<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91235</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เทพไท’หลุดเก้าอี้ส.ส. จ่อเลือกตั้งซ่อม7มี.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;เทพไท&amp;quot; หลุดเก้าอี้ ส.ส.! ศาลรัฐธรรมนูญมติเอกฉันท์ให้สิ้นสุดลงตั้งแต่ 16 ก.ย.63 สิ้นสภาพ ชี้ไม่อาจไว้วางใจในความสุจริตและไม่สมควรให้มีอำนาจการเมือง กกต.จ่อเคาะ 7มี.ค.เลือกตั้งซ่อม ปชป.นัดถก กก.บห. ขอพรรคร่วมรัฐบาลหลีกทาง พชปร.ไม่สนเตรียมส่ง &amp;quot;อาญาสิทธิ์&amp;quot; แก้มือ พรรคกล้าร่วมวงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 มกราคม เวลา 15.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ ส.ส. ของนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (4) มาตรา 96 (2) จากเหตุศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี ไม่รอการลงโทษ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา เนื่องจากร่วมกระทำผิดทุจริตเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อปี 2557 โดยศาลเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 101 กำหนดให้ความเป็น ส.ส.เริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง และสิ้นสุดลงได้ด้วยเหตุต่างๆ ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ซึ่งตามประเด็นแห่งคดีนี้ โดยมาตรา 101 ประกอบมาตรา 98 (4) ตามประเด็นแห่งคดีบัญญัติให้ความเป็นสมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลง เมื่อมีลักษณะต้องห้ามไม่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 96 (1) (2) (4)&amp;nbsp; โดย (2) บัญญัติให้บุคคลที่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง บทบัญญัติรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น มีการแก้ไขเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาว่า ไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ สอดคล้องกับหลักการ ที่คำพิพากษาของศาลย่อมมีผลใช้บังคับได้จนกว่าศาลสูงมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น เมื่อศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ใดแล้ว&amp;nbsp; ผู้นั้นย่อมมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งทันที ตามมาตรา 96 (2) และเป็นลักษณะของบุคคลห้ามใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งส.ส. ตามมาตรา 98 (4) การที่รัฐธรรมนูญนำลักษณะต้องห้ามการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งมากำหนดเป็นลักษณะต้องห้ามการดำรงตำแหน่ง ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) โดยไม่ต้องรอคำพิพากษาถึงที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เนื่องจาก ส.ส.เป็นบุคคลผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ&amp;nbsp;ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ต้องได้รับการกลั่นกรองคุณสมบัติเบื้องต้น และลักษณะต้องห้ามเพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้ทำหน้าที่ ส.ส.จะต้องเป็นบุคคลที่มีความประพฤติและคุณสมบัติเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือของสาธารณชน ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ สุจริต ปราศจากเหตุมัวหมอง ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่เกียรติและศักดิ์ศรีของสภาผู้แทนราษฎร การที่ ส.ส.ผู้ใดทำผิดจนศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 96 ( 2) ส.ส.ผู้นั้นย่อมไม่อาจอยู่ในฐานะที่จะไว้วางใจในความสุจริตได้ และไม่สมควรให้เข้ามามีอำนาจในทางการเมือง&amp;rdquo; ศาลระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อโต้แย้งของนายเทพไทผู้ถูกร้องที่อ้างว่ารัฐธรรมนูญบัญญัติเหตุต่างๆ ที่มีผลให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลง แต่ไม่ได้ระบุถึงเหตุเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 96 (2) ไว้โดยตรงจึงไม่มีผลให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุด นอกจากนี้ การถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 96(2) จะต้องเกิดขึ้นในวันเลือกตั้งเท่านั้น ศาลเห็นว่าเมื่อตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) มาตรา 98 และมาตรา 96 (2)&amp;nbsp;ประกอบกันแล้วหากมีเหตุตามมาตรา 96 และมาตรา 98 ระหว่างการดำรงตำแหน่งก็มีผลทำให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงได้ มิใช่เป็นเพียงลักษณะต้องห้ามขณะที่นายเทพไทใช้สิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือขณะใช้สิทธิเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่นายเทพไทแย้งว่า สมาชิกภาพ ส.ส.ต้องสิ้นสุดลงทั้งที่คำพิพากษาในคดียังไม่ถึงที่สุดเป็นผลร้ายและก่อให้เกิดความเสียหาย ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (9) (10) (11) ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 29 วรรคสอง ที่ให้ความเป็นธรรมและคุ้มครองผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาเพื่อให้มีการพิสูจน์ความจริงก่อนคดีถึงที่สุดเห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นกรณีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101( 6) ประกอบมาตรามาตรา 98 (4) และมาตรา 96 (2) ซึ่งใช้คำว่า &amp;quot;อยู่ในระหว่างเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่&amp;quot;&amp;nbsp; ไม่ได้ใช้คำว่าคำพิพากษาถึงที่สุด บทบัญญัติลายลักษณ์อักษรมีความชัดเจนไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นได้ หมายความว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ต้องสิ้นสุดลงเมื่อต้องคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งโดยไม่ต้องรอคดีถึงที่สุดก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับที่อ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 29 วรรคสอง โดยให้สันนิษฐานว่าผู้ต้องหาบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้นั้น กรณีของนายเทพไท เป็นการดำเนินการกระบวนการยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญในปัญหาเกี่ยวกับความถูกต้อง สมบูรณ์ของการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องพิจารณาลายลักษณ์อักษรและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ ข้อโต้แย้งดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน เมื่อวันที่ 28 ส.ค.63 ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษา สมาชิกภาพ ส.ส.จึงสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (4) และมาตรา 96(2)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปมีว่าสมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงนับแต่เมื่อใด เห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสอง บัญญัติว่า กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายเทพไทให้สิ้นสุดลง ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง&amp;nbsp; จึงวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายเทพไทสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6 ) ประกอบมาตรา 98 (4) และมาตรา 96 (2) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายเทพไทหยุดปฏิบัติหน้าที่ คือวันที่ 16 ก.ย.2563 และถือว่าวันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยคือวันที่ 27 ม.ค.64 เป็นวันที่ตำแหน่งสมาชิก ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งว่างลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 105 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 102
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเอกฉันท์ในกรณีดังกล่าว ขณะเดียวกันมีรายงานว่า การเลือกตั้ง ส.ส.แทนตำแหน่งที่ว่าง ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องดำเนินการภายใน 45 วันนั้น คาดว่าคณะกรรมการ?การ?เลือกตั้ง?จะกำหนดให้วันที่ 7 มี.ค.เป็นวันเลือกตั้ง และวันที่ 11-15 ก.พ. เป็นวันรับสมัครเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังศาลมีคำพิพากษา นายเทพไทได้ร้องเพลงชื่อ &amp;ldquo;เปิดตัวเปิดใจ เทพไท เสนพงศ์&amp;rdquo; ก่อนแถลงว่า น้อมรับคำวินิจฉัยของศาลทุกประการ แต่ในส่วนของคดีอาญาอยู่ในชั้นอุทธรณ์ และต้องสู้ในชั้นฎีกาอีก อย่างไรก็ตาม ในศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกตน และมีข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติ จึงได้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ขอเรียนว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สิ้นสุด แต่คำถามต่อมาคือถ้าหากตนชนะในศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แต่ตนได้สูญเสียสถานะการเป็น ส.ส.ไปแล้ว ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเยียวยาให้ตำแหน่งกลับคืนมาได้ ทั้งหมดไม่ได้เป็นความผิดของใคร ตนคิดว่าเป็นจุดอ่อนจุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่เขียนในลักษณะที่เป็นปัญหา ตามปกติจะต้องให้คดีถึงที่สุดถึงจะมีข้อยุติในเรื่องคุณสมบัติการเป็น ส.ส. เชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจุดอ่อนอีกหลายจุดที่เป็นประเด็นต้องถกเถียงกัน ซึ่งเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคณะกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.ที่จะมีขึ้นในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการส่งผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคลงแทนตนนั้น เป็นหน้าที่ของกรรมการสรรหาและคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะสรรหาตัวผู้สมัครต้องไปคุยกัน ทำไพรมารีโหวตว่าจะสนับสนุนใครเป็นตัวแทน และตนมีสิทธิ์เสนอชื่อเช่นกัน เพราะเป็นเจ้าของพื้นที่เดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอขอบคุณพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้โอกาสเป็น ส.ส.มา 20 ปี ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้กำลังใจ และหลังจากพรุ่งนี้เป็นต้นไป ผมจะมีบทบาทเป็นนักการเมืองนอกสภาคนหนึ่ง&amp;quot; นายเทพไทระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลภาคใต้ เปิดเผยว่า พรรคจะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคอยู่แล้ว ในวันที่ 28 ม.ค.นี้ เวลา 16.00 น. ซึ่งน่าจะมีการนำเรื่องนี้มาหารือด้วย ส่วนการพิจารณาหาตัวบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมนั้น คิดว่าควรสอบถามความคิดเห็นของนายเทพไทก่อนว่าใครเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมจะลงสมัคร ส.ส.แทน ซึ่งบรรดา ส.ส.พรรคใน จ.นครศรีธรรมราชเห็นเช่นเดียวกัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัญหาที่สำคัญกว่านั้น และเรายังกังวลอยู่ คือท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาล แต่โดยธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา พรรคการเมืองที่อยู่ร่วมรัฐบาลด้วยกันจะไม่ส่งคนลงแข่งขันกันเอง ดังนั้นในครั้งนี้ควรใช้วิธีปฏิบัติดังกล่าว ซึ่งผมจะเสนอประเด็นนี้ต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารด้วย ว่าขอให้แกนนำพรรคไปพูดคุยกับบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลว่าขอไม่ให้มีการส่งคนลงสมัครแข่งขันกันเองในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตนี้ แล้วปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์แข่งขันกับฝ่ายค้านหรือพรรคอื่นๆ ที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล เชื่อว่าที่ประชุมจะเห็นด้วย แล้วจะนำไปสู่การที่หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ไปเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลต่อไป&amp;rdquo; นายนิพิฏฐ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส.ส.นครศรีธรรมราช และรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า เบื้องต้น ส.ส.ภาคใต้ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าพร้อมที่จะสนับสนุนนายอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ผู้สมัครคนเดิมของพรรค ซึ่งเป็นคู่แข่งกับนายเทพไท ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส่วนข้อสรุปที่ชัดเจนต้องรอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาแนวทางและตัวบุคคลที่เหมาะสมต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม รองโฆษกพรรคกล้า เปิดเผยว่า วันที่ 28 ม.ค. เวลา 14.00 น. นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า พร้อมผู้บริหารพรรค จะแถลงพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งแรก ส่งคนลงเลือกตั้งซ่อมจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่สนามไดรฟ์กอล์ฟ Par3 วังหิน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91235</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปชป., พชปร., พรรคร่วมรัฐบาล, มติเอกฉันท์, ศาลรัฐธรรมนูญม, สิ้นสภาพ ส.ส., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เทพไท เสนพงศ์, เลือกตั้งซ่อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210127/image_big_601178078bba0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งกมธ.