<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 08:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 08:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอมนูญ&#039;ชี้ผลวิเคราะห์แบงก์กรุงศรีตรงเป๊ะ โควิดระบาด2หมื่น/วัน ก.ย.-ต.ค.ค่อยๆลด เตรียมปลดล็อกดาวน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
24 ส.ค.64- นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC &amp;nbsp;ว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อยืนยันโรคโควิด-19 จะเริ่มลงเมื่อไหร่ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ถึงปัจจุบันเพียง 4 เดือนกว่าๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เริ่มจากมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์อัลฟา(อังกฤษ) ตามมาด้วยการระบาดของสายพันธุ์เดลตา(อินเดีย) ซึ่งพบครั้งแรกวันที่ 21 พ.ค. 2564 ในคนงานก่อสร้างหลักสี่ 15 รายติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากวันนั้นแค่ 3 เดือนกว่า สายพันธุ์เดลตาแพร่กระจายไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทำให้มีผู้ป่วยยืนยันสะสมมากถึง 1,037,923 ราย เสียชีวิตสะสม 9,468 ราย ผู้ป่วยยืนยันโรคโควิด-19 ต่อวัน เริ่มลดลงต่ำกว่า 20,000 คน แต่ตายยังเกิน 200 รายต่อเนื่องไม่ลด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูย้อนหลังการคาดการณ์ของธนาคารกรุงศรีอยุธยาเมื่อเดือนที่แล้ว การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและกระจายไปทุกจังหวัด โดยวิเคราะห์ข้อมูลสถิติของการระบาดในประเทศอินเดีย สหราชอาณาจักรและไทยก่อนหน้านี้ รายงานของธนาคารกรุงศรีฯ ซึ่งทางองค์การอนามัยโลกนำไปอ้างอิง (ดูกราฟ) ระบุ 3 สถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นหลังวันที่ 14 ก.ค.2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.สถานการณ์ดีที่สุดของประเทศไทย คาดการณ์ตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่เกิน 10,000 รายต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.สถานการณ์ดีปานกลาง คาดการณ์ผู้ติดเชื้อจะเพิ่มสูงประมาณ 15,000 รายในช่วงส.ค.ต่อ ก.ย. ก่อนจะลดลงเหลือ 1,000 คนในเดือนพ.ย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.สถานการณ์แย่ที่สุด คาดการณ์ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะพุ่งสูงถึง 22,000 ราย ในช่วงปลายเดือน ส.ค.และต้นก.ย. แล้วจะค่อย ๆ ลงมาในเดือนตุลาคม เนื่องจากมีวัคซีนป้องกันโรคโควิดไม่เพียงพอ วัคซีนที่ได้มาประสิทธิภาพไม่สูงพอ ประกอบกับการล็อกดาวน์ได้ผลไม่มากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏว่าการคาดการณ์สถานการณ์ที่แย่ที่สุดของธนาคารกรุงศรีเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ตรงกับสถานการณ์จริงปัจจุบัน&amp;nbsp;
ปัจจุบันมีผู้รับวัคซีนสะสมทั้งหมดจำนวน 27 ล้านโดส เป็นเข็มแรก 20 ล้านกว่าโดส เข็มสอง 6 ล้านโดส ถ้าเราเร่งหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ฉีดให้คนไทยโดยเฉพาะคนสูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 โรค และหญิงตั้งครรภ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมทั้งยังล็อกดาวน์ต่อเนื่อง ตัวเลขผู้ติดเชื้อยืนยันอาจจะถึงจุดสูงสุดเดือนนี้ แล้วค่อยๆลงช้าๆตามกราฟของธนาคารกรุงศรีที่คาดการณ์ใว้น่าจะเป็นไปได้สูง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นมาตรการการล็อกดาวน์ที่ไม่จำเป็นหรือให้ประโยชน์น้อย รัฐควรผ่อนคลายได้ในไม่ช้า.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114323</URL_LINK>
