<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103469</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2021 17:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2021 17:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มรภ.บ้านสมเด็จฯ ช่วยค่าเรียนออนไลน์ เยียวยาโควิด ให้นศ. มูลค่า12 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19พ.ค.64ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาเผยถึงมาตรการช่วยเหลือนักศึกษา ในช่วงสถานการณ์โควิด 19 แพร่ระบาดระลอกใหม่ว่าทางมหาวิทยาลัยได้พิจารณามาตรการเพื่อช่วยเหลือนักศึกษาระดับปริญญาตรีทุกชั้นปีเพิ่มเติม โดยเป็นเงินช่วยเหลือการเรียนผ่านระบบออนไลน์คนละ 1,000 บาทซึ่งทางมหาวิทยาลัยเตรียมงบประมาณในส่วนนี้ไว้ 12 ล้านบาทเมื่อรวมกับมาตรการลดค่าเทอมภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2563 ร้อยละ 20 ใน 3รายการ ที่ช่วยเหลือนักศึกษา ปริญญาตรีทุกชั้นปีไปก่อนหน้านี้รวมเป็นงบประมาณที่ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จฯ ช่วยเหลือนักศึกษาแล้วกว่า 30ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผศ.ดร.ลินดา กล่าวต่ออีกว่า เงินช่วยเหลือการเรียนผ่านระบบออนไลน์คนละ 1,000บาท นั้น หากเป็นกลุ่มนักศึกษา รวมถึง นักศึกษาที่ขอทุน กรอ. และ กยศ.ที่ชำระค่าลงทะเบียนเรียนของภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 เรียบร้อยแล้วทางมหาวิทยาลัยจะทำการโอนเงินช่วยเหลือดังกล่าวอย่างเร็วที่สุดผ่านระบบพร้อมเพย์บัตรประชาชนของนักศึกษา ส่วนนักศึกษาที่ยังไม่ได้ชำระค่าลงทะเบียนเรียน มหาวิทยาลัยจะลดค่าลงทะเบียนเรียนให้ 1,000 บาท ทันทีด้านนักศึกษาที่ยังไม่ได้รับเงินคืนจากมาตรการ ลดค่าเทอมฯ มหาวิทยาลัยได้เร่งดำเนินการและพร้อมประกาศรายชื่อเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาเต็มใจอย่างที่สุดที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของนักศึกษาในช่วงสถานการณ์ยากลำบากนี้พร้อมส่งกำลังใจแก่นักศึกษาในการต้านภัยโควิด 19 ทุกคน&amp;rdquo; อธิการบดีฯกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103469</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, มรภ.สมเด็จเจ้าพระยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210519/image_big_60a4edd36d501.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87461</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2020 18:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2020 18:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ปิดเรียน หนีโควิดจนถึงปีใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20ธ.ค.63- มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ประกาศปิดเรียน เนื่องมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID &amp;ndash; 19) ในจังหวัดสมุทรสาครโดยกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมานั้นมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ขอประกาศแนวทางในการปฏิบัติตนของนักศึกษา นักเรียนโรงเรียนสาธิต และการปฏิบัติงานที่บ้านของบุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน (work from home) โดยให้นักศึกษา นักเรียนโรงเรียนสาธิต และบุคลากรที่มีภูมิลำเนาและอาศัยอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร งดเดินทางออกนอกพื้นที่เป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๔ หรือจนกว่าจะมีข้อแนะนำเปลี่ยนแปลงจากจังหวัดสมุทรสาครและกระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87461</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ปิดเรียน, มรภ.