ศึกษาแก้รธน.120วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สภามีมติเอกฉันท์ 445 เสียง ตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ 49 คน ใช้เวลาหาทางชำเรา 120 วัน กางรายชื่อโหดเลวดีมากันครบ เพื่อไทยส่ง &amp;quot;วัฒนา&amp;quot; จำเลยคดีโกงบ้านเอื้ออาทร และ &amp;quot;ยุทธ ตู้เย็น&amp;quot; เข้าประกวด &amp;quot;สมชัย ศรีสุทธิยากร&amp;quot; ไปโผล่พรรคเสรีพิศุทธ์ &amp;quot;สนธิญาณ&amp;quot; โควตา พปชร. อนาคตใหม่ส่งอาจารย์ค่ายส้มหวานเพียบ วิปรัฐบาลยืนยัน &amp;quot;พีระพันธุ์&amp;quot; นั่งประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2560 ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล เปิดเผยภายหลังการประชุมวิปรัฐบาลว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้เสนอชื่อ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า หลังจากอภิปรายเสร็จ จะมีมติให้ตั้งกรรมาธิการจำนวน 49 คน โดยทุกฝ่ายได้ส่งรายชื่อกรรมาธิการไว้ที่ประธานวิปรัฐบาลแล้ว เป็นสัดส่วนจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) 12 คน พรรคร่วมฝ่ายค้าน 19 คน พรรคร่วมรัฐบาล 18 คน ใช้เวลาในการศึกษา 180 วัน โดยหลังการตั้งกรรมาธิการเสร็จแล้ว จะประชุมกันนัดแรกในวันที่ 24 ธันวาคม 2562 เวลา 14.00 น. เพื่อตั้งประธาน รองประธาน และกำหนดแนวทางในการทำงานต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชินวรณ์ยืนยันว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ติดใจ และไม่ขัดข้องที่นายพีระพันธุ์จะเป็นประธาน แม้ก่อนหน้านี้พรรคเคยเสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มานั่งในตำแหน่งนี้ เพราะเป้าหมายหลักในการตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นการแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้จริง พรรคในฐานะที่มีนโยบายชัดเจนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งอุปสรรคปัญหาต่อระบอบประชาธิปไตย และการบริหารราชการแผ่นดิน รวมถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน พรรคก็ยินดีให้ความร่วมมือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการประชุมเพื่อพิจารณาญัตติดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเวลา 15.45 น. โดยที่ประชุมเปิดให้ ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลลุกขึ้นอภิปราย ส่วนใหญ่สนับสนุนให้มีการตั้ง กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นตรงกันว่ารัฐธรรมนูญหลายมาตรามีข้อบกพร่อง ควรได้รับการแก้ไข&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาทิ นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้กีดกั้นประชาชน โดยนักกฎหมายที่ไม่สมควรเรียกว่านักกฎหมายร่างขึ้นมา &amp;nbsp;โดยเฉพาะมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญที่ให้ประชาชนมีสิทธิ์ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่เวลาทหารยึดอำนาจ กลับไม่ให้สิทธิ์ประชาชนต่อสู้ ถือว่าไม่จริงใจให้ประชาชนมีสิทธิ์ปกป้องรัฐธรรมนูญ เห็นว่าถ้าทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ต้องให้สิทธิ์ประชาชนจับอาวุธขึ้นสู้กับคนยึดอำนาจได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ปัญหาที่วุ่นวายที่เกิดขึ้น เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะไม่ยึดโยงประชาชน ถึงแม้จะบอกว่ารัฐธรรมนูญได้ผ่านการทำประชามติไปแล้วก็เป็นประชามติจอมปลอม เพราะไม่มีการแจกเนื้อให้ประชาชนอ่าน และกล้าบอกว่าประชาชนอีสาน 12 จังหวัด ลงประชามติไม่รับรัฐธรรมนูญ และจังหวัดที่เหลือก็รับแบบข้างๆ คูๆ วันนี้รัฐบาลส่งคนมาร่วมแก้ไขก็เป็นความคิดที่จอมปลอม รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเผด็จการ
&amp;quot;รังสิมันต์&amp;quot; ไล่ผีกลางสภา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ แต่จะแก้รัฐธรรมนูญต้องสอดคล้องหลักการอุดมการของรัฐ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องไปดูรูปแบบรัฐที่เข้มแข็ง เชื่อว่าการร่างรัฐธรรมนูญต้องมีพฤติกรรมการบริหารประเทศที่เข้มแข็ง เราจำเป็นต้องให้ประชาชนมีจิตสำนึก ต้องให้สอดคล้องสังคม ทุนนิยมทำอย่างไรไม่ให้เป็นทุนสามานย์ เป็นทุนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมบ้านเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 60 ฉบับนี้ปราบโกง มีจุดเด่นทำให้ประเทศไทยมีความชัดเจนในการปฏิรูปใน 20 ปี รัฐธรรมนูญหลายแบบโครงสร้างดี เช่น รัฐธรรมนูญ 2540 ต่อเนื่องมา วันนี้ต้องการคนดีมาร่างรัฐธรรมนูญ สิ่งที่อยากฝากไว้จะร่างรายมาตราหรือจะแก้ทั้งฉบับ ใครจะมาเป็นคณะทำงาน คนนอกมาร่วมหรือไม่ ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญไทย (ส.ส.ร.) วันนี้ต้องเป็นช่วงที่มีความสุขในการแก้รัฐธรรมนูญ เคารพในความแตกต่าง เรียนรู้ของพลเมือง ไม่ใช่บี้กันจนนำไปสู่ความขัดแย้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า กรณีของ น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ ที่ถูกพรรคอนาคตใหม่ขับออกจากพรรคนั้น เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญนี้มีปัญหา เพราะคะแนนทุกคะแนนเกิดจากพรรคการเมืองที่อยู่ทุกพื้นที่ เป็นของกรรมการบริหารพรรค ไม่ใช่ ส.ส.ไปหลงคิดว่าเป็นผู้สง่างามจนประชาชนเลือกตั้งเข้ามา หากพรรคใดที่ไปรับงูเห่ากลุ่มนี้เข้าไป ขอให้คิดให้ดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ผู้นี้กล่าวว่า ตัวปัญหาที่สำคัญที่สุดของรัฐธรรมนูญนี้ คือ ส.ว.ที่ประชาชนไม่ได้เป็นคนเลือก แต่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.ไม่กี่คน และมีอำนาจมากมายเลือกนายกรัฐมนตรีได้ เพื่อมาสืบทอดอำนาจให้ พล.อ.ประยุทธ์ ขณะที่อำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้านนั้น แม้หากฝ่ายค้านจะเอา พล.อ.ประยุทธ์ออกจากตำแหน่งได้ แต่ ส.ว.ก็สามารถเอา พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯ ใหม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกฯ จนลมหายใจสุดท้าย เป็นได้เรื่อยๆ โดยไม่มีผู้ท้าชิง บ้านหลังนี้มีผีเร่ร่อน หลงคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าที่ บอกประชาชนให้ขายวิญญาณให้ แล้วจะไปผุดไปเกิด พอประชาชนขายวิญญาณให้ก็ไม่ไปผุดไปเกิด ทำให้ไม่สามารถสร้างบ้านให้สวยงามได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถึงเวลาที่ต้องขับไล่ผีตนนี้ ด้วยการตั้ง กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นเหมือนมรดกบาปของผีตนนี้ ในการชุมนุมที่สกายวอล์ก ประชาชนตะโกนประยุทธ์ออกไป ถ้ายืนยันจะอยู่ในอำนาจต่อไป เป็นห่วงว่า พล.อ.ประยุทธ์จะอยู่ไม่ได้ เผด็จการจะพินาศเสมอ&amp;rdquo; นายรังสิมันต์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวปิดการอภิปรายในส่วนฝ่ายค้านว่า หลายคนท้วงติงว่าจะรีบแก้รัฐธรรมนูญทำไม ทำไมไม่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องชาวบ้านก่อน ตนขอบอกชี้แจงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เพื่อแก้ปัญหาปากท้อง ต้องแก้พร้อมกัน จะแก้เศรษฐกิจได้ต้องมีบ้านเมืองที่มีเสถียรภาพ มีนิติธรรม เมื่อบ้านเมืองมีนิติธรรม เศรษฐกิจก็จะแก้ไขได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานวิปฝ่ายค้านอภิปรายว่า เราเคยคิดว่าเมื่อมีรัฐธรรมนูญแล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่วันนี้ยิ่งดำดิ่ง ต่างชาติไม่คบค้า เพราะเราไม่มีความเชื่อถือเชื่อมั่น และความไว้วางใจ ถ้าไม่มี ก็ไม่มีใครลงทุน ต่างชาติเขารู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาอย่งไร แม้มีประชามติเขาก็รู้ว่าทำประชามติในบริบทอย่างไร แม้จะบอกว่าประชาชนมีส่วนร่วม ก็รู้ว่ามีส่วนร่วมอย่างไร และไม่ผิดด้วยที่เขาดูแบบนี้ รัฐบาลนี้ไม่เอื้อให้แก้เศรษฐกิจ เสถียรภาพเสียงในสภาฯ ก็เป็นเสียงปริ่มน้ำ เขาก็ดูออก พวกตนแค่ทดสอบ 2 ครั้งก็ไปไม่เป็น ดังนั้นการแก้รัฐธรรมนูญนี้เป็นก้าวแรกในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
บัญญัติ 6 ประการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทินกล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญมีคุณค่า 2 อย่างคือ สร้างสันติสุข ขณะเดียวกันอาจสร้างวิกฤติสงครามการเมือง รัฐธรรมนูญเราที่ทำให้เกิดสันติสุข ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่คนในประเทศยอมรับ แต่สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้มา 2 ปี อยากถามว่าเป็นอย่างไร ยอมรับกี่มากน้อย การที่รัฐบาลบรรจุเป็นนโยบายเร่งด่วนให้ศึกษาเพื่อแก้ไข แสดงว่ารัฐบาลก็ยอมรับว่ามีปัญหา ประกอบกับโพลต่างๆ แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ยอมรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาใน 3 ประเด็น 1.ระบบการเลือกตั้ง 2.ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลงไปมาก และ 3.ขาดเนื้อหาสาระที่จะเอื้ออำนวยให้ประชาธิปไตยต่อไปในวันข้างหน้า เพราะในทันทีที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ประกาศใช้ ทุกอย่างไม่เกินไปจากความคาดหมายที่คาดไว้ตั้งแต่ต้น คือมีความยุ่งเหยิง นับตั้งแต่การเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.62 ซึ่งเป็นปรากฏการณ์แห่งความยุ่งยากมากเรื่องที่สุด คือ 1.การเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค. มีการประกาศผลช้ามากที่สุดในประวัติการณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.สูตรของการคำนวณผลการเลือกตั้ง โดยเฉพาะ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งสลับซับซ้อนที่สุด จนวันนี้คำว่า ส.ส.พึงมีก็ยังหาข้อสรุปกันไม่ได้ 3.ความไม่แน่นอนของสมาชิกภาพ ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ 4.ก่อให้เกิดพรรคการเมืองมากที่สุดทั้งในสภาและรัฐบาลมากกว่าครั้งใดๆ ทั้งสิ้น เพราะมากถึง 19 พรรค 5.กว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ยาวนานที่สุด เมื่อตั้งรัฐบาลล่าช้า ทำให้การแถลงนโยบายช้า การพิจารณางบประมาณจึงช้าไปด้วย ซึ่งถือเป็นตัวซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และ 6.มีเสียงปริ่มน้ำมากที่สุด สิ่งเหล่านี้เป็นความล้มเหลวของระบบเลือกตั้งในระบบจัดสรรปันส่วนผสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ฐานะผู้เสนอญัตติอภิปรายด้วยว่า ตนยินดีหากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกฯ จะเข้าดำรงตำแหน่งประธาน กมธ. เพราะจากการทำงานร่วมกันในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาฯ นั้น เป็นไปด้วยดี และเชื่อว่าจะทำให้การศึกษาแก้รัฐธรรมนูญเดินหน้า ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจมีปัญหาที่ต้องใช้เสียง ส.ว. 84 เสียง ดังนั้นขอให้สภาเร่งกดดันให้ ส.ว.เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสร้างกระแสสนับสนุนจากประชาชน เพื่อไม่ให้รัฐธรรมนูญที่ตนมองว่าเป็นระเบิดเวลา มีปัญหาจนนำไปสู่การยกเลิกรัฐธรรมนูญด้วยการรัฐประหารหรือลุกฮือของประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น เวลา 20.35 น. นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯคนที่ 1 ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติ และสั่งให้ลงมติจะตั้งกมธ.วิสามัญฯ หรือไม่ ปรากฏว่าเห็นด้วยให้ตั้ง กมธ.ด้วยเสียงเป็นเอกฉันท์ 445 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง
จำเลยคดีโกงก็มา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมกำหนดกรอบเวลาในการพิจารณาของคณะ กมธ.วิสามัญศึกษาหลักเกณฑ์วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำนวน 120 วัน โดยจะประชุม กมธ.นัดแรก วันที่ 24 ธ.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม มี กมธ.ทั้งสิ้น 49 คน แบ่งเป็นโควตา ครม. 12 คน ได้แก่ 1.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 2.นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ 3.นายวุฒิสาร ตันไชย 4.นายดำรงค์ พิเดช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 5.นายอุดม รัฐอมฤต อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) 6.นายกฤษ เอื้อวงศ์ รองเลขาธิการ กกต. 7.นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ 8.นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา 9.นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ &amp;nbsp;10.นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ หัวหน้าพรรคพลเมืองไทย 11.นายโกวิทย์ ธารณา สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ 12.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคพลังประชารัฐ 9 คน ได้แก่ 1.นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2.นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3.นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. 4.น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส.กทม. 5.นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ 6.นายรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรีธรรมราช 7.นายทศพล เพ็งส้ม คณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคพลังประชารัฐ 8.น.ส.วลัยพร รัตนเศรษฐ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ 9.นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคภูมิใจไทย 4 คน ได้แก่ 1.นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2.นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ 3.นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง 4.นายบุญดำรง ประเสริฐโสภา อดีตส.ส.ราชบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคประชาธิปัตย์ 4 คน 1.นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2.นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3.นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค 4.นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช, พรรคชาติไทยพัฒนา 1 คน คือ นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคเพื่อไทย 10 คน ประกอบด้วย 1.นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม 2.นายจตุพร เจริญเชื้อ ส.ส.ขอนแก่น 3.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. 4.นายโภคิน พลกุล 5.นายชัยเกษม นิติสิริ 6.นายชูศักดิ์ ศิรินิล 7.นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา 8.นายประยุทธ์ ศิริพานิช 9.นายวัฒนา เมืองสุข 10.นายยงยุทธ ติยะไพรัช