                <HASHTAG>มนูญ ลีเชวงวงศ์, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f8ce9b40bdb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113569</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 10:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 10:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอมนูญ&#039;เผยคนสูงอายุและผู้ป่วย 7 โรคยังได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดน้อยเกินไป </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค.64- นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ว่าคนสูงอายุและคนที่มีโรคประจำตัว 7 โรคยังได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 น้อยเกินไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยฉีดวัคซีนให้คนไทยไปแล้ว 23.5 ล้านโดส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มคนสูงอายุมากกว่า 60 ปี 3.7 ล้านคนได้เข็มแรก (เพียงร้อยละ 31 จากทั้งหมด 11.7 ล้านคน) และ 297,000 คนได้ครบ 2 เข็ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-เป็นกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว 7 โรค โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน 1.9 ล้านคนได้เข็มแรก (เพียงร้อยละ 44 จากทั้งหมด 4.3 ล้านคน) และ 347,000 คนได้ครบ 2 เข็ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไปได้รับการฉีดเข็มแรก 9,800 โดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากดูตัวเลขการฉีดเข็มแรกจนถึงวันที่ 14 ส.ค.2564 &amp;nbsp;ประชาชนทั่วไปฉีดไปแล้วเข็มแรก 9.6 ล้านคน 2.8 ล้านคนได้ครบ 2 เข็ม รวม 12.4 ล้านโดส (ร้อยละ 54 ของวัคซีนทั้งหมด) ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุฉีดไปรวม 4 ล้านโดส (ร้อยละ 21 ของวัคซีนทั้งหมด) และผู้มีโรคเรื้อรัง 7 โรครวม 2.3 ล้านโดส (ร้อยละ 11 ของวัคซีนทั้งหมด)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากเดิมที่เป้าหมายเน้นฉีดให้กลุ่มบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข ตามด้วยผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวให้มากที่สุด เนื่องจากมีแรงกดดันจากหลายกลุ่มจากภาคการท่องเที่ยว คมนาคม แรงงาน ทำให้คนวัยทำงาน และคนในพื้นที่มีการระบาดได้วัคซีนก่อน ประกอบกับวัคซีนมีจำกัดและมาช้า ทำให้ผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงได้วัคซีนช้าเกินไป สวนทางกับยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยกำลังจะได้วัคซีนเพิ่มอีก 10 ล้านโดส ครั้งนี้ตั้งเป้าจะเร่งฉีดให้กลุ่มคนสูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัว 7 โรคและหญิงตั้งครรภ์ก่อนกลุ่มอื่น จากนั้นจึงจะเริ่มกลับมาฉีดวัคซีนให้ประชาชนทั่วไป เพื่อลดการเสียชีวิตที่มีแน้วโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนที่เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ร้อยละ 84 เป็นคนกลุ่มนี้ (ดูรูป) แต่คนหนุ่มสาววัยทำงานอัตราตายต่ำกว่า 1 ใน 1,000 เราต้องลดจำนวนคนป่วยหนักและเสียชีวิตให้มากที่สุด ระบบสาธารณสุขกำลังรับจำนวนผู้ป่วยหนักไม่ไหว รัฐควรส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปฉีดคนสูงอายุ คนป่วยติดเตียงที่บ้านมากขึ้น เพราะคนสูงอายุไม่สะดวกทึ่จะออกมาฉีดที่ศูนย์ฉีดวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐต้องให้ความรู้แก่ลูกหลานว่า คนแรกๆในครอบครัวที่ต้องฉีดวัคซีนคือคนสูงอายุและคนที่มีโรคประจำตัว ไม่ต้องกลัวว่าพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย จะป่วยมีผลข้างเคียงจากวัคซีน เพราะถ้าไม่ฉีด เมื่อติดเชื้อโอกาสจะเสียชีวิตสูงมาก&amp;nbsp;
