<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>25456</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นาฬิกาลามวัชรพล จี้สปิริตผู้นำองค์กร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; มติ ป.ป.ช.อุ้มเสี่ยป้อม ลามถึงอดีตหน้าห้องประวิตร &amp;quot;บิ๊กกุ้ย-วัชรพล&amp;quot; เจอ &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; แกนนำตั้งโต๊ะล่า 2 หมื่นชื่อถอดถอน กระทุ้งแสดงสปิริตเป็นผู้นำองค์กร แต่ทำองค์กรเสื่อมหนัก จะลอยตัว นอนกอดเก้าอี้ไม่ได้ แม้ต่อให้ไม่ร่วมประชุมชี้ขาด ผช.รมต. &amp;quot;ไพศาล&amp;quot; โดดอุ้มเสียงข้างมาก นักวิชาการจวกมติน่าอับอาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ที่ร้าน CHA-SRISUWAN หน้าตลาดยิ่งเจริญ (ประตู 3) สะพานใหม่ ดอนเมือง นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ตั้งโต๊ะรวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอนกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 5 คน ที่เป็นเสียงข้างมาก 5 ต่อ 3 ในการพิจารณากรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ครอบครองนาฬิกาหรูและแหวนเพชรโดยที่ไม่ได้แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ป.ป.ช.วินิจฉัยไม่ถูกต้องและทำให้บรรทัดฐานในการเอาผิดนักการเมืองที่เข้าข่ายทุจริตคอร์รัปชันไม่เป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมาย ทั้งนี้ เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจ ก็ต้องอาศัยช่องของกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236, 237 ที่กำหนดไว้ ให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่ต่ำกว่า 20,000 รายชื่อ สามารถเข้าชื่อเพื่อนำเสนอไปยังประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ตั้งผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาเพื่อเสาะแสวงหาพยานหลักฐาน เอาผิดคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 5 คน ว่าเข้าข่ายใช้อำนาจซึ่งไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หรือเข้าข่ายประมวลจริยธรรมหรือไม่อย่างไร ดังนั้นวันนี้ทางสมาคมจึงถือเป็นวันแรกที่จะตั้งโต๊ะให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้มีสิทธิ์และมีส่วนในการกำหนดมาตรฐานของสังคมไทย และนอกจากจะใช้จุดนี้เป็นจุดให้ประชาชนได้ลงชื่อถาวรกว่าจะครบ 20,000 รายชื่อแล้ว ตนก็จะเดินทางไปยังต่างจังหวัด เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในต่างจังหวัดได้มีส่วนร่วมเข้าชื่อในการเอาผิด 5 ป.ป.ช. และคาดว่าประมาณสองสัปดาห์จะได้รายชื่อครบ 20,000 รายชื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ประธาน ป.ป.ช.จะต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบขององค์กรหรือไม่ นายศรีสุวรรณกล่าวว่า คิดว่าอาจจะก้าวไปตรงนั้น ไม่ถึงในเรื่องความผิดทางกฎหมาย แต่ในเรื่องความรับผิดชอบนั้น คงไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายมาบังคับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณกล่าวว่า มันเป็นสปิริตของประธานป.ป.ช.อยู่แล้วว่าจะต้องพิจารณาตัวเอง ในเมื่อสาธารณชนหรือสังคมวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างมาก และการทำโพลของหลายสำนักก็สะท้อนชัดเจนว่าประชาชนร้อยละ 95-96 ที่ไม่เห็นด้วยต่อมติของ ป.ป.ช.เสียงข้างมาก ดังนั้นการเป็นประธาน ป.ป.ช. ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เข้าร่วมประชุม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไม่รับผิดชอบใดๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จึงเป็นสปิริตของนายตำรวจคนหนึ่งที่เข้ามาทำหน้าที่ประธาน ป.ป.ช. จึงควรแสดงสปิริตอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้สังคมรับรู้และเป็นการสร้างความเชื่อมั่น และเรียกศรัทธากลับคืนมาสู่องค์กร ป.ป.ช.ต่อไปนั้น ผมขอเรียกร้องให้ประธาน ป.ป.ช. ในฐานะที่จะต้องดูแลองค์กร สร้างภาพลักษณ์องค์กร และสร้างความเชื่อมั่นศรัทธากลับมาให้กับองค์กรนี้ ควรจะแสดงสปิริตอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาให้สังคมไทยได้มีความรู้สึกว่ามีความเชื่อมั่น ว่าองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบให้เป็นที่น่าเชื่อถือต่อไป แต่ถ้าประธาน ป.ป.ช.นั่งกอดเก้าอี้แน่น กลัวจะหลุดตำแหน่ง ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า สังคมไทยอาจต้องสูญเสียองค์กรอิสระองค์กรหนึ่งที่จะไม่ได้รับความเชื่อมั่น เชื่อถือศรัทธาจากประชาชน ไม่ใช่ว่าท่านเป็นองค์กรอิสระแล้วใครจะแตะต้องไม่ได้ การได้รับการตรวจสอบจากประชาชนทั้งประเทศจะเป็นนิมิตหมายทำให้องค์กรอิสระอื่นๆ จะได้ถูกจับตามองโดยประชาชน เพื่อเรียกศรัทธาจากประชาชนและความเชื่อถือที่มีต่อองค์กรอิสระนั้นๆ&amp;quot; นายศรีสุวรรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการล่าชื่อถอดถอนดังกล่าวเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีประชาชนมาร่วมลงชื่ออย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการสังเกตการณ์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;ประเทศกูมี!&amp;rdquo; ว่า &amp;quot;ป.ป.ช.ตัดสินเรื่องนาฬิกาลุงป้อมว่า ลุงป้อมไม่ผิด คนพวกหนึ่งก็รุมด่า ป.ป.ช.เสียงข้างมาก ถ้าหากหวยออกตรงกันข้ามคือ ป.ป.ช.ตัดสินว่าลุงป้อมผิด อีกพวกหนึ่งก็จะรุมด่า ป.ป.ช.เสียงข้างมากเหมือนกัน รวมความว่า ป.ป.ช.ตัดสินอย่างไรก็จะถูกรุมด่าทั้งนั้น ส่วน ป.ป.ช.เสียงข้างน้อย ที่พวกหนึ่งสรรเสริญนั้น ถ้าไม่ขี้ลืมก็คงจำได้ว่าสมัยรัฐบาลก่อนก็ถูกรุมด่ามาหนักหนาว่าเป็นคนของคุณทักษิณ นี่คือสิ่งที่ประเทศกูมี&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสำนักข่าวอิศรา ได้เผยแพร่บทความของอานนท์ มาเม้า อาจารย์ผู้สอนวิชากฎหมายทรัพย์สิน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในบทความชื่อ &amp;quot;มติ ป.ป.ช. เรื่องนาฬิกา ที่น่าอับอาย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า ได้อ่านเอกสารข่าวสำนักงาน ป.ป.ช. และติดตามข้อมูลจากสื่อมวลชน ตลอดจากการตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตลอดแล้ว พบว่า มติ ป.ป.ช.ดังกล่าวมีปัญหาใหญ่ 3 ประการ ได้แก่ 1.ปัญหาการไม่ตั้งประเด็นชี้มูลให้ถูกต้อง 2. ปัญหาการอ้างหลักกฎหมายทรัพย์สินที่ผิดอย่างร้ายแรง และ 3.ปัญหาการกล่าวอ้างเรื่องที่ไม่เป็นประเด็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ปัญหาการไม่ตั้งประเด็นชี้มูลให้ถูกต้อง หากว่ากันอย่างตรงไปตรงมา กรณีนี้คือการพิจารณาว่าพลเอกประวิตรจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็รู้อยู่ ถึงขนาดตัดสินดังปรากฏในท่อนท้ายการแถลงข่าวว่า &amp;ldquo;ไม่มีมูลเพียงพอ&amp;rdquo; ว่าพลเอกประวิตรมีพฤติการณ์ดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ทว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่ตั้งประเด็นและวินิจฉัยตามประเด็นดังกล่าวเลยหาก แต่พร่ำพรรณนาในข้อเท็จจริงว่า พลเอกประวิตรยืมนาฬิกาจากเพื่อนจริงหรือไม่ แล้วก็สรุปว่ายืมจริง เมื่อสรุปว่ายืมจริง ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของพลเอกประวิตร จากนั้นก็ลงท้ายตัดสินว่า ไม่มีมูลเพียงพอว่าจงใจยื่นบัญชีฯ เท็จ นั่นแสดงให้เห็นถึงการไม่ตั้งประเด็นให้ถูกต้อง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อหลักกฎหมายที่เป็นประเด็นต้องชี้มูลมีอยู่ว่า พลเอกประวิตรจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือไม่ เพราะฉะนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องมีหน้าที่กำหนดประเด็นในข้อกล่าวหาเรื่องนาฬิกาไปตามลำดับ ดังนี้ว่า (1) นาฬิกาที่อยู่ในการครอบครองของพลเอกประวิตรเป็นสิ่งที่ต้องระบุในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหรือไม่ ถ้านาฬิกาใช่สิ่งที่พลเอกประวิตรมีหน้าที่ต้องแสดงในบัญชี ดังนั้น ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไป คือ (2) พลเอกประวิตรจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือไม่ แต่เราก็ไม่พบว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ตั้งประเด็นตามลำดับในหลักกฎหมายเลย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับประเด็นแรกที่ว่า นาฬิกาที่อยู่ในการครอบครองของพลเอกประวิตรเป็นสิ่งที่ต้องระบุในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหรือไม่นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก้าวข้ามประเด็นนี้ แล้วไปวินิจฉัยว่า เมื่อยืมก็ไม่มีมูล ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการชี้มูลที่ตื้นเขินมาก เพราะแม้คณะกรรมการ ป.ป.ช. &amp;ldquo;เชื่อว่าพลเอกประวิตรยืมจริง&amp;rdquo; ก็ยังไม่ทำให้พลเอกประวิตรพ้นหน้าที่ที่จะต้องระบุนาฬิกาดังกล่าวในบัญชี กล่าวคือ นาฬิกาในกรณีนี้ แม้ &amp;ldquo;ยืม&amp;rdquo; มา ก็ยังคงเป็น &amp;ldquo;สิ่งที่ต้องแสดงในบัญชี&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บทความดังกล่าวระบุอีกว่า ที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ต้องแสดง &amp;ldquo;ทรัพย์สิน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;หนี้สิน&amp;rdquo; และนาฬิกาที่แม้ยืมมา ก็ยังคงเป็น &amp;ldquo;ทรัพย์สิน&amp;rdquo; ของพลเอกประวิตร และ &amp;ldquo;หนี้สิน&amp;rdquo; ของพลเอกประวิตรไปพร้อมกัน ในมุมของการที่นาฬิกาซึ่งยืมมาเป็น &amp;ldquo;ทรัพย์สิน&amp;rdquo; นั้น อธิบายในทางกฎหมายได้ดังนี้ว่า ทรัพย์สินมีนิยามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 ซึ่ง &amp;ldquo;สิทธิครอบครอง&amp;rdquo; จัดอยู่ในนิยามของการเป็นทรัพย์สินด้วย ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงการเป็น &amp;ldquo;ทรัพย์สินของพลเอกประวิตร&amp;rdquo; จึงไม่ใช่แค่สิ่งที่เป็น &amp;ldquo;กรรมสิทธิ์&amp;rdquo; ของพลเอกประวิตรเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงสิทธิอื่นๆ ที่มีสถานะเป็นทรัพย์สินด้วย ซึ่งรวมทั้ง &amp;ldquo;สิทธิครอบครอง&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;เมื่อนาฬิกาอยู่ในการครอบครองของพลเอกประวิตรจากการที่ยืมมา พลเอกประวิตรจึงมีสิทธิครอบครองในนาฬิกาซึ่งถือเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของพลเอกประวิตร ที่ต้องระบุในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยโดยไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะฉะนั้น ต่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.เชื่อว่านาฬิกาไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของพลเอกประวิตร แต่ก็หนีไม่พ้นในฐานะเป็นสิทธิครอบครอง ซึ่งก็ยังเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่ยังอยู่กับพลเอกประวิตรหรือหากจะมองในมุมเรื่อง &amp;ldquo;หนี้สิน&amp;rdquo; ก็ยังไม่หลุดอีก เนื่องจากแม้คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะเชื่อว่า พลเอกประวิตรยืมนาฬิกาจากเพื่อนมาจริง แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็คงจะลืมไปเสียแล้วว่านาฬิกาดังกล่าวเป็นสิ่งที่เป็น &amp;ldquo;หนี้สิน&amp;rdquo; ของพลเอกประวิตรอยู่เสมอ เพราะ &amp;ldquo;การยืม&amp;rdquo; ทำให้เกิด &amp;ldquo;หนี้สิน&amp;rdquo; โดยเป็นหนี้สินของผู้ยืมซึ่งเป็นหนี้ดังปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ หนี้ที่บุคคลซึ่งเป็นผู้ยืมต้องคืนทรัพย์สินนั้นแก่ผู้ให้ยืม&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บทความดังกล่าวระบุไว้ว่า ด้วยเหตุดังกล่าว นาฬิกาที่ยืมมาจึงเป็น &amp;ldquo;หนี้สิน&amp;rdquo; ด้วยอยู่ในตัว อันเป็น &amp;ldquo;สิ่งที่ต้องแสดงในบัญชี&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ทั้งหมดดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่ตั้งประเด็นไว้เลยสักนิด ได้แต่พร่ำพรรณนาหมกมุ่นอยู่กับการเป็นของยืมเพื่อน แล้วก็พาออกทะเล ไปลงมติสรุปประเด็นโดยไม่ได้ตั้งประเด็นอย่างที่พึงต้องกระทำ
จากที่ได้อธิบายมา สรุปว่า แท้จริงแล้วนาฬิกาที่ยืมมาเป็นสิ่งที่ต้องแสดงในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่แสดง ย่อมเป็นการไม่ยื่นบัญชีฯ ที่ถูกต้อง ซึ่งย่อมต้องพิจารณาในประเด็นถัดไปว่า พลเอกประวิตรจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือไม่ ต่อประเด็นนี้ ผมเห็นว่าพลเอกประวิตรใช้นาฬิกาดังกล่าวอยู่ในความเป็นจริง ทั้งเป็นของมีมูลค่าสูงมากสะดุดตาสะดุดใจ จะไม่รู้ว่ามีสิ่งดังกล่าวเป็นทรัพย์สินและหนี้สินที่ต้องแสดงได้อย่างไร หากจะอ้างว่าลืม ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยโดยสำนึกแบบมาตรฐานวิญญูชนหรือคนทั่วไปที่มีเหตุมีผล แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่พบว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้จัดเรียงประเด็นตามลำดับดังที่กล่าวมาทั้งหมดแต่อย่างใดเลย ซึ่งทำให้หลักกฎหมายที่เป็นประเด็นต้องชี้มูล ถูกละเลยไป&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในตอนท้ายของบทความดังกล่าวย้ำไว้ว่า ปัญหาใหญ่ทั้ง 3 สะท้อนศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะชื่อว่า &amp;ldquo;องค์กรอิสระ&amp;rdquo; เพราะทำให้เห็นว่า 1.ไม่มีศักยภาพในการตั้งประเด็นชี้มูลให้ถูกต้อง ซึ่งจะนำไปสู่การไต่สวนข้อเท็จจริงและปรับบทกฎหมายที่ถูกต้องกับเรื่องที่ต้องชี้มูลด้วย จึงทำให้ยากที่จะฝากความหวังในการทำหน้าที่ และทำให้ประชาชนอาจไม่เชื่อว่าการป้องกันและปราบปรามการทุจริตจะสำเร็จผลได้อย่างถูกต้องเป็นธรรมได้ภายใต้การทำงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ 2.ไม่มีแม้กระทั่งความรู้พื้นฐานทางกฎหมายในเรื่องที่ตนพยายามแสดงให้ปรากฏ เป็นเรื่องที่น่าอดสูในภูมิความรู้ที่มี 3.ไม่มีความสามารถที่จะอยู่ในประเด็นที่เป็นหัวใจของเรื่อง แต่กล่าวนอกเรื่องนอกราว ทั้งที่การจับประเด็นเป็นเรื่องพื้นฐานที่คนทำงานเกี่ยวกับกฎหมายต้องมีโดยปฏิเสธไม่ได้ การไร้ศักยภาพซึ่งสะท้อนให้เห็นจากมติ ป.ป.ช.ครั้งนี้ ทำให้รู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ทั้งเสียดายภาษีอากรจากประชาชนทั้งหลายที่ต้องเสียไปเป็นเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทน เสียดายที่ประเทศเรามีรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ป.ป.ช. ที่ถูกร่างอย่างเข้มข้นและโฆษณาสาธยายในคุณสมบัติเสียเหลือเกิน แต่ก็มาตกม้าตายที่คนใช้กฎหมายที่มีอำนาจกฎหมายอยู่ในมือ. &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25456</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตั้งโต๊ะรวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอนกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, นายศรีสุวรรณ จรรยา, มติป.ป.ช.อุ้มเสี่ยป้อม, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181230/image_big_5c28c8567eb92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