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคอนาคตใหม่ 6 คน ได้แก่ 1.นายปิยบุตร แสงกนกกุล &amp;nbsp;ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2.นายชำนาญ จันทร์เรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3.นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4.นายเอกพันธุ์ ปิณฑวณิช อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล 5.นายบัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 6.นายชัยธวัช ตุลาธน รองเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคเสรีรวมไทย 1 คน ได้แก่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต., พรรคประชาชาติ 1 คน ได้แก่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ, พรรคเศรษฐกิจใหม่ 1 คน ได้แก่ นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52797</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ, งแก้ไขรัฐธรรมนูญ, ประชุมสภาผู้แทนราษฎร, มติเอกฉันท์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191218/image_big_5dfa3f5f16c83.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47552</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮ!มติ4ฝ่ายเลิก3สารเคมี ของขวัญปีใหม่ล่วงหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;มติเอกฉันท์คณะทำงาน 4 ฝ่าย 9 ต่อ 0 ยกเลิก 3 สารเคมีเกษตรตั้งแต่ 1 ธ.ค.62 &amp;quot;มนัญญา&amp;quot; ปลื้มแจกของขวัญปีใหม่คนไทยล่วงหน้า &amp;quot;สุริยะ&amp;quot; สั่ง คกก.วัตถุอันตรายเร่งถกสัปดาห์นี้หรือต้นสัปดาห์หน้า หนุนลงมติเปิดเผย ทีมเศรษฐกิจ ปชป.ยัน &amp;quot;เฉลิมชัย&amp;quot;-พรรคไม่เอาสารพิษ ขอโทษแจงช้าไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาความเห็นของส่วนรัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภคต่อการยกเลิกสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต, คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติ 9 ต่อ 0 ให้แบนสารเคมีทั้งสาม โดยจะเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาให้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดซึ่งอยู่ในบัญชีประเภทที่ 3 ไปอยู่ในบัญชีประเภทที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.62 ซึ่งจะเป็นผลให้ห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหลังจากนี้จะนำมติให้กรรมการทุกคนลงนามรับทราบผลประชุม เพื่อแจ้งนายกรัฐมนตรีภายใน &amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;วันนี้ และหลังจากนั้นนำเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งเดิมมีกำหนดประชุมวันที่ 27 ต.ค. &amp;nbsp;แต่เมื่อคณะทำงาน 4 ฝ่ายมีข้อยุติในวันนี้ คาดว่าคณะกรรมการฯ อาจเลื่อนการประชุมชี้ขาดเร็วขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.มนัญญากล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีการพิจารณาลงมติไม่ว่าจะเปิดเผยหรือโดยลับก็ตาม แต่ในส่วนของผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมเปิดเผยชื่อแสดงตัวต่อสาธารณะ เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะไปละเมิดการลงมติไม่ได้เป็นประเด็น ทั้งนี้กรมวิชาการเกษตรมีรายละเอียดครบสมบูรณ์ในเรื่องสารทดแทน&amp;nbsp;&amp;nbsp;วิธีการทำเกษตรทดแทน ซึ่งต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยยังมีสารเคมีอีกหลายชนิดที่ยังใช้กันอยู่ทั่วไป เพียงแต่วันนี้เราพบว่า 3 &amp;nbsp;สารนี้เป็นพิษร้ายแรงอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม จึงยกเลิกการใช้ทันที และหากในอนาคตพบว่าสารเคมีตัวอื่นที่มีอยู่ในท้องตลาดหลายยี่ห้อมีความเป็นพิษสูงก็จะเสนอยกเลิกตามลำดับไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสารทดแทนหรือวิธีการทดแทนมีผลกำจัดศัตรูพืช เพียงแต่ไม่รวดเร็วทันใจที่ราดหญ้าฆ่าแมลงแล้วตายทันทีเหมือน 3 สารนี้ โดยสารตัวอื่นอาจจะใช้เวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย กว่าจะตายอาจช้าไป 3-5 ชั่วโมง แต่ไม่เป็นอันตรายไม่มีความเป็นพิษสูงเท่า 3 ตัวนี้ ทั้งนี้เกษตรกรก็รู้วิธีแบบดั้งเดิมทำอย่างไร &amp;nbsp;และรู้ว่ามีสารอะไรให้ใช้แทนอยู่แล้ว ถ้าไม่มีพาราควอต, ไกลโฟเซต, คลอร์ไพริฟอส เพราะฉะนั้นเรื่องต้นทุนจึงไม่เป็นปัญหา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมช.เกษตรฯ ยังปฏิเสธว่าไม่มีการเปิดทางให้นายทุนพรรค หรือมีนายทุนรายใหญ่ที่จะรอนำเข้าสารทดแทนตัวใหม่เข้ามาในประเทศไทย เหมือนที่มีการกล่าวหาพรรคภูมิใจไทย อีกทั้งกระบวนการขอนำเข้าสารทำไม่ได้ในทันที เพราะต้องมีระยะการพิสูจน์พิษวิทยาและการขออนุญาตทำตามกฎหมายของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วัตถุอันตราย ดังนั้นอย่าห่วงเรื่องเจ้าสัวนำเข้าสารตัวใหม่ และไม่มีการตัดตอนบริษัทนำเข้า 3 สาร เพราะทั่วโลกแบนกัน 58 ประเทศแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มติครั้งนี้ถือเป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทยทั้งประเทศ ซึ่งปกติของขวัญปีใหม่เป็นวันที่ 1 ม.ค. แต่ในวันนี้รัฐบาลให้เป็นของขวัญกับประชาชนทันที เพราะต่อไปตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. คนไทยไปเที่ยวที่ไหน มีพืชพันธุ์ธัญญาหารปลอดภัย อากาศบริสุทธิ์ให้กับสุขภาพคนไทย ในเรื่องนี้อธิบดี คณะกรรมการ ไม่ต้องกลัวว่าต้องขึ้นศาล เพราะถ้าต้องขึ้นดิฉันจะไปด้วย เพราะเราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งในวันนี้ดิฉันมีความพอใจระดับหนึ่ง แต่หน้าที่ยังไม่จบ ต้องอีก 3-4 วันถึงจะสำเร็จ ถือเป็นชัยชนะของคนไทยร่วมกัน&amp;quot; น.ส.มนัญญาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคณะกรรมการเป็นการตั้งตามคำบัญชานายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย น.ส.มนัญญา ประธานคณะทำงาน, นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงษ์ ประธานคณะที่ปรึกษา รมช. เป็นกรรมการ, น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร, นายอัคคพล เสนาณรงค์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม &amp;nbsp;กรมวิชาการเกษตร, แพทย์หญิงสุมณี วัชรสินธุ์ รักษาการนายแพทย์เชี่ยวชาญ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, แพทย์หญิงศุลีกร ธนธิติกร นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กรมควบคุมโรค, น.ส.บุญยืน ศิริธรรม นายกสมาคมสหพันธุ์องค์กรผู้บริโภค, น.ส.สุภาวดี ทับทิม ประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์ สังกัดนิคม ชะอำ เพชรบุรี, น.ส.เสาวลักษณ์ พรกุลวัฒน์ นายกสมาคมอารักขาพืชไทย, นางวิไลวรรณ &amp;nbsp;พรหมคำ ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชกรมวิชาการเกษตร, นายมนตรี ปาป้อง นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการ กรมส่งเสริมสหกรณ์, น.ส.นัชชา ช่อมะลิ เลขานุการคณะที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ &amp;nbsp;ทั้งนี้สมาคมอารักขาพืชได้มีหนังสือแจ้งที่ประชุมว่าไม่ได้เข้าร่วม ติดภารกิจต่างประเทศ และไม่ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะทำงาน 4 ฝ่ายใช้เวลาในการประชุมกว่า 2 ชั่วโมง โดยไม่ให้สื่อเข้าร่วมด้วย โดยระบุว่าจะเชิญเข้ามาตอนประชุมเสร็จเพื่อให้มาสังเกตการคณะทำงานคนไหนโหวตเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หลังการประชุม น.ส.มนัญญาได้ให้ที่ประชุมแสดงความเห็นต่อหน้าสื่อและโหวตเรียงบุคคล อย่างไรก็ตาม สื่อจับตาเป็นพิเศษกับท่าทีของอธิบดีกรมวิชาการเกษตรที่ก่อนหน้านี้ระบุต้องยืนตามหลักวิชาการ แต่สุดท้ายก็โหวตเห็นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายสุริยะ? จึง?รุ่งเรือง?กิจ? รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม? กล่าวก่อนการประชุมคณะทำงาน 4 ฝ่ายว่า กระทรวงอุตสาหกรรม?และผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม?ที่อยู่ในคณะกรรมการ?วัตถุอันตรายชัดเจนว่าต้องการให้ยกเลิกการใช้? ซึ่งหากผลการประชุมของคณะทำงาน 4 ฝ่ายออกมาอย่างไร &amp;nbsp;จะให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม?ในฐานะประธานคณะกรรมการ?วัตถุ?อันตราย?นำเรื่องเข้าที่ประชุมและลงมติ? โดยหากมีมติเสนอให้ยกเลิกการใช้ภายในวันนี้และเสนอมายังกระทรวงอุตสาหกรรม?ในวันที่? 8? ต.ค.? &amp;nbsp;คาดว่าภายในสัปดาห์นี้หรืออย่างช้าต้นสัปดาห์หน้าจะสามารถประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพื่อพิจารณา?เรื่องดังกล่าวได้? ยืนยันไม่มีการดึงเรื่อง?และเชื่อว่าคณะกรรมการฯ ?จะมีมติยกเลิกการใช้?&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่นายอนุทิน? ชาญ?วี?รกูล? รองนายก?รัฐมนตรี?และ ?รมว.?สาธารณสุข? อยากให้คณะกรรมการฯ ลงมติอย่างเปิดเผยนั้น? ไม่มีปัญหาอะไร?เรื่องนี้ไม่มีวาระซ่อนเร้น? การเปิดเผยจึงเป็นเรื่องที่ดี? เชื่อมั่นว่า?การยกเลิกการใช้สารเคมีครั้งนี้?จะสำเร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แถลงว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายและยืนยันตั้งแต่ต้นว่าเห็นด้วยในการยกเลิกสารเคมีเกษตรทั้ง 3 ชนิด ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ก็เห็นด้วย อีกทั้งยังไปไกลกว่าการยกเลิกแล้ว เพราะเรามีแนวคิดทำเกษตรอินทรีย์ และจะใช้สารออร์แกนิกทดแทนสารเคมีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การที่นายเฉลิมชัยไม่ออกมาพูดให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพราะเมื่อแบ่งงานของกระทรวง โดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตรให้ น.ส.มนัญญาไปแล้ว จึงไม่อยากทำอะไรที่เป็นการก้าวก่ายหรือล้วงลูก &amp;nbsp;เพราะหากนายเฉลิมชัยต่อต้านคงคัดค้านเรื่องนี้ตั้งแต่แรก แต่ความจริงนายเฉลิมสนับสนุนให้ น.ส.มนัญญาทำงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้จากการพูดคุยกับนายเฉลิมชัยเกี่ยวกับสารที่ต้องนำมาทดแทน หากยกเลิก 3 สารดังกล่าวแล้วจะต้องมีการเยียวยาเกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นผู้ดำเนินการ คือการให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ รวมถึงเครื่องมือที่จะนำมาขจัดวัชพืชทดแทนสารเคมี ซึ่งขณะนี้มีบริษัทที่ได้ทำการทดลองสารทดแทนแล้ว 32 ตัว แต่ยอมรับว่าสารที่จะนำมาทดแทนนั้นมีราคาแพงกว่าสารที่ใช้ในปัจจุบันสองเท่า ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ต้องรับไปดำเนินการว่าจะชดเชยหรือเยียวยาอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนและเห็นด้วยที่ให้มีการยกเลิกสารพิษทั้ง 3 ชนิด แต่ก็ขอโทษที่ออกมาชี้แจงช้าไป เพราะเราคิดว่าการกระทำสำคัญกว่าการพูด และคิดว่าจะพูดเมื่อผลสำเร็จแล้ว &amp;nbsp;ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วที่นายเฉลิมชัยเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายลงคะแนนอย่างเปิดเผย&amp;quot; &amp;nbsp;นายปริญญ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา นพ.อำพล จินดาวัฒนะ และนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ส.ว.แถลงจุดยืนและเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกสารเคมีเกษตรทั้ง 3 ชนิด โดย นพ.อำพลกล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลตัดสินใจอย่างเป็นเอกภาพในการยกเลิก 3 สารดังกล่าวที่ยืดเยื้อมาหลายปี โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีป้องกันจำกัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยง เคยเสนอให้ยกเลิกตั้งแต่เดือน เม.ย.60 แล้ว จากข้อมูลเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ไม่ใช่แค่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม ในผลิตภัณฑ์เกษตรอาหารการกินเท่านั้น แต่ยังเข้าสู่ทารกในครรภ์มารดาส่งผลเสียถึงผู้คนในรุ่นต่อๆ ไปด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสังศิตกล่าวว่า ในช่วงบ่ายตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมลํ้า จะขอมติของคณะกรรมาธิการฯ ให้อนุกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้ทันที ซึ่งได้ผลักดันเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2540 หากรัฐบาลไม่ใช้ความกล้าหาญหยุดเรื่องนี้ ประเทศจะเสียหายไม่มีที่สิ้นสุด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47552</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์, มติเอกฉันท์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แบน 3 สารพิษเกษตร, แบนสารพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191007/image_big_5d9b55031e8ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46544</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉะผลประโยชน์อุ้ม3พิษนรก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กมธ.สารพิษฯ ลงมติเอกฉันท์แบน 3 สารพิษอันตราย แฉผลประโยชน์ซับซ้อนมหาศาล &amp;nbsp;บล็อกหน่วยงานรัฐ-นักวิชาการของกรมวิชาการเกษตร ไม่ให้แสดงความคิดเห็นเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา &amp;quot;มนัญญา&amp;quot; เดินหน้าเต็มสูบไม่เอาสารพิษนรก!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่รัฐสภา นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ อาทิ นายดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย, นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ ส.ส.สุโขทัย พรรคพลังประชารัฐ แถลงว่า ที่ประชุมมีมติให้ยกเลิกสารเคมีการเกษตร 3 ตัว ประกอบด้วย พาราควอต, ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสในทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กมธ.วิสามัญฯ ก็ไม่ปิดกั้นรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีมติตั้งคณะทำงาน 1 ชุด เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบถึงพิษภัยของสารเคมี ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้า กมธ.จะเชิญรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทั้ง 4 กระทรวงมาพูดคุยกันด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวลิตกล่าวว่า ขณะนี้สารเคมีในประเทศอันตรายถึงขั้นวิกฤติ ซึ่งไม่อาจยื้อไปได้อีก เพราะมันช้าเกินไปแล้ว ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ให้ยกเลิกสารทั้ง 3 ตัว นอกจากนี้ ในวันที่ 4 ต.ค. กมธ.จะลงพื้นที่ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อดูและสุ่มตรวจพืชผักผลไม้ของจีนที่นำเข้าประเทศไทย รวมทั้งจะลงพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อไปพบปะประชาชนที่ประสบภัยสารเคมีว่าทุกข์ร้อนอย่างไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราหวังว่าจะไม่หนีเสือปะจระเข้ ที่ยกเลิกสารเคมี 3 ตัวนี้ แล้วไปหาสารเคมีตัวอื่น เพราะความจริงแล้วมีวิธีในการทดแทน เพียงแต่นักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถูกบล็อกไม่ให้แสดงความคิดเห็นเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาเท่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นเราจะเชิญนักวิชาการอิสระเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการทดแทน เพราะ 53 ประเทศเขาเลิกใช้แล้ว แม้แต่ในลาว กัมพูชา เวียดนาม ก็เลิกใช้แล้ว เราจึงหนักแน่นว่าไทยถึงเวลาต้องเลิกใช้เช่นกัน&amp;rdquo; นายชวลิตกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายดำรงค์กล่าวว่า ปัญหาสารเคมีทั้ง 3 ตัวมีเบื้องหลังอยู่มากเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน มีเงินเข้าประเทศอย่างเดียว แต่ไม่คำนึงถึงชีวิตประชาชน ซึ่งเมื่อมีสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นโอกาสดีที่ ส.ส.ร่วมมือกันตั้ง กมธ.