<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>48619</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2019 19:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2019 19:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เส้นทางอพยพ&quot;เหยี่ยวนกเขา&quot; การเดินทางที่ยาวกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.เส้นทางอพยพเหยี่ยว ภาพโดยสวทช. - มจธ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่เขาดินสอ ต.บางสน อ.ปะทิว จ.ชุมพร นับเป็นแหล่งดูเหยี่ยวและนกอพยพดีที่สุด 1 ใน 5 ของโลก เนื่องจากเป็นจุดที่เหยี่ยวอพยพนับแสนตัวบินผ่านทุกปี และสามารถมองเหยี่ยวในระยะใกล้ที่สุด เพราะเป็นเส้นทางอพยพหลักของนกนานาชนิด โดยเฉพาะนกล่าเหยื่ออย่างเหยี่ยว ซึ่งมักจะอพยพโดยยึดแผ่นดินเป็นหลัก โดยเขาดินสอ ตั้งอยู่บนแหลมมลายูในส่วนที่แผ่นดินบีบแคบลงมา ทำให้เหยี่ยวอพยพต้องเข้ามารวมกัน เพื่อผ่านช่องแคบนี้ไปให้ได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายชูเกียรติ นวลศรี ประธานมูลนิธิศึกษาธรรมชาติเขาดินสอ กล่าวว่า จากการศึกษาข้อมูลการนับจำนวนและจำแนกชนิด พร้อมทั้งติดห่วงขาเหยี่ยวและนกอินทรีที่อพยพผ่านเขาดินสอในช่วงเดือน ก.ย.ถึง พ.ย. ตั้งแต่ปี 2553 มีรายงานการพบเหยี่ยวและนกอินทรีอย่างน้อย 38 ชนิด โดยชนิดที่พบมากที่สุด คือ เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีนและเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ ซึ่งบางปีมีรายงานการพบทั้ง 2 ชนิดรวมกันมากกว่า 5 แสนตัว นอกจากนี้ข้อมูลการศึกษายังทำให้รู้ว่าเหยี่ยวชนิดไหนจะอพยพช่วงใด และมีจำนวนเท่าไร โดยตั้งแต่กลางเดือนส.ค.จะเริ่มพบเหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่นอพยพ และตามด้วยเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีนและเหยี่ยวผึ้ง ซึ่งจะมีจำนวนหนาแน่นมากขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนก.ย. ถึงสัปดาห์แรกของต้นเดือนต.ค. นอกจากนี้ยังพบเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำอพยพผ่านบริเวณนี้จำนวนหลายหมื่นตัวต่อวันในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนต.ค. และสามารถเห็นได้มากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้บริเวณพื้นที่เขาดินสอยังพบกลุ่มเหยี่ยวนกเขามากที่สุดในโลกจำนวน 6 ชนิดด้วย โดยนักท่องเที่ยวสามารถพบเหยี่ยวได้ในระยะใกล้ชิดไม่เกิน 10-15 เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีการศึกษาชนิดพันธุ์ของนกที่บินอพยพมาที่เขาดินสอ แต่ประธานมูลนิธิศึกษาธรรมชาติเขาดินสอ กล่าวว่า สิ่งที่ไม่เคยรู้ คือ เหยี่ยวอพยพแต่ละสายพันธุ์มาจากไหน เช่น เหยี่ยวนกเขาชิครา ยังไม่ทราบแหล่งที่มาแน่ชัดว่ามาจากที่ใด หรือแม้แต่เหยี่ยวชนิดย่อยในภูมิภาคต่างๆ นั้น มีสายพันธุ์อะไรบ้าง การอพยพของเหยี่ยวยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่า &amp;nbsp;หลังจากอพยพมายังพื้นที่เขาดินสอแล้ว จะบินไปที่ใดต่อ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้วยเหตุนี้ทำให้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)ได้มีการใช้เครื่องส่งสัญญาณดาวเทียมพลังงานแสงอาทิตย์ติดตามเส้นทางอพยพ ของเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน และพันธุ์ญี่ปุ่น ครั้งแรกของประเทศไทย และครั้งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ เขาดินสอ เพื่อติดตามเส้นทางอพยพ ซึ่งดำเนินการมาได้ 2 ปี นับตั้งแต่ปี 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช.เล็งเห็นความสำคัญในการทำวิจัยเรื่องการใช้เทคโนโลยีในการติดตามเส้นทางเหยี่ยวอพยพ เนื่องจากเหยี่ยวเป็นสัตว์ที่อพยพเป็นระยะทางไกลผ่านหลายประเทศในทวีปเอเชีย โดยเริ่มต้นจากรัสเซีย ผ่านไทยจนถึงจุดแวะพักในฤดูหนาวที่ประเทศอินโดนีเซีย ดังนั้น ทีมวิจัยจึงได้นำเทคโนโลยีเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียมพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เพื่อทำการติดตามการอพยพและระบุตำแหน่งของเหยี่ยวนกเขา 2 ชนิด ซึ่งเทคโนโลยีนี้มีความแม่นยำในระยะ 0.5-1.5 กิโลเมตร และสามารถติดตามเส้นทางการอพยพและตำแหน่งของเหยี่ยวได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แอนดรูว์ เจ เพียร์ซ นักวิจัยมจธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านนายแอนดรูว์ เจ เพียร์ซ (Mr. Andrew J. Pierce) ผู้เชี่ยวชาญ สังกัดห้องปฏิบัติการนิเวศวิทยาการอนุรักษ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ผู้วิจัย ได้เปิดเผยว่า เหยี่ยวจัดเป็นผู้ล่าชั้นสูงสุดบนห่วงโซ่อาหาร จึงถือเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญของคุณภาพสิ่งแวดล้อม แต่เหยี่ยวหลายชนิดกำลังถูกคุกคามเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่อาศัย ดังนั้นการศึกษาลักษณะพื้นที่อาศัยในช่วงฤดูผสมพันธุ์ และฤดูหนาวรวมถึงเส้นทางการอพยพ และจุดแวะพักระหว่างทางจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์ ซึ่งในช่วงฤดูหนาวของทุกปีจะมีเหยี่ยวอพยพนับแสนๆ ตัว หนีหนาวจากพื้นที่ผสมพันธุ์ ของประเทศรัสเซียและจีน มายังพื้นที่อาศัยในช่วงฤดูหนาว ช่วงเดือนส.ค.-พ.ย.ในเขตร้อนทางตอนใต้ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยการใช้เส้นทางอพยพ 2 เส้นทางด้วยกัน คือ 1. เส้นทางอพยพเอเชียตะวันออกผ่านมหาสมุทร เริ่มจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของเขตไซบีเรีย ลงมาตามแนวฝั่งตะวันออกของจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ จนถึงประเทศอินโดนีเซีย และ 2.เส้นทางอพยพเอเชียตะวันออกผ่านแผ่นดินใหญ่ โดยจะเริ่มจากเขตไซบีเรีย และจีน ลงมาตามแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านคาบสมุทรไทย-มาเลเซีย และหมู่เกาะของอินโดนีเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ เส้นทางอพยพเอเชียตะวันออก เป็นเส้นทางอพยพของเหยี่ยวที่มีข้อมูลและการศึกษาน้อยที่สุด ดังนั้นทีมวิจัยมจธ. จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิศึกษาธรรมชาติเขาดินสอ ร่วมกันศึกษาเส้นทางของเหยี่ยวและนกอพยพ โดยการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมเข้ามาช่วย ภายใต้การสนับสนุนของ สวทช. ซึ่งพบว่าการอพยพและจุดแวะพักที่สำคัญของเหยี่ยวนกเขา 2 ชนิด คือเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน และเหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น ที่มีการอพยพผ่านประเทศไทยบริเวณเขาดินสอ จำนวนนับล้านตัวทุกปี เนื่องจาก เขาดินสอตั้งอยู่บนพื้นที่ที่แคบที่สุดของทวีปเอเชีย ในคาบสมุทรไทย-มาเลเซีย (คอคอดกระ) ใกล้ชายฝั่งทะเลและมีความสูงจากระดับน้ำทะเลที่ 200-350 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่สามารถพบเห็นเหยี่ยวจำนวนมากรวมตัวอพยพผ่านบริเวณนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหยี่ยวอพยพติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียมลักษณะสะพายกระเป๋า ภาพโดย DESMOND ALLEN&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายแอนดรูว์ กล่าวต่อว่า ทีมวิจัยได้ทำการจับเหยี่ยวนกเขาที่อพยพผ่านบริเวณเขาดินสอ ระหว่างเดือนก.ย.-ต.ค.ซึ่งเป็นช่วงที่มีเหยี่ยวอพยพผ่านเขาดินสอมากที่สุดของปี ในปีพ.ศ. 2559 และ 2560 โดยการใช้ตาข่ายแบบพรางตาจับนกเพื่อทำการติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียมพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 4% ของน้ำหนักตัวของเหยี่ยว โดยติดที่ตัวเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน 4 ตัว และเหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น 4 ตัว ในลักษณะสะพายหลัง ซึ่งทุกขั้นตอนดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายกับเหยี่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วิธีการติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณ ผู้เชี่ยวชาญจะคัดเลือกเหยี่ยวตัวเมีย ที่มีน้ำหนัก 140 กรัมขึ้นไป และต้องเป็นเหยี่ยวที่โตเต็มวัยนำมาวัดสัดส่วน ใส่ห่วงที่ขา และนำเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียมพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดกับสายสะพายแบบพิเศษที่ผสมเส้นใยเชฟรอน เพื่อทำให้สายแข็งแรง ดึงธรรมดาไม่ขาด ต้องใช้วัสดุพิเศษตัด ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ซึ่งระหว่างการติดตั้งเครื่องจะต้องหาวัสดุมาคุมหัวนกไว้ เพื่อไม่ให้นกตื่นกลัวหรือตกใจ และให้นกอยู่นิ่งเพื่อให้สามารถทำงานได้ ขณะที่สวมสายสะพายให้นกต้องปรับสายสะพายให้พอดีกับลำตัวนก เพื่อไม่ให้นกรู้สึกไม่สบายตัว หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต เหมือนนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็ค ให้เครื่องส่งสัญญาณติดตัวไปเหมือนกระเป๋าเดินทาง โดยเครื่องส่งสัญญาณนี้สามารถส่งสัญญาณได้นาน 10 ชั่วโมง แล้วต้องใช้พลังงานแสงอาทิตย์ชาร์จ 48 ชั่วโมง หรือสองวัน เพื่อกลับมาทำงานอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;หลังจากติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียมให้กับเหยี่ยวนกเขาทั้ง 8 ตัว ทำให้ทราบว่า เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน ก็จะอพยพลงใต้ไปยังบริเวณเกาะสุมาตรา ฝั่งตะวันออกของเกาะ Nusa Tenggara และ ประเทศติมอร์-เลสเต ซึ่งจะใช้เป็นพื้นที่อาศัยในช่วงฤดูหนาว โดยจะใช้เวลาบริเวณนี้ประมาณ 70-80 วัน และเมื่อถึงช่วงเดือนก.พ.-พ.ค.เหยี่ยวจะอพยพกลับไปยังพื้นที่ผสมพันธุ์ทางตอนใต้ของจีน นอกจากนี้ข้อมูลจากเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน 4 ตัวที่ทีมวิจัยติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณฯ มีเพียง 2 ตัวเท่านั้นที่สามารถจับสัญญาณการอพยพผ่านเขาดินสอได้อีกครั้ง &amp;nbsp;ในปีพ.ศ. 2561 ทำให้รู้เส้นทางการอพยพที่สมบูรณ์ของเหยี่ยวชนิดนี้ ซึ่งใช้ระยะทางในการอพยพทั้งสิ้น 14,532 กม. ซึ่งมากกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของโลก และ 9,710 กม.