<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117447</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 20:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เห็นชอบโครงการเสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานรากครั้งที่ 6 ในพื้นที่ 6 จว. วงเงิน 1.9 พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.64 - น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 21 ก.ย.2564 ได้เห็นชอบโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข็มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากครั้งที่ 6&amp;nbsp;รวม 6 จังหวัด รวม 838 โครงการ กรอบวงเงิน 1,942 ล้านบาท โดยให้ใช้จ่ายจากเงินกู้ภายใต้แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน ตามบัญชีท้ายพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 พร้อมทั้งให้หน่วยงานรับผิดชอบโครงการเร่งดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายใต้กรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยต้องให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มี.ค. 2565&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ 6 จังหวัดที่ได้รับอนุมัติงบประมาณครั้งนี้ ประกอบด้วย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน สกลนคร ชัยนาท ราชบุรี และสุพรรณบุรี&amp;nbsp; ซึ่งโครงการที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด 834 โครงการนี้ แยกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1)กลุ่มโครงการพัฒนาสินค้าท่องเที่ยว บริการและการค้า 21 โครงการ 2)กลุ่มโครงการยกระดับประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการเกษตร 21 โครงการ 3)โครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน 13 โครงการ และ 4)โครงการที่เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชุมชน 779 โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลที่คาดว่าจะได้รับนั้น คาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงาน 16,836 คน มีผู้ได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 1,356,370 คน ไม่น้อยกว่า 102,723 ครัวเรือน รวมถึงช่วยยกระดับมาตรฐานและคุณภาพของสินค้า ทักษะและความรู้ในการประกอบอาชีพ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการฟื้นตัวและการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจในหมู่บ้านและชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อรวมผลการพิจารณากลั่นกรองโครงการตั้งแต่ครั้งที่ 1-6&amp;nbsp; ทำให้มีจังหวัดที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว 76 จังหวัด รวม 9,350 โครงการ มีเงินเข้าหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 21,847.23 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117447</URL_LINK>
                <HASHTAG>มติครม., เศรษฐกิจฐานราก, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149e37cc82b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117424</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 17:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เคาะงบกลาง 2.7 หมื่นล้าน ลดค่าน้ำค่าไฟ หนุนใช้สอย พร้อมเปิดลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21&amp;nbsp;ก.ย.64 - นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการและขยายมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา อนุมัติงบกลาง ปี 64 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจำนวน 27,005.66 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้ 1.วงเงิน 2,018 ล้านบาท เพื่อขยายระยะเวลามาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำ/ค่าไฟ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564&amp;nbsp;&amp;ndash;&amp;nbsp;กันยายน 2565 (12 เดือน) -กรณีใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วย/เดือน ติดต่อกัน 3 เดือน ให้สิทธิค่าไฟฟ้าฟรี ตามมาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบัน กรณี ใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วย/เดือน ให้ใช้สิทธิตามมาตรการนี้ในวงเงิน 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน กรณีใช้เกินวงเงินที่กำหนด ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด ครอบคลุม 1.9 ล้านครัวเรือน โดยประมาณ,&amp;nbsp;สนับสนุนค่าน้ำประปา วงเงิน 100 บาท /ครัวเรือน /เดือน ในกรณีใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท โดยส่วนเกินต้องชำระด้วยตนเอง และกรณีการใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้มีบัตรฯ รับภาระในการชำระค่าน้ำประปาเองทั้งหมด ครอบคลุมประมาณ 186,625 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวว่า 2.