ่มส่วนโค้งที่จานด้านขวาของอุปกรณ์เพื่อให้พอดีกับผนังหัวใจฝั่งขวาที่มีความหนามากกว่าผนังหัวใจฝั่งซ้าย โดยการออกแบบทั้งหมดได้ออกแบบให้อุปกรณ์มีส่วนโค้งตามข้อต่อต่างๆ ของอุปกรณ์ เพื่อง่ายต่อการติดตั้ง &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยอุปกรณ์จะผลิตจากโลหะผสมจำรูปนิกเกิล-ไทเทเนียม (Nitinol) ที่มีความยืดหยุ่นสูง และสามารถกลับสู่รูปร่างเดิมได้ด้วยตัวมันเอง ซึ่งเป็นข้อดีที่เราสามารถติดตั้งอุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่ๆ เข้าไปในสายสวนที่มีขนาดเล็กได้ และนำไปติดตั้งที่หัวใจผ่านทางหลอดเลือดดำบริเวณขา โดยไม่ต้องทำการผ่าตัดทรวงอก ช่วยผู้ป่วยให้มีบาดแผลจากการผ่าตัดด้วยสายสวนน้อยลง ผู้ป่วยสามารถรักษาตัวและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ. ดร.อนรรฆ กล่าวอีกว่า อุปกรณ์นี้ ได้ทำการทดสอบสมบัติทางกลและทางชีวภาพตามมาตรฐานการทดสอบสากล และผลิตตัวอย่างอุปกรณ์ถ่างขยายผนังหัวใจห้องบน เพื่อเตรียมยื่นขอทำวิจัยในสัตว์ทดลอง (Animal Test) และการทดสอบในมนุษย์ (Clinical trial) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้จะสามารถใช้งานกับมนุษย์ได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากล ปัจจุบันได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการนำอุปกรณ์ชิ้นนี้ทดสอบมาตรฐานตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และคาดว่าจะสามารถทดสอบการใช้ในมนุษย์ได้ภายในเวลา 18 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นการพัฒนาต่อยอดจากผลงานวิจัยเรื่อง&amp;ldquo;สมบัติทางกลและการขึ้นรูปโลหะผสมจำรูปสำหรับการใช้งานทางด้านการแพทย์และทันตกรรม&amp;rdquo; โดย รศ. ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ , นายณัฐนัย วรวิจิตราพันธ์ นักวิจัยและนักศึกษาปริญาโท หลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพ &amp;nbsp;คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐนัย วรวิจิตราพันธ์ นักวิจัย และนักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพสาธิตการติดตั้งอุุปกรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันอุปกรณ์ถ่างขยายผนังหัวใจห้องบนนี้ยังไม่มีการใช้งานในเชิงพาณิชย์ แม้แต่ในต่างประเทศมีนักวิจัยพัฒนาอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่คล้ายกันอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการและยังอยู่ในขั้นการทดสอบในมนุษย์เท่านั้น และคาดว่าเมื่ออุปกรณ์ชิ้นนี้ออกสู่ตลาดจะมีราคาสูงถึง 60,000 บาทต่อชิ้น เฉพาะค่าอุปกรณ์ที่ไม่รวมสายสวนและค่ารักษาพยาบาลต่างๆ ซึ่งจากสถิติมีผู้ป่วยที่มีความต้องการรักษามากถึงปีละ 350,000 คน ดังนั้น หากไทยสามารถผลิตขึ้นเองได้ภายในประเทศ ก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของการรักษาโรคหัวใจวายเฉียบพลัน และช่วยลดภาระการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์และช่วยให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ดีและเหมาะสมกับสรีระของคนเอเชียมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96857</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ถ่างขยายผนังหัวใจห้องบน, ณัฐนัย วรวิจิตราพันธ์, มจธ., รศ. ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_60581d2e632f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2020 22:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2020 22:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ธนาคารน้ำใต้ดิน&quot;กู้วิกฤตปัญหาน้ำแล้ง น้ำเค็ม &quot;สวนมะม่วง&quot;บนผืนทราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ยังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำซากในเกือบทุกพื้นที่ในประเทศไทย &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้ภาครัฐ และหลายองค์กร มีความตื่นตัวในการแก้ปัญหาอย่างมาก &amp;nbsp;โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งนั้น เป็นเรื่องทุกข์ยากแสนสาหัสของชาวบ้าน ไม่แตกต่างจากการเจอปัญหาน้ำท่วม เพราะภัยแล้งนับวันจะกินระยะเวลายาวนานขึ้นเรื่อยๆ ตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
.
