<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119925</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2021 20:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 08:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค่า PM2.5 ใหม่ของ WHO จุดท้าทายที่ไทยต้องไต่ระดับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศ&amp;ldquo;เกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศ (Air Quality Guidelines: AQGs) &amp;rdquo;ฉบับใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี โดยปรับระดับเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศใหม่เข้มงวดขึ้นกว่าเดิม &amp;nbsp;เพิ่มมาตรฐานการกำหนดค่าเฉลี่ยรายปี ของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อยู่ที่ 5ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จากดิม 10 มคก./ลบ.ม. &amp;nbsp;และค่าเฉลี่ยราย 24ชั่วโมงของฝุ่น PM 2.5 ที่ 15 มคก./ลบ.ม. ลดจากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 25 มคก./ลบ.ม.

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ WHOได้จัดทําและนำเสนอเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศ เพื่อเป็นมาตรฐานสำหรับการลดผลกระทบมลพิษทางอากาศที่มีต่อสุขภาพมวลมนุษยชาติ ตั้งแต่ปี 2530 &amp;nbsp;และมีการทบทวนเป็นระยะ ในปี 2540 และปี 2548 จนมาถึงการปรับแก้เกณฑ์ครั้งล่าสุด&amp;nbsp;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับเกณฑ์แนะนำปี 2564 ที่เพิ่งออกมานั้น ดร.อุมา ราชรัฐนาม &amp;nbsp;ตัวแทนจากองค์การอนามัยโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวในงานประชุมเสวนาออนไลน์ ในหัวข้อ&amp;ldquo;ประเทศไทยไปทางไหนต่อเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศใหม่ของ WHO &amp;rdquo; ว่า เกณฑ์ใหม่ WHO จัดทำขึ้นอ้างอิงจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อระบุระดับคุณภาพอากาศ &amp;nbsp;ซึ่งจำเป็นในการปกป้องสุขภาพของประชาชนทั่วโลก &amp;nbsp;โดยให้คำแนะนำเกี่ยวกับระดับคุณภาพอากาศสำหรับฝุ่น PM2.5, ฝุ่น PM10,โอโซน (O3), ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2), ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)และคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ทั้งยังให้เป้าหมายระหว่างทาง (Interim Target: IT)เพื่อเป็นทางเลือกสําหรับกําหนดเป้าหมายทางนโยบายในการจัดการคุณภาพอากาศกรณี ที่ยังไม่สามารถดําเนินงานให้คุณภาพอากาศบรรลุตามคำแนะนําของ WHO ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อุมาระบุเกณฑ์นี้ให้แนวปฏิบัติสำหรับการตัดสินใจกำหนดมาตรฐานและเป้าหมาย ซึ่งมีผลผูกพันทางกฎหมายในการจัดการคุณภาพอากาศรวมถึงเป็นเครื่องมือในการออกแบบมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดมลพิษอากาศ และปกป้องสุขภาพของมนุษย์

