<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118213</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 13:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่อ’เกาเหลา’ชามใหม่’จุรินทร์’แนะบิ๊กตู่แก้ปัญหาพปชร.อย่ากระทบพรรคอื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.2564 - &amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำกับ 4 กรมของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นงานของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต รมช.เกษตรฯ จากเดิมให้นายจุรินทร์เป็นผู้ดูแล ว่า ขอพูดโดยรวมว่าเห็นใจพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่จะต้องแก้ไขปัญหาภายพรรค ซึ่งให้กำลังใจมาโดยตลอด เพียงแต่การแก้ไขปัญหาควรจะยุติ ไม่ควรที่จะกระทบถึงส่วนอื่นหรือพรรคการเมืองอื่น ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นเรื่อง แทนที่จะแก้ปัญหาทั้งหมดให้ลุล่วงไปได้ ก็จะเป็นการแก้ปัญหาหนึ่งแต่ไปสร้างอีกปัญหาหนึ่งโดยไม่จำเป็น ซึ่งสื่อสารเรื่องนี้กับนายกฯแล้ว และนายกฯก็รับทราบ จึงเชื่อว่าเรื่องนี้จะคลี่คลายไปได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าในทางการเมือง พล.อ.ประวิตร เข้ามาในลักษณะเช่นนี้ อาจจะยึดกระทรวงเกษตรฯจากพรรคประชาธิปัตย์ไปได้ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะเรื่องนี้ไม่เคยคุยกัน เป็นอีกกรณีหนึ่งซึ่งยังไม่เกิดเรื่องขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามย้ำที่ระบุว่าอาจเกิดปัญหาที่สองที่สามตามมา ตอนนี้กังวลเรื่องอะไร นายจุรินทร์ กล่าวว่า พูดตามหลักการเท่านั้น เพราะเข้าใจและเห็นใจรัฐบาลว่ามีปัญหาอยู่หลายด้านในขณะนี้ ฉะนั้น อะไรที่จะไม่สร้างปัญหาเพิ่มโดยไม่จำเป็น ก็ไม่ควรทำ และเชื่อว่าทุกอย่างจะออกมาได้ด้วยดี
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118213</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ครม., นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, มติคณะรัฐมนตรี, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_61540310890db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116038</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 13:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 13:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เลือกตั้ง“กทม.-เมืองพัทยา”ส่อยาวไปปี2565 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย.2564 - &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ให้มีการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โดยที่ยังไม่รวมในส่วนของ กทม.และเมืองพัทยาว่า รอเลือกตั้ง อบต.ก่อน เพราะตั้งกว่า 5 พันแห่ง เราอยากทดลองดูก่อนว่าได้ผลหรือเปล่า ส่วน กทม.และพัทยา อาจเลือกตั้งพร้อมกัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ ต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประเมินว่าต้องการเวลาเท่าไหร่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าทาง กกต.ได้มีการประเมินวันคร่าวๆหรือไม่ว่าเมื่อไหร่ นายวิษณุ กล่าวว่า เขาไม่ได้บอก ซึ่งก็เป็นอำนาจของเขา ครม.จะไปสั่งเขาก็ไม่ได้ รู้แต่ว่าประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนธันวาคม ซึ่งเท่าที่ดูก็มีเพียง 2 เสาร์-อาทิตย์ เท่านั้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116038</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวิษณุ เครืองาม, มติคณะรัฐมนตรี, รองนายกรัฐมนตรี, องค์การบริหารส่วนตำบล, อบต., เลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210908/image_big_61385c6e01d91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91866</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2021 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2021 14:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวขอนแก่นเฉยๆประมูลทะเบียนรถใส่ชื่อตัวเองได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.พ.2564 - ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นภายหลังจากที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในเรื่องของการให้มีการประมูลหมวดเลขทะเบียนสวยในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่สามารถใส่ชื่อตนเองหรือตัวอักษร รวมทั้งพยัญชนะต่างๆ ที่ชื่นชอบได้ โดยที่กรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการให้สามารถเปิดการประมูลได้ในช่วงกลางปี 2564 เพื่อนำรายได้สมทบกองทุนเพื่อความปลอดภัยทางถนน ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวพบว่าชาวขอนแก่นให้ความสนใจในการติดตามรายละเอียดผ่านเว็บไซต์เพื่อศึกษาข้อมูลและแนวทางการปฏิบัติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุนิตรา อุไกรษา อายุ 47 ปี บ้านเลขที่ 7/3 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น กล่าวว่า รู้สึกเฉยๆ กับการที่คณะรัฐมนตรี