สมเด็จเจ้าพระยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201220/image_big_5fdf3abe8bec9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2019 19:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2019 19:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มรภ.บ้านสมเด็จฯ จับมือชุมชนแม่สรวย พลิก&quot;สวนเมล่อน&quot;มาปลูก&quot;กัญชา&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ค. 62- มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา เซ็นเอ็มโอยู กับวิสาหกิจชุมชนแม่สรวยเมล่อน จ.เชียงราย พลิกสวนเมล่อน มาปลูกกัญชาแทน &amp;nbsp;พร้อมเปิดตัว &amp;ldquo;ศูนย์วิจัยกัญชา กัญชง และกระท่อมทางการแพทย์&amp;rdquo; &amp;nbsp; ลั่นพร้อมวิจัยกัญชาเป็นยา คาด 1 ปี สำเร็จ ด้านนักวิชาการแนะตั้งหน่วยงานกลางดูแลการใช้กัญชาทั้งระบบ ตามคำแนะนำของยูเอ็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา) จับมือ สำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา จัดงานประชุมเสวนาวิชาการ &amp;ldquo;กัญชาและกัญชงทางการแพทย์&amp;rdquo; เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกัญชาในเชิงวิชาการ ข้อกฎหมาย การปลูก การสกัด ฯลฯ ที่ถูกต้องครบถ้วนแก่ประชาชน โดย รศ.ดร.บุญมี กวินเสกสรรค์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ร่วมด้วยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ศ.ดร.สิริวัฒน์ วงษ์ศิริ ราชบัณฑิตประจำสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา ศ.ดร.บังอร ศรีพานิชกุลชัย ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รศ.ดร.สยาม อรุณศรีมรกต รองคณบดีฝ่ายมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมและวิเทศสัมพันธ์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พญ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ พ.ต.ท.หญิง ดร.ฐิชาลักษณ์ ณรงค์วิทย์ &amp;nbsp;อุปนายกสมาคมพิทักษ์สิทธิข้าราชการ ในฐานะ ที่ปรึกษาสหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย และได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดี มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ร่วมลงนาม MOU กับวิสาหกิจชุมชนแม่สรวยเมล่อน จ.เชียงราย &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.บุญมี กวินเสกสรรค์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา กล่าวว่า ที่ผ่านมากัญชาคือยาเสพติดให้โทษและต้องโทษ ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีงานวิจัยหรือองค์ความรู้เกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์มากพอ &amp;nbsp;ผนวกกับโฆษณาชวนเชื่อในสรรพคุณว่ากัญชาคือยาวิเศษ ทำให้เกิดความสับสนทั้งด้านการใช้อย่างปลอดภัย และการปลูกแบบถูกกฎหมาย รวมไปถึงการแปรรูป ที่ให้ผลทางการแพทย์อย่างแท้จริง ฯลฯ ทางคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงร่วมมือกับพันธมิตรจัดงานประชุมเสวนาวิชาการขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องกัญชาแก่สังคมแบบครบทุกมิติ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งทางคณะฯ ใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในการศึกษาและเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ และจัดตั้งศูนย์วิจัยกัญชา กัญชง และกระท่อมทางการแพทย์ขึ้น &amp;nbsp;เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยถือเป็นแห่งแรกๆ ในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ &amp;nbsp;ทางคณะฯ มีความพร้อมทั้งทางด้านเทคโนโลยี เครื่องมือ และบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ เภสัชกร และกลุ่มงานแพทย์แผนไทยที่จะมาช่วยผสมผสาน ทดสอบ รวมถึงพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังทำ MOU ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนแม่สรวยเมล่อน ต.