ให้เรื่องนี้สำเร็จ ไม่มีอะไรมาต้านทานได้ เพราะรัฐมนตรีทุกคนมาจากประชาชน ต้องฟังเสียงประชาชน ซึ่งในที่ประชุมพูดคุยกันว่าหากลดสารเคมีได้จะเพิ่มพื้นป่าได้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมามีการใช้สารเคมีฉีดทำลายพื้นที่ป่าอย่างง่ายดาย หากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องคนใดไม่สนับสนุนเรื่องดังกล่าว ตนจะขออภิปรายไม่ไว้วางใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความชัดเจนการยกเลิกใช้สารเคมีอันตราย 3 ชนิดในภาคเกษตร ว่าต้องขอเวลา เพราะมีเอกสารอีกหลายตัวต้องตรวจสอบ และยังมีส่วนที่ขัดแย้งกันอยู่ แต่ยืนยันว่ายังห้ามใช้เหมือนเดิม เพราะเราเดินมาถึงขนาดนี้แล้ว เรื่องนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ชี้แจงไปแล้วว่าการใช้สารเคมีส่งผลให้มีคนเจ็บและเสียชีวิต ถ้ายืนยังจะใช้อยู่ ก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร ทั้งนี้ จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วจะแจ้งข้อมูลที่มีความคืบหน้าให้ทราบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้หารือเรื่องนี้กับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อมาเป็นคนกลางในการแก้ปัญหากับข้าราชการที่ไม่ให้ความร่วมมือแล้วหรือยัง น.ส.มนัญญากล่าวว่า ยังไม่ได้หารือ แต่นายเฉลิมชัยคงรู้เรื่องแล้ว ซึ่งการทำงานของเราได้แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบแต่ละกรมกันแล้ว ว่าใครจะดูแลอะไร โดยนายเฉลิมชัยให้ตนดูแลในส่วนนี้ เมื่อได้รับมอบหมายแล้วก็ต้องดูแลในส่วนที่รับผิดชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ (ฝั่งสำนักงาน ก.พ.) ทำเนียบรัฐบาล นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอให้พิจารณายกเลิกใช้สารพาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต ทันที โดยมีนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับเรื่อง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัชระกล่าวว่า ขอให้นายกฯ และ รมช.เกษตรฯ ได้พิจารณายกเลิกการใช้สารพิษดังกล่าว โดยไม่ต้องใช้มติการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ไม่เปิดเผยข้อมูล เนื่องจากสารดังกล่าวเป็นสาเหตุให้เด็กไทยทุก 1 ใน 2 คน มีโอกาสเกิดมาพร้อมสารปนเปื้อน ซึ่งเรื่องนี้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีบทบาทและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ห้ามการใช้เคมีทางการเกษตร โดยที่ไม่เพิกเฉยต่อข้อมูลและข้อเสนอแนะของหน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัญหาต้นตอทั้งหมดคือการยกเลิกการใช้สารพิษทางการเกษตร ตามบทบาทอำนาจหน้าที่ของ รมว.เกษตรฯ เพียงท่านเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ปัญหาถูกแก้ไขอย่างถูกต้อง เป็นธรรม ไม่เกิดปัญหาต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อแผ่นดินและประเทศชาติ จึงขอให้นายกฯ สั่งการให้ รมว.เกษตรฯ ได้โปรดพิจารณาสั่งการให้มีการยกเลิกการใช้สารพิษทางการเกษตรทันที เพื่อสุขภาพของประชาชนชาวไทย และไม่เกิดการขยายปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายในวันข้างหน้า&amp;rdquo; นายวัชระระบุ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46544</URL_LINK>
                <HASHTAG>มติเอกฉันท์, สารพิษอันตราย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แบน 3 สารพิษเกษตร, ไม่เอาสารพิษนรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190924/image_big_5d8a27af654ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45695</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มติเอกฉันท์รื้อรธน. ตั้ง‘กมธ.’สมัยประชุมหน้าซักผลกระทบ!ถวายสัตย์ฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เพื่อไทยแบไต๋ซักฟอกปมถวายสัตย์ฯ &amp;nbsp;เฉพาะผลกระทบ ปชช. สภามีมติเอกฉันท์ 436 ต่อ 0 ไฟเขียวญัตติตั้ง กมธ.ศึกษาแก้ไข รธน. &amp;quot;ชวน&amp;quot; จ่อนำญัตติรวมเป็นเรื่องเดียวกัน ถกวาระแรกสมัยประชุมหน้า ฝ่ายค้านตีปี๊บเป็นนิมิตหมายที่ดีแก้ รธน.ขจัดอุปสรรคพัฒนาประเทศ &amp;quot;เทพไท&amp;quot; ยินดีกับ ปชช.ล่วงหน้าที่จะได้ รธน.ที่เป็น ปชต. &amp;quot;กำนันสุเทพ&amp;quot; พบ &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; ครั้งแรกหลังรัฐประหารที่เกาะสมุยอย่างชื่นมื่น เชียร์ให้นำพาประเทศฝ่าวิกฤติไปให้ได้ มั่นใจเสียงปริ่มน้ำไม่น่าห่วง นายกฯ โวหลังเลือกตั้งต่างชาติมาหาหัวกระไดไม่แห้ง อย่าไปฟังใครบิดเบือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงญัตติการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมตินายกรัฐมนตรี ในวันที่ 18 ก.ย.นี้ ว่าแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับพิจารณาประเด็นถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ แต่ฝ่ายค้านยังมีเรื่องจะอภิปรายอีกมาก เช่น สิ่งที่เป็นผลพวงและผลกระทบต่อการใช้อำนาจรัฐ โดยไม่มีการแตะต้องสถาบันฯ และไม่ถามว่าทำไมจึงถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ เพราะชัดเจนอยู่แล้ว แต่จะอภิปรายถึงผลจากการถวายสัตย์ฯ ครั้งนี้ หากตีความหมายของรัฐธรรมนูญจะเห็นว่าไม่ได้ห้ามการใช้กลไกของสภาตรวจสอบ เพราะเห็นว่าการถวายสัตย์ฯ เป็นประเด็นการเมือง ซึ่งสอดคล้องกับ พ.ร.ป.ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 ที่ระบุว่า ถ้าเป็นการกระทำของรัฐบาลต้องไม่กระทบสิทธิ์ของประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิ์ฟ้องละเมิดได้ เพราะระบุว่าต้องเป็นหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานที่ใช้อำนาจรัฐเท่านั้นถึงจะฟ้องได้ ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้อง เรามีประเด็นที่สังเกตว่าการกระทำของรัฐบาลที่มีความสำคัญกับสถาบันกษัตริย์ไม่มีองค์กรใดตรวจสอบได้ แต่ถ้าเกี่ยวกับการใช้อำนาจแล้วกระทบประชาชน เช่น เรื่องนี้ สภาสามารถใช้อำนาจตรวจสอบได้ เพราะถือเป็นประเด็นการเมือง เราจะไม่มีการพูดเรื่องสถาบันฯ แต่สิ่งที่จะถามคือผลพวงของการกระทำที่ส่งผลกระทบกับประชาชนและความเชื่อมั่น&amp;rdquo; นพ.ชลน่านกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า หากยังอภิปรายเรื่องนี้อยู่ จะมีความสุ่มเสี่ยง นพ.ชลน่านกล่าวว่า เราไม่กลัว เพราะเรามีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นกำแพงพิงหลังให้กับฝ่ายนิติบัญญัติ จึงไม่มีโอกาสที่จะสุ่มเสี่ยงถูกฟ้องร้อง และไม่ได้คาดหวังว่านายกฯ จะตอบตรงหรือไม่ตรง เป็นหน้าที่ของท่านที่จะมาตอบคำถามเรา ส่วนหากมีเหตุประท้วงก็เป็นสิทธิ์ของสมาชิก แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภา เราจึงต้องตระหนักว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เขาประท้วง มิเช่นนั้นจะเป็นเกมในสภา ไม่มีใครได้ประโยชน์ สภาก็จะเสียหายด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เกียกกาย นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ นำรายชื่อ 50 ส.ส.พลังประชารัฐ ยื่นญัตติด่วนเพื่อขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องหลักเกณฑ์ และวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมกระบวนการรับฟังคิดเห็นของประชาชนที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร 2560 ต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร&amp;nbsp;
สภาไฟเขียวญัตติแก้ รธน.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายวิเชียรกล่าวว่า เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นนโยบายเร่งด่วนข้อที่ 12 พรรคพลังประชารัฐสนับสนุนให้มีการศึกษาเรื่องดังกล่าว เพราะถือเป็นเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน &amp;nbsp;ส่วนแนวทางศึกษาทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องเน้นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยเชื่อว่าการตั้ง กมธ.วิสามัญที่มีสมาชิกทั้งจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน จะไม่มีความขัดแย้งในระหว่างการพิจารณา ส่วนการเชิญบุคคลภายนอกให้มาร่วมเป็น กมธ.วิสามัญฯ นั้น ต้องให้ที่ประชุมเป็นผู้พิจารณา จะถึงขั้นเชิญนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มาชี้แจงหรือให้คำปรึกษาหรือไม่นั้น ต้องพิจารณากันอีกครั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม นายชวนชี้แจงเหตุผลการประชุมสภานัดพิเศษว่า เนื่องจากขณะนี้มีญัตติเร่งด่วนและญัตติตกค้างในสภามากถึง 117 เรื่อง จึงจำเป็นต้องเปิดประชุมสภานัดพิเศษเพื่อพิจารณาเรื่องตกค้างต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ได้ขอใช้สิทธิเสนอให้เลื่อนญัตติการตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2560 ที่อยู่ในวาระท้ายๆ ขึ้นมาพิจารณาต่อท้ายเรื่องเร่งด่วนลำดับที่ 6 เรื่อง ขอตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาผลกระทบจากการกระทำประกาศและคำสั่งของ คสช.และการใช้อำนาจของหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ คัดค้านขอให้ดำเนินการพิจารณาไปตามวาระปกติ ขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายเสริมว่า สิ่งที่นายสมพงษ์เสนอได้พูดคุยระหว่างวิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้านเรียบร้อยแล้ว โดยญัตติการตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายค้านเสนอนั้น ขอให้มาต่อท้ายเรื่องด่วนที่ 6 เพื่อให้เป็นวาระแรกในการประชุมสภาสมัยหน้า ไม่ได้ต้องการให้พิจารณาตั้ง กมธ.ทันที เพราะดูจากวาระแล้ว คงพิจารณาไม่ทันในวันที่ 13 ก.ย.นี้ ที่จะปิดประชุมในเวลา 18.00 น. ในที่สุดนายวีระกรจึงยินยอมไม่ทักท้วงต่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายชวนได้ขอให้ที่ประชุมลงมติจะให้เลื่อนญัตติการตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2560 ขึ้นมาหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมลงมติเห็นด้วยให้เลื่อนขึ้นมาด้วยคะแนน 436 ต่อ 0 ตามที่นายสมพงษ์เสนอมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยนายชวนแจ้งด้วยว่า ส่วนญัตติเกี่ยวกับการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคการเมืองอื่นๆ เสนอมาทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคพลังประชารัฐ จะให้นำมาพิจารณารวมเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาอีกครั้งในเดือน พ.ย.
ฝ่ายค้านฟุ้งปักธงในสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ฝ่ายค้านไม่ได้มีเจตนาในการขอเลื่อนญัตติเพื่อให้สภาพิจารณาในทันที เพราะตระหนักดีว่ายังมีญัตติด่วนสำคัญอื่นๆ รออยู่ โดยเฉพาะญัตติเรื่องน้ำท่วม เพียงแต่ต้องการขอเลื่อนญัตติการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มารอในลำดับต้นๆ เพื่อให้สามารถพิจารณาญัตตินี้ได้ทันทีในเดือน พ.ย. เมื่อเปิดประชุมสมัยหน้า ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับทุกพรรคการเมืองที่จะเสนอญัตติเข้ามาเพิ่มเติม เพราะหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เชื่อว่าหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่ากติกาของประเทศที่นำมาบังคับใช้กลับกลายเป็นอุปสรรคกับการพัฒนาประเทศ การแก้ไขปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำในอนาคตสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เป็นอุปสรรคกับการบริหารประเทศให้ลุล่วงไปได้ ย่อมเป็นเรื่องที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชนเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า วันนี้ผลคะแนนการลงมติของสภาพบว่า สมาชิกเห็นด้วยกับการเลื่อนญัตติขึ้นมาทั้งหมดเป็นเอกฉันท์ 425 ต่อ 0 ซึ่งผลโหวตนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทุกพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการศึกษาในครั้งนี้ แม้จะยังไม่ใช่ข้อยุติว่าทุกฝ่ายเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ตนต้องขอขอบคุณและขอแสดงความชื่นชมกับ ส.ส.ทุกพรรคที่โหวตเห็นชอบให้กับการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ทวีตข้อความ ระบุว่า...ประชุมสภาวันนี้เข้มข้น มีโหวตสำคัญคือการเลื่อนวาระการพิจารณาการตั้งกรรมาธิการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ สภาลงมติ 425-0 เห็นด้วยให้เลื่อนวาระนี้ขึ้นมาพิจารณาก่อน วันนี้เราปักธงแรกในสภาสำเร็จมติเอกฉันท์เป็นสัญญาณว่าทุกพรรคเห็นความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าการอภิปรายและลงมติในญัตติตั้ง กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ทันได้อภิปรายในสมัยประชุมนี้ แต่การลงมติเลื่อนการพิจารณาเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน ก็เป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันของสภาว่าวาระแก้รัฐธรรมนูญ เป็นงานสำคัญที่สภาได้รับไว้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ แถลงขอบคุณที่สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกทุกคนให้ความสำคัญและมีมติเลื่อนวาระการพิจารณาการตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นญัตติแรกๆ ในสมัยประชุมหน้า ซึ่งจะทำให้สมาชิกมีเวลาในการเตรียมตัวหาข้อมูล เพื่อนำมาสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเชื่อว่าจะทำให้การพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการมีความรอบคอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยินดีกับประชาชนที่จะได้รัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง &amp;nbsp;โดยเฉพาะในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำหนดให้เป็นเงื่อนไขสำคัญของการร่วมรัฐบาล ตลอดจนมีการระบุไว้ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลต่อการจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้&amp;rdquo; นายเทพไทกล่าว&amp;nbsp;
