<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มรสุมเศรษฐกิจ63</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด &amp;ldquo;ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี)&amp;rdquo; ได้ออกมาปรับลดคาดการณ์การเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้ (จีดีพี) จะติดลบ 8% ซึ่งหดตัวมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ 4.8% เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน แม้จะมีแรงสนับสนุนจากนโยบายการคลังและการเงินก็ตาม รวมถึงผลจากความสามารถในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ของประเทศไทยที่อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้มีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ แต่! ผลจากการระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนที่ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้ดีขึ้นในปี 2564 ที่ระดับ 4.5% ปรับเพิ่มจากคาดการณ์เดิมที่ 2.5% โดยอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะติดลบในปีนี้อยู่ที่ 1.6% จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงัน การหดตัวสูงของราคาพลังงาน และเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ รวมถึงมาตรการรัฐบาลที่ช่วยลดค่าสาธารณูปโภคด้วย ก่อนจะปรับตัวเป็นบวกที่ 0.8% ในปีหน้า ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่ยังหนีไม่พ้น &amp;ldquo;สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในทั่วโลก&amp;rdquo; รวมถึงสถานการณ์การกีดกันทางการค้า และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนปัจจัยเสี่ยงภายใน ได้แก่ การกลับมาระบาดซ้ำสองของโควิด-19 รวมไปถึงความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เศรษฐกิจไทยจะโตติดลบค่อนข้างมาก เพราะหนีผลกระทบอย่างรุนแรงจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่ไหว จากมาตรการในการป้องกันและดูแลของรัฐบาล นั่นคือ &amp;ldquo;ล็อกดาวน์&amp;rdquo; ที่ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมดหยุดชะงัก แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ จนส่งผลให้หลายกิจกรรมกลับมาเดินหน้าได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ส่วนใหญ่ก็ &amp;ldquo;ไม่เป็นปกติ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายอุตสาหกรรม หลายภาคธุรกิจ จำเป็นต้องลดต้นทุน ปรับลดแรงงาน สะท้อนจากจำนวนผู้ว่างงานที่ปีนี้คาดว่าจะเหยียบหลักล้านคน ผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงนี้จะขยายเป็นวงกว้าง จะมีผลสืบเนื่องไปถึงกำลังการใช้จ่ายของประชาชน และเมื่อว่างงาน ไม่มีงานทำ รายได้ไม่สอดรับกับรายจ่าย โอกาสในการกู้หนี้ยืมสินเพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็มากขึ้น ก็จะมีผลไปถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในระยะให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่เป็นรายได้หลักของประเทศไทย คงไม่ต้องพูดถึง บอบช้ำอย่างหนักจากมาตรการปิดประเทศ แม้ว่าล่าสุดรัฐบาลจะอนุมัติหลักการในการเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ โดยการกำหนดคุณสมบัติของนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาอย่างชัดเจน แต่หลายฝ่ายก็ยังกังวล &amp;ldquo;เรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบสอง&amp;rdquo;&amp;nbsp; เพราะแม้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยจะควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ดี แต่หากเกิดการระบาดรอบสอง ครั้งนี้ผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจ และทุกภาคส่วนคงจะรุนแรงและซ้ำเติมสถานการณ์ในรอบแรกเข้าไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามออกมาตรการเพื่อประคองเศรษฐกิจ แต่ก็ดูเหมือนว่าอาจจะยังไม่เพียงพอ หรือไม่ตรงจุดเท่าใดนัก โดยภาคเอกชนยังมองว่า มาตรการที่รัฐบาลออกมาเป็นมาตรการแก้ปัญหาแบบรายวันเท่านั้น เพราะการจะรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการระยะยาว มีแบบแผน แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเฉพาะแนวทางการให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ รวมถึงประชาชนรากหญ้า ที่ส่วนหนึ่งไม่เพียงแต่ต้องเผชิญสถานการณ์การว่างงานแล้ว ก็ยังเจอปัญหาหนี้สินซ้ำเติมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่ถือเป็นปัญหาเศรษฐกิจส่วนหนึ่งที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ยังไม่นับรวมถึงปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง ข่าวลือ ข่าวปล่อยเรื่องถังแตก การไร้เงา รมว.การคลัง ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและศรัทธากับรัฐบาลค่อนข้างมาก การเร่งแก้ปัญหาในแต่ละส่วนอย่างเร็ว ด้วยวิธีที่เหมาะสมน่าจะเป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการในขณะนี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77775</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน, มรสุมเศรษฐกิจ63</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