และโครงการการบริหารจัดการน้ำใต้ดิน หรือธนาคารน้ำใต้ดิน นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการแกัปัญหาภัยแล้ง และเป็นแนวคิดที่มาแรงในในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยการริเริ่มของพระนิเทศศาสนคุณ (หลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ) ที่นำเอาแนวคิดการเก็บน้ำไว้ใต้ดินจากประเทศสหรัฐอเมริกามาประยุกต์ใช้กับพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มักมีปัญหาน้ำท่วมหนักในฤดูฝนและแล้งมากในฤดูร้อน หลักการคือการเติมน้ำลงไปเก็บไว้ใต้ดินและนำออกมาใช้ได้เมื่อยามต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) โดยศูนย์วิศวกรรมสารสนเทศภูมิศาสตร์และนวัตกรรม (KGEO) ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์เพื่อมาตรฐานและอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์ มจธ.เป็นหน่วยงานที่ให้บริการงานวิชาการและองค์ความรู้ด้านสารสนเทศภูมิศาสตร์เป็นหลัก ได้นำองค์ความรู้ด้านสารสนเทศภูมิศาสตร์ ผสานกับวิธีการทำธนาคารน้ำใต้ดิน &amp;nbsp;เข้าไปช่วยจัดการเรื่องน้ำใต้ดินนี้มาแล้วที่จังหวัดนครพนม เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งในพื้นที่จนประสบผลสำเร็จมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สวนมะม่วงของชาวเนินพระ ที่อยู่ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ล่าสุด มจธ.ได้ร่วมมือกับ บริษัทพีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ &amp;nbsp;PPTGC &amp;nbsp;เทศบาลเมืองมาบตาพุด &amp;nbsp;ทำธนาคารน้ำใต้ดิน ให้กับชาวบ้านต.เนินพระ เทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง เพื่อช่วยชาวสวนมะม่วงที่ปลูกบนผืนทราย &amp;nbsp;จากปัญหา น้ำท่วม น้ำแล้งและน้ำเค็ม โดยตั้งเป้าทำระบบน้ำใต้ดินให้กับชาวบ้าน จำนวน 20บ่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ปริเวท วรรณโกวิท หัวหน้าศูนย์วิศวกรรมสารสนเทศภูมิศาสตร์และนวัตกรรม (KGEO) มจธ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;quot; ระบบกักเก็บน้ำใต้ดิน หรือธนาคารน้ำใต้ดิน ไม่เพียงช่วยชะลอน้ำท่วม ช่วยกักเก็บน้ำ ในฤดูแล้ง แต่ยังช่วยลดความเค็มและเพิ่มความชุ่มชื้นให้หน้าดินในสวนมะม่วงของชาวสวนในพื้นที่เทศบาลเมืองมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง การร่วมมือนี้ GC สนับสนุนเงินทุน วัสดุหินถมและการขนส่งส่วนทางเทศบาลฯ &amp;nbsp;สนับสนุนเรื่องการประสานพื้นที่&amp;nbsp;เครื่องมือ อุปกรณ์ เช่น รถแม็คโครเพื่อใช้ในการขุด ขณะที่ &amp;nbsp;มจธ. สนับสนุนองค์ความรู้เข้าไปช่วยวิเคราะห์และสำรวจพื้นที่เหมาะสมสำหรับทำบ่อกักเก็บน้ำในแต่ละสวน เนื่องจากเกิดภาวะน้ำท่วมสวนมะม่วงในหน้าฝนและในหน้าแล้งมะม่วงก็ยืนต้นตาย&amp;rdquo; ดร.ปริเวท วรรณโกวิท หัวหน้าศูนย์วิศวกรรมสารสนเทศภูมิศาสตร์และนวัตกรรม (KGEO) มจธ. กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารน้ำใต้ดิน สวนมะม่วงของบุญส่ง บุญยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปัญหาเรื่องน้ำของขาวสวนมะม่วงที่ต.