&amp;rdquo; นักวิจัยเผย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นักวิจัยกล่าวต่อไปอีกว่า ในส่วนของเหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่นนั้น ทีมวิจัยสามารถติดตามสัญญาณไปถึงพื้นที่ของเกาะสุมาตรา และบอร์เนียว ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยในช่วงฤดูหนาวและใช้เวลาบริเวณนี้ประมาณ 130-170 วัน ก่อนที่จะอพยพกลับขึ้นทางเหนือ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ทีมวิจัยสามารถรับสัญญาณจากเหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่นได้เพียง 1 ตัว ในช่วงอพยพกลับเท่านั้น โดยเหยี่ยวตัวนี้เดินทางออกจากพื้นที่อาศัยในช่วงฤดูหนาวบนเกาะ Bangka ประเทศอินโดนีเซีย ไปยังพื้นที่ผสมพันธุ์ในเขตอามูร์ (Amur) ทางตะวันออกของประเทศรัสเซีย ก่อนที่สัญญาณจะขาดหายไป &amp;nbsp;ทำให้สรุปรวมระยะทางอพยพได้ทั้งสิ้น 7,699 กม. ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้นประมาณ 50 วัน นอกจากนั้นแล้วทำให้ทราบอีกว่าพื้นที่อาศัยในช่วงฤดูหนาวหรือจุดหยุดพักที่สำคัญของเหยี่ยวทั้ง 2 ชนิดนี้ เป็นพื้นที่ที่มีมนุษย์เข้ามาใช้ประโยชน์และเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าดั้งเดิมให้กลายเป็นพื้นที่ทางการเกษตรไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพาราและพืชสกุลอะเคเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียม ภาพโดย DESMOND ALLEN&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม นับเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาเส้นทางอพยพของเหยี่ยวนกเขาทั้ง 2 ชนิดโดยใช้เครื่องส่งสัญญาณดาวเทียม นางสาวรงรอง อ่างแก้ว ผู้ช่วยนักวิจัย สังกัดห้องปฏิบัติการนิเวศวิทยาการอนุรักษ์ มจธ. ยังกล่าวเสริมว่า การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเบื้องต้น เพื่อเก็บข้อมูลเส้นทางของเหยี่ยวนกเขาอพยพ ซึ่งหากมีการเก็บข้อมูลเช่นนี้ต่อเนื่อง ก็จะสามารถนำมาเปรียบเทียบเส้นทาง และได้พบชุดข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพิ่มมากขึ้นหากเส้นทางในแต่ละปีมีความชัดเจน แล้วเกิดมีเหยี่ยวนกเขาหายไปจากจุดใดจุดหนึ่งซ้ำๆ ก็อาจทำให้นักอนุรักษ์ หรือเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบ เพราะอาจเกิดการล่าเกิดขึ้นที่บริเวณดังกล่าวก็ได้ ขณะนี้ ทีมวิจัยได้มีการติดต่อกับทีมวิจัยต่างประเทศ เพื่อร่วมกันแบ่งปันข้อมูลและศึกษาวิจัยและต่อยอดในการอนุรักษ์แหล่งหากินและแหล่งทำรังวางไข่ตลอดเส้นทางการอพยพของเหยี่ยวนกเขาทั้ง 2 ชนิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านนางรังสิมา ตัณฑเลขา ผู้อำนวยการโปรแกรมการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์ สวทช.กล่าวว่า ตัวนกที่บินผ่านเส้นทางนี้ค่อนข้างทรหดอดทนมาก เพราะว่าต้องพบกับอะไรหลายอย่าง เช่น สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง การทำลายที่อยู่อาศัย หมอกควัน แต่ก็ถือว่าการดำเนินการวิจัยครั้งนี้เป็นขั้นเริ่มต้น เพราะต่อไปจะมีการพัฒนาด้าน AI เข้ามาช่วยนับหน้าเหยี่ยว เวลาเหยี่ยวบินผ่าน ก็ต้องลองดูว่าจะทำได้ไหม แล้วก็จะเปลี่ยนสัญญาณดาวเทียม GPS เป็นสัญญาณโทรศัพท์ ทำให้บริเวณที่อับสัญญาณดีขึ้น และจะติดสัญญาณที่ตัวเหยี่ยวเพิ่มมากขึ้นจาก 