เดิมทีคิดว่าการฉีดวัคซีนให้กับคนวัยทำงานที่ต้องออกนอกบ้าน จะสามารถป้องกันไม่ให้นำเชื้อมาแพร่ให้กับคนสูงอายุและคนที่มีโรคประจำตัวซึ่งอยู่แต่ในบ้าน ปัจจุบันทราบดีแล้วว่าถึงฉีดวัคซีนครบ 2โดสคนวัยทำงานก็ยังติดเชื้อและแพร่เชื้อให้คนสูงอายุในบ้านได้ วัคซีนมีประโยชน์ในการป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิต เพราะฉะนั้นคนสูงอายุและคนที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังรวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ต้องเป็นกลุ่มแรกที่รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดก่อนคนอื่นๆ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113569</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนที่มีโรคประจำตัว 7 โรค, ผู้สูงอายุ, มนูญ ลีเชวงวงศ์, วัคซีน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f8ce9b40bdb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2021 08:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2021 08:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล็อกก็เอาไม่อยู่!&#039;หมอมนูญ&#039;เตือน!100 วันอันตราย คนติดเชื้อและเสียชีวิตจาก&#039;เดลตา&#039;จะสูงขึ้นต่อเนื่อง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 &amp;nbsp;ส.ค.64- &amp;nbsp;นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC &amp;nbsp;100 วันข้างหน้าจะเป็น 100 วันอันตราย จำนวนคนติดเชื้อและเสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาในประเทศไทย จะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อให้เรามีมาตรการล็อกดาวน์เข้มข้นแค่ไหน อยู่บ้าน ก็ไม่สามารถหยุดเชื้อได้ บ้านกลับเป็นแหล่งระบาดที่สำคัญที่สุด (ดูรูป) จึงควรผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์บางอย่างได้บ้าง ก่อนที่เศรษฐกิจจะเสียหายมากไปกว่านี้ ใน 100 วันข้างหน้าตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่แท้จริงของประเทศไทยอาจเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านคน หมายถึงคนไทยครึ่งประเทศจะติดเชื้อ และจะมีคนไทยเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 3 หมื่นคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนไทยฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เข็มแรกแล้ว 16 ล้านคน ยังขาดอีก 40-45 ล้านคน วิธีเดียวที่จะลดจำนวนผู้ป่วยหนักเข้านอนในรพ.และลดจำนวนคนเสียชีวิต คือการฉีดวัคซีน และต้องเร่งฉีดให้เร็วที่สุดภายใน 100 วันข้างหน้า ไม่ใช่รอถึงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า โดยปูพรมฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าให้คนไทยอีก 40-45 ล้านคน &amp;nbsp;ฉีดวันละ 5 แสนคน โดยให้เข็มแรกทุกคนไปก่อน เมื่อมีวัคซีนเพิ่ม ค่อยให้เข็ม 2 ในภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากฝ่ายสื่อสารองค์กรบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ระบุว่าวัคซีนแอสตร้า 1 โดส มีประสิทธิภาพสูงในการลดการป่วยหนักถึงขั้นเข้ารพ.และเสียชีวิต โดยมีข้อมูลจากการใช้วัคซีนในประเทศแคนาดา พบว่าวัคซีน 1 โดส ป้องกันการเสียชีวิตที่เกิดจากการติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลตาได้ 87% และสายพันธุ์อัลฟา 90% (ดูรูป)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาสำคัญเรากำลังประสบขณะนี้ คือการขาดแคลนวัคซีนอย่างหนัก ผมเคยเขียนลงใน FB เมื่อวันที่ 2 ก.ค.ปีนี้ เสนอให้รัฐบาลไทยเจรจาต่อรองกับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าให้ส่งมอบวัคซีนที่สั่งจองล่วงหน้าให้ประเทศไทยเร็วขึ้น แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะประเทศไทยสั่งจองวัคซีนล่วงหน้าน้อยและช้ากว่าประเทศอื่น ผมเห็นด้วยกับ ศ.ดร.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามพรบ.ความมั่นคงด้านวัคซีนฯงดการส่งออกวัคซีนที่ผลิตที่ Siam Bioscience ให้ประเทศอื่นเป็นการชั่วคราว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์มีกำลังการผลิตวัคซีนประมาณเดือนละ 10-15 ล้านโดส หากใช้อำนาจตาม พรบ.