<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102917</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2021 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นโยบายสาธารณะด้านข้อมูลดิจิทัล กับ กลยุทธ์ด้านข้อมูล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาการทำงานเป็นไซโลแยกส่วนกันนั้นมีมาช้านานในสังคมไทยและสังคมโลก มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์เองที่เมื่ออยู่รวมกันเป็นสังคมใหญ่ ก็จะมีการแบ่งแยกหน้าที่กันทำงาน เช่น ช่างไม้ พ่อครัวทำไร่ เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ &amp;nbsp;ต่อมาเมื่อสังคมใหญ่ขึ้นอีก ก็มีความจำเป็นต้องเกิดเป็น &amp;ldquo;รัฐบาล&amp;rdquo; ขึ้นมาดูแลการอยู่รวมกันของคน (&amp;ldquo;รัฐ&amp;rdquo;)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คน&amp;rdquo; ในอีกความหมาย คือแปลว่า &amp;ldquo;ทำให้ยุ่ง ปั่นป่วน&amp;rdquo; เช่น คนน้ำตาลให้ละลาย คนให้เข้ากัน แท้จริงแล้ว คือ ทำให้ส่วนผสมต่าง ๆ ปั่นป่วน ยุ่งเหยิง ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเป็นความบังเอิญพ้องรูปหรือเหตุใดเมื่อคน (มนุษย์) มาอยู่รวมกันมาก ๆ ก็เกิดเรื่องยุ่ง เรื่องปั่นป่วน เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ความยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษา ขาดแคลนที่อยู่อาศัย ตกงาน ขยะ น้ำเสีย โรคติดต่อ และ อาชญากรรม และปัญหามักเป็นทวีคูณกับจำนวนคน เนื่องจากคน 1 คน จะมีปฏิสัมพันธ์กับปัญหาในหลายด้านเสมอดังที่ยกตัวอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่อีกฝั่งคือ รัฐบาล ซึ่งต้องทำหน้าที่ดูแลคนในรัฐให้อยู่เย็นเป็นปกติสุข กลับไม่มีงบประมาณ หรือ กำลังบุคลากรเพิ่มเป็นทวีคูณได้เร็วเหมือนปัญหาที่เกิด เช่นนี้ จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายสาธารณะโดยตรงไหนที่ยังยึดติดกระบวนการและระเบียบให้มาเป็นวิธีคิดแบบดิจิทัล มิเช่นนั้นจะเข้าสู่สภาวะล้มละลายทางการจัดการ (คือ ปัญหาล้นพ้นตัว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิธีคิดแบบดิจิทัล ที่ว่าก็คือ &amp;ldquo;นโยบายสาธารณะเรื่องข้อมูลดิจิทัล&amp;rdquo;คือปรับสมองจากเดิมที่คิดอยู่ในกรอบแบบแอนะล็อกมาเป็นแบบดิจิทัล ทั้งนี้คำว่า &amp;ldquo;ดิจิทัล&amp;rdquo; คนมักคิดว่าคือการลงทุนซื้อหรือใช้งานเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยหวังว่าจะทำงานเร็วขึ้น สะดวกขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่าย &amp;nbsp;แต่ความจริงกลับเป็นเพียงสาระส่วนน้อยเท่านั้น คำว่า &amp;ldquo;ดิจิทัล&amp;rdquo; (ในศตวรรษที่ 21) ต้องคิดรวมไปถึงการปรับปรุงกระบวนการ ยืดหยุ่นการทำงาน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางไม่ปล่อยให้เป็นการทำงานแบบปลายเปิด โดยให้คำนึงถึงการตรวจสอบควบคุมคุณภาพด้วยกระบวนการที่เป็นอิสระและอยู่นอกวัฏจักรงาน สุดท้ายจึงค่อยมาตบท้ายว่าจะลงทุนเทคโนโลยีอะไรตรงไหนเพื่อให้องคาพยพทั้งหมดทำงานได้ไฉไล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้อมูลดิจิทัล&amp;rdquo; คือหัวใจที่แท้จริง เพราะการลงทุนทั้งด้านซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และโครงสร้างพื้นฐานการสื่อสาร อันที่จริงเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลนั้นเองระบบไอทีทุกอย่างจะเดินไปได้ก็เพราะการไหลของข้อมูล &amp;nbsp;ผลการทำงานจะมีประสิทธิภาพถูกต้องแม่นยำก็ขึ้นกับคุณภาพของข้อมูล การกำจัดไซโลก็แก้ได้ด้วยการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล จะโปร่งใสได้ก็ด้วยการเปิดเผยข้อมูล อ่านถึงตรงนี้ จะเริ่มมีคำถามว่า แล้วรัฐบาลวางนโยบายสาธารณะไว้อย่างไรในเรื่อง &amp;ldquo;ข้อมูลดิจิทัล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นโยบายสาธารณะที่ถาวรที่สุดอย่างหนึ่งก็คือกฎหมาย และ กฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงสุดรองจากรัฐธรรมนูญ ก็คือ พระราชบัญญัติ พระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับข้อมูลดิจิทัลมีมากมายและคงกล่าวถึงไม่หมด แต่ในที่นี้ขอยกกฎหมายมา 2 ฉบับเพราะเห็นว่าค่อนข้างใหม่และเป็นคุณโดยตรงช่วยทุเลาการทำงานเป็นไซโลและขับเคลื่อนการทำงานแบบดิจิทัล ดังที่เกริ่นไว้ข้างต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลัก ๆ พระราชบัญญัติฉบับนี้ส่งเสริมให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงระบบหลังบ้าน (การบริหารงาน) และหน้าบ้าน (การบริการภาครัฐ) ประเด็นสำคัญที่สุดเรื่องข้อมูลดิจิทัลระบุอยู่ในมาตรา 12 และ 13 คือ กำหนดให้ &amp;ldquo;หน่วยงานรัฐต้องจัดทำธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ&amp;rdquo;ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ แปลง่าย ๆ ว่า ให้ภาครัฐทั้งหมดต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการควบคุมดูแลคุณภาพข้อมูลดิจิทัล ต้องดูเรื่องข้อมูลให้ถูกต้อง เป็นระบบชัดเจน ตรวจสอบย้อนกลับได้ มีสเป็คอธิบายข้อมูลให้คนอื่นเอาไปใช้งานต่อได้ สามารถแลกเปลี่ยนและเปิดเผย &amp;nbsp;โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเชื่อมโยงใช้งานร่วมกันได้ทั้งภายในและระหว่างหน่วยงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากหน่วยงานรัฐใช้มาตรา 12 และ 13 มาอ้างเพื่อขอใช้งานเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างกัน เพื่อพัฒนาปรังปรุงระบบต่าง ๆ หรือ เพื่อของบประมาณ กฏหมายนี้ย่อมจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ค้ำยันได้โดยไม่ต้องลงนาม MoU รอนโยบายหรือ รอคำสั่งจากผู้บริหาร หรือ รอตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา ทั้งนี้เพราะทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฏหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นต่อไปนี้ เวลาทำจดหมายขอเชื่อมต่อข้อมูล ทำโครงการด้านไอที เขียนแผนงานองค์กร หรือ ตั้งคำของบประมาณ สามารถใช้กฎหมาย 2 มาตราหลักนี้ มาเป็นข้ออ้างได้เลย และเมื่อพบเจอกฎหมายอื่นที่เป็นอุปสรรค หรือ ไม่ชัดเจน ให้ถือหลักเลือกกฎหมายที่อ้างแล้วทำงานได้ กฎหมายที่ใหม่กว่ามาเป็นใหญ่กว่า อย่าเลือกกฏหมายที่อ้างแล้วงานไม่เดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อกังวลสำคัญเรื่องหนึ่งของข้อมูลในยุคนี้ คือ &amp;ldquo;ข้อมูลส่วนบุคคล&amp;rdquo; ซึ่งเมื่อกฏหมายฉบับนี้ออกมา ก็เป็นที่กังวลของทั้งภาครัฐและเอกชน เพราะมีบทลงโทษต่อหน่วยงานทั้งทางอาญาและปกครองในกรณีละเมิดข้อมูล แถมยังอาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject) ที่ถูกละเมิดอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพื้นฐานแล้ว หน่วยงานรัฐเกือบทั้งหมดหลีกไม่พ้นที่จะต้องเก็บรวบรวม ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ในที่นี้คือข้อมูลของประชาชน) เพื่อทำงานตามภารกิจ ตามกฎหมายกำหนด ตามข้อสั่งการรัฐบาล หรือ ตามนโยบายเฉพาะสถานการณ์ต่าง ๆ (เช่น การเยียวยาโควิด-19) ซึ่งเมื่อมีข้อมูลเกิดขึ้นย่อมเกิดสถานการณ์ตามมาว่าข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้สามารถเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนแบ่งปันระหว่างหน่วยงานได้หรือไม่ จะถือเป็นการใช้งานผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ และจะมีความยุ่งยากที่ต้องไปขอความยินยอมจาก Data Subject ก่อนหรือไม่ และ ใครต้องเป็นผู้รับภาระการติดต่อ Data Subject เหล่านั้น ที่สำคัญคือ ถ้ามีอะไรผิดพลาดไป ตัวผู้ปฏิบัติ (ข้าราชการ ลูกจ้าง หรือ พนักงานของรัฐ) จะต้องรับโทษตามกฏหมายหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบของข้อกังวลต่าง ๆ อยู่ในมาตรา 24 25 26 และ 80 ของกฎหมายฉบับนี้ &amp;nbsp;กล่าวโดยสรุปก็คือ หน่วยงานรัฐเมื่อจะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล หรือ จะเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อทำงานตามภารกิจ หรือ ตามข้อบังคับในกฎหมายที่ตนดูแล หรือ ตามอำนาจรัฐที่มี สามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องขอความยินยอมจาก Data Subject ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติก็ไม่ถือว่าละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลหากเป็นการทำงานตามหน้าที่ เช่น นี้จึงกล่าวได้นโยบายสาธารณะเรื่องข้อมูลดิจิทัล ที่มีอยู่ในกฎหมาย ส่งเสริมให้ภาครัฐทำงานได้ไม่ผิดไปจากเจตนารมณ์ตามยุคดิจิทัล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่อยากจะส่งท้าย คือ หน่วยงานรัฐเองที่ถืออำนาจ ถือกฎหมาย จำต้องปรับตัวปรับทัศนคติในการทำงาน &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่รัฐเอง (ตลอดจนผู้มีอำนาจทางการเมือง) ก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ก็คือประชาชน ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราเมื่อปฏิบัติหน้าที่ หยิบนโยบายสาธารณะที่แฝงอยู่ในกฎหมายมาใช้ให้ถูกจังหวะถูกงาน สมกับรัฐบาลดิจิทัลยุคขับเคลื่อนด้วยข้อมูล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. มนต์ศักดิ์ โซ่เจริญธรรม
ผู้อํานวยการฝ่ายเดตาโซลูชั่นส์ภาครัฐ สํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102917</URL_LINK>
                <HASHTAG>นโยบายสาธารณะด้านข้อมูลดิจิทัล กับ กลยุทธ์ด้านข้อมูล, มนต์ศักดิ์ โซ่เจริญธรรม, สํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201218/image_big_5fdc7dbc2ce77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