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; การจัดทำ AQGsฉบับใหม่อ้างอิงหลักฐานและข้อมูลซึ่งปรากฏชัดเจนมากขึ้นว่า นับตั้งแต่ปี 2548มลพิษอากาศส่งผลต่อสุขภาพด้านต่างๆทั้งยังมีข้อมูลเชิงลึก แหล่งที่มาการปล่อยมลพิษและการมีส่วนของมลพิษอากาศต่อภาระโรคภัยในระดับโลก &amp;nbsp;เกณฑ์ใหม่ยังให้แนวปฏิบัติช่วยจัดการอนุภาคขนาดเล็กจากพายุฝุ่นหรือพายุทราย, ผงฝุ่นเขม่าดำ/ธาตุคาร์บอน และอนุภาคละเอียดพิเศษ &amp;nbsp;รวมทั้ง การจัดการอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็ก ฝุ่น PM &amp;nbsp;บางประเภทซึ่งยังมีหลักฐานไม่เพียงพอ &amp;nbsp;ที่จะหาระดับแนวทางคุณภาพอากาศเชิงปริมาณ แต่ชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องด้านสุขภาพ &amp;ldquo; &amp;nbsp;ดร.อุมาให้ข้อมูล

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้แทน WHO ย้ำสถานการณ์มลพิษอากาศที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้เลวร้ายกว่าที่คาดคิด ในแต่ละปีมีประชาชนทั่วโลกต้องเสียชีวิตก่อนวัยมากถึง 7 ล้านคนทั้งจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs)และผลกระทบจากมลพิษอากาศในสิ่งแวดล้อมและในครัวเรือนมากกว่า 2ล้านคนเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการใช้พลังงานฟอสซิล ซึ่งก่อมลพิษมาก

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมลพิษอากาศเป็นภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดต่อสุขภาพของมนุษย์ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเธอบอกว่าแม้ปัจจุบันคุณภาพอากาศจะค่อยๆ ดีขึ้นในประเทศที่มีรายได้สูงแต่ความเข้มข้นของสารก่อมลพิษยังคงเกินมาตรฐาน โดยในปี 62 พบว่าประชากรโลกมากกว่าร้อยละ 90 อาศัยอยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีความเข้มข้นฝุ่น PM2.5เกินมาตรฐาน 10 มคก./ลบ.ม. ของ WHOขณะที่ระดับความเข้มข้นสูงของไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2)ในพื้นที่เอเชียตะวันออก ตะวันออกกลาง อเมริกาเหนือและยุโรปส่วนใหญ่สะท้อนถึงการปล่อยมลพิษจากเครื่องยนต์สันดาป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางส่วนใหญ่คุณภาพอากาศลดลงจากการขยายตัวของเมืองในวงกว้างและการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนใหญ่อาศัยการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างไม่มีประสิทธิภาพ จากการศึกษาของ WHO พบว่า 30 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีปรับปรุงคุณภาพอากาศในบางภูมิภาคแต่จำนวนผู้เสียชีวิตและการสูญเสียปีสุขภาพดี (Healthy Life Years) กลับเพิ่มขึ้น&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.อุมากล่าวด้วยว่าเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศใหม่นี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือการปฏิบัติอิงหลักฐานสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจร่างกฎหมายและนโยบายเพื่อลดระดับมลพิษอากาศ และลดภาระด้านสุขภาพที่เกิดจากการสัมผัสมลพิษอากาศทั่วโลกทั้งยังสามารถช่วยปรับปรุงมาตรฐานและเพิ่มรายชื่อมลพิษอากาศอีกด้วยประเทศไทยเผชิญมลพิษทาง PM2.5ระดับเกินกว่าค่าแนะนำคุณภาพอากาศของ WHO &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามมีความตื่นตัวต่อวิกฤตฝุ่นพิษเป็นโอกาสที่จะทำให้คุณภาพอากาศของประเทศดีขึ้น ที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและกรมควบคุมมลพิษ (คพ.)ยกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศของไทยให้เข้มข้นขึ้นเพื่อปกป้องชีวิตประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในมุมมอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อรรคพล &amp;nbsp;เจริญชันษา&amp;nbsp;อธิบดีกรมควบคุมมลพิษกล่าวเวทีเดียวกันว่า&amp;nbsp;ประเทศไทยให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษทางอากาศมาตลอด ปี&amp;nbsp; 2562 &amp;nbsp;ผลักดันสู่วาระแห่งชาติ และขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจนถึงปัจจุบันมีทิศทางและโครงสร้างการแก้ปัญหาที่ชัดเจนขึ้นบูรณาการการแก้ไขปัญหาภายใต้ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศทุกกระทรวงรับแผนไปปฏิบัติการมากขึ้นแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับจุดความร้อนที่เกิดขึ้น แม้ค่าเฉลี่ยราย 24 ชม.และรายปี ของฝุ่น PM2.5 จะยังไม่น่าพึงพอใจ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; มีหลายพื้นที่มลพิษ&amp;nbsp;PM2.5&amp;nbsp;&amp;nbsp;สูงเกินเกณฑ์ พื้นที่ในเมืองสถานการณ์คุณภาพอากาศยังน่าห่วงจากการจราจร ปัญหา &amp;nbsp;ควันดำ&amp;nbsp;ปีนี้ปรับค่ามาตรฐานให้ต่ำลง และส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าควบคู่กันจะเป็นจุดเปลี่ยนในเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนพื้นที่นอกเมืองและพื้นที่เกษตรมีความท้าทายในการควบคุมเผาในที่โล่งแม้จะมีผลสำเร็จแก้เผาไร่อ้อยลดลง 70&amp;nbsp;%&amp;nbsp;แต่ยังมีพื้นที่เกษตรที่พึ่งพาการเผาโดยเฉพาะในป่า ปีนี้ คพ.กำหนดในแผนเฉพาะกิจให้ท้องถิ่นจัดแผนและงบฯแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่เพิ่มอนาคตวางแผนให้ท้องถิ่นนำค่าเฉลี่ยคุณภาพอากาศเป็นตัวชี้วัดระดับพื้นที่&amp;nbsp;ส่วนปัญหาหมอกควันข้ามแดนจะทำอย่างไรให้มีตัวชี้วัดชัดเจนร่วมกันในระดับภูมิภาคอาเซียน &amp;ldquo; นายอรรคพล กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กรณี WHO คลอดมาตรฐานใหม่ อธิบดี คพ. กล่าวว่ามาตรฐานควรมีความเหมาะสมกับมาตรการที่เดินไปพร้อมกัน รัฐบาลมีคณะกรรมอนุกรรมการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศทั่วไปภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พร้อมรับฟังความคิดเห็นและนำเกณฑ์ใหม่เป็นเป้าหมายสูงสุดที่ไทยจะต้องไปให้ได้ ต้องปรับมาตรการในแต่ละพื้นที่การปรับมาตรฐานจะต้องไม่ให้เกิดความตระหนกและไม่ให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินการตามมาตรการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพูดคุยกันหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน พันศักดิ์ ถิรมงคล&amp;nbsp; ผู้อำนวยการกองจัดการคุณภาพและเสียง คพ.กล่าวว่า&amp;nbsp;ปัญหา PM2.5 จะเกิดขึ้นทุกปี พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีวิกฤตหนักระหว่างเดือน พ.ย.- ก.พ เมื่อเปรียบเทียบจำนวนวันที่ PM 2.5มีค่าเกินมาตรฐาน ปี 2563 กับปี 2564 ลดลงร้อยละ 9 ขณะที่ภาคเหนือ 17จังหวัด วิกฤตระหว่างเดือน ม.ค. - พ.ค.เมื่อเปรียบเทียบจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานปี 63 กับปี 64 ลดลงร้อยละ 8ส่วนจุดความร้อนเปรียบเทียบภาพของรวมของประเทศไทยปี 63 กับ ปี64ลดลงร้อยละ 50 ส่วนจุดความร้อนจังหวัดภาคเหนือลดลงร้อยละ 52รัฐบาลมีนโยบายการป้องกันไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองปี 65เกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงานลดปัญหาฝุ่นละออง ในส่วน คพ.