&amp;quot;กำนันเทพ&amp;quot;พบ&amp;quot;ลุงตู่&amp;quot;ครั้งแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารวิทยาลัย เดินทางมาตรวจความเรียบร้อยของสถานที่ที่ใช้ต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมคณะ ที่จะเดินทางลงพื้นที่ช่วงบ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุเทพให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองมาโดยตลอด และจากสถานการณ์ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในขณะนี้ หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ รัฐบาลผสมไม่ใช่ของใหม่ สิ่งสำคัญคือ ครม.ต้องระมัดระวังในการทำงานร่วมกันเป็นพิเศษ ที่ผ่านมาที่อยู่ไม่ได้ เพราะทะเลาะกันเอง ตีกันเอง พรรคนั้นทะเลาะกับพรรคนี้ คนเป็นนายกฯ จะลำบาก เพราะเรามีภาระหน้าที่ที่ต้องพาประเทศชาติฝ่าฟันวิกฤติไปให้ได้ ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง ดังนั้นเสียงปริ่มน้ำไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าทุกคนที่เป็น ส.ส.มีความรับผิดชอบ ไปประชุมกันอย่างพร้อมเพรียงก็จะอยู่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่ค่อยกังวลใจเท่าไหร่ เพราะผมเชื่อว่าวันนี้คนไทยทุกคนไม่ว่านักการเมือง สื่อมวลชน พ่อค้าและนักธุรกิจ ล้วนผ่านประสบการณ์ทางการเมืองมาด้วยกันอย่างโชกโชน ทุกคนต้องมองเห็นแล้วว่าเราต่างมีภาระหน้าที่ ต้องช่วยประคับประคองบ้านเมือง&amp;quot; นายสุเทพกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุเทพกล่าวด้วยว่า ส่วนการทำงานของฝ่ายค้านนั้น เราจะไปโกรธเขาไม่ได้ เพราะเขาเป็นฝ่ายค้าน ทำหน้าที่เป็นกระจก เราก็คอยชำเลืองมองดูจะได้เห็น เขาจะใช้วิธีอะไรก็ไม่เป็นปัญหา สุดท้ายก็จะได้รับการสั่งสอนจากประชาชนเองว่าคุณจะต้องอยู่ในศีลธรรมเหมือนกัน ไม่ใช่ไปสร้างเรื่องมากล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีเขา อย่างนั้นคนจะไม่ยอม ซึ่งคิดว่าคงอีกสักพักหนึ่ง ตอนนี้เพิ่งเลือกตั้งมาใหม่ๆ ก็จะร้อนวิชากัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;วันนี้ถือเป็นการเจอกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างผมกับ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งแต่เขาทำรัฐประหารมา ก็ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับเขา โดยก่อนหน้านี้ก็ได้เจอกันบ้างประปรายตามงานศพหรืองานแต่งงาน แต่ผมเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์มาโดยตลอด เพราะเห็นว่าเขาเป็นคนที่เราพอจะพึ่งพิงได้ ประคับประคองประเทศได้ ส่วนเรื่องจะอยู่ถึง 8 ปีนั้น เป็นเรื่องที่คนก็พูดไป แต่ตอนนี้ขอเชียร์ให้นำพาประเทศไปให้รอดแล้วกัน&amp;quot; นายสุเทพกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา14.35 น. พล.อ.ประยุทธ์พร้อมคณะ เดินทางมาถึง โดยมีนายสุเทพ, นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์, นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์, นายวิทยา แก้วภราดัย อดีตผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตผู้สมัครส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นอดีตแกนนำการชุมนุมกลุ่ม กปปส. ให้การต้อนรับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้ทักทายนายสุเทพกับคณะอย่างเป็นกันเอง พร้อมสอบถามอดีตแกนนำ กปปส. ว่าเป็นอาจารย์ทั้งหมดเลยหรือ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้รับคำตอบว่า อดีตแกนนำ กปปส.เป็นผู้บริหารวิทยาลัย ก่อนเดินไปทักทายอาจารย์ชาวต่างชาติและเด็กนักเรียน โดยนายกฯ ถามเด็กนักเรียนถึงการวิปัสสนามีหลักการอย่างไร ซึ่งเด็กนักเรียนแนะนำว่าให้นั่งสมาธิ นายกฯ จึงถามกลับทันทีว่า &amp;ldquo;ก็นั่นน่ะสิ นั่งยังไงล่ะ ลุงนั่ง เขาให้นับ 1 ถึง 10 ลุงนับแค่ 3 ลุงก็ไปแล้ว วันนี้พยายามนับ 1 ถึง 10&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้เยี่ยมชมห้องเรียนภาษาจีน โดยเด็กนักเรียนได้มอบเชือกข้อมือถักซึ่งเป็นของขลังป้องกันสิ่งชั่วร้ายเข้าตัว โดยนายกฯ กล่าวว่า ไม่มีใครทำอะไรฉันได้ จากนั้นนายกฯ ได้เขียนชื่อตัวเองเป็นภาษาจีนพร้อมลายเซ็นให้เป็นที่ระลึก ทั้งนี้ ก่อนที่นายกฯ จะเดินออกจากห้อง เด็กนักเรียนได้พร้อมใจกันพูดขึ้นเป็นภาษาจีนแปลว่า &amp;ldquo;ขอให้เป็นนายกฯ ไปนานๆ&amp;rdquo;
ฟุ้งต่างชาติมาหาทุกวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้มาเยี่ยมชมห้องประกอบอาหาร ขณะที่เชฟประจำวิทยาลัยได้นำผ้ากันเปื้อนปักข้อความว่า &amp;ldquo;เชฟตู่&amp;rdquo; ก่อน พล.อ.ประยุทธ์จะลงมือทำเมนูใบเหลียงผัดไข่ ซึ่งเป็นเมนูที่นายกฯ ระบุว่าชื่นชอบ กินเป็นประจำ ซึ่งยังระบุถึงส่วนผสมสำคัญคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และระบุอีกว่า &amp;ldquo;ปกติสมัยเป็นทหาร ได้ทำอาหารกินเองกับพี่ป๊อก (พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย) ต้ม แกง ผัดทำได้หมด โดยเฉพาะตอนตังค์หมดก็จะทำกินกันเอง&amp;rdquo; นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้เยี่ยมชมแปลงเกษตร และเยี่ยมชมหอพักนักเรียน มีนายสุเทพเดินเคียงข้างโดยตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น ที่หอประชุมขวัญข้าว พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;กล่าวระหว่างพบปะนักศึกษา คณาจารย์ ผู้บริหารและประชาชนชาวสมุย ตอนหนึ่งว่า วันนี้เรามารวมตัวกันเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างเรา คือคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นมาได้โดยรุ่นใดรุ่นหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว เราต้องทำความเข้าใจกันบนพื้นฐานของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นี่คือหลักชัยของประเทศเรา วันนี้บ้านเรามีปัญหาหลากหลายมิติ ทั้งเสถียรภาพความมั่นคง การเมือง การทหาร เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ประเทศไทยมีศักยภาพพอสมควร แต่ปัญหาที่ไม่สามารถทำให้เกิดประโยชน์ได้ เพราะเรายังรักกันไม่พอ ทุกคนรักประเทศ แผ่นดินนี้เป็นของพระมหากษัตริย์ไทยที่รักษาไว้ให้คนไทย และเป็นจุดยุทธศาสตร์ของอาเซียน ซึ่งยึดโยงเศรษฐกิจโลกไว้หมด เราจึงต้องพัฒนาคนของเราด้วยการศึกษา รัฐบาลต้องบริหารงานแบบคิดใหม่ คือต้องสร้างคนให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทุกวันนี้ต่างประเทศมาเยี่ยมมาหาผมทุกวัน อยากจะร่วมมือกับไทยตรงนั้นตรงนี้ ยิ่งหลังเลือกตั้งที่ผ่านมา มากันจนหัวกระไดไม่แห้ง อย่าไปรับฟังใครที่บอกว่าเขาไม่คบเรา มีแต่คนอยากจะคบ และเราก็ต้องปรับตัวให้สอดคล้อง นอกจากนี้ อยากให้คนไทยมีความคิดที่เป็นกระบวนการมีหลักคิด ยิ่งวันนี้มีเฟกนิวส์ มีโลกโซเชียล แก้กันไม่ไหวไม่ทัน พอมันออกไปแล้วก็เชื่อกัน จึงต้องมีภูมิต้านทาน คือความรู้กับคุณธรรม อะไรที่เป็นไปไม่ได้ อย่าไปเชื่ออย่าไปอ่าน เสียเวลาผมก็ต้องเลิกอ่านเหมือนกัน เพราะทำให้เครียด อ่านแล้วทำให้หงุดหงิดโมโห อย่าไปอ่านดีกว่า มันไม่ใช่ สื่อสารที่ดีต้องเสนอให้คนมีแนวคิดได้ 2 ทาง คือใช่หรือไม่ใช่ ดีหรือไม่ดี สอนให้ด่าหรือชมเพียงอย่างเดียวมันไม่ใช่&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีคนเข้ามาท่องเที่ยวกว่า 30 ล้านคน และคาดว่าปีนี้จะถึง 40 ล้านคน แต่เรายังขัดแย้งกันเองภายใน มันใช่หรือไม่ใช่ในเวลานี้ รัฐบาลก็ต้องสร้างการลงทุนให้เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ต้องไปพร้อมกันในชาติ ใครที่ทำให้ทุกอย่างเสียหาย ก็ฝากให้เราไปพิจารณาว่ามันควรหรือไม่ควร สิ่งสำคัญนอกจากชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์แล้ว คือความกตัญญูกตเวทีพ่อแม่และครูบาอาจารย์ จริงๆอยากพูดมากกว่านี้ ถึงยิ่งพูดจะยิ่งโดน แต่รู้ว่ามาพูดกับพวกเรา ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น เพราะมีจิตมุ่งมั่นที่จะทำให้พวกเราทุกคน ไม่ได้มุ่งหวังอะไรอย่างอื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้าย นายกฯ ได้เปิดเพลง &amp;quot;อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดี&amp;quot; จากโทรศัพท์มือถือส่วนตัว โดยก่อนเปิดเพลงได้กล่าวว่า ลองฟังดู แต่ไม่รู้ว่าจะซาบซึ้งเหมือนที่ตนซาบซึ้งหรือไม่ แต่ตนซาบซึ้งเพราะเป็นทหารเก่า อยู่กับสิ่งเหล่านี้มาตลอดชีวิต จากนั้นเมื่อจบเพลง นายกฯ กล่าวอีกว่า ทุกคนต้องมีเพลงนี้ เพราะเราคือคนไทย แผ่นดินไทย เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย แผ่นดินนี้มีให้เราเหยียบให้เราตาย นั่นคือสิ่งที่คนไทยต้องสำนึก นอกจากนั้น นายกฯ ยังกล่าวกับนักศึกษาว่า &amp;quot;ขอให้รักลุงสุเทพให้มากๆ เพราะเขาดูแลเรา&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ได้มีประชาชนบางส่วน สวมเสื้อยืดคอกลมสีขาว ที่มีรูปการ์ตูน พล.อ.ประยุทธ์พร้อมรูปหัวใจสีแดงหลายๆ ดวงรวมกันเป็นหัวใจดวงใหญ่ และมีข้อความว่า #ลุงตู่fc กองหนุนลุงตู่ มาให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ในครั้งนี้ด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45695</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปมถวายสัตย์, มติเอกฉันท์, รื้อรธน., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ไขรธน.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190913/image_big_5d7ba7f92b4ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45563</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตีตกปมตู่ถวายสัตย์ ศาลรธน.ชี้ไม่อยู่ในอำนาจตรวจสอบขององค์กรใด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; เฮ! ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องปมถวายสัตย์ฯ ขัด รธน. ระบุเป็นความสัมพันธ์ฝ่ายบริหารกับพระมหากษัตริย์ ประกอบกับในหลวงได้พระราชทานพระราชดำรัสแก่นายกฯ-ครม.แล้ว จึงไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรธน.ใด อดีตผู้พิพากษายก ม.211 ของ รธน. ชี้คำวินิจฉัยถือว่าเด็ดขาดผูกพันรัฐสภาญัตติฝ่ายค้านต้องยุติ แต่ &amp;quot;สุทิน&amp;quot; เดินหน้าอภิปรายต่อ อ้างเป็นหน้าที่ชอบธรรมของสภา &amp;quot;พิเชษฐ&amp;quot; เริ่มทำหน้าที่ฝ่ายค้านอิสระ &amp;quot;มงคลกิตติ์&amp;quot; ปูดอีก 3 พรรคเล็กจ่อร่วมวงด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 11 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องของนายภาณุพงศ์ ชูรักษ์ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า &amp;nbsp;การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ใช้บังคับไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียน ไว้พิจารณาวินิจฉัย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่า แม้นายภาณุพงศ์จะอ้างว่าถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 47 (1) บัญญัติว่า &amp;ldquo;การใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 46 ต้องเป็นการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพอันเกิดจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจรัฐ และต้องมิใช่เป็นกรณีอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) การกระทำของรัฐบาล&amp;rdquo; &amp;nbsp;และมาตรา &amp;nbsp;46 วรรคสาม บัญญัติว่า &amp;ldquo;ถ้าศาลเห็นว่าเป็นกรณีต้องห้ามตามมาตรา 47 ให้ศาลสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา&amp;rdquo; ซึ่งการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำทางการเมือง &amp;nbsp;(Political Issue) &amp;nbsp;ของคณะรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญฝ่ายบริหารในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ อันอยู่ในความหมายของการกระทำของรัฐบาล (Act of Government) ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 47(1) &amp;nbsp;ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่อาจรับคำร้องไว้พิจารณาได้ ตามมาตรา 46 วรรคสาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบกับเมื่อวันที่ 16 ก.ค.62 เวลา 17.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต หลังจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณจบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัส เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้น้อมนำไปเป็นแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดิน และต่อมาเมื่อวันที่ 27 ส.ค.2562 &amp;nbsp;เวลา &amp;nbsp;09.00 น. นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรีได้เข้ารับพระราชดำรัสในโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ซึ่งพระราชทานเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธย โดยเข้ารับต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ &amp;nbsp;ณ ห้องรับรอง ชั้น 5 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล &amp;nbsp;การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ดังกล่าวจึงไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังมีมติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้องในประเด็นเดียวกัน จากกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ยื่นขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณของ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ครบถ้วน และการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเห็นว่า เป็นกรณีที่นายเรืองไกรกล่าวอ้างว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่กระทำการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 และมาตรา 162 ซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นข้อเท็จจริงที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ดำเนินการหรือยุติไปแล้วก่อนที่นายเรืองไกรจะยื่นต่อศาลให้วินิจฉัย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด &amp;nbsp;
คำวินิจฉัยผูกพันรัฐสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และเมื่อมีคำสั่งไม่รับ
คำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว คำขออื่นย่อมเป็นอันตกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณาต่อในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า &amp;nbsp;สมาชิกภาพ ส.ส.ของนายธนาธร &amp;nbsp;จึงรุ่งเรืองกิจ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ จากกรณีการถือครองในธุรกิจสื่อบริษัทวี-ลัค มีเดีย จำกัด โดยศาลได้กำหนดวันนัดไต่สวนพยานบุคคลของศาลจำนวน 10 ปาก ในวันศุกร์ที่ 18 ต.ค. เวลา 09.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตอนหนึ่งระบุว่า &amp;nbsp;รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 211 วรรคสี่ บัญญัติว่าคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ดังนั้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่า &amp;quot;การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ดังกล่าวจึงไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด&amp;quot; จึงผูกพันรัฐสภา ดังนั้นรัฐสภาจึงไม่อาจยื่นญัตติเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงจากนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ได้อีกต่อไป การที่สภาผู้แทนราษฎรนัดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงจากนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ในวันที่ 18 กันยายน 2562 จึงต้องยุติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจการวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว จึงเป็นหน้าที่ของสภาในการตรวจสอบเพื่อหาข้อยุติ เพราะการที่ศาลไม่รับพิจารณา ไม่ถือเป็นการชี้ถูกชี้ผิดหรือมีข้อยุติของปัญหาออกมา จึงเป็นหน้าที่ของสภาในการตรวจสอบและหาข้อยุติ ก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลเขากลัวการอภิปรายจะเป็นการชี้นำและละเมิดศาล เมื่อศาลไม่รับเรื่องไว้พิจารณาเช่นนี้ ก็เป็นหน้าที่ชอบธรรมของสภา ถือว่าเราสามารถอภิปรายเนื้อหาได้กว้างขึ้นกว่าเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติงในประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ 18 ก.ย.นี้ ครม.ต้องไปร่วมรับฟังและให้กำลังใจหรือไม่ ว่าไม่ใช่เป็นเรื่องการให้กำลังใจ เพราะตามมาตรา 152 เป็นเรื่องการอภิปรายร่วมกับครม.ทั้งคณะ ดังนั้นจึงต้องไปร่วมรับฟังว่ามีอะไรพาดพิงหน่วยงานและกระทรวงที่รัฐมนตรีท่านใดรับผิดชอบหรือไม่ ขณะเดียวกันก็จะมีการยื่นญัตติในเรื่องงบประมาณด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกรัฐมนตรีไม่ได้มีการกำชับเรื่องอะไรเป็นพิเศษ แต่รัฐมนตรีทุกคนต้องเตรียมตัว หากมีการพาดพิงรัฐมนตรีท่านใด เจ้าตัวก็ต้องชี้แจง โดยจะมีหน่วยงานสนับสนุนข้อมูล เช่น สำนักงบประมาณ สำนักงานกฤษฎีกา และสำนักงานเลขาฯ ครม. โดยหน่วยงานเหล่านี้เป็นหน่วยงานหลักในการไปร่วมให้ข้อมูลสนับสนุนให้ ส่วนหน่วยงานอื่นๆ ก็อยู่ที่กระทรวง และคอยให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วย&amp;quot; นายเทวัญ กล่าว