แม่พริก อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ในการพัฒนาพื้นที่สวนเมล่อนบางส่วน ให้กลายเป็นแปลงปลูกกัญชาเพื่อการแพทย์ เพราะมีสภาพพื้นที่ที่เหมาะสม &amp;nbsp;ชาวบ้านในพื้นที่แสดงความสนใจมาก &amp;nbsp;และยังหวังแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทางมหาวิทยาลัยอีกด้วย &amp;nbsp;เพื่อนำองค์ความรู้ไปพัฒนาแปรรูปกัญชา ให้กลายเป็นยาและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ สร้างรายได้ให้กับชุมชนในอนาคต &amp;nbsp;นับว่าเป็นมิติใหม่ของการร่วมมือพัฒนาด้านการแพทย์และเทคโนโลยี ระหว่างสถาบันการศึกษาและพื้นที่ชุมชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากวิสาหกิจชุมชนแม่สรวยเมล่อนได้รับอนุญาตให้เพาะปลูก ซึ่งย้ำว่าต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ผลผลิตกัญชาที่ได้ก็นำมาวิจัยร่วมกับกัญชาที่เพาะปลูกบนแปลงทดลองในมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ คาดว่า 1 ปีหลังจากนี้ มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา จะมียาหรือผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จากกัญชาไว้ใช้รักษาผู้ป่วยได้&amp;rdquo; รศ.ดร.บุญมีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ศ.ดร.สิริวัฒน์ วงษ์ศิริ ราชบัณฑิตประจำสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา แสดงทัศนะเกี่ยวกับการใช้กัญชาในทางการแพทย์ในประเทศไทยว่า วิธีการที่จะช่วยให้การใช้สารสกัดจากกัญชารักษาผู้ป่วยประสบผลสำเร็จมากที่สุดคือ ต้องปลดล็อคกัญชาและกัญชงพ้นจากสถานะยาเสพติดให้โทษประเภท 5 &amp;nbsp;และควรบัญญัติให้กัญชาและกัญชงเป็นพืชสมุนไพร นอกจากนี้ ควรอนุญาตให้ประชาชนสามารถปลูกกัญชาและกัญชงเพื่อรักษาโรคเองได้ประมาณ 5-10 ต้น เนื่องจาก มีผลวิจัยจากสหรัฐอเมริกาค้นพบว่า วิธีการใช้สารสกัดจากกัญชาที่ได้ประโยชน์มากที่สุด และไม่ก่อให้เกิดการเสพติดคือการใช้แบบต้นสด ในการทำเป็นยาหรืออาหาร ซึ่งปลอดภัยกว่าการใช้แบบสารสกัด ที่มีสาร THC ที่ทำให้เกิดอาการเมามากถึงร้อยละ 30&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.ดร.สิริวัฒน์ กล่าวอีกว่า อีกแนวทางหนึ่งที่อาจช่วยลดข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น คือการหันมาวิจัย พัฒนา และปลูกกัญชงให้มากขึ้น ซึ่งกัญชงมีสารที่ทำให้เมา หรือ THC ต่ำกว่าร้อยละ 1 แต่กลับมีสารที่เป็นประโยชน์ทางการแพทย์ หรือ CBD มากถึงร้อยละ 30 ขณะที่กัญชามีสารที่เป็นประโยชน์เท่ากัน แต่มีสาร THC ในปริมาณที่มากกว่าร้อยละ 20-30 นอกจากนี้ จากการวิจัยกัญชงกับโครงการหลวงมานานถึง 10 ปี นอกจากเส้นใยและสรรพคุณทางยาที่พบแล้ว เมล็ดกัญชงยังเป็นพืชที่มีสารโอเมก้า 3 ซึ่งหากมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้สามารถเก็บเกี่ยวเมล็ดได้จำนวนมาก ไทยก็อาจมีอาหารเพื่อสุขภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้มากขึ้นอีกชนิดหนึ่งด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้จะเสนอให้ปลดล็อกกัญชาและกัญชงพ้นจากยาเสพติด แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการเปิดใช้แบบเสรี และจำเป็นต้องมีกฎหมายลูกออกมาควบคุมการใช้ เช่น เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี ห้ามใช้ หรือผู้ที่หยดน้ำมันสกัดกัญชาห้ามขับรถหลังหยดเป็นต้น เพื่อลดข้อกังวลและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น&amp;rdquo; ราชบัณฑิตฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พญ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายการแพทย์ กรมการแพทย์ สธ. กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการใช้สารสกัดจากกัญชาเพื่อรักษาโรคที่ถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ เพราะไม่มีใครหรือหน่วยงานใดออกมาวัดผลให้เป็นที่ประจักษ์ ว่าการใช้สารสกัดกัญชาที่ได้ผลทางการแพทย์ ควรใช้สายพันธุ์ไหน ในปริมาณเท่าไหร่ &amp;nbsp;และต้องใช้อย่างไรถึงปลอดภัย &amp;nbsp; การใช้จึงอยู่ในลักษณะใต้ดิน สกัดกันเอง ใช้กันเอง ทั้งๆ ที่กัญชามีหลายสายพันธุ์ และความเข้มข้นในการออกฤทธิ์ต่อโรคของแต่ละสายพันธ์ก็ไม่เท่ากัน ซึ่งในต่างประเทศมีการรายงานถึงการใช้สารสกัดจากกัญชาแล้วเสียชีวิตถึง 14 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งที่ควรทำคือทำให้ถูกกฎหมาย &amp;nbsp;และควรมีหน่วยงานกลางในการวัดผลและตรวจสอบ การใช้ก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดกัญชาที่ได้รับการรับรองว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีส่วนประกอบอะไรบ้าง เพราะกัญชาไม่ได้มีแต่ด้านที่เป็นประโยชน์ แต่หากมีโทษต่อพัฒนาการทางสมองของคนที่อายุต่ำกว่า 25 ปี และที่อาจไปเร่งปฏิกิริยาของยาที่ผู้สูงอายุใช้รักษาโรคจนเกิดอันตรายต่อชีวิต&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.ท.หญิง ดร.ฐิชาลักษณ์ ณรงค์วิทย์ &amp;nbsp;อุปนายกสมาคมพิทักษ์สิทธิข้าราชการ ในฐานะ ที่ปรึกษาสหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย ที่เห็นพ้องว่าประเทศไทยควรมีหน่วยงานกลาง หรือ National Agency ในการดูแลจัดการเรื่องกัญชาทั้งระบบ ตามคำแนะนำขององค์การสหประชาชาติ (UN) โดยกล่าวว่า การจัดการทางด้านกฎหมายเพื่อปลดล็อคในเรื่องนี้มีอยู่ 2-3 ทางเลือก โดยทางเลือกที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุดคือการร่างกฎหมายพืชเสพติดเพื่อการแพทย์ฉบับใหม่ขึ้นมา และไม่แตะต้อง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งจะสามารถตั้ง Nation Agency ในกฎหมายใหม่ได้เลย &amp;nbsp;แต่จะให้เป็นในลักษณะองค์กรของภาครัฐ &amp;nbsp;กึ่งภาครัฐ หรือเอกชน รัฐบาลต้องศึกษาและตัดสินใจโดยอิงประโยชน์ของประชาชนสูงสุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในต่างประเทศเริ่มกัญชามาก่อนไทย เขาจะใช้กัญชาทางการแพทย์ก่อน แล้วขยับเป็นกัญชาเพื่อการบันเทิง แล้วจึงค่อยเป็นกัญชาทางเศรษฐกิจ ซึ่งเขาจะทำให้คนในชาติรู้และเข้าใจประโยชน์ของกัญชาก่อน โดยระยะเวลาที่ใช้จากกัญชาทางการแพทย์มาให้เพื่อการบันเทิง ส่วนใหญ่ใช้เวลามากถึง 20 ปี แต่ของไทยพอจะเริ่มเราคิดแล้วว่าจะรวยจากกัญชากันเลย โดยที่ไม่ได้มองเลยว่าพื้นที่ที่จะเพาะปลูกนั้นมีคุณภาพอย่างไร เพราะกัญชาเป็นพืชดูดสารพิษ ยิ่งกัญชามาจากประเทศเพื่อนบ้านที่สงครามมีฝนเหลือง ซึ่งฝนเหลืองอยู่ได้ถึง 100 ปี แล้วเอาใบมาสกัดให้กิน ให้ใช้ ตรงนี้เราก็ต้องตระหนัก รัฐบาลต้องให้ความรู้กับประชาชน&amp;rdquo; พ.ต.ท.หญิง ดร.ฐิชาลักษณ์ กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40270</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลูกกัญชา, มรภ.สมเด็จเจ้าพระยา, วิสาหกิจชุมชนปลูกเมล่อน แม่สรวย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190705/image_big_5d1f4018f2c7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