เนินพระ ที่มีพื้นที่โดยรวมกว่า 121 ไร่ &amp;nbsp;มาจากการที่สวนมะม่วงแห่งนี้มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากสวนอื่นๆ ตรงที่ปลูกบนที่ดินที่เป็นผืนทราย เพราะพื้นที่แห่งนี้อยู่ติดกับทะเล ในอดีต70-80ปีที่แล้ว เคยปลูกพุทธาสายพันธุ์บอมเบย์ แต่เมื่อพุทธาสายพันธุ์นี้ไม่ได้รับความนิยม ราคาถูก ชาวบ้านจึงหันมาปลูกมะม่วงแทน แต่ก็มีปัญหาตรงที่มะม่วงสายพันธุ์ต่าง ๆ เติบโตได้่ไม่ค่อยดีนัก เพราะที่ตรงนี้เป็นทรายล้วนๆ &amp;nbsp;แต่ลุงชวน วงษ์เนิน ชาวบ้านที่นี่ สังเกตุเห็นว่าในพื้นที่ของตนมีมะม่วงป่าขึ้นเต็มไปหมด ทำไมมะม่วงเหล่านี้ จึงอยู่รอดได้ไม่ตาย ออกดอกออกผลได้ดี โดยไม่ต้องรดน้ำ จึงคิดนำมะม่วงสายพันธุ์อื่น ที่มีขายกันตามท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นเขียวเสวย น้ำดอกไม้ อกร่อง มาเสียบยอด กับตอของต้นมะม่วงป่า ซึ่งพบว่าต้นแข็๋งแรงเติบโต ส่วนผลผลิตที่ได้มีรสชาติหวานอร่อย ผิวภายนอกละเอียด &amp;nbsp;สวย ไม่อมน้ำ มีความกรอบและรสชาติที่ดี แตกต่างจากมะม่วงที่ปลูกบนดิน ล่าสุดมะม่วง ของต.เนินพระ สวนลุงชะลอ เนินวงษ์ ได้รางวัลที่ &amp;nbsp;2การประกวดงานเกษตรแฟร์เมื่อต้นปี 63&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้วยเหตุนี้ สวนมะม่วงที่ปลูกบนผืนทราย จึงกลายมาเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้ขาวต.เนินพระ เพราะมะม่วงที่นี่จะออกนอกฤดูราคากิโลละ 100-150 บาท มีชื่อเสียงเป็นที่รับรู้กันในจังหวัดและแถบตะวันออก ในเรื่องรสชาติความอร่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาววรรณธิดา แสนศิริ &amp;nbsp;หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชน เทศบาลมาบตาพุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางสาววรรณธิดา แสนศิริ &amp;nbsp;หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชน กองสวัสดิการสังคม เทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง ให้ข้อมูลว่าพื้นดินที่นี้เป็นดินทราย ไม่สามารถเก็บกักความชื้นไว้ได้ ชาวสวนมะม่วงจะประสบปัญหาเรื่องน้ำท่วม น้ำแล้งเกือบทุกปี โดยเฉพาะปี 2562 ที่ผ่านมา เกิดภัยแล้งรุนแรง เกษตรกรประสบปัญหาอย่างมาก ไม่มีน้ำรดสวน ทำให้เกษตรกรต้องมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น จากเดิมที่อาศัยเพียงน้ำฝนสำหรับการทำเกษตรของชาวบ้านเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้สภาพพื้นดินซึ่งเป็นพื้นทราย แต่ชาวบ้านที่นี้ทำสวนมะม่วงกันมากว่า 50 ปีแล้ว การที่มาทำธนาคารน้ำใต้ดิน เพราะเกิดปัญหาภัยแล้งอย่างหนักเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ต้นมะม่วงยืนต้นตายไปเป็นจำนวนมาก ถือเป็นภัยแล้งที่หนักที่สุด เกษตรกรต้องหาซื้อน้ำมารดสวน พออาจารย์เข้ามาให้คำแนะนำว่ายังมีหนทางที่จะสามารถเอาน้ำลงไปไว้ในใต้ดิน