วงเงิน 18,815 ล้านบาท สนับสนุน ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และการเพิ่มเบี้ยความพิการ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สำหรับค่าซื้อสินค้าอุปโภค/บริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อการเกษตร จากร้านธงฟ้าประชารัฐและร้านอื่นๆ โดยผู้มีสิทธิที่มีรายได้เกินกว่า 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี ได้รับ 200 บาท/คน/เดือน ในส่วนผู้มีสิทธิที่มีรายได้ ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี ได้รับ 300 บาท/คน/เดือน และได้รับส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 55บาท/คน/3 เดือน,&amp;nbsp;ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อาทิ ค่าโดยสาร ขสมก. ระบบ&amp;nbsp;e-Ticket /รถไฟฟ้า บขส. รถไฟ อย่างละ 500 บาท/คน/เดือน,&amp;nbsp;เบี้ยความพิการ จำนวน 1,000 บาท/คน/เดือน อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.วงเงิน 1,642 ล้านบาท ดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (รอบใหม่) เพื่อรองรับกระบวนการลงทะเบียนรอบใหม่ โดยจะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการรับลงทะเบียนของหน่วยรับลงทะเบียน และค่าใช้จ่ายในการผลิตและบริหารจัดการบัตรฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.วงเงิน 4,530.66 ล้านบาท สำหรับจัดสรรสวัสดิการแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาสำหรับผู้มีรายได้น้อย ภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (รอบใหม่) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีบัตรฯ และเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อาจทำให้ผู้สมัครรอบใหม่มีจำนวนเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การช่วยเหลือลดอัตราค่าน้ำ/ค่าไฟ ตลอดจนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานราก โดยมุ่งให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รัฐบาลห่วงใยเพื่อให้สามารถเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ รวมทั้งการยกระดับและพัฒนา คุณภาพชีวิตแก่ประชาชนให้เป็นไปอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี&amp;quot; นายธนกร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117424</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรคนจน, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, มติครม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612d93ef63c89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117418</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 16:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เห็นชอบลดอัตราเงินสมทบประกันสังคม ม.33 และ ม.39 เพิ่มอีก 3 เดือน ก.ย.-พ.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21&amp;nbsp;ก.ย.64 - นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขยายเวลาปรับลดอัตราจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเพิ่มอีก&amp;nbsp;&amp;nbsp;3 เดือน ตั้งแต่ 1 ก.ย. -30 พ.ย.64&amp;nbsp;&amp;nbsp;ลดอัตราเงินสมทบนายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 จากเดิมฝ่ายละร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 2.5 ของค่าจ้างผู้ประกันตน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในส่วนผู้ประกันตนตาม ม.39 ให้ปรับลดอัตราจ่ายเงินสมบทจากเดิมในอัตราเดือนละ 432 บาท ลดลงเหลือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;235 บาท /เดือน&amp;nbsp;โดยให้มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 64 เป็นต้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวว่า สำหรับการลดอัตราเงินสมทบงวดเดือน ก.ย.-&amp;nbsp;พ.ย. 64&amp;nbsp;เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ของนายจ้างและผู้ประกันตนจากสถานการณ์การระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำให้ผู้ประกันตนในระบบจ่ายเงินสมทบลดลงเป็น 10,721 ล้านบาท และนายจ้างจ่ายลดลงเป็น 9,629 ล้านบาท&amp;nbsp;ส่งผลดีต่อผู้ประกันตนทำให้สามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้จ่าย ช่วยเสริมสภาพคล่องได้ประมาณ 945-1,575 บาทต่อคน และนายจ้าง มีสภาพคล่องขึ้น เพื่อให้ดำเนินกิจการต่อไปได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117418</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนประกันสังคม, มติครม., เงินสมทบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149a9b5227b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116513</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 09:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.โดนวางยา! &#039;หมอวรงค์&#039;เตือนรีบยกเลิกมติ&#039;ดาวเทียมไทยคม&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย. 64 - นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ขอรายงานความคืบหน้า เรื่องดาวเทียมไทยคมดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.กรณีการทวงคืนไทยคม 7 และไทยคม 8 ที่ ครม.