งดการส่งออก ทำให้ประเทศไทยมีวัคซีน 30-45 ล้านโดสในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ถ้าทำเช่นนั้นได้ เรามีโอกาสที่จะลดความสูญเสีย ลดจำนวนผู้ป่วยเข้านอนในโรงพยาบาลและลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้มากกว่าร้อยละ 80 &amp;nbsp;แต่การฉีดวัคซีนไม่ได้ลดจำนวนผู้ติดเชื้อ การดำเนินการเช่นนี้จะมีผลกระทบต่อประเทศอื่นในภูมิภาคในการที่จะได้รับวัคซีนจากบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าลดลงชั่วคราว แต่เราจำเป็นต้องทำ ผมเชื่อว่าประเทศอื่นคงทำแบบเดียวกับเรา ถ้าเจอสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่ย่ำแย่จากสายพันธุ์เดลตาเหมือนเราในขณะนี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113042</URL_LINK>
                <HASHTAG>100วันอันตราย, มนูญ ลีเชวงวงศ์, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f8ce9b40bdb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110660</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอมนูญ&#039;ยืนยัน&#039;ซิโนแวค&#039;มีประสิทธิภาพ ลดป่วยหนัก-ตาย ดีกว่าไม่มีฉีด แต่ควรหยุดสั่งซื้อรุ่นปัจจุบัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค.64- &amp;nbsp;นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ว่า การให้วัคซีนกระตุ้นภูมิเข็มที่ 3 แก่บุคลากรการแพทย์ด่านหน้าและเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลที่ได้รับวัคซีนซิโนแวคแล้ว 2 เข็ม มีความจำเป็น แต่ไม่ได้หมายความว่าวัคซีนซิโนแวคไม่มีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัคซีนซิโนแวคเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายฉีดคนละ 2 เข็มตามที่มีการขึ้นทะเบียนไว้ ถึงแม้จะป้องกันการติดเชื้อและการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลต้าได้น้อยกว่าวัคซีนเทคโนโลยีใหม่ ในชีวิตจริง ซิโนแวคยังมีประสิทธิภาพลดการป่วยหนักและเสียชีวิต แม้ว่าจะไม่ถึง 100% แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ฉีดเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากฉีดซิโนแวค 2 เข็มเวลาผ่านไปหลายๆเดือน ภูมิคุ้มกันแอนติบอดี้ในเลือดจะลดลงตามธรรมชาติ การกระตุ้นภูมิคุ้มกันบูสเตอร์เข็ม 3 ด้วยวัคซีน Adenovirus vector เช่นวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า หรือวัคซีนเทคโนโลยี mRNA เช่นวัคซีนไฟเซอร์ นอกจากจะกระตุ้นภูมิต้านทานแอนติบอดี้ให้สูงขึ้น เพื่อจับไวรัสไม่ให้เข้าสู่เซลล์ของเราแล้ว ยังทำให้เกิดภูมิคุ้มกันชนิดที่เราเรียกว่าเม็ดเลือดขาว T cell เพื่อกำจัดเซลล์ของเราที่เชื้อไวรัสเข้าเซลล์ได้แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงนี้จะทราบข่าวบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ในทุกโรงพยาบาลจำนวนไม่น้อย บางรพ.เป็นหลักร้อย บางรพ.เป็นหลักสิบ ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ( breakthrough infection) ถึงแม้ว่าได้รับซิโนแวคครบแล้ว 2 เข็ม แต่ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่ทราบกันดีบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า เมื่อติดเชื้อ สามารถแพร่เชื้อให้ผู้ป่วยที่เป็นคนสูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัว และเจ้าหน้าที่ร่วมงานหลายๆคน รวมทั้งคนที่บ้านตนเอง ต้องหยุดงานกักตัว 14 วัน ทำให้ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนัก ผมเองได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มเมื่อเดือนเมษายน ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเข็ม 3 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนที่ฉีดซิโนแวคครบ 2 เข็มแล้วจำนวนกว่า 7 ล้านกว่าคน การฉีดเข็ม 3 บูสเตอร์ควรจะให้ในภายหลังเมื่อมีวัคซีนเพียงพอ โดยให้คนอายุมากกว่า 60 ปี และคนที่มีโรคประจำตัวก่อนคนอื่น เนื่องจากยังมีคนอีก 40-50 ล้านคนยังไม่ได้วัคซีนแม้แต่เข็มแรกเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่ทราบว่าประเทศไทยสั่งจองวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 61 ล้านโดส วัคซีนซิโนแวค 19 ล้านโดส วัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส ทยอยส่งในปีนี้ ผมเสนอให้ไทยควรหยุดสั่งซื้อเพิ่มวัคซีนซิโนแวครุ่นปัจจุบัน จนกว่าจะมีวัคซีนรุ่นใหม่ที่ครอบคลุมเชื้อกลายพันธุ์ทุกชนิด.