ไม่ให้ระเหยหายไปหมด เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ได้บ้าง ดีกว่าไหลลงคลองลงทะเล ซึ่งยอมรับว่าเรื่องนี้ถือเป็นองค์ความรู้ใหม่ของเราเลย เพราะไม่เคยคิดว่าสภาพพื้นดินที่เป็นดินทรายจะสามารถทำอะไรแบบนี้ได้ หลังจากได้ผลทดลองที่ได้จากสวนต้นแบบ ทำให้เราเกิดความมั่นใจมากขึ้น จึงต้องการให้มีการจัดทำบ่อหรือธนาคารน้ำใต้ดินกระจายไปให้ทั่วทุกสวน&amp;rdquo; นางสาววรรณธิดา กล่าว

พร้อมกับให้ข้อมูลอีกว่า &amp;nbsp;นอกจากปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วมและน้ำเค็มที่รุกล้ำพื้นที่สวนมะม่วงแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เทศบาลฯ ยังมีความกังวลคือ ภาคอุตสาหกรรมมีการดึงน้ำจากคลองชลประทานไปใช้ ขณะที่ชาวบ้านไม่ได้ใช้น้ำเพื่อภาคการเกษตร แต่ใช้เพื่อรักษาระดับน้ำผิวดิน เพื่อให้ดินชุ่มชื้น และช่วยในการระบายน้ำเท่านั้น
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญส่ง บุญยั่งยืน เจ้าของสวนมะม่่วงที่ให้โครงการทำบ่อสาธิตธนาคารน้ำใต้ดิน ในสวนมะม่วงของเขา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
บุญส่ง บุญยั่งยืน ขาวต.เนินพระ เป็นสวนมะม่วงที่ทางโครงการเลือกให้เป็นจุดนำร่องการทำธนาคารน้ำใต้ดิน &amp;nbsp;3 จุด เมื่อประมาณ 2เดือนที่แล้ว เพื่อให้เป็นบ่อสาธิต ให้ชาวบ้านเข้าใจระบบกักเก็บน้ำรูปแบบนี้ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่สวนของบุญส่ง ก็มีสภาพเช่นเดียวกับสวนมะม่วงรายอื่นๆ ที่เป็นดินทรายเวลาฝนตกมากๆ จะระบายไม่ทัน น้ำท่วมสูงประมาณ 15-20 ซม. แต่หลังจากทำระบบกักเก็บน้ำหรือธนาคารน้ำใต้ดิน บุญส่งยืนยันว่า ไม่มีปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำขังอีก ขณะที่มวลน้ำยังถูกเก็บลงไปใต้ดิน ทำให้พื้นดินชุ่มชื้นมากขึ้น สังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงของต้นมะม่วง ที่เขียวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;แต่ก่อนพวกเราก็คิด ทำสวนแก้ปัญหากันไปตามยถากรรม เพราะได้รับผลกระทบเรื่องน้ำน้อย และน้ำเค็ม เพราะน้ำทะเลหนุนเข้ามาตลอด แต่ก่อนเคยมีเจ้าหน้าที่และหลายหน่วยงานมาสอบถามโน่นนี่ มาแล้วก็หายไป ไม่เหมือนโครงการนี้ ที่อาจารย์ มจธ.ทางจีซีและเทศบาลเข้ามาดำเนินการพูดคุยต่อเนื่อง ซึ่งต่อไปเมืองโดยรอบจะขยายตัว ทำให้พวกเราชาวบ้านจะมีปัญหาเรื่องน้ำมากขึ้น หลายคนอาจมองไม่เห็นปัญหาตอนนี้ แต่ต่อไปผมว่าจะเกิดปัญหาเรื่องน้ำขึ้นแน่ ซึ่งถ้าเราไม่ทำ เตรียมการไม่กักเก็บน้ำไว้ ก็คงจะแย่ในอนาคต&amp;quot;บุญส่งกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ปริเวท ให้ข้อมูลเกี่ยวกับธนาคารน้ำใต้ดินให้ชาวบ้านเข้าใจ ประโยชน์ที่จะได้รับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