ปรับการทำงานในเชิงปฏิบัติการมากขึ้นโดยร่างแผนเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ปี 2565จะปฏิบัติการร่วมกับจังหวัด ท้องถิ่น และชุมชนในการลดเกิดฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่มิติใหม่การบริหารจัดการคุณภาพอากาศของประเทศไทย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พันศักดิ์ย้ำว่า ต้องขยายผลต่อยอดจากแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ&amp;rdquo;การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง&amp;rdquo; แผนเฉพาะกิจเพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ปี 2565แผนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองจากไฟป่าและการเผาในที่โล่งในภาคเหนือปี 2564 นอกจากนี้ จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญใช้ประโยชน์จากงานวิจัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่แก้ไขปัญหามลพิษที่สำคัญต้องทำงานเป็นทีมสร้างพลังในการลดมลพิษทางอากาศ &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศใหม่ของ WHOปรับลดมาตรฐานเข้มงวดขึ้น ผู้อำนวยการกองคนเดิมเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ ว่ามาตรฐานคุณภาพอากาศของไทยกับเกณฑ์แนะนำใหม่ของ WHOไทยจะหย่อนกว่าเกือบ 3 เท่า ค่าเฉลี่ย 24 ชม. ฝุ่น PM 10 อยู่ที่ 120 มคก./ลบ.ม.ส่วนเกณฑ์ WHO 45 มคก./ลบ.ม. PM 2.5 เกณฑ์ไทยที่ 50 มคก./ลบ.ม ส่วน WHO 15มคก./ลบ.ม. ส่วนซัลเฟอร์ไดออกไซด์หย่อนกว่า 7 เท่าคุณภาพอากาศมาตรฐานเฉลี่ย 1 ปี ของไทยกับ WHO ก็หย่อนกว่าหลายเท่าอย่าง ฝุ่น PM 10 มาตรฐานไทย 50 มคก./ลบ.ม. ส่วนเกณฑ์ใหม่ WHO 15มคก./ลบ.ม. ฝุ่น PM2.5 ไทยอยู่ที่ 25 มคก./ลบ.ม. ส่วน WHO อยู่ที่ 5 มคก./บ.ม.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับสถานการณ์คุณภาพอากาศของไทยพันธุ์ศักดิ์ระบุสารมลพิษทางอากาศที่ยังคงเป็นปัญหา คือ ฝุ่น PM 10 ฝุ่น PM 2.5โอโซน และสาร VOC แหล่งกำเนิดสำคัญ คือ ยานพาหนะ การเผาที่โล่งและอุตสาหกรรม แนวโน้มสถานการณ์คุณภาพอากาศรอบ 10 ปีมีแนวโน้มลดลงในทุกพื้นที่ สำหรับ PM 10 ยังพบปัญหาที่ อ.หน้าพระลาน จ.สระบุรีส่วน PM 2.5 จากการขยายสถานีตรวจวัดมากขึ้นพบว่าพื้นที่เกินค่ามาตรฐานเพิ่มขึ้น ถือเป็นปัญหาสำคัญของไทยส่วนโอโซนแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่คาร์บอนมอนนอกไซด์สถานการณ์คงที่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; เกณฑ์ใหม่ของ WHOถือเป็นคุณภาพอากาศเป้าหมายของประเทศที่จะต้องมุ่งไปให้ถึงเพื่อคุณภาพอากาศที่ดีของประเทศ การกำหนดปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศต้องดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดโดยจะต้องอาศัยหลักวิชาการ กฎเกณฑ์และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน และความเป็นได้เชิงเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องโดยขับเคลื่อนจากคณะอนุกรรมการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไปภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คพ.