<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>11925</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.เมินรื้อคดีสลายแดง เต้นรํ่าไห้/เหวงฟ้องตปท.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; มติ ป.ป.ช.ไม่รื้อคดีสลายชุมนุม นปช.ปี 53 เหตุไร้หลักฐานใหม่ ยก 5 ประเด็นต่างจากคดีพันธมิตรฯ ชี้ &amp;quot;มาร์ค&amp;quot; ขอพื้นที่คืนเพื่อความสงบสุขบ้านเมือง ขณะที่ &amp;quot;สมชาย&amp;quot; มุ่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ไม่ทำตามหลักสากล &amp;quot;เต้น&amp;quot; น้ำตาคลอเจ็บปวดทวงยุติธรรม 99 ศพเหลว &amp;quot;เหวง&amp;quot; ดิ้นพึ่งรัฐบาลหน้าฟ้องศาลโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายวรัญชัย โชคชนะ มีหนังสือร้องขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทบทวนคดีสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ที่มีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป โดยในการแถลงข่าวครั้งนี้ มีนายณัฐวุฒิ และนายยศวริศ ชูกล่อม แกนนำ นปช. เข้าร่วมฟังด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวิทย์กล่าวว่า ประเด็นที่มีการร้องขอให้ทบทวนมี 4 ประเด็น คือ 1.การตัดสินใจทางนโยบาย กรณีใช้อาวุธสงครามกระสุนจริงและยุทธวิธีการซุ่มยิงถูกต้องหรือไม่นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.เคยพิจารณาและวินิจฉัยไว้แล้วว่า การสั่งใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธปืนติดตัวเข้าขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำสั่งของศาลว่าเป็นช่วงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ซึ่งการชุมนุมของกลุ่ม นปช. มิใช่การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ และมีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. จึงมีเหตุจำเป็นที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ต้องใช้มาตรการขอพื้นที่คืน เพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ไม่ยกเลิกการปฏิบัติในทันทีเมื่อรับทราบการเสียชีวิตของประชาชน และกรณีกล่าวอ้างว่ามีการปรับยุทธวิธีเป็นการตั้งด่านตรวจและมีจุดสกัดปิดล้อมเพื่อให้ชุมนุมเลิกไปเองนั้น แต่ตามวารสารกองทัพบก (เสนาธิปัตย์) อธิบายว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการปฏิบัติทางทหารเต็มรูปแบบ มิใช่การปรับยุทธวิธีเป็นการตั้งด่านตรวจตามที่อ้างนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.เคยพิจารณาและวินิจฉัยไว้แล้วว่า ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์การขอคืนพื้นที่ชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 ศอฉ.ได้ทบทวนปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยไม่ใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าผลักดันผู้ชุมนุมอีกต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การอ้างว่ามีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนในกลุ่มผู้ชุมนุม มิได้มีหลักฐานใดๆ รองรับ และไม่ตรงกับคำพิพากษาศาลแพ่ง เนื่องจากคำพิพากษาระบุว่า การเสียชีวิตเบื้องต้นในวันที่ 10 เม.ย.2553 ยังไม่ทราบว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใด รวมถึงคำสั่งศาลอาญาในเรื่องการตายจำนวน 19 ศพ ยืนยันว่าผู้ตายตายจากกระสุนความเร็วสูง จากอาวุธสงครามของเจ้าหน้าที่ที่มาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง ศอฉ.นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.เคยพิจารณาและวินิจฉัยไว้แล้วว่า ตามคำสั่งศาลในช่วงระยะเวลาต่างๆ สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า การชุมนุมของกลุ่ม นปช. มิใช่การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ และมีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. จึงจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการสลายการชุมนุมเพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง อันเป็นไปตามหลักสากล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.กระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริง ไม่รอบคอบ ไม่ถูกต้อง ไม่น่าเชื่อถือ และสองมาตรฐาน เมื่อเทียบกับกรณีของการสลายการชุมนุมวันที่ 7 ต.ค.2551 ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่ม นปช.มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ เหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ปรากฏแนวทางการปฏิบัติที่เป็นไปตามขั้นตอนและหลักการสากล มีการใช้แก๊สน้ำตาชนิดยิงและขว้างเพื่อผลักดันประชาชนกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดทางเข้ารัฐสภา 3 ครั้ง ส่วนเหตุการณ์สลายการชุมนุมของ นปช. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี กับพวก ได้มีการสั่งการโดยมีแนวทางการปฏิบัติ และเน้นย้ำการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ทุกระดับตามขั้นตอน กฎและหลักการสากลในการสลายการชุมนุม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงและพฤติการณ์มีความแตกต่างกัน คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงพิจารณาวินิจฉัยคดีไปตามข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันดังกล่าว แม้ต่อมาอัยการสูงสุดจะไม่รับดำเนินคดี และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะพิพากษายกฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กับพวก เป็นเรื่องการใช้ดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของแต่ละองค์กรซึ่งสามารถแตกต่างกันได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติไม่ยกสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหานายอภิสิทธิ์เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กับพวก กรณีร่วมกันสั่งการในเหตุการณ์สลายการชุมนุม นปช. เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ถึงวันที่ 19 พ.ค.2553 ขึ้นพิจารณาใหม่ เหตุหนังสือคำร้องทั้ง 3 ฉบับดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใหม่อันเป็นสาระสำคัญแก่การไต่สวน ต้องห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยกขึ้นพิจารณาใหม่ ตามมาตรา 44 แห่งพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม&amp;quot; เลขาธิการ ป.ป.ช. ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากปรากฏพยานหลักฐานใหม่อันเป็นสาระสำคัญที่จะทำให้ผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.เปลี่ยนแปลงไป คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจหยิบยกสำนวนการไต่สวนดังกล่าวขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทุกเมื่อภายในอายุความ สำหรับกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งสำนวนคดีอาญากรณีการเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับกรณีกล่าวหานายอภิสิทธิ์ กับพวก ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้วินิจฉัยและมีมติไว้แล้วว่า กรณีการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ทหารและนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ใช้กำลังบังคับและใช้อาวุธปืน จนเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตของประชาชนในเหตุการณ์สลายการชุมนุมนั้น ให้ส่งเรื่องให้ดีเอสไอดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไปตามมาตรา 89/2 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นที่ 4 ป.ป.ช.ได้นำตารางเปรียบเทียบเหตุการณ์สลายการชุมนุม ระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ ปี 2551 และกลุ่ม นปช.ปี 2553 ชี้ให้เห็นถึงข้อแตกต่าง 5 ประเด็น ได้แก่ 1.การสั่งการและวิธีปฏิบัติ 2.การปรับแผนปฏิบัติการเมื่อมีผู้เสียชีวิต 3.ลักษณะของผู้ชุมนุม 4.เป้าหมายการสลายการชุมนุม และ 5.ผลการวินิจฉัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังแถลงข่าว นายณัฐวุฒิได้สอบถามเลขาธิการ ป.ป.ช.ว่า ในฐานะที่เป็นมนุษย์ เชื่อหรือไม่ว่านี่คือความยุติธรรม โดยนายวรวิทย์กล่าวว่า การพิจารณาคดีเป็นไปตามกฎหมาย ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ อยากให้นายณัฐวุฒิได้ศึกษาคำชี้แจงของ ป.ป.ช.และ ป.ป.ช.ไม่ตัดโอกาสในการยื่นพยานหลักฐานใหม่ เราเปิดโอกาสให้ตลอดเวลา และที่ยื่นมาก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ได้พิจารณาในทุกประเด็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นายณัฐวุฒิกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ และน้ำตาคลอว่า &amp;ldquo;หัวใจผม ผมไม่เชื่อว่านี่คือความยุติธรรม ไม่อาจยอมรับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้ ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจในฐานะมนุษย์ ว่าผมยังมีสิทธิ์ที่จะติดตามทวงถามความยุติธรรม อยากให้รู้ว่าผมเจ็บปวด เพราะรู้ข่าวตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ว่า ป.