8 ตัว ซึ่งทำให้ด้รู้ถึงความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้น ก็จะติดเพิ่มทั้งสองพันธุ์พันธุ์ละ20ตัว เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น จะได้ทราบว่า บินตรงไปยังที่ใดบ้าง เพราะจะทำให้เราอนุรักษ์เส้นทางและแนวทางเกี่ยวกับเหยี่ยวนกเขาได้ตรงจุด และตอนนี้สามารถติดตามเส้นทางการอพยพและตำแหน่งของเหยี่ยวได้ โดยการดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ &amp;nbsp;www.argos-system.org&amp;nbsp;ผ่านแอปพลิเคชัน CLS view บนมือถือ ซึ่งถือว่ามีความสะดวกและรวดเร็ว นับเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ ทั้งในด้านการอนุรักษ์และการท่องเที่ยวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;สวทช.และทีมวิจัยมจธ. พร้อมด้วยมูลนิธิศึกษาธรรมชาติเขาดินสอ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48619</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูเกียรติ นวลศ, มธจ., มูลนิธิศึกษาธรรมชาติเขาดินสอ, สวทช., เส้นทางอพยพ&quot;เหยี่ยวนกเขา&quot; การเดินทางที่ยาวกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางโลก, แอนดรูว์ เจ เพียร์ซ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191018/image_big_5da982e6dcd2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12362</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2018 13:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2018 13:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มจธ.วิจัยสร้างแผ่นเซลล์กระดูกอ่อนหลายชั้น รักษาข้อเข่าเสื่อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสร้างแผ่นเซลล์กระดูกอ่อนหลายชั้น เพื่อรักษาการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนผิวข้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มิ.ย.61- &amp;nbsp;นักวิจัย มจธ. ประสบความสำเร็จในการสร้างแผ่นเซลล์กระดูกอ่อน &amp;nbsp;แนวทางการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาวะเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อบริเวณเข่าเป็นหนึ่งในโรคที่พบมากในผู้สูงอายุ ซึ่งเกิดจากการสึกกร่อนตามวัย หรือเกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุ แนวทางการรักษาโรคนี้มีตั้งแต่การทำกายภาพบำบัด การใช้ยา ไปจนถึงการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าโดยใช้วัสดุไททาเนียมมาทดแทน ในปัจจุบันแพทย์ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมเนื้อเยื่อมาใช้ในการรักษาข้อเข่าเสื่อมโดยการฉีดเซลล์กระดูกอ่อน (Chondrocytes) ไปยังบริเวณข้อเข่าที่เสียหาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการฟื้นฟูของเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนขึ้นมาใหม่ แต่เซลล์กระดูกอ่อนที่ฉีดเข้าไปเป็นเซลล์เดี่ยวๆ ไม่ได้เกาะตรงบริเวณเป้าหมาย จึงเกิดการฟื้นฟูของเนื้อเยื่อใหม่ได้ไม่ดีนัก แต่ด้วยเทคโนโลยีแผ่นเซลล์ (Cell Sheet Technology) ที่สามารถสร้างเซลล์กระดูกอ่อนให้มีลักษณะเป็นแผ่นหลายชั้นได้ จะช่วยให้แพทย์สามารถเคลื่อนย้ายไปแปะลงบนบาดแผลกระดูกอ่อนได้ง่ายและตรงจุดมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากแนวทางการรักษาข้อเข่าเสื่อมแบบใหม่ที่ต้องอาศัยเนื้อเยื้อกระดูกอ่อนที่มีคุณภาพและจับต้องได้โดย ศ.