ได้พิจารณาอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แต่ถ้ามองในแง่ที่จะมีรายได้เข้าสมทบกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนเพื่อทำผลประโยชน์ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลก็ทบก็เป็นข้อดี แต่เห็นความจำเป็นรึเปล่าก็ไม่เห็นความจำเป็นว่าจะดีตรงไหนนอกจากเรื่องเงินรายได้ที่จะได้ทำบุญร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถ้าเทียบกับราคายังคิดว่าค่อนข้างสูงถ้าเทียบกับตัวอักษรที่ได้มาอยู่บนแผ่นป้าย น่าจะเหมาะกับคนที่มีเงินเหลือกินเหลือใช้มากกว่าคนธรรมดาทั่วไปคนธรรมดาทั่วไปคงจะจับต้องไม่ได้แน่นอน ความจำเป็นที่จะมีป้ายเป็นชื่อตัวเองคิดว่าไม่จำเป็นเพราะที่มีอยู่ปัจจุบันก็ดีอยู่แล้วถ้าใส่ชื่อตัวเองลงไปและเป็นตัวอักษรอื่นคิดว่ามันจะรกๆ เป็นหวดหมู่ตัวอักษรเหมือนเดิมดีแล้ว คิดว่าไม่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตคิดว่าการประมูลแบบนี้น่าจะต้องการหารายได้เข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนมากกว่า&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นางบังอร กองโฉม อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ &amp;nbsp;88 ม.3 ต.เมืองเก่า อ.เมือง ขอนแก่น กล่าวว่า โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะเอาชื่อตัวเองไปติดไว้ที่ทะเบียนรถ เพราะตามที่ขนส่งทำไว้แบบเดิมดีอยู่แล้วและมีการจัดเป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจน ดังนั้นเลขประมูลที่จะใช้ชื่อตัวเองนำหน้าคนธรรมดาทั่วไปคงไม่สามารถมีไว้ครอบครองได้ เพราะรู้สึกแพงสำหรับคนหาเช้ากินค่ำ แต่ถ้ามองถึงเรื่องเป็นประโยชน์ก็คิดว่าตอนที่รถไปเกิดอุบัติเหตุหรือถูกขโมยอาจจะตามหาได้ง่ายขึ้นมากกว่าเดิม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91866</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล, ครม., มติคณะรัฐมนตรี, หมวดเลขทะเบียนสวย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210203/image_big_601a4aacda18f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77581</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2020 08:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2020 08:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจยันความพร้อมรับ&#039;นักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.2563 -&amp;nbsp; พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร.เปิดเผยถึงกรณีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติหลักการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ หรือ Special Tourist VISA (STV) เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้ขานรับนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม&amp;nbsp; ในการประสานการทำงานกับหน่วยร่วมปฏิบัติที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวดังกล่าว โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์&amp;nbsp; กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.พงษ์วุฒิ พงษ์ศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ขับเคลื่อนการปฏิบัติภารกิจของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตามพิธีการคนเข้าเมืองและตามมาตรการสาธารณสุขที่กำหนด เพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID -19) ด้วยอีกส่วนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พร้อมหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องมีความพร้อมในการทำงานกับหน่วยร่วมปฏิบัติสำหรับการรองรับนักท่องเที่ยวตามด่านตรวจคนเข้าเมืองทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ โดยเงื่อนไขสำหรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษนี้&amp;nbsp; ต้องเป็นบุคคลต่างด้าวที่ประสงค์จะเดินทางมาพำนักระยะยาวภายในประเทศไทย พร้อมทั้งยอมรับการปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขที่ประกาศใช้ภายในประเทศไทยและตกลงยินยอมกักตัวในห้องพักจำนวน 14 วัน ประกอบกับมีหลักฐานสถานที่พักอาศัยระยะยาวภายในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บุคคลตามเกณฑ์ข้างต้นและผ่านการดำเนินการตามการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID -19) ตามที่กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด มีสิทธิ์ขอรับการมีสิทธิ์ขอรับการตรวจลงตราประเภทนักท่องเที่ยวเป็นพิเศษตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77581</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., นักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, มติคณะรัฐมนตรี, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200826/image_big_5f45c1fcb1a67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27834</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2019 08:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2019 08:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียวกฎหมาย&#039;พกอาวุธ&#039;คุ้มครองพยาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ม.