ธนาคารน้ำใต้ดินที่ ต.เนินพระ ต้องทำเป็นระบบปิดเท่านั้น เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่ &amp;nbsp;ดร.ปริเวท กล่าวว่า &amp;nbsp;ก่อนทำทาง มจธ. ได้เข้าไปทำการสำรวจ พื้นที่่ก่อน &amp;nbsp;ซึ่งสวนมะม่วงของเกษตรกรที่เนินพระ ต้องทำเป็นบ่อระบบปิด ขนาดเล็ก มีขนาด ลึก-กว้าง-ยาว 2x2x2 เท่านั้น เนื่องจากสภาพพื้นที่ไม่สามารถทำบ่อระบบเปิดได้ &amp;nbsp;ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จทันในช่วงหน้าฝนนี้พอดี โดยหลังจากผ่านไป 1 เดือน ก็พบว่า 1.ช่วยระบายน้ำท่วมให้ลดลงเร็ว ไม่ท่วมสวน 2. มวลน้ำเหล่านี้ไปช่วยลดความเค็มที่อยู่ในดิน ให้ชะล้างออกไป ซึ่งถือเป็นการจัดการน้ำชายฝั่งได้อีกด้วย &amp;nbsp;เนื่องจากเทศบาลเมืองมาบตาพุดอยู่ติดทะเลและด้วยสภาพของเมืองที่เปลี่ยนไปพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นผิวคอนกรีตทำให้ความเค็มยิ่งรุกล้ำ &amp;nbsp;และ 3.ทำให้ผิวดินในพื้นที่สวนมะม่วงชุ่มชื้นช่วยให้ต้นมะม่วงเจริญเติบโตในภาวะแล้งได้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เราตั้งเป้าทำธนาคารน้ำใต้ดินที่สวนมะม่วงของเนินพระไว้ 20 บ่อ ให้เกษตรกรประมาณ 17 ราย ซึ่งชาวบ้านบางคนยังไม่ยินยอมให้เข้าไปทำ เพราะอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อวันนี้ ได้มีการพูดคุยอธิบายให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำใต้ดินตามโครงการเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำต้นทุนด้วยระบบธนาคารน้ำใต้ดิน 8 ขั้นตอน (ตามมาตรฐาน American Groundwater Solution: AGS) ให้กับเกษตรกรชาวสวนในพื้นที่ตำบลเนินพระ ชาวบ้านก็เข้าใจแล้ว และพี่บุญส่ง ที่ทำบ่อสาธิตในสวนของเขา ก็ช่วยยืนยันเรื่องข้อดีต่างๆ ขาวบ้านที่เหลือ ก็ตกลงแล้วว่าจะให้เราเข้าไปทำธนาคารน้ำใต้ดิน ในที่ดินของเขา แต่บางสวนเข้าไปยากมาก ยังเป็นปัญหาที่จะต้องร่วมมือกันดำเนินการ&amp;quot; อาจารย์ปริเวท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลักษณะของธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนข้อจำกัดของการทำธนาคารน้ำใต้ดินนั้น อาจารย์ปริเวทกล่าวว่า &amp;nbsp;ในประเทศไทยไม่ใช่ทำได้ทุกพื้นที่ &amp;nbsp;เพราะแต่ละภูมิภาคมีชั้นหินที่ต่างกัน จึงต้องศึกษาข้อมูลก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่ และอะไรที่ต้องระมัดระวัง เพราะฉะนั้นข้อมูลด้าน GIS จึงมีความสำคัญ โดยใช้ฐานข้อมูลของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งจะมีแผนที่ชั้นหินต่าง ๆและแผนที่ศักยภาพน้ำบาดาล &amp;nbsp;เช่น ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเป็นชุดหินมหาสารคาม ลึกประมาณ 7 เมตร สามารถขุดได้ แต่ควรระวังแผ่นเกลือที่มีกระจายอยู่ทั่วภูมิภาค พื้นที่ภาคเหนือมีความแตกต่างทางธรณีวิทยา บางพื้นที่เป็นหินแกรนิตที่มีการเก็บน้ำได้ที่ต่างกัน น้ำจะซึมผ่านตามรอยแตกให้ปริมาณต่างกัน แต่ถ้าเป็นชั้นหินที่มีรูพรุนจะมีการซึมผ่านของน้ำตามช่องรูพรุนนั้น จึงทำให้บางพื้นที่ขุดแล้วมีน้ำมากน้อยต่างกัน ฉะนั้นก่อนทำการขุดจะต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานตามขั้นตอนของโครงการเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำต้นทุนด้วยระบบธนาคารน้ำใต้ดิน 