ยิ่งลักษณ์ เห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกใบอนุญาต โดยไม่มีกฎหมายรองรับ และทับซ้อนกับสัมปทานที่ยังไม่หมดอายุ ขัดรัฐธรรมนูญปี 2550&amp;nbsp; โดยร้องผ่านศาลทุจริต และผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอาญาทุจริตพิจารณาแล้ว เห็นว่ามีนักการเมืองเกี่ยวข้องจำนวนมาก ได้ทำเรื่องปรึกษาศาลอุทธรณ์ว่าอยู่ในอำนาจหรือไม่ ถ้าอยู่ในอำนาจก็พิจารณาต่อ ถ้าไม่อยู่จะส่งต่อศาลฎีกานักการเมือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ตรวจการแผ่นดินกำลังพิจารณา ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้เจ้าหน้าที่ขอสำนวนคำร้อง ที่ผมร้องศาลอาญาทุจริต และศาลปกครองกลาง เพื่อไปประกอบการพิจารณา ผมจัดส่งแล้วครับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. กรณีการส่งมอบไทยคม 4 และ 6 ล่าสุดฟังเสียงรัฐมนตรีดีอีเอสเริ่มอ่อยลง เรื่องการให้ NT ดูแลเอง แต่ขอให้ไทยคมเป็นพี่เลี้ยง แต่ก็ยังอ้างว่า สถานี uplink และ downlink เป็นของบริษัทไทยคม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมยืนยันว่า เอกสารแนบที่ทางรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงดีอีเอส เอามาอ้างว่า ส่วนนี้เป็นของไทยคมนั้น เป็นเรื่องขั้นตอน ทำความเข้าใจ ก่อนลงนามสัญญา ซึ่งประชุมกันวันที่ 17 ก.ค. 2534 สุดท้าย สัญญาเมื่อลงนามวันที่ 11 กันยายน 2534 นั้น ต้องรวมการส่งมอบสถานี uplink และ downlinkให้รัฐด้วย....กรุณาอ่านเอกสารดีๆ อย่ามั่ว หรือต้องการเอื้อประโยชน์ให้ใคร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. กรณีมติ ครม. 7 กันยายน 2564 ให้รวมดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) อยู่ในสัญญาสัมปทานดาวเทียม ทั้งๆ ที่ศาลฎีกานักการเมือง เคยมีคำพิพากษาแล้วว่า ไทยคม 4 ไม่ใช่ดาวเทียมสำรองของไทยคม 3 เป็นดาวเทียมหลักดวงใหม่ เพราะให้บริการอินเตอร์เน็ตที่ทันสมัย จึงต้องตกลงประโยชน์ตอบแทนใหม่ ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน 2535&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มติ ครม.ที่ออกมา เป็นการฟอกขาวให้บริษัทไทยคม และขัดคำพิพากษาศาลฎีกานักการเมือง ท่านนายกฯพลเอกประยุทธ์ทราบไหมว่า ครม.ชุดนี้กำลังถูกวางยา รีบๆ มีมติ ครม.ยกเลิกด่วน ก่อนที่จะถูกดำเนินคดีทั้งคณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ ท่านนายกฯ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแล้ว แต่เกรงว่า ครม. และกระทรวงดีอีเอส จะถูกฟ้องเสียก่อน โดยเฉพาะเรื่องมติ ครม. ขัดคำพิพากษา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116513</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดาวเทียม, ดีอีเอส, นพ.วรงค์  เดชกิจวิกรม, มติครม., ไทยคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210822/image_big_6122154a5a219.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115935</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 18:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 18:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. ไฟเขียวจัดเลือกตั้ง &#039;อบต.&#039; ภายในปี 64 ส่วนผู้ว่าฯกทม.-นายกเมืองพัทยา ยังไม่เคาะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ย.​64 - นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเห็นชอบให้พิจารณาจัดการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่มีกว่า 5,300 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2564 พร้อมหน่วยงานทีเกี่ยวข้องพิจารณากรอบเวลาที่เหมาะสมต่อไป ส่วนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ นายกเมืองพัทยา อาจจะมีการกำหนดให้มีการเลือกตั้งในลำดับถัดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรอบระยะเวลาเบื้องต้น วันที่ 1-15 ต.ค.2564 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องประกาศกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น วันที่ 28 พ.ย. &amp;ndash; 12 ธ.ค.2564 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115935</URL_LINK>
                <HASHTAG>มติครม., อบต., เลือกตั้งท้องถิ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_613752f672877.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115930</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 18:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 18:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. อนุมัติงบกลาง 2,909 ล้านบาทเสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานราก ครั้งที่ 3 จำนวน 1,766 โครงการ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ย.64 - น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 7 ก.ย. 2564 อนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นประจำปีงบประมาณ 2564&amp;nbsp;เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ครั้งที่ 3&amp;nbsp; จำนวน 1,766 โครงการ วงเงินรวม 2,909 ล้านบาท ดำเนินการ ใน10 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดแพร่&amp;nbsp;พิษณุโลก ตาก สุโขทัย ร้อยเอ็ด สุรินทร์ อำนาจเจริญ อยุธยา ปราจีนบุรี และ สระแก้ว ใน 4 กลุ่มโครงการ ประกอบด้วยกลุ่มพัฒนาสินค้า ท่องเที่ยวบริการ และการค้า, กลุ่มยกระดับประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการเกษตร, กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน และ กลุ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชุมชน ระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนสิงหาคม &amp;ndash;ธันวาคม 2564 คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานรวมทั้งสิ้น 29,765 คน และมีผู้ได้รับประโยชน์ประมาณ 3.54 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า พร้อมกันนี้ ครม.