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110660</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซิโนแวค, มนูญ ลีเชวงวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f8ce9b40bdb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105133</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2021 10:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2021 10:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวด &#039;ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม&#039; แก้ไขข้อมูล หลังระบุโควิดแพร่ทางอากาศได้เป็นเฟคนิวส์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มิ.ย.64 - นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครรู้จักศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัล ช่วยกรุณาแจ้งศูนย์ฯที่สรุปว่า &amp;rdquo;เชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่กระจายผ่านอากาศ (Airborne)&amp;rdquo; เป็นข่าวปลอม ตั้งแต่ 2 มกราคม 2564 (ดูรูป) ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกยอมรับแล้วว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่กระจายได้ทางอากาศ (ดูรูป)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรคโควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ ไม่มีใครรู้จริง อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน เราต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่กระจายได้ทางอากาศ และเป็นวิธีแพร่กระจายหลัก (ดูรูป)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวนมากเป็นผลมาจากการแพร่กระจายเชื้อมากเป็นพิเศษ (Super spreading event) เป็นกลุ่มก้อนใหญ่ เช่นคลัสเตอร์ในสนามมวย ผับบาร์ บ่อนการพนัน คอนเสิร์ตประสานเสียง โบสถ์ ตลาด โรงงาน สถานพยาบาล แคมป์ก่อสร้าง และเรือนจำ รวมถึงสถานที่อื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-พบหลักฐานว่าไวรัสสามารถแพร่กระจายจากระยะไกลกว่า 10 เมตร ติดเชื้อได้โดยไม่ต้องเจอหน้ากัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-การแพร่กระจายของไวรัสส่วนใหญ่เกิดภายในอาคารและสถานที่ปิด ที่พบกลางแจ้ง (open air) น้อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ตรวจพบเชื้อไวรัสโควิด-19 มีชีวิตได้ในอากาศนานถึง 3 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-พบเชื้อไวรัสโควิด-19 ในไส้กรองอากาศและท่ออากาศภายในโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยโควิด-19 นอนอยู่ ละอองฝอยเท่านั้นสามารถลอยขึ้นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-การศึกษาในสัตว์ทดลองไม่อยู่ในกรงเดียวกัน แต่เชื่อมต่อกันทางท่ออากาศ สัตว์สามารถติดเชื้อได้โดยไม่อยู่ใกล้กัน ผ่านทางท่ออากาศ แสดงให้เห็นว่าไวรัสแพร่กระจายผ่านทางอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ข้อมูลสนับสนุนการแพร่ระบาดผ่านการสัมผัสทางมือค่อนข้างน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันยอมรับแล้วว่าการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่วนใหญ่เกิดขึ้นผ่านอากาศ หน่วยงานสาธารณสุขควรแนะนำมาตรการหลีกเลี่ยงการสูดหายใจเอาไวรัสในละอองฝอยที่ลอยในอากาศเข้าไป ประกอบด้วย การระบายอากาศ การกรองอากาศ การใช้รังสียูวีซีฆ่าเชื้อไวรัสในอากาศ (UVC upper air irradiation) การลดความแออัด ลดเวลาที่อยู่ภายในอาคาร สถานที่ปิด การสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่อยู่ภายในอาคารและสถานที่ปิด คุณภาพและความแนบของหน้ากากกับใบหน้า และอุปกรณ์ป้องกันระดับสูงด้วยหน้ากาก N95 สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105133</URL_LINK>