ร้องคัดค้าน7ตุลาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีการแจ้งที่ประชุม ครม.ว่าจะมีการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามมาตรา 152 ว่าเป็นการแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการ เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่รู้ว่าจะเป็นวันที่ 16 หรือ 17 ก.ย. ส่วนที่ ส.ส.บางคนอยากให้ประชุมวันที่ 16 ก.ย.นั้น นายกรัฐมนตรีไม่ขัดข้อง แต่วันดังกล่าวเป็นวันประชุมวุฒิสภา และจะเป็นวันสุดท้ายของวุฒิสภาในสมัยประชุมนี้ เขาจึงจะพิจารณาเรื่องที่ค้างคา ส่วนนายกฯ จะไปหรือไม่ ต้องถามนายกฯ เพราะตนไม่ทราบ กลัวว่าตอบไปแล้วเกิดไม่ไปขึ้นมา ส่วนที่มีการเล็งอภิปรายตนนั้น ไม่เป็นไร เมื่อส่งผู้ช่วยรัฐมนตรีไปนั่งแทนไม่ได้ ตนก็ต้องไปเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน น.ส.อุบลกาญจน์ อมรสิน ประธานองค์กรตรวจสอบการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม เปิดเผยว่า ได้ไปยื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อคัดค้านมิให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 7 คน ซึ่งประกอบด้วย 5 คนแรก ได้แก่ นายนุรักษ์ มาประณีต, นายจรัญ ภักดีธนากุล, นายชัช ชลวร, นายบุญส่ง กุลบุปผา และนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ซึ่งได้รับการต่ออายุโดยคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่ 23/2560 และ 24/2560 ลงวันที่ 5 เม.ย.2560 และวันที่ 20 เม.ย.2560 ตามลำดับ เพราะการออกคำสั่งดังกล่าว ถือเป็นชั้นเชิงทางกฎหมายในการโยกโย้เพื่อยืดอายุให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 5 คนทำงานต่อไปได้จนกว่าจะมีกฎหมายลูกมาบังคับใช้ แต่เมื่อกฎหมายลูกคือ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 ประกาศบังคับใช้ ก็กลับบัญญัติให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่หมดวาระแล้วยังปฏิบัติหน้าที่ต่อมาจนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอีก 2 คน ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์และนายปัญญา อุดชาชน ซึ่งเคยทำงานให้กับแม่น้ำ 5 สายในยุค คสช. และเข้ามานั่งในตำแหน่งได้โดยวิธีการสรรหาหรือคัดเลือกตามที่ คสช.ได้ออกแบบไว้ ด้วยเกรงว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวอาจทำให้การพิจารณาหรือวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เสียความยุติธรรมไป และอาจจะทำให้เข้าใจได้ว่าตุลาการดังกล่าวมีส่วนได้เสีย หรือกระทำการอันเป็นเหตุให้เกิดการสมประโยชน์ระหว่างกันและกัน เพราะผู้ตัดสินเป็นผู้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ต่ออายุและผู้ถูกฟ้องคดีคือพล.อ.ประยุทธ์ทำให้สังคมอาจจะเคลือบแคลงสงสัยในการพิจารณาและวินิจฉัยคดีสำคัญๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเอกชัย หงส์กังวาน และนายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ &amp;nbsp; แกนนำคนอยากเลือกตั้ง เข้ายื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อขอให้พิจารณาและเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เนื่องจากรับนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป (ปชช.) สมัครเป็นสมาชิกพรรค โดยนายเอกชัยกล่าวว่า นายไพบูลย์ซึ่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนปฏิรูป ที่ กกต.ประกาศให้สิ้นสภาพ ต้องขาดการเป็น ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (10) ไม่สามารถที่จะไปหาพรรคการเมืองอื่นสังกัดได้ การที่นายไพบูลย์อ้าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา &amp;nbsp;91 วรรค 4 ว่าการที่พรรคสิ้นสภาพเท่ากับการถูกยุบพรรคแล้ว ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรค พปชร.นั้น เห็นว่าเข้าลักษณะของการควบรวมพรรค ซึ่งไม่สามารถดำเนินการได้ในอายุของสภานี้ จึงเข้าลักษณะว่าพรรค พปชร.กระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา &amp;nbsp;92 เป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่รัฐสภา นายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธรรมไทย (ปธท.) แถลงว่า วันนี้เป็นวันเริ่มต้นการทำหน้าที่ใหม่ในฐานะฝ่ายค้านอิสระ ถือเป็นมิติใหม่ทางการเมือง ให้ประชาชนมีทางเลือกเพิ่มขึ้น สิ่งที่พรรคแถลงถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล มีคนติดตามเป็นล้านคน แสดงให้เห็นว่าการดำเนินการของพรรคเป็นสิ่งที่ได้รับการชื่นชม ภารกิจแรกของฝ่ายค้านอิสระคือ การตั้งตู้ ปณ ในรัฐสภา เพื่อรับเรื่องร้องเรียนต่างๆ ในการตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการทุจริต จะเน้นการตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลและทุกโครงการที่เป็นงบประมาณแผ่นดินตนมีความถนัดด้านงานอุตสาหกรรมจะเน้นตรวจสอบเรื่องนี้&amp;nbsp;
ปูด 3 พรรคเล็กถอนตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หลังจากที่แถลงถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ยังไม่มีผู้ใหญ่ในรัฐบาลติดต่อมา แต่ก่อนที่จะแถลงข่าวถอนตัว มีคนในรัฐบาลหลายคนโทรศัพท์มาหา แต่ได้แจ้งไปว่าไม่เกิดประโยชน์อะไรแล้ว เพราะได้ดำเนินการตามมติพรรคไปแล้ว เพราะรับไม่ได้ที่เห็นพรรคประชาธรรมไทยเป็นตัวตลกทางการเมือง&amp;quot; นายพิเชษฐกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ กล่าวว่า ขณะนี้ใครจะกินกล้วยต่อก็กินไป แต่ตนไม่ใช่เจ้าของฝูงลิง ไม่ได้สนใจ เพราะมีเงินซื้อกล้วยกินเองได้ แต่ในมุมของตนมองว่าไม่ใช่ฝูงลิง แต่เหมือนกับซ่องโจรไปปล้นสะดมแล้วเอาเศษเนื้อควายมาให้กิน ดังนั้นหากใครจะอยู่ต่อ ก็ปิดพรรคหนีไปเลยดีกว่า ใครกินปอดไม่ต้องมา หรือหาก ส.ส.คนใดรู้สึกอึดอัดให้มาอยู่ฝ่ายค้านอิสระ อย่าไปกลัวเขา ถ้ากลัวต้องกลัวไปตลอด แต่ถ้าไม่กลัว เขาจะกลัวเรา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดูแนวโน้มขณะนี้แล้วอาจมีฝ่ายค้านอิสระเพิ่มเติมอีก 3 พรรค ขอให้ไปถามพรรคพลังไทยรักไทย พรรคครูไทยเพื่อประชาชน และพรรคประชาธิปไตยใหม่ ถ้าจะมาอยู่ร่วมกันเป็นฝ่ายค้านอิสระ ก็ต้องแถลงเป็นมติพรรคออกมา ไม่ใช่พูดปากเปล่า&amp;quot; นายมงคลกิตติ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรค พปชร. กล่าวถึงกรณีนายพิเชษฐ ถอนตัวจากพรรครวมรัฐบาลว่า เรื่องนี้ต้องคุยกัน เพราะเรามีพรรคหลายพรรค ตนต้องไปพูดคุยภายในพรรค พปชร.ด้วย ส่วนที่นายพิเชษฐระบุว่าเรื่องนี้เป็นมติพรรคประชาธรรมไทยไปแล้วก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยๆ คุยกัน เมื่อถามว่าคนประสานจะต้องเปลี่ยนจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่ทำหน้าที่ประสานพรรคเล็กมาโดยตลอดหรือไม่ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า เดี๋ยวค่อยคุยกัน ขอหารือกันก่อนเพราะเรื่องนี้เพิ่งเกิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวกรณีพรรคประชาธรรมไทยถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ว่ายังเชื่อมั่นว่าพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะสามารถหาวิธีเจรจาพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลกันได้รู้เรื่อง ทั้งนี้ เป็นเรื่องปกติที่เวลาคนเราทำงานร่วมกันจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ถ้าได้จับเข่าพูดคุยทำความเข้าใจกัน เรื่องน่าจะจบได้ด้วยดี ซึ่งดูได้จากกรณีของตน ก็ยังอุตส่าห์จับมือกันได้ หลังจากผู้ใหญ่ได้มาพูดคุยกัน และพรรคชาติไทยพัฒนากับพรรคพลังประชารัฐยังมีการทำงานร่วมกัน และความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่น จึงเชื่อว่ากรณีของพรรคประชาธรรมไทยน่าจะจบลงด้วยดีเช่นกัน และมั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับเสถียรภาพของรัฐบาล และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเทอมอย่างนั้นแน่นอน เพราะตอนนี้มีปัญหาที่สำคัญมากกว่าเรื่องการเมือง คือปัญหาปากท้องของประชาชน และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นเรื่องต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า จากที่เห็นตามข่าวว่านายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคฝ่ายค้าน เสนอญัตติเพื่อขอศึกษาเรื่องนี้ แต่คงเป็นไปตามวาระปกติ ไม่ใช่เรื่องด่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า สามารถขอมติเลื่อนขึ้นเป็นวาระด่วนได้หรือไม่ นายชวนกล่าวว่า แล้วแต่ที่ประชุมจะพิจารณา แต่วันที่ 13 ก.ย.นี้ เราจะพิจารณาญัตติด่วนที่ค้างอยู่จำนวนมาก ประมาณกว่า 100 เรื่อง ที่มีการเสนอตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งตอนนี้ก็ยังพิจารณาไม่จบ แต่จะสิ้นสมัยประชุม จึงต้องนำมาพิจารณา
ชทพ.ยื่นญัตติแก้ รธน.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) แถลงว่า ตนและคณะ ส.ส. พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ยื่นญัตติขอให้สภาพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 ต่อประธานสภาฯ &amp;nbsp;เนื่องจากเห็นว่าหลังจากรัฐธรรมนูญปี 60 มีผลบังคับใช้ได้เกิดปัญหาและข้อถกเถียงมากมาย แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านการทำประชามติมาแล้ว แต่ก็เกิดการไม่ยอมรับของประชาชนบางส่วน เพราะในกระบวนการร่างกฎหมายขาดความคิดเห็นจากประชาชนอย่างรอบด้าน ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้การแก้ไขทำได้ยากมาก เพราะถูกล็อกไว้ 7 ชั้น ดังนั้นในฐานะที่พรรคชาติไทยมีประสบการณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 ซึ่งเป็นฉบับที่ประชาชนยอมรับ เพราะเกิดจากการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกฯ ตนจึงสนับสนุนให้นำแนวทางดังกล่าวมาผลักดันการเสนอญัตติต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ญัตติพรรคชาติไทยพัฒนาไม่ได้กำหนดประเด็นหรือวางธงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 และเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จ เพราะมีความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เสนอญัตติไปก่อนหน้า และได้วางธงเอาไว้ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง นักการเมือง และเพื่อความได้เปรียบของพรรคการเมือง ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การแก้ไขมีความยากลำบาก&amp;rdquo; นายนิกรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน โพสต์เฟซบุ๊กสนับสนุนประชามติ เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญคืนอำนาจประชาชน สร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศโดยเร็ว ระบุว่า ประเทศไทยวันนี้กำลังประสบปัญหารุมเร้าหลายด้าน และรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นส่วนสำคัญของรากฐานปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ &amp;nbsp;ทั้งนี้ เพราะรัฐธรรมนูญได้สร้างปัญหาไม่เฉพาะแต่พรรคการเมือง นักการเมือง แต่ยังสร้างปัญหาให้กับประชาชนและสังคมไทยโดยรวม ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะทำเรื่องใดก่อนหลัง ในเมื่อรัฐบาลชุดนี้ กล่าวอ้างว่ามาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ก็ยิ่งต้องรับฟังเสียงสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างอิสระ เพื่อให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หนทางการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจะไม่เกิดคนไทยก็คงต้องจำทนแบกรับชะตากรรมที่ไม่ปรารถนาต่อไป ต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ รีบคืนอำนาจให้ประชาชนอย่างสมบูรณ์ที่สุดโดยเร็ว ให้คนไทยได้เลือกอนาคตที่อยากเลือกเอง ไม่ต้องให้ &amp;#39;คนดีคนไหน&amp;#39; มาตัดสินใจแทนอีก อย่าปล่อยให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างปัญหาที่ยืดเยื้อต่อไป เพราะจะยิ่งซ้ำเติมปัญหา ยิ่งทำให้ปัญหาซ้ำซ้อนมากยิ่งขึ้น และยากต่อการแก้ไข เมื่อถึงเวลานั้นใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ&amp;quot; นายภูมิธรรมระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45563</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปมถวายสัตย์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มติเอกฉันท์, ศาลรัฐธรรมนูญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190911/image_big_5d790fadc754f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35364</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พปชร.แจกเก้าอี้รมต. กกต.เคาะ149ปาร์ตี้ลิสต์‘พท.-อนค.’ดิ้นขู่ฟ้องศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาล รธน.มีมติเอกฉันท์สูตร ส.ส.บัญชีรายชื่อตาม พ.ร.ป.ส.ส.มาตรา 128 ไม่ขัด รธน.มาตรา 91 ชี้เป็นรายละเอียดหลักเกณฑ์วิธีคิดอัตราส่วนเพื่อให้ได้ ส.ส.ครบ 150 กกต.ประกาศรับรอง 149 ส.ส.บัญชีรายชื่อ 26 พรรค ทำให้ 11 พรรคเล็กได้พรรคละ 1 ที่นั่ง ขณะที่ &amp;quot;อนค.-พท.&amp;quot; ทำตัวเป็นศาลเสียเอง ซัดกกต.นำคะแนนพรรคที่ได้ต่ำกว่า 7.1 หมื่นมาคำนวณไม่ชอบด้วย รธน. ขู่ฟ้องทุกช่องทาง โวยทำให้ฝ่ายปชต.เหลือ 240 เสียง รองเลขาฯ กกต.ไม่หวั่น ยันทำหน้าที่ตามกฎหมาย พปชร.มั่นใจได้เป็นรัฐบาลชัวร์ๆ &amp;nbsp; เตรียมเกลี่ยเก้าอี้ ครม.แบ่ง ภท.