8 ขั้นตอน (มาตรฐาน American Groundwater Solution: AGS) ควรดำเนินการทั้งก่อนและตามขั้นตอนนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;สำหรับ ที่เนินพระ เขาสำรวจแล้วพบว่า มีชั้นทรายลึกถึง 5เมตร หลังจากนั้นก็เป็นซากปะการังโบราณ ซึ่งบ่งบอกว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นทะเลเก่ามาก่อน แต่ก็สามารถทำธนาคารน้ำใต้ดินให้ชาวบ้านได้ เพราะสวนมะม่วงที่นี่ถือว่ามีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร &amp;nbsp;และการมีสวนมะม่วง ที่อยู่ใกล้ชายฝั่งยังช่วยเรื่องการกัดเซาะของน้ำทะเลไม่ให้รุกเร็ว เมื่อเปรียบเทียบพื้นที่ที่นี่กับที่อื่นที่อยู่ใกล้ ๆบริเวณเดียวกัน จะมีการกัดเซาะที่มากกว่า และมาบตาพุดไม่ไกลจากกรุงเทพ หากมีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสวนมะม่วง และสวนพุทรา ก็จะเพิ่มมูลค่าด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้กับคนในพื้นที่ได้อีกด้วย&amp;quot;นักวิชาการายนี้กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สวนมะม่วงปลูกบนผืนทราย โดยใช้วิะีเสียบกิ่งกับตอมะม่วงป่า ทำให้ต้นมีความแข็งแรง ทนกับสภาพน้ำน้อยได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลผลิตที่ได้รสฃาติอร่อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มะม่วงอกร่องอายุ 50ปี&amp;nbsp; ปลูกบนผืนทราย ต้นใหญ่มาก ขนาด5คนโอบ ที่เติบโตมีอายุยืนยาว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการเสียบต่อกิ่งกับตอมะม่วงป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มะม่วงของสวนชาวเนินพระ รสชาติดร่อยมาก ได้รางวัลที่ 2การประกวดเกษตรแฟร์ปี 63&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76110</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.ระยอง, ต.เนินพระ, ธนาคารน้ำใต้ดินเนินพระ, บุญส่ง บุญยั่งยืน, ปริเวท วรรณโกวิท, มจธ., มาบตาพุด, วรรณธิดา แสนศิริ, ศูนย์วิศวกรรมสารสนเทศภูมิศาสตร์และนวัตกรรม (KGEO) มจธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200831/image_big_5f4d0b5954cea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2019 14:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2019 14:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิจัย มจธ. พัฒนาอุปกรณ์ถ่างขยายผนังหัวใจห้องบนด้วยวัสดุฉลาด คว้ารางวัลเหรียญทองระดับนานาชาติ ประเทศเยอรมนี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11ธ.