ยังได้เห็นชอบในหลักการสำหรับโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ครั้งที่ 4&amp;nbsp; จำนวน 1,434 โครงการ&amp;nbsp;วงเงินรวม 3,753 ล้านบาท ดำเนินการใน 14 จังหวัด ประกอบด้วย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ เลย นครพนม บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ลพบุรี อ่างทอง สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครนายก และยะลา ซึ่งหลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้จัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอขอรับงบประมาณจาก ครม. ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ครม. มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตามข้อสั่งการคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้อย่างเคร่งครัด และในกรณีที่เป็นโครการก่อสร้าง ปรับปรุงและซ่อมแซมถนนหรือเสริมผิวทางด้วยยางพารา ให้สำนักงบประมาณพิจารณาความเหมาะสม เหตุผลและความจำเป็นในการดำเนินการเป็นรายเส้นทางอีกครั้ง เนื่องจากโครงการลักษณะดังกล่าวมีงบประมาณดำเนินการค่อนข้างสูง เพื่อให้การใช้จ่ายเกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115930</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบกลาง, มติครม., เศรษฐกิจฐานราก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_613751aeded4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115929</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 18:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 18:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียวเวนคืนที่ดินจังหวัดนนทบุรี เดินหน้ารถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายสถานีศรีรัช-เมืองทอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ย.64 - น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 7 ก.ย. 2564 อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลบางตลาด ตำบลคลองเกลือ และตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี&amp;nbsp;และร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะดำเนินการเพื่อกิจการขนส่งมวลชน ในท้องที่ตำบลบางตลาด ตำบลคลองเกลือ และตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งร่างพระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสาระสำคัญ เป็นการกำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายช่วงสถานีศรีรัช-เมืองทองธานี เพื่ออำนวยความสะดวกและความรวดเร็วแก่การจราจรและการขนส่งซึ่งเป็นกิจการสาธารณูปโภค และเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีสิทธิ์เข้าไปทำการสำรวจเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์

รวมถึงเป็นการให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการสำรวจเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพ ลักษณะ และการเข้าใช้ประโยชน์บน เหนือ หรือใต้พื้นดินหรือพื้นน้ำเพื่อการวางแผนหรือออกแบบกิจการขนส่งมวลชนในบริเวณโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายช่วงสถานีศรีรัช-เมืองทองธานี โดยทางคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลขนแห่งประเทศไทยได้เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวแล้ว และทางสำนักงบประมาณได้แจ้งว่าผู้รับสัมปทานจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทั้งหมด ดังนั้นจะไม่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณแผ่นดิน

นอกจากนี้ครม.ยังเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และตำบลคอกกระบือ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82&amp;nbsp; สายทางยกระดับบางขุนเทียน &amp;ndash;เอกชัย ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว ซึ่งทางสำนักงบประมาณแจ้งว่าจะจัดสรรงบประมาณเมื่อร่างพระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับแล้ว

ขณะเดียวกันครม.ยังได้เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ซึ่งเป็นการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่นิติบุคคลสำหรับรายรับที่เป็นเงินค่าทดแทนเฉพาะตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ และยกเว้นอากรแสตมป์สำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการขายหรือถูกเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป ซึ่งเรื่องนี้ครม.ได้เคยอนุมัติหลักการไปแล้ว และผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วเช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115929</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วงสถานีศรีรัช-เมืองทองธานี, มติครม., รถไฟฟ้าสายสีชมพู, เวนคืนที่ดิน, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_61374f5140958.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