-ปชป. พรรคละ 6 ที่นั่ง &amp;quot;สมคิด&amp;quot; คุมเศรษฐกิจ &amp;quot;ป้อม-ป๊อก&amp;quot; ยังอยู่ที่เดิม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าว ระบุว่า ในวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231 (1) ว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 91 หรือไม่ ตุลาการซึ่งเป็นองค์คณะทุกคนได้ทำความคิดเห็นส่วนตนเป็นหนังสือพร้อมแถลงด้วยวาจา และที่ประชุมได้ปรึกษาหารือร่วมกันแล้วลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 91 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 เป็นบทบัญญัติที่มีหลักการเกี่ยวการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณ และคิดอัตราส่วนของ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เพื่อให้ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 150 คน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 83 วรรคหนึ่ง (2)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้บทบัญญัติ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 มีการบัญญัติรายละเอียดเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญมาตรา 91 แต่ก็เป็นเพียงการกำหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีคำนวณ คิดอัตราส่วนเพื่อให้ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยกำหนดวิธีการคิดคำนวณในกรณีที่ไม่สามารถจัดสรรครบ 150 คน ตามมาตรา 128 วรรคหนึ่ง (2) (3) (4) (5) (6) และ (7) ซึ่งเป็นไปตามหลักการและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 91 วรรคหนึ่ง และวรรคสามแล้ว จึงวินิจฉัยว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับให้ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ที่สำนักงาน กกต. นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เข้ายื่นหนังสือถึง กกต. เรื่องสูตรคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยให้สัมภาษณ์ว่า ศาล รธน.ไม่ได้วินิจฉัยเรื่องสูตรการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่วินิจฉัยว่ามาตรา 128 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ไม่ขัดกับมาตรา 91 ของ รธน.เท่านั้น กกต.สามารถนำฐานของกฎหมายทั้ง 2 มาตรามาคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อได้ ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรา 91 คือห้ามเกิน ส.ส.พึงมี แต่ละพรรคจะนำคะแนนที่ต่ำกว่า 71,000 มาคำนวณไม่ได้ ดังนั้นจะมีเพียง 16 พรรคที่ได้รับการจัดสรร ส.ส. ส่วนสูตรที่มี 27 พรรคไม่สามารถใช้ได้ทั้งหมด เป็นอำนาจของ กกต.ที่จะวินิจฉัยเช่นใด ซึ่งหากพรรคการเมืองเสียหายโดยตรงมีว่าที่ ส.ส.แล้วไม่ได้เป็น ส.ส. ก็อาศัยช่องทางตามกฎหมายฟ้อง กกต.ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าใช้สูตร 27 พรรค จะทำให้พรรคอนาคตใหม่เสียที่นั่ง ส.ส.ไปประมาณ 7-8 ที่นั่ง หรือคิดเป็นคะแนนดิบหายไป 6 แสนคะแนน ส่วนว่าที่ ส.ส.พรรคอื่นก็หายไปเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีรวมไทย หากรวมคะแนนดิบของทุกพรรคที่หายไปแล้ว จะหายไปเกือบ 1 ล้านคะแนน ส่วนพรรคเล็กได้แค่ 3-6 หมื่นคะแนน กลับได้ ส.ส. นอกจากนี้พรรคฝ่ายประชาธิปไตยก่อนหน้านี้รวมเสียง ส.ส.ได้เกิน 251 เสียง แต่หากใช้สูตร 27 พรรค จะทำให้พรรคฝ่ายประชาธิปไตยเหลือประมาณ 240 กว่าเสียง&amp;quot; นายปิยบุตรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านพรรคเพื่อไทย (พท.) ออกแถลงการณ์คัดค้านวิธีการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของ กกต. ระบุว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่า ม.128 ของ พ.ร.ป.ส.ส. ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ม.91 ก็ตาม แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็มิได้วินิจฉัยลงไปในรายละเอียดถึงวิธีการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ว่ากกต.สามารถที่จะคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ให้กับพรรคการเมืองที่มีคะแนนต่ำกว่าคะแนนต่อ ส.ส. หนึ่งคนได้หรือไม่ ดังนั้นจึงต้องยึดหลักเกณฑ์วิธีการคำนวณที่ไม่ขัดต่อหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน รธน.ม. 91 กล่าวคือ 1.พรรคการเมืองที่จะได้รับจัดสรร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ต้องมีคะแนนไม่ต่ำกว่าคะแนนต่อส.ส.หนึ่งคน (ประมาณ 70,000 คะแนน)&amp;nbsp;
พท.-อนค.ฟ้อง กกต.ทุกทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.พรรคการเมืองที่มีคะแนนต่ำกว่าจำนวนคะแนนต่อ ส.ส.หนึ่งคนย่อมไม่มีจำนวน ส.ส.พึงมี และไม่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อที่พึงได้รับย่อมไม่มีสิทธิได้รับจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพราะตาม รธน.มาตรา 91 (4) ประกอบมาตรา 128 (4) แห่ง พ.ร.ป.ส.ส. ให้จัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อให้กับพรรคการเมืองเฉพาะพรรคที่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อที่พึงได้รับเท่านั้น 3.หลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ ม.91 (4) และ ม.128 (5) แห่ง พ.ร.ป.ส.ส. ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าในการจัดสรรส.ส. ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดมี ส.ส.เกินจำนวนที่จะพึงมีได้ เมื่อพรรคที่มีคะแนนต่ำกว่าคะแนนต่อจำนวน ส.ส.หนึ่งคน ไม่มี ส.ส.พึงมี หากมีการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อให้กับพรรคดังกล่าวจะมีผลให้พรรคนั้นมีจำนวน ส.ส.เกินจำนวนที่พึงมีซึ่งจะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญรวมถึงขัดต่อ ม.128 (5) แห่ง พ.ร.ป.ส.ส.ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;การดำเนินการดังกล่าวมาของ กกต.ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ส.ส. กกต.ได้รับทราบข้อท้วงติง ข้อทักท้วงของพรรคการเมืองที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการให้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตาม &amp;ldquo;สูตรแจกพรรคเล็ก&amp;rdquo; และได้แจ้งให้ทราบด้วยว่า การตัดสินใจดังกล่าวนอกจากจะไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแล้ว &amp;nbsp;ยังอาจจะส่งผลต่อบริบททางการเมืองภายภาคหน้าอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย จึงเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวมาของ กกต.เข้าข่ายเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ และใช้อำนาจอันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และจะใช้ช่องทางดำเนินการตามกฎหมายต่อ กกต.ในทุกช่องทางที่จะทำได้ต่อไป&amp;quot; แถลงการณ์ระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิแดตนายกฯรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคการเมืองจะมี ส.ส.เกินกว่า ส.ส.พึงมีไม่ได้ เพราะหากดูจากวิธีคำนวณคะแนนพึงมีของคนที่ได้คะแนนมากกว่า 30,000 จะมี ส.ส.พึงมีแค่ 0.5 คน ดังนั้นหากจะปัดคะแนนขึ้นไปเป็นหนึ่งคนซึ่งจะเป็นไปไม่ได้แน่นอน นอกจาก พ.ร.ป.จะต้องไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แล้วการคำนวณออกมาโดยผลลัพธ์ก็จะต้องไม่ขัดรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน ซึ่ง กกต.จะไปสรุปว่า พ.ร.ป.ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แล้วการคำนวณก็จะต้องไม่ขัดรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน หากยืนยันที่จะประกาศผลคะแนนพึงมีให้กับพรรคการเมืองที่ได้คะแนนไม่ถึง 71,000 คะแนนได้ที่นั่งไปนั้น กกต.จะตอบสังคมและผู้เสียหาย ซึ่งก็คือพรรคการเมืองที่สูญเสียที่นั่ง ส.ส.จากการคำนวณไปให้ได้ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 19.00 น. ที่ทำการพรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค และนายปิยบุตรแสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ร่วมกันแถลงข่าว โดยนายปิยบุตรกล่าวย้ำว่า การใช้วิธีการที่ กกต.ใช้ น่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ในส่วนของพรรคอนาคตใหม่ เป็นผู้เสียหายโดยตรง 600,000 คะแนน ถูกทิ้งน้ำไปหมด และยังมีคนที่เราคาดหวังว่าจะเป็น ส.ส. หายไป 7 คน เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาช่องทางในการดำเนินการต่อไป ได้แก่ 1.ยื่นคำร้องไปยัง กกต. เสนอให้ กกต.เสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 210 (2) เพื่อให้ศาลวินิจฉัย 2.ใช้อำนาจตามมาตรา 213 ที่ระบุว่า บุคคลใดที่ถูกละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญนั้น มีสิทธิยื่นเรื่องฟ้องตรงไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ หากจะฟ้องตรง ต้องเริ่มจากการใช้ผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่หากผู้ตรวจไม่ส่งเรื่องต่อ คนที่เริ่มร้อง สามารถส่งเรื่องด้วยตนเอง ซึ่งเรายืนยันว่าจะทำทั้ง 2 วิธี &amp;nbsp;เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการใช้สูตรคำนวณแบบ 27 พรรคนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ &amp;nbsp;
ปลุก ส.ส.ปิดสวิตช์ ส.ว.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนาธรกล่าวว่า ขอเสนอให้นำข้อเสนอที่เราพูดไว้ก่อนการเลือกตั้ง คือการปิดสวิตช์ ส.ว.กลับมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แล้วช่วยกันกดดันทำให้เกิดขึ้นจริง เราสามารถเลือกนายกฯ ได้ที่สภาผู้แทนราษฎร โดยปิดสวิตช์ไม่ให้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งไม่ได้มาจากประชาชนสามารถทำงานได้ ซึ่งพรรคที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ได้ไม่ถึง 126 เสียง ทำให้การปิดสวิตช์ส.ว.เป็นไปได้ เพราะพรรคการเมืองนอกจาก 3 พรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จะมีเสียงรวมกัน 378 เสียงในสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงเรื่องความมั่นใจในการตั้งรัฐบาลของพรรคประชารัฐ นายธนาธรกล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐรวมกับพรรคพรวมพลังประชาชาติไทย และพรรคประชาชนปฏิรูป รวมกันได้เพียงแค่ 121 เสียง ซึ่งยังห่างไกลกับ 250 เสียงอีกมาก แม้จะใช้สูตร 27 พรรค หรือมีการพยายามผลักดันให้เสียงของพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ได้มากขึ้นก็ตาม การจะข้ามเส้นนี้ได้ ต้องรวมให้ได้ 20 พรรคการเมืองให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ยังเชื่อว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองหลายพรรคได้พูดจาหาเสียงให้กับประชาชน ซึ่งในวันนี้ได้เวลายืนยัน โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ที่บอกว่าไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจ ของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน พวกเราร่วมมือกันพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่ายังยืนยันจะสนับสนุนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า วันนี้ผลออกมาชัดเจนแล้ว เรารู้ว่าพรรคใดได้เสียงมากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ ดังนั้นเราจะให้เกียรติพรรคนั้นเป็นผู้กำหนดการจัดตั้งรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงค่ำ ภายหลังสำนักงาน กกต.ได้ประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตจำนวน 349 เขตไปแล้ว ในวันนี้ กกต.ได้รับผลรวมคะแนน ส.ส.แบบแบ่งเขต และได้คำนวณหาจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่จะจัดสรรให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 91 และ 93 ของรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 22 พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการ กกต. 2560 มาตรา 129 ประกอบ 128 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 ประกาศรายชื่อพรรคการเมืองและรายชื่อผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ประกอบด้วย &amp;nbsp;พรรคพลังประชารัฐ 18 คน, พรรคอนาคตใหม่ 50 คน, พรรคประชาธิปัตย์ 19 คน, พรรคภูมิใจไทย 12 คน, พรรคเสรีรวมไทย 10 คน, พรรคชาติไทยพัฒนา 4 คน , พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 คน, พรรคประชาชาติ 1 คน,พรรคเพื่อชาติ 5 คน, พรรครวมพลังประชาชาติไทย 4 คน, พรรคชาติพัฒนา 2 คน, พรรคพลังท้องถิ่นไท 3 คน, พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 คน, พรรคพลังปวงชนไทย 1 คน, พรรคพลังชาติไทย 1 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้มีพรรคการเมืองที่ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส.ส. 1 คน ได้รับการจัดสรร ส.ส.พรรคละ 1 คน อีก 11 พรรค ประกอบด้วย พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคพลังไทยรักไทย พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคประชานิยม พรรคประชาธรรมไทย พรรคประชาชนปฏิรูป พรรคพลเมืองไทย พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคพลังธรรมใหม่ และพรรคไทรักธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปรวม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่ได้รับการประกาศรับรองทั้งสิ้น 149 คน จากทั้งหมด 26 พรรคการเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 18.30 น. นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการกกต. แถลงว่า กกต.ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 และมาตรา 129 ซึ่งกรณีที่ไม่สามารถจัดสรร ส.ส.ให้ครบจำนวนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ตามมาตรา 128 (7) ได้บัญญัติให้คำนวณตามอัตราส่วนที่ทุกพรรคการเมืองจะได้รับการจัดสรรจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไปจนครบ 150 คน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการคำนวณ และการคิดอัตราส่วน โดยผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งแบบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ สามารถรับหนังสือรับรองการได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ส.ส.6/5) นับแต่วันที่ออกประกาศ คือวันที่ 8 พ.ค. เป็นต้นไป เวลา 08.30-16.30 น. ที่สำนักงาน กกต. ไม่เว้นวันหยุดราชการ