นพ.สารเนตร์ ไวคกุล และ อ.ดร.นพ.โพชฌงค์ โชติญาณวงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จึงเป็นจุดเริ่มต้นงานวิจัยของ ดร.โศภิตา วงศ์อินทร์ นักวิจัยหลังปริญญาเอก ศูนย์บริการผลิตเซลล์เชิงพาณิชย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ซึ่งในขณะนั้นได้รับทุนวิจัยโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) โดยมี รศ.ดร.ขวัญชนก พสุวัต หลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ผลิตผลงาน &amp;ldquo;การสร้างแผ่นเซลล์กระดูกอ่อนหลายชั้นเพื่อรักษาการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนผิวข้อ&amp;rdquo; โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้แพทย์สามารถนำแผ่นเซลล์กระดูกอ่อนนี้ ไปแปะตรงบริเวณกระดูกอ่อนผิวข้อที่เสียหายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.โศภิตา กล่าวว่า งานวิจัยนี้ได้นำเซลล์กระดูกอ่อนบริเวณข้อเข่าของผู้ป่วยที่แพทย์วินิจฉัยว่าต้องตัดเข่าทิ้งมาแยกเอาเซลล์กระดูกอ่อน แล้วนำเซลล์เหล่านี้ไปเพิ่มจำนวนในห้องปฏิบัติการให้มากพอ จากนั้นจึงนำไปสร้างเป็นแผ่นเซลล์กระดูกอ่อนด้วยเทคโนโลยีแผ่นเซลล์ ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตเนื้อเยื่อแบบใหม่ที่อาศัยการเลี้ยงเซลล์บนภาชนะที่ตอบสนองต่ออุณหภูมิและการปรับเปลี่ยนสภาวะในการบ่มเซลล์ ซึ่งจะช่วยให้สามารถเก็บเซลล์กระดูกอ่อนแบบแผ่นพร้อมโปรตีนที่สำคัญของเซลล์ ทั้งยังสามารถซ้อนแผ่นเซลล์ทับกันหลายชั้นเพื่อเพิ่มความหนาได้ งานวิจัยนี้เราประสบความสำเร็จในการสร้างแผ่นเซลล์กระดูกอ่อน โดยแผ่นเซลล์ที่สร้างได้มีลักษณะผิวเรียบคล้ายกระดูกอ่อนจริง นอกจากนี้เรายังพบว่าในขั้นตอนการเพิ่มจำนวนเซลล์กระดูกอ่อนในห้องปฏิบัติการ และขั้นตอนการสร้างแผ่นเซลล์มีส่วนทำให้รูปร่าง และการผลิตโปรตีนหลักในกระดูกอ่อน (คอลลาเจนชนิดที่ 2) ของเซลล์เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมีผลต่อคุณภาพของแผ่นเซลล์กระดูกอ่อนที่สร้างเป็นอย่างมาก ในขณะนี้ งานวิจัยอยู่ระหว่างการประเมินผลการตอบสนองของกระดูกอ่อนผิวข้อสัตว์ทดลองต่อแผ่นเซลล์กระดูกอ่อนโดยทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ซึ่งในอนาคตเรามองว่าการสร้างแผ่นเซลล์กระดูกอ่อนหลายชั้นนี้จะช่วยลดปัญหาของการฉีดเซลล์กระดูกอ่อนที่ควบคุมตำแหน่งของเซลล์ได้ยาก และลดปัญหาความเข้ากันได้ทางชีวภาพในวัสดุปลูกฝังไททาเนี่ยม เนื่องจากเป็นเนื้อเยื่อที่สร้างจากเซลล์ของผู้ป่วยเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
องค์ความรู้จากการสร้างแผ่นเซลล์กระดูกอ่อนนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับระบบเลี้ยงเซลล์อัตโนมัติ ซึ่งเป็นระบบที่สามารถควบคุมสภาวะการเลี้ยงเซลล์กระดูกอ่อนที่ปลอดเชื้อในปริมาณมากได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการนำไปใช้ในกระบวนการสร้างเป็นผลิตภัณฑ์แผ่นเซลล์ นอกจากนี้กรณีที่ผู้ป่วยบางรายไม่มีกระดูกอ่อนดีเหลืออยู่ การนำเอาเซลล์ต้นกำเนิดชนิดมีเซนไคม์ (mesenchymal stem cells) มาเปลี่ยนเป็นเซลล์กระดูกอ่อนก่อนนำไปสร้างเป็นแผ่นเซลล์แปะกลับไปให้ผู้ป่วยนั้น ยังเป็นอีกหนึ่งองค์ความรู้ที่คณะผู้วิจัยมุ่งพัฒนาเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการรักษามากยิ่งขึ้น