ค.62 - &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วานนี้&amp;nbsp;ว่า ครม. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)คุ้มครองพยานในคดีอาญา(ฉบับที่) พ.ศ. .. ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ เนื่องจากพ.ร.บ.คุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 ได้มีผลบังคับใช้มาเป็นระยะเวลานาน จึงได้มีการปรับปรุงสาระสำคัญ เพื่อให้พ.ร.บ.ดังกล่าวคุ้มครองพยานอย่างครอบคลุม รวมถึงพยานได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม&amp;nbsp;ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น ปรับปรุงบทนิยามคำว่า &amp;ldquo;พยาน&amp;rdquo; หมายถึงบุคคลซึ่งจะมาให้หรือได้ให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาหรือศาล ในการดำเนินคดีอาญารวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ&amp;nbsp;แต่ไม่ให้หมายรวมถึงจำเลยที่อ้างตนเองเป็นพยาน และเพิ่มบทนิยาม คำว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนเหมาะสมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เรื่องของกระบวนการคุ้มครองพยาน ให้สำนักงานคุ้มครองพยานได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืนฯ และกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์&amp;nbsp;จึงสามารถขอพกอาวุธเพื่อใช้ในการคุ้มครองพยาน รวมถึงการย้ายที่อยู่ การจัดหาอำนวยความสะดวกให้กับพยาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ในการดำเนินการเพื่อคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ ให้จัดหาที่พักอันเหมาะสมและจ่ายค่าเลี้ยงชีพ ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการเปลี่ยนชื่อตามหลักฐานทางทะเบียนที่สามารถระบุตัวพยาน&amp;nbsp;และพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล การจ่ายเงินดำรงชีพที่เหมาะสม ให้แก่พยานและผู้ใกล้ชิดกับพยานที่ได้รับผลกระทบจากการมาเป็นพยานในคดีอาญา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27834</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายพกปืน, คุ้มครองพยาน, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, มติคณะรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190120/image_big_5c448dc75c2d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14445</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2018 17:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2018 17:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดรายละเอียดพื้นที่เวนคืนสร้างรถไฟรางคู่&#039;เด่นชัย-เชียงของ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค.2561 -&amp;nbsp;&amp;nbsp;มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อนุมัติโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ วงเงินรวม 85,345 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี ระยะทางรวมประมาณ 323 กิโลเมตรนั้น ต้องมีการออกร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนของโครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของด้วย ซึ่งจะมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางรถไฟ และสร้างทางและสะพานข้ามทางรถไฟตามโครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้พื้นที่จะเวนคืนนั้นประกอบด้วย จังหวัดแพร่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในอำเภอเด่นชัยจะมีตำบลเด่นชัย ตำบลปงป่าหวาย, อำเภอสูงเม่นจะมี ต.น้ำชำ ต.สูงเม่น ต.พระหลวง ต.สบสาย ต.ดอนมูล และ ต.ร่องกาศ ส่วนอำเภอเมืองแพร่ จะมี ต.นาจักร ต.กาญจนา ต.เหมืองหม้อ ต.ทุ่งกวาว ต.ทุ่งโฮ้ง ต.แม่หล่าย และ ต.แม่คำมี อำเภอสอง จะมี ต.หนองม่วงไข่ อำเภอหนองม่วงไข่ จะมี ต.หัวเมือง ต.แดนชุมพล ต.ทุ่งน้าว ต.ห้วยหม้าย ต.บ้านขนุน และ ต.บ้านกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนจังหวัดลำปาง ประกอบด้วย อำเภองาว ซึ่งจะมี ต.แม่ตีบ ต.หลวงใต้ ต.บ้านแหง ต.หลวงเหนือ ต.นาแก ต.ปงเตา และ ต.บ้านร้อง จังหวัดพะเยา ประกอบด้วย อำเภอเมืองพะเยา จะมี ต.แม่กา ต.จำป่าหวาย ต.แม่ต๋ำ และ ต.ท่าวังทอง อำเภอดอกคำใต้ ประกอบด้วย ต.ดอกคำใต้ และ ต.ห้วยลาน อำเภอภูกามยาว ประกอบด้วย ต.แม่อิง ต.ดงเจน และ ต.ห้วยแก้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดเชียงราย ประกอบด้วยพื้นที่อำเภอป่าแดด ซึ่งจะมี ต.สันมะค่า ต.ป่าแดด ต.โรงช้าง และ ต.ป่าแงะ อำเภอเทิงมี ต.เชียงเคียน อำเภอเมืองเชียงราย มี ต.ดอยลาน ต.ห้วยสัก ต.ท่าสาย และ ต.รอบเวียง อำเภอเวียงชัย มี ต.เวียงชัย ต.เวียงเหนือ และ ต.เมืองชุม อำเภอเวียงเชียงรุ้ง มี ต.ทุ่งก่อ และ ต.ป่าซาง &amp;nbsp;อำเภอดอยหลวง มี ต.โชคชัย และอำเภอเชียงของ มี ต.ห้วยซ้อ ต.ศรีดอนชัย ต.สถาน และ ต.เวียง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14445</URL_LINK>