เปิดสูตรคำนวณบัญชีรายชื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า สูตรดังกล่าวเป็นสูตรเดียวกับของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) หรือไม่ นายแสวงไม่ตอบ โดยกล่าวเพียงว่า เป็นไปตามกฎหมาย ถามต่อว่ากังวลหรือไม่ว่าจะถูกร้องเรียนภายหลัง เนื่องจากมีพรรคการเมืองที่มีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยได้รับการจัดสรรที่นั่ง ส.ส. นายแสวงกล่าวว่า กกต.ทำหน้าที่ตามกฎหมาย ถ้าเห็นว่าไม่เป็นไปตามกฎหมายก็สามารถใช้สิทธิ์ตามกฎหมายได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามย้ำถึงเหตุผลที่ใช้สูตรคำนวณดังกล่าว นายแสวงกล่าวว่า ถ้าดูตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะบอกว่ากรณีที่ไม่สามารถจัดสรรให้ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ให้ใช้วิธีการที่คำนวณที่กำหนดไว้ในมาตรา 128 (3) (4) (5) (6) (7) ซึ่งจัดสรรให้ทุกพรรคการเมือง และมาตราดังกล่าวก็ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบของรัฐธรรมนูญ กกต.จึงพิจารณาไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยวันนี้ทางสำนักงานได้เสนอไปเพียงสูตรเดียว โดยไม่มีเหตุผล เพราะเป็นไปตามกฎหมาย ถ้าสูตรนี้ถูก ก็ไม่มีสูตรอื่น สำนักงานเสนอแบบนี้ไปแบบเดียว เว้นแต่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเป็นแบบอื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 8 จ.เชียงใหม่ จะต้องนำผลคะแนนมาคำนวณใหม่หรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า การประกาศผลวันนี้ เป็นกรณีที่ประกาศไม่ครบทุกเขต จึงต้องคำนวณตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 129 เมื่อการเลือกตั้งเขต 8 จ.เชียงใหม่เสร็จสิ้น และประกาศรับรอง ส.ส.แล้ว ก็จะต้องนำผลคะแนนมาคำนวณใหม่ และสามารถเปลี่ยนแปลงผู้ได้รับการเลือกตั้งได้ซึ่งกฎหมายได้เขียนรับรองไว้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับวิธีการคำนวณที่ กกต.นำมาคำนวณจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ให้พรรคการเมืองทั้ง 26 พรรค โดยคิดจากผลคะแนนที่พรรคการเมืองส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อใน 349 เขตเลือกตั้ง รวม 74 พรรคการเมือง เป็นคะแนนทั้งสิ้น 35,441,920 คะแนน ซึ่งเมื่อ กกต.ประกาศ ส.ส.ในระบบแบ่งเขต 349 เขต จึงต้องนำ 349 มาหาร จำนวน ส.ส.เขตเต็ม 350 จะได้ค่าเฉลี่ย 0.9971 จากนั้นนำจำนวนดังกล่าวมาคูณด้วย ส.ส.ทั้งสภาคือ 500 คน จะได้จำนวน ส.ส.ที่จะประกาศผลทั้งหมด 498.5714 คน ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ถือเอาเฉพาะจำนวนเต็ม จึงเหลือ 498 คน เมื่อหัก ส.ส.เขต 349 จึงเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 149 คน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนำคะแนนรวมที่ 74 พรรคการเมืองได้รับคือ 35,441,920 มาหารด้วย 498 คน ก็จะได้ค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน คือ 71,168.5141 คะแนน แล้วนำจำนวนดังกล่าวมาหารคะแนนรวมของแต่ละพรรค ก็จะได้จำนวน ส.ส.พึงมีเบื้องต้น จากนั้นนำจำนวน ส.ส.พึงมีเบื้องต้น ไปลบกับ ส.ส.เขตที่แต่ละพรรคได้รับ ก็จะได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่จะได้ในเบื้องต้น เมื่อรวมแล้วพบว่าจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่จะได้ในเบื้องต้นเกินเป็น 174.2629 คน ซึ่งถือว่าเกินจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่จะจัดสรรแค่ 149 คน ทั้งนี้ เป็นผลมาจากพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เขตเกินกว่าจำนวน ส.ส.ที่พึงมีได้ ดังนั้นจึงต้องนำมาปรับและใช้การคำนวณใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนำจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคได้ในเบื้องต้นมาคูณด้วย 149 แล้วหารด้วย 174.2629 ก็จะได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ปรับให้เหลือ 149 คน ซึ่งจะต้องจัดสรรที่นั่งให้กับพรรคการเมืองตามจำนวนเต็มก่อน ส่งผลให้การจัดสรรรอบแรกมีพรรคการเมืองได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 15 พรรคการเมือง เมื่อรวมแล้วจะจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อได้เพียง 129 ที่นั่ง ยังขาดอีก 20 ที่นั่ง จึงต้องนำเศษทศนิยมมาจัดสรรให้พรรคการเมือง โดยเรียงตามคะแนนทศนิยมจากมากไปหาน้อยจนได้ครบ 20 ที่นั่ง ซึ่งก็จะมีผลให้พรรคอนาคตใหม่ ภูมิใจไทย เสรีรวมไทย เศรษฐกิจใหม่ และประชาชาติ ซึ่งได้รับการจัดสรรในรอบแรกไปแล้ว ได้รับการจัดสรรเพิ่มอีกพรรคละ 1 ที่นั่ง และมีพรรคการเมืองที่คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส.ส. 1 คน ได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคละ 1 คน อีก 11 พรรคการเมือง
ส.ส.เขตรายงานตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่สำนักงาน กกต. บรรดา ส.ส.ใหม่ แบบแบ่งเขต ที่ กกต.ได้ประกาศรับรองไปเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ได้ทยอยเดินทางมารับหนังสือรับรองการเลือกตั้ง ที่สำนักงาน กกต.กันอย่างคึกคัก เพื่อนำใบรับรองไปรายงานตัวที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อาคารัฐสภา (เกียกกาย) อาทิ นายชุมพล จุลใส ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์, นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์, นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย, นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรค พปชร. เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ได้มาตรวจความเรียบร้อยการรับมอบหนังสือรับรองการได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต ที่บริเวณห้องประชุม 201 และให้สัมภาษณ์ว่า สำนักงาน กกต. จะเปิดให้ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต มารับหนังสือรับรองได้จนถึงวันที่ 11 พ.ค.นี้ โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ เมื่อ ส.ส.ได้รับเอกสารแล้ว ก็สามารถนำหนังสือรับรองดังกล่าวไปรายงานตัวที่สภาได้ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ มีผู้มารับใบรับรอง ส.ส.เพื่อไปรายงานตัวที่สภา แล้วรวม 2 วัน จำนวน 88 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วันเดียวกัน เวลา 08.30 น. ที่รัฐสภาแห่งใหม่ เกียกกาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดรับการรับรายงานตัว ส.ส.ชุดที่ 25 เป็นวันแรกภายหลังจากที่สำนักงาน กกต. ได้ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดย ส.ส.คนแรกที่เดินทางมารายงานตัวได้แก่ นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ตั้งแต่เวลา 06.29 น. และเซ็นชื่อรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่เป็นแรก ในเวลา 08.09 นาที โดยนายอุบลศักดิ์กล่าวว่า ไม่ได้ถือฤกษ์ถือยามอะไร แต่เมื่ออาสาเข้ามาเป็น ส.ส.แล้วก็ต้องพร้อมทำงานให้ประชาชนตลอดเวลา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลานายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรค พปชร. เข้ารายงานตัว พร้อมยอมรับว่าหากพรรคจะเสนอชื่อตนเพื่อดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาพร้อมอาสาเข้าปฏิบัติหน้าที่ เชื่อว่าประสบการณ์ทำงานในสภาผู้แทนราษฎรกว่า 9 ปี จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ตนได้ศึกษารัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีประเด็นที่หนักใจคือ การแสดงความคิดเห็นและการอภิปรายของสมาชิกที่มีความเป็นอิสระ และปราศจากการครอบงำของบุคคลหรือพรรคการเมือง ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติไว้ ดังนั้นการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมอาจยุ่งเล็กน้อย จึงไม่อยากให้ใครเรียก ส.ส.ที่ไม่ปฏิบัติตามมติพรรคว่างูเห่า เพราะเขาปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ใช้มีสิทธิแสดงความเห็นและออกเสียงได้โดยอิสระ ดังนั้นหากสื่อมวลชนเรียก ส.ส.ว่างูเห่าอาจถูกฟ้องได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทั่งเวลา 16.30 น. ปรากฏว่ามี ส.ส.มารายงานตัวทั้งสิ้น 31 คน โดยคนสุดท้ายคือ นายมนัส พรหมเผ่า ส.ส.จังหวัดพะเยา พรรค พปชร.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความเคลื่อนไหวการจัดตั้งรัฐบาลทางฝั่งของพรรคพลังประชารัฐ รอเพียงการประกาศการนับคะแนนและรับรองผล ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อย่างเป็นทางการ จากนั้นจะเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลทันที โดยเวลานี้แกนนำของพรรค พปชร.เชื่อว่าคะแนนเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลและโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีมีถึง 256 เสียงแล้ว โดยการจัดโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีเวลานี้ ถูกแบ่งเป็นหลายส่วนคือ สัดส่วนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. คาดว่าจะมี 4 ที่นั่งหลักในกระทรวงสำคัญ คือ เก้าอี้นายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์, เก้าอี้ รมว.กลาโหม ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, เก้าอี้ รมว.มหาดไทย ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และเก้าอี้รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ขณะที่พรรคพปชร.จะถูกแบ่งโควต้าออกเป็นของกลุ่ม 4 อดีตรัฐมนตรี กลุ่มสามมิตร และกลุ่ม กทม.&amp;nbsp;
พปชร.จัดสรรเก้าอี้ ครม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 9 พ.ค. จะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค พปชร.เป็นครั้งแรกหลังจากงานราชพิธีในเวลา 11.00 น. ที่ชั้น 5 ที่ทำการพรรค ซึ่งหาก กกต.มีมติรับรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ในวันที่ 9 พ.ค.ว่าที่ ส.ส.ในกลุ่มสามมิตรจะเข้ารายงานตัวเป็น ส.ส.ที่อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เกียกกาย ในเวลา 09.30 น. นำโดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายอนุชา นาคาศัย นอกจากนี้ว่าที่ ส.ส.จะเดินทางรายงานตัวครบทั้งหมดภายในสัปดาห์นี้ เพราะในวันที่ 14-15 พ.ค. จะมีการสัมมนา ส.ส.ของพรรคทั้งหมดอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก เพื่อแนะแนวและทำความรู้จักกันให้มากขึ้น ที่โรงแรมเดอะซายน์ พัทยา จ.ชลบุรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีนั้น ในส่วนของพรรค พปชร. ผู้ที่เหมาะสมเป็นรัฐมนตรี คือ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค, นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ประธานยุทธศาสตร์ กทม., นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การหาเสียงเลือกตั้ง, นายอิทธิพล คุณปลื้ม รองหัวหน้าพรรค, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือ, นายอนุชา นาคาศัย ประธานยุทธศาสตร์ภาคกลาง เป็นต้น ส่วนนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์ภาคอีสาน อยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะรับตำแหน่งหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่พรรคร่วมอื่นๆ อย่างพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ จะได้พรรคละประมาณ 6 เก้าอี้ ทั้งรมว.และรมช.คละเคล้ากันไป ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนาจะได้ 1 เก้าอี้ รมว.และ 1 รมช. นอกจากนี้ยังมีส่วนของพรรคเล็กที่จะรวมกลุ่มกันมาเพื่อต่อรองเก้าอี้ด้วย ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค, นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรค, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองหัวหน้าพรรค, &amp;nbsp;นางนาที รัชกิจประการ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร และนายนภินทร ศรีสรรพางค์ แกนนำพรรค ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา คือ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค และนายวราวุธ ศิลปอาชา ประธานยุทธศาสตร์และนโยบาย ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ยังรอการเลือกผู้นำพรรคให้เสร็จสิ้นก่อน โดยพรรคพลังประชารัฐเชื่อว่ามติของพรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐ และที่ผ่านพรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าโดยมติพรรค ไม่เคยมีงูเห่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับตำแหน่งประธานสภาฯ ได้รับการยืนยันจากแกนนำพรรคว่ามีการวางตัวนายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา ที่มีความใกล้ชิดกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ มาแล้ว จึงมีประสบการณ์ และมีความอาวุโสทางการเมืองจึงน่าจะทันเกมการเมือง อีกทั้ง ตำแหน่งดังกล่าวมีความสำคัญในการเสนอชื่อนายกฯคือ พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึงการบัญญัติกฎหมายสำคัญต่างๆ และการควบคุมการอภิปรายในสภา ส่วนผู้ที่พรรคเห็นว่าเหมาะสมเป็นประธานวิปรัฐบาล ยังเป็นนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค ที่มีคอนเน็กชั่นกว้างขวาง สามารถพูดคุยกับได้กับทุกพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านแหล่งข่าวพรรคชาติไทยพัฒนาเปิดเผยว่า ทั้งฝ่ายพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทย ได้ต่อสายและเข้าเจรจากับแกนนำพรรค แต่ทางแกนนำยังไม่ตัดสินใจที่ชัดเจน เพราะกังวลต่อการทำงานการเมืองในอนาคต เพราะหากฝั่งที่ตั้งรัฐบาลได้โดยเสียงไม่ห่างกันเด็ดขาด อาจมีผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และเกิดความขัดแย้งที่ทำให้สถานการณ์การเมืองอยู่ในช่วงลำบาก ดังนั้นแกนนำจึงขอสงวนท่าทีต่อการตัดสินใจทางการเมืองใดๆ ขณะนี้ และยังรอดูผลการรวมเสียงพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทยคู่ชิงตั้งรัฐบาลก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค พปชร. กล่าวว่า ในส่วนของงานการเมืองพรรคจะเดินหน้า ประสานพรรคอื่นๆ ที่ร่วมอุดมการณ์และสนใจมาร่วมกันตั้งรัฐบาล มั่นใจว่าพรรค พปชร.จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ได้โอกาสทำงานกับพรรคที่มีแนวทางการทำงานแบบเดียวกัน แต่ต้องรอให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อน ส่วนตัวเลขที่มีการประเมินออกมาว่าฝั่ง พปชร.รวมเสียงได้ 256 เสียงนั้น เป็นการประเมินตามปกติ เราก็ประเมินของเรา หากวันนี้ กกต.รับรองผลเรียบร้อย ก็จะมาพูดคุยกัน เพราะตัวเลขจะชัดเจนขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเด็นว่าที่ ส.ส.ถูกร้องเรียนเรื่องการถือหุ้นสื่อ และตนเองในฐานะหัวหน้าพรรคเป็นผู้เซ็นรับรองนั้น นายอุตตมกล่าวว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับผู้สมัคร และว่าที่ ส.ส.เกือบทุกพรรค เราได้หารือแนวทางโดยดูเป็นรายกรณี หากเกี่ยวกับพรรคเราพร้อมชี้แจงในทุกประเด็น และเดินตามขั้นตอน ไม่มีอะไรมากกว่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตมยังกล่าวถึงกรณีกระแสคัดค้านให้ ส.ว.เลือกนายกฯ ว่า พปชร.ยืนยันในเรื่องที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังใช้ครั้งแรก เราควรเคารพกติกาปัจจุบัน เดินตามนั้นบทบาท ส.ว.เป็นไง ให้เป็นตามนั้น.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35364</URL_LINK>
                <HASHTAG>149ปาร์ตี้ลิสต์, กกต., พปชร., มติเอกฉันท์, รธน.มาตรา 91, ศาล รธน., ส.ส.บัญชีรายชื่อ, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190508/image_big_5cd2ed3eea006.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