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลักษณะแผ่นเซลล์กระดูกอ่อนที่ได้จากการใช้เทคนิคการเก็บเซลล์ด้วยเจลเจลาติน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลักษณะแผ่นเซลล์กระดูกอ่อนที่หดตัว เมื่อไม่ได้ใช้เทคนิคการเก็บเซลล์ด้วยเจลเจลาติน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเก็บแผ่นเซลล์ออกจากภาชนะที่ตอบสนองต่ออุณหภูมิด้วยเจลเจลาติน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระบวนการสร้างเเผ่นเซลล์สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับระบบการเลี้ยงเซลล์อัตโนมัติได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.โศภิตา วงศ์อินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12362</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรักษษกระดูกข้อเข่าเสือม, ดร.โศภิตา วงศ์อินทร์, นพ.โพชฌงค์, ผลงานนักวิจัยมธจ., มธจ., ศ.นพ.สารเนตร์ ไวคกุล, แผ่นเซลล์กระดูกอ่อนหลายชั้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180629/image_big_5b35c6ebc69a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10646</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2018 14:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กวิทย์ฯ มจธ.เจ๋งวิจัยพบสารเปปไทด์ต้านจุลชีพ ทดแทนการใช้ยาปฎิชีวนะ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เด็กวิทย์ฯ มจธ.เจ๋งวิจัยพบสารทดแทนการใช้ยาปฎิชีวนะ โดยใช้เปปไทด์ต้านจุลชีพ ยับยั้งจุลินทรีย์การก่อโรคทั้งคนและสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดสูญเสียทางเศรษฐกิจ 2-6 พันล้านต่อปี ยื่นจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพัชรวจี &amp;nbsp;ดวงแก้ว และนางสาวณีรนุช &amp;nbsp;รักยิ่ง สองนักศึกษาและดร.นุจริน จงรุจา อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา ทีมวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ค้นพบสารยับยั้งจุลินทรีย์กับเชื้อแบคทีเรียและเชื้อก่อโรคบนผิวหนัง ทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะและสารกันเสียอย่างได้ผล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยทีมผู้วิจัย เปิดเผยถึงมูลเหตุจูงใจที่นำไปสู่ศึกษา ว่า ปัจจุบันพบว่ามีการติดเชื้อจุลินทรีย์ที่สามารถต้านทานยาปฏิชีวนะหรือแอบแฝงมาจากการรับประทานเนื้อสัตว์มากมาย และมีแนวโน้มสูงขึ้น ในขณะที่การรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อจุลลินทรีย์นั้นกลับทำได้ยากลำบาก เนื่องจาก จุลินทรีย์มีการปรับเปลี่ยนลักษณะทางพันธุกรรมและลักษณะการแสดงออกของยีน รวมถึงโมเลกุลเป้าหมายของยาต่าง ๆ ทำให้ยาปฏิชีวนะที่เคยมีประสิทธิภาพในการจับกับโมเลกุลเป้าหมายไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดิม ส่งผลให้การยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์โดยการใช้ยาปฏิชีวนะในปัจจุบันกำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ทั้งนี้ไม่เพียงประเทศไทยเท่านั้นในต่างประเทศทั่วโลกต่างก็เผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขที่มีการศึกษาไว้เมื่อปี 2010 พบผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาถึงปีละประมาณ 100,000 คน และเสียชีวิตจากสาเหตุดังกล่าวมากกว่า 