<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>59865</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนหนุน &#039;มาตรการเข้ม&#039; ฝ่าวิกฤติCOVID</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลโพลเผยคนส่วนใหญ่เกินร้อยละ 70 เอาด้วย ให้รัฐบาลประกาศสภาวะฉุกเฉินรับมือสู้กับไวรัสโควิด-19 ผลสำรวจพบนายกฯ มีฐานสนับสนุนจากภาคประชาชนไม่เพียงพอในยามที่ประเทศเผชิญภาวะวิกฤติ &amp;quot;นิด้าโพล&amp;quot; ชี้ประชาชนเอาด้วยสั่งห้ามคนต่างประเทศมาจากพื้นที่เสี่ยงเข้าไทยเด็ดขาด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 มีนาคม นายมนตรี วิบูลยรัตน์ ที่ปรึกษาด้านข้อมูลธรรมาภิบาล สำนักวิจัยซูเปอร์โพล ร่วมกับนายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง โมเดลแก้โควิด-19 กระตุ้นเชื่อมั่น กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,306 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 9-14 มีนาคม พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำรวจระบุว่า เมื่อสอบถามประเด็นแก้โควิด-19 จำแนกตามจุดยืนทางการเมือง พบว่า ประชาชนทั้ง 3 กลุ่มคือ กลุ่มสนับสนุนรัฐบาล กลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาล และกลุ่มพลังเงียบที่อยู่ตรงกลาง ส่วนใหญ่ในทุกกลุ่มเห็นด้วยกับ &amp;ldquo;โมเดลแก้โควิด-19 กระตุ้นเชื่อมั่น&amp;rdquo; ร้อยละ 84.3 ของกลุ่มสนับสนุนรัฐบาล, ร้อยละ 89.0 ของกลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาล และร้อยละ 85.7 ของกลุ่มพลังเงียบอยู่ตรงกลาง เห็นด้วยว่าควรลงโทษหนักขบวนการกักตุน สินค้าจำเป็นทางการแพทย์เร่งด่วน เช่น หน้ากากอนามัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ร้อยละ 77.0 ในกลุ่มหนุนรัฐบาล, ร้อยละ 85.8 ในกลุ่มไม่หนุนรัฐบาล และร้อยละ 82.0 ในกลุ่มพลังเงียบอยู่ตรงกลาง เห็นด้วยว่าควรปรับปรุงระบบข้อมูลรายงานความเป็นจริง ในขณะที่ร้อยละ 82.8 ของกลุ่มหนุนรัฐบาล, ร้อยละ 84.7 ในกลุ่มไม่หนุนรัฐบาล และร้อยละ 79.2 ในกลุ่มพลังเงียบ เห็นด้วยว่าควรแก้ไขเพิ่มเติมงบประมาณดูแลบุคลากรทางการแพทย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำรวจมีประเด็นที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่ในทุกกลุ่ม ได้แก่ ร้อยละ 82.0 ในกลุ่มหนุนรัฐบาล, ร้อยละ 84.1 ในกลุ่มไม่หนุนรัฐบาล และร้อยละ 77.4 ในกลุ่มพลังเงียบ เห็นด้วยว่าเอาหน้ากากอนามัยไปแจกที่โรงพยาบาลให้บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ใกล้ชิดคนเจ็บป่วย นอกจากนี้ ร้อยละ 85.2 ในกลุ่มหนุนรัฐบาล, ร้อยละ 84.7 ในกลุ่มไม่หนุนรัฐบาล และร้อยละ 80.2 ในกลุ่มพลังเงียบ เห็นด้วยว่าควรเพิ่มชุดป้องกันการติดเชื้อและแพร่ระบาด 100% ให้แพทย์หรือบุคลากรที่เสี่ยงสูงในแหล่งแพร่ระบาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ส่วนใหญ่ในทุกกลุ่มคือ เกินกว่าร้อยละ 70 ขึ้นไป ทั้งในกลุ่มหนุนรัฐบาล กลุ่มไม่หนุนรัฐบาล และกลุ่มพลังเงียบ เห็นด้วยว่าควรปรับปรุงเรื่องอุปกรณ์และสิ่งจำเป็นทางการแพทย์ใหม่ มีรถตรวจสอบโควิด-19 เคลื่อนที่ ตามจุดเสี่ยง มีนโยบายควบคุมที่เคร่งครัดจัดเต็ม จัดสถานที่ดูแลผู้สงสัยติดเชื้อแยกต่างหาก จากโรงพยาบาล ควรมีสถานที่กักกัน แยกออกจากโรงพยาบาล และจุดวัดไข้ คัดกรอง ไม่ควรทำที่โรงพยาบาลเพื่อลดความแออัดและภารกิจของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมนตรีกล่าวว่า เสียงของประชาชนส่วนใหญ่มีความชัดเจนเป็นไปในทิศทางเดียวกันของทุกประเด็นในการศึกษาครั้งนี้ เกินกว่าร้อยละ 70 ทั้งกลุ่มคนหนุนรัฐบาล กลุ่มไม่หนุนรัฐบาล และกลุ่มพลังเงียบ ที่เห็นว่ารัฐบาลควรประกาศสภาวะฉุกเฉิน คุมโรคระบาดไวรัสโควิด-19 และใช้โอกาสนี้สร้างผลงานด้านอื่นๆ ด้วยความรวดเร็ว ฉับไว ตอบโจทย์โดนใจประชาชนได้แท้จริง การจัดการข้อมูล (COVID-19 Data Management) เป็นสิ่งจำเป็นต้องทำตามหลักธรรมาภิบาล พลิกวิกฤติเป็นโอกาส กระตุ้นความเชื่อมั่นของสาธารณชนกลับคืนมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลต้องเน้นความสำคัญของการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในทุกรูปแบบ เพราะหัวใจอยู่ตรงนั้นที่ต้องเผชิญกับการสัมผัสผู้ป่วยโดยตรงควรมีอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์และทุ่มเทงบประมาณดูแลเพิ่มเติมให้พวกเขาอย่างเหมาะสมเพราะถ้าบุคลากรทางการแพทย์ไปไม่รอด ประเทศนี้ก็ไปไม่รอดเช่นเดียวกัน&amp;quot; นายมนตรีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายนพดลกล่าวว่า ในยามวิกฤตินี้ ประเมินได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีฐานสนับสนุนจากภาคประชาชนไม่เพียงพอ ในยามที่ประเทศและประชาชนกำลังเผชิญกับความยากลำบากนี้ ดังนั้น คนไทยทุกคนคงต้องทำตัวเสมือนนายทหารผู้กล้า ที่ต้องลุกขึ้นลุยไปกับผู้นำประเทศ ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ตื่นตระหนก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;COVID-19&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11-12 มีนาคม 2563 จำนวน 1,260 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ในประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นิด้าโพลระบุว่า จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ในประเทศไทย พบว่า ร้อยละ 32.86 ระบุว่ามีความกังวลมาก, ร้อยละ 35.32 ระบุว่าค่อนข้างมีความกังวล, ร้อยละ 18.33 ระบุว่าไม่ค่อยมีความกังวล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำรวจได้ถามถึงมาตรการที่รัฐบาลควรมีเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ในประเทศไทย พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 35.95 ระบุว่ารัฐบาลควรสั่งไม่ให้คนต่างชาติจากประเทศกลุ่มเสี่ยงเข้าประเทศ รองลงมา ร้อยละ 32.70 ระบุว่าลงโทษจริงจังและหนักขึ้นสำหรับคนที่กลับจากประเทศเสี่ยงแต่ไม่กักตนเอง, ร้อยละ 28.02 ระบุว่าลงโทษจริงจังและหนักขึ้นสำหรับคนที่กักตุนหน้ากากอนามัย, ร้อยละ 25.08 ระบุว่าลงโทษจริงจังและหนักขึ้นสำหรับคนที่ขายหน้ากากอนามัย/แอลกอฮอล์เจลล้างมือในราคาแพงเกินกว่าเหตุ, ร้อยละ 23.17 ระบุว่ารัฐบาลควรมีศูนย์ข้อมูลเกี่ยวกับ COVID-19 ที่ชัดเจน, ร้อยละ 18.17 ระบุว่ารัฐบาลควรทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะครั้งใหญ่, ร้อยละ 14.37 ระบุว่ารัฐบาลควรทำความสะอาดอาคารสนามบินครั้งใหญ่, ร้อยละ 13.02 ระบุว่ารัฐบาลควรสั่งปิดประเทศ, ร้อยละ 7.62 ระบุว่ารัฐบาลควรสั่งปิดสถานที่ชุมชน เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงหนัง สนามกีฬา เป็นต้น, ร้อยละ 2.38 ระบุว่ารัฐบาลควรแจกหน้ากากอนามัย/แอลกอฮอล์เจลล้างมือให้แก่ประชาชน และร้อยละ 8.02 ระบุว่าไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59865</URL_LINK>
                <HASHTAG>มนตรี วิบูลยรัตน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200315/image_big_5e6e3a28c504d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