ค.62-ปัจจุบันพบว่ามีคนไทยป่วยด้วยโรคหัวใจล้มเหลวและมีแนวโน้มในการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2555 และ 2557 มีผู้เสียชีวิตประมาณ 43,272 คน และ 54,204 คน ตามลำดับ และคาดว่าแนวโน้มในอนาคตจะมีผู้เสียชีวิตที่สูงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการสูญเสียทรัพยากรในวัยทำงาน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งโรคหัวใจล้มเหลวนั้นเป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถรักษาระดับของการไหลเวียนเลือดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายได้มีสาเหตุหลักมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ, โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ, และความดันโลหิตสูง เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับ อุปกรณ์ถ่างขยายผนังหัวใจห้องบนด้วยวัสดุฉลาด คิดค้นขึ้นโดย รศ.ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล และหลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) หัวหน้าห้องปฏิบัติการวัสดุฉลาด &amp;nbsp;ซึ่งทำวิจัยผลงานเรื่อง &amp;ldquo;อุปกรณ์ถ่างขยายผนังหัวใจห้องบนจากวัสดุฉลาดสำหรับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว&amp;rdquo; จนสามารถคว้ารางวัลเหรียญทองบนเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติ จากงาน &amp;ldquo;The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New Products&amp;rdquo; (iENA 2019) &amp;nbsp;ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ เมืองนูเรมเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทีมวิจัยได้ร่วมมือกับทีมแพทย์หัวใจโรงพยาบาลรามาธิบดีนำโดย รศ.นพ.ธีรภัทร ยิ่งชนม์เจริญ ออกแบบพัฒนาอุปกรณ์ถ่างขยายผนังหัวใจ ที่จะช่วยแก้ปัญหาผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจล้มเหลว ทางคณะวิจัยจึงมีแนวคิดที่จะใช้อุปกรณ์ที่ช่วยในการเจาะผนังกั้นหัวใจห้6องบน เพื่อลดความดันภายในหัวใจห้องบนซ้าย ซึ่งช่วยลดภาระการทำงานของหัวใจ ทำให้หัวใจของผู้ป่วยสูบฉีดเลือดได้สะดวกและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมากยิ่งขึ้น โดยอุปกรณ์นี้มีชื่อว่า Atrial Flow Regulator (AFR) หรือ Interatrial Shunt Device (IASD) เป็นอุปกรณ์ที่ผลิตจากวัสดุผสมจำรูป (Shape memory alloy) ซึ่งทำมาจากโลหะผสมระหว่างนิกเกิล-ไทเทเนียม (NiTi) ที่มีความสามารถจดจำรูปร่างและคืนรูปได้ (Shape memory effect) และมีความยืดหยุ่นสูง (Superelastic) &amp;nbsp;จึงสามารถติดตั้งผ่านสายสวนที่มีขนาดเล็ก ๆ ได้ ช่วยลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดใหญ่และช่วยให้ ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวจากการรักษาได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับการผ่าตัดเปิดทรวงอก โดยผลงานนี้ทาง มจธ. ได้มีความร่วมมือกับทางคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มาเป็นะระยะเวลากว่า 2 ปี
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52252</URL_LINK>
                <HASHTAG>มจธ., อุปกรณ์ถ่างขยายผนังหัวใจห้องบนด้วยวัสดุฉลาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191211/image_big_5df0990965c0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