30,000 คนต่อปี และในปี 2050 มีการคาดการณ์ว่า จะมีผู้ติดเชื้อดื้อยาถึง 10 ล้านคน โดยครึ่งหนึ่งเป็นชาวเอเชีย&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ทีมผู้วิจัย ชี้อีกว่า า นอกจากการใช้ยาปฏิชีวนะจะนำมาสู่ปัญหาด้านสาธารณสุขเกี่ยวกับการดื้อยาของเชื้อแล้ว ปัญหาดังกล่าวยังส่งผลต่อเนื่องไปสู่การสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 2,000 &amp;ndash; 6,000 ล้านบาทต่อปีอีกด้วย ขณะเดียวกัน ปัญหาการใช้ยาปฏิชีวนะยังส่งผลต่อการค้าและการส่งออกอย่างมหาศาล ในปี 2017 วงการการส่งออกกุ้งของไทยได้รับผลกระทบอย่างมากเนื่องจากถูกปฏิเสธการนำเข้ากุ้ง เพราะมีการตรวจพบยาปฏิชีวนะในสินค้ากุ้งส่งออก ซึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจกับประเทศไทยมากกว่า 1,000 ล้านบาท&amp;rdquo;&amp;nbsp;
สำหรับ การวิจัยอันเป็นทางเลือกใหม่ในการหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์หรือใช้เพื่อการรักษาโรค &amp;nbsp;ทำโดยการใช้เปปไทด์ต้านจุลชีพจากมนุษย์ หรือ Recombinant human peptide ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัย เนื่องจากเป็นวิธีการใช้สารชีวโมเลกุลที่ไม่ใช่สารเคมี แต่องค์ประกอบของเปปไทด์คือกรดอะมิโนที่ไม่เป็นอันตรายและไม่ตกค้างในรูปของสารเคมีตกค้าง และถ้าหากถูกย่อยสลายจะกลายเป็นสารตั้งต้นในการสร้างโปรตีน เปปไทด์ หรือเอนไซม์ที่มีประโยชน์ต่อไปได้อีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผลการวิจัยพบว่า เปปไทด์ต้านจุลชีพ มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคบนผิวหนัง และเชื้อที่อาศัยอยู่บนผิวหนังได้ และเชื้อดังกล่าวเป็นเชื้อที่เป็นปัญหาสำคัญต่อการรักษาทางการแพทย์ในปัจจุบันเนื่องจากเชื้อมีกลไกในการดื้อยาปฏิชีวนะ เชื้อก่อโรคในแผลผ่าตัด เชื้อฉวยโอกาสในเด็กเล็ก และเชื้อที่ปนเปื้อนบนอาหารสาเหตุที่ทำให้อาหารเน่าเสียจนเกิดโรคอาหารเป็นพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจากผลการทดลองข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า Recombinant human peptide มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคบนผิวหนัง และเชื้อที่อาศัยอยู่บนผิวหนังได้ และด้วยคุณสมบัติของ Recombinant human peptide ที่ผลิตขึ้นนั้นปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เนื่องจากเป็นสารชีวโมเลกุลกลุ่มที่เป็นโปรตีน/เปปไทด์ ที่ไม่ใช่สารเคมี จึงสามารถเลี่ยงปัญหาการพบยาปฏิชีวนะ สารเคมีตกค้างในผลิตภัณฑ์ได้ ทั้งยังเป็นทางเลือกใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์หรือใช้เพื่อการรักษาโรคได้ในอนาคต &amp;nbsp;นวัตกรรมจึงได้รับการยื่นจดสิทธิบัตรและเป็นทางเลือกใหม่สำหรับจุลินทรีย์ก่อโรค อีกทั้งประยุกต์ใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ ทางการเกษตร ตลอดจนอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10646</URL_LINK>
                <HASHTAG>นวัตกรรมด้านยาใหม่, มธจ., ยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคผิวหนัง, เชื้อที่้อาศัยบนผิดหนัง, เปปไทด์ทดแทนยาปฎิชีวนะ, แก้ปัญหาโรคเชื้อดื้อยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180604/image_big_5b14e58935efe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