ป.ช.จะไม่รื้อคดีนี้ วันนี้มาแบกรับความยุติธรรมร่วมกับคนตาย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ต้องการพาเหตุการณ์นี้ไปให้ถึงศาล เพื่อสร้างหลักประกันว่าจากนี้ไปใครก็ตามที่มีอำนาจ จะไม่สามารถใช้กำลังอาวุธสงครามปราบปรามทำลายชีวิตประชาชนได้อีกต่อไป และจำเป็นต้องรักษาเกียรติยศของคนตาย แต่ผมได้รับคำตอบว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ใช่ความยุติธรรมหรือไม่ แต่แน่ใจว่าเราจะได้เจอกันอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฐวุฒิให้สัมภาษณ์ตอนท้ายว่า จากนี้จะพยายามรวบรวมพยานหลักฐานใหม่เพื่อยื่นตามกระบวนการอีกครั้ง แต่คงไม่ใช่เร็วๆ นี้ พร้อมรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่ต่ำกว่า 20,000 รายชื่อ ยื่นต่อประธานรัฐสภา ให้พิจารณายื่นต่อศาลฎีกา ตั้งคณะกรรมการไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยจะดำเนินการเมื่อมีรัฐบาลเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เปิดเผยว่า ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งคือ ยื่นเรื่องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศเพื่อพิจารณาเฉพาะกรณีการสลายชุมนุมเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 โดยให้รัฐบาลชุดใหม่จากการเลือกตั้งของประชาชนลงนามรับรองเขตอำนาจศาลเฉพาะกรณีปี 2553 เมื่อกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยไม่อาจอำนวยความยุติธรรมให้กับกรณี 99 ศพได้แล้วเช่นนี้ เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของประชาชนไทย ที่ต้องเลือกพรรคการเมืองประชาธิปไตยจำนวนมากพอที่จะทำหน้าที่ในรัฐบาลชุดใหม่เพื่อให้มาทำภารกิจนี้ได้ต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11925</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีสลายชุมนุม, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นปช.ปี53, มติป.ป.ช., ยจตุพร พรหมพันธุ์, วรัญชัย โชคชนะ, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180622/image_big_5b2cfef89c902.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6051</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2018 10:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2018 10:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป้อม&#039; ไร้กังวลป.ป.ช.จะเรียกแจงปมนาฬิกาหรูหรือไม่-เร่งเช็กท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มอยากเลือกตั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มี.ค. 61 - ที่องค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีคณะทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมสรุปจะเชิญพล.อ.ประวิตร ให้ข้อมูลการครอบครองแหวนเพชร และนาฬิกาหรูหรือไม่ว่า การประชุมดังกล่าวเป็นเรื่องของ ป.ป.ช. เขาจะประชุมก็เป็นเรื่องของเขา ก็ต้องว่าไปตามกระบวนการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ถ้าป.ป.ช.มีมติเรียกไปชี้แจง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่เป็นห่วง เพราะตามระเบียบเขาดำเนินการอย่างไรก็ต้องว่าไปตามนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวถึงถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งให้ฝ่ายความมั่นคงตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ว่า ทางนายกฯเพิ่งสั่งการเมื่อวาน ( 28 มีนาคม) ขณะนี้เรากำลังดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งนี้เราทราบดีว่ากลุ่มคนอยากเลือกตั้งเป็นกลุ่มเดิมๆที่ออกมาเคลื่อนไหว และมีพรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองที่ต้านคสช.อยู่เบื้องหลัง ซึ่งพวกกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวเราเห็นก็รู้แล้วว่าเป็นพวกใคร แต่ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐาน ซึ่งจะเชื่อมโยงกลุ่มคนเสื้อแดงหรือไม่ ตนไม่ทราบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6051</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง, นาฬิกาหรู, บิ๊กป้อม, ป.ป.ช., พล.อ.ประวิตร, มติป.ป.ช., ไม่น่าห่วง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180329/image_big_5abc61c4a8fb1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