                <HASHTAG>มนูญ ลีเชวงวงศ์, วัคซีนโควิด, เฟกนิวส์, โควิด19วันนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b84eb93fd8e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101679</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 08:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 08:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอมนูญ&#039;เผยดูจากสถานการณ์ในอินเดียแล้วไทยโชคดีที่ผลิตวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าได้เอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
4 พ.ค.64- นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ว่าคนไทยตื่นกลัวกับไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์สายพันธุ์อินเดีย กระทรวงสาธารณสุขอินเดียแถลงการระบาดระลอกใหม่ของโรคโควิด-19 &amp;nbsp;ตัวเลขผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นวันละเกือบ 4 แสนคน และเสียชีวิตวันละ 3 พันกว่าคน แต่ Dr.Ashish Jha แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขชาวอินเดียอเมริกัน ซึ่งเป็นคณบดี &amp;nbsp;Brown University School of Public Health ประเทศสหรัฐอเมริกา (ดูรูป) ได้พูดเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2564 คาดว่าประเทศอินเดียระลอกนี้น่าจะมีผู้ป่วยใหม่มากถึงวันละ 1 ล้านคนและผู้เสียชีวิตวันละ 1 หมื่นคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากมีการตรวจรหัสพันธุกรรมของเชื้อกลายพันธุ์ในประเทศอินเดียไม่มากพอ แพทย์ท่านนี้ให้ความเห็นว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ที่กำลังระบาดอย่างหนัก และคร่าชีวิตคนอินเดียขณะนี้เป็นสายพันธุ์อังกฤษ B.1.1.7 เหมือนกับสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในประเทศไทย ส่วนข้อมูลสนับสนุนสายพันธุ์อินเดีย B.1.167 สายพันธุ์ประจำถิ่น ทำให้เกิดการระบาดอย่างหนัก ยังมีไม่มากพอ เชื่อว่าการระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศอินเดียจะมีต่อเนื่องอย่างน้อยอีก 4-6 สัปดาห์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์การอนามัยโลกจัดให้ไวรัสโควิดกลายพันธุ์อินเดีย B.1.167 อยู่ในประเภทไวรัสกลายพันธุ์ที่ให้ความสนใจ ยังไม่ได้จัดให้เป็นไวรัสกลายพันธุ์ที่น่าเป็นห่วงเหมือนสายพันธุ์อังกฤษ B.1.1.7 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ใกล้ตัวและน่ากลัวที่สุดขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศอินเดียเป็นผู้ผลิตวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 รายใหญ่ที่สุดของโลก กลับไม่มีวัคซีนเพียงพอที่จะฉีดให้กับประชากรของตัวเอง โชคดีที่ประเทศไทยสามารถผลิตวัคซีนบริษัทแอสตร้าเซเนก้าได้เองไม่ต้องพึ่งประเทศอินเดีย
เมื่อมีวัคซีนเดือนหน้า ประเทศไทยต้องปูพรมฉีดวัคซีนบริษัทแอสตร้าเซเนก้าทุกคนให้ได้คนละ 1 เข็มก่อน ยังไม่ต้องนัดมาให้เข็ม 2 &amp;nbsp;ดูตัวอย่างประเทศอังกฤษ สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อและลดจำนวนคนเสียชีวิตอย่างเห็นได้ชัดหลังให้วัคซีนทุกคนเข็มแรก.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101679</URL_LINK>
                <HASHTAG>มนูญ ลีเชวงวงศ์, สายพันธุ์อินเดีย, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_605939a1aa247.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