                <HASHTAG>7 ปี, ครม., พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน, มติคณะรัฐมนตรี, ลำปาง, สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ, เชียงราย, แพร่, โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180625/image_big_5b30ae2a2c6c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8266</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2018 16:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2018 16:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘บิ๊กตู่’ ตีกลับข้อเสนอผุด31หน่วยงานใหม่รองรับปฏิรูป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;01 พ.ค.2561 - &amp;nbsp;ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติในเรื่องที่ 5 ว่าด้วยการขอจัดตั้งหน่วยงานตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ว่า ครม.เห็นชอบในส่วนราชการดำเนินการตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2561 ในการรองรับการขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปประเทศตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ &amp;nbsp;โดยต้องพิจารณาการปรับปรุงบทบาท ภารกิจ &amp;nbsp;และโครงสร้างของหน่วยงานที่มีอยู่เดิมเป็นลำดับแรกก่อน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อเสนอการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ไม่ควรมีผลผูกพันกับส่วนราชการในทันที &amp;nbsp;และหากยังมีความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ควรจัดตั้งเฉพาะที่มีเหตุผลความจำเป็นและคำนึงถึงค่าใช้จ่าย &amp;nbsp;ทั้งนี้ &amp;nbsp;มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. ศึกษาเรื่องดังกล่าวในรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลตามความจำเป็นและความคุ้มค่าในการจัดตั้งให้ชัดเจนควบคู่ไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาระสำคัญของเรื่อง สำนักงาน ก.พ.ร. รายงานว่า แผนการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน มีข้อเสนอการปรับบทบาทภารกิจและโครงสร้างส่วนราชการเพื่อรองรับการขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปประเทศ ดังนี้ 1.การขอจัดตั้งหน่วยงานใหม่ จำนวน 31 หน่วยงาน โดยจำแนกตามประเภทที่ขอจัดตั้งได้ คือ การขอจัดตั้งหน่วยงานระดับกรม จำนวน 9 หน่วยงาน, การขอจัดตั้งหน่วยงานภายใต้กรม 13 หน่วยงาน, อื่น ๆ เช่น องค์การมหาชน หรือองค์กรอิสระ เป็นต้น &amp;nbsp;9 หน่วยงาน, การขอปรับบทบาทภารกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ 24 หน่วยงาน และการขอจัดตั้งหน่วยงานที่ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ก.พ.ร. 21 หน่วยงาน ซึ่งการขอจัดตั้งหน่วยงานใหม่ตามร่างแผนการปฏิรูปประเทศดังกล่าวไม่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ &amp;nbsp;ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐที่มีเป้าหมายให้ภาครัฐมีขนาดที่เล็กลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ก.พ.ร.ในการประชุมครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2561 ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้พิจารณาเรื่องการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มี.ค.ในประเด็นการรองรับการขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปประเทศ โดยที่ประชุมมีมติให้ส่วนราชการที่ต้องจัดตั้งหน่วยงานตามแผนการปฏิรูปประเทศพิจารณาการปรับปรุงบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของหน่วยงานที่มีอยู่เดิมเป็นลำดับแรกก่อน &amp;nbsp;สำหรับข้อเสนอการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ &amp;nbsp;ไม่ควรมีผลผูกพันกับส่วนราชการในทันที และหากยังมีความจำเป็นที่ต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่เพิ่มควรจัดตั้งเฉพาะที่มีเหตุผลความจำเป็นและคำนึงถึงค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมอบหมายให้ สำนักงาน ก.พ.ร. ศึกษาเรื่องดังกล่าวในรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลความจำเป็นและความคุ้มค่าในการจัดตั้งให้ชัดเจนควบคู่ไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการเมือง, ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน, ด้านกฎหมาย, ด้านกระบวนการยุติธรรม, ด้านเศรษฐกิจ, ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ด้านสาธารณสุข, ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ, ด้านสังคม, ด้านพลังงาน, และด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8266</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.พ.ร., ครม., ค่าใช้จ่าย, ปฏิรูป 11 ด้าน, มติคณะรัฐมนตรี, รองนายกรัฐมนตรี, วิษณุ เครืองาม, หน่วยงานใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae836371755d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