จะนำเกณฑ์ใหม่WHOมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองระยะถัดไปปี 2565ดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศที่กำหนดไว้แล้วให้เข้มข้นขึ้น &amp;ldquo;พันศักดิ์ เผยทิศทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.วงศ์พันธ์ ลิมปเสนีย์ &amp;nbsp;ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ กล่าวว่ามลพิษอากาศทำให้คนเสียชีวิต 7 ล้านคนต่อปีในจำนวนนี้มลพิษอากาศในบรรยากาศทั่วไป 4.2 ล้านคนและมลพิษอากาศจากการใช้เชื้อเพลิงในครัวเรือน 3.8 ล้านคน มีรายงานมูลค่าความเสียหายเชิงเศรษฐศาสตร์ของมลพิษทางอากาศมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 2560-2562ถ้าเปรียบเทียบเกณฑ์แนะนำ WHO กับค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศไทยโดยเฉพาะมาตรฐานรายปี PM2.5 ที่ 5 มคก./ลบ.ม. ถ้าไทยจะทำตามเป้าหมายนี้ต้องลดร้อยละ 80 ส่วนมาตรฐาน 24 ชม. ไทยสูงกว่าอยู่ที่ 50 มคก./ลบ.ม. WHO &amp;nbsp;อยู่ที่ 15 มคก./ลบ.ม. เราต้องลดร้อยละ 70หากอยากให้สุขภาพของคนไทยดีขึ้น ต้องปรับมาตรฐานให้เข้มงวดขึ้น&amp;ldquo; ถ้าอยากท้าทายตัวเองต้องปรับมาตรฐานรายปีลงมาที่ 20 มคก./ลบ.ม.ส่วนราย 24 ชม. ปรับลดเหลือ 35 มคก./ลบ.ม.มีการศึกษาการปรับลดมาตรฐานใหม่ของ WHOจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 1.7 แสนคนต่อปีคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 5.8 ล้านล้านบาท โดยภาคกลาง ภาคเหนือและภาคอีสานได้ประโยชน์สูงสุดจากการปรับเกณฑ์คุณภาพอากาศ &amp;ldquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.วงศ์พันธ์ย้ำในการจัดการคุณภาพอากาศของไทยที่เจอมลพิษหนักหากจะทำให้ถึงเกณฑ์คุณภาพอากาศใหม่ WHO นักวิชาการคนเดิมให้แนวทางว่าจากรายงานสถานการณ์มลพิษปี 63 ค่าเฉลี่ยรายปีของ PM 2.5 .ในประเทศไทย คือ 23 มคก./ลบ.ม ยังสูงกว่าเกณฑ์คุณภาพอากาศเดิม WHO ที่กำหนด 10 มคก./ลบ.ม. ซึ่งไทยยังต้องลด 56% จะถึงเป้านี้ จะต้องห้ามเผา 100% และควบคุม 50% ของมลพิษจากรถยนต์ มาตรการที่ต้องดำเนินการร่วมกัน คือ ห้ามเผาใช้รถยนต์มาตรฐาน EURO V หรือ EURO V1 รวมทั้งรถยนต์เก่าด้วย อาจจะกำหนดรถที่สามารถใช้ในเมืองได้ต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี รถต่ำกว่ายูโร 3ไม่สามารถใช้ได้ ส่วนเกณฑ์ใหม่ WHO ถ้าไทยจะลดฝุ่นพิษจาก 23 มคก./ลบ.ม. เหลือ 5มคก./ลบ.ม. จะต้องลด 78% ห้ามเผา 100% ลด 100% ของมลพิษจากรถยนต์และลดมลพิษ 25% จากแหล่งอื่นๆ ลดมลพิษได้ 78% มาตรการที่ต้องทำร่วมกันห้ามเผา อนุญาตให้ใช้เฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าในเขต กทม.-ปริมณฑล เพิ่มมาตรการลดมลพิษในโรงงานอุตสาหกรรมและแหล่งอื่นๆ ให้ลดลง 25% เช่นบ้านเรือน ฝุ่นจากถนน การก่อสร้าง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเวทีนี้ รศ.วงศ์พันธ์ ยังเสนอการลดผลกระทบต่อสุขภาพของมลพิษฝุ่น PM2.5 จากภาคขนส่ง ผ่านแบบจำลอง 10 สถานการณ์ซึ่งอ้างอิงงานศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลว่า 1.บังคับใช้เชื้อเพลิงกำมะถันต่ำ2.รถไฟฟ้ามีสัดส่วน 50% ของรถจดทะเบียนใหม่ตั้งแต่ปี 2567 3.เปลี่ยนรถประจำทาง ขสมก. ทั้งหมดเป็นรถไฟฟ้า 4.ปรับมาตรฐานรถเป็น ยูโร 5ในปี 2564 และ ยูโร 6 ในปี 2565 5.ห้ามรถยนต์นั่งส่วนบุคคลดีเซลวิ่งในพื้นที่ กทม. 6.ห้ามรถบรรทุกวิ่งในพื้นที่ กทม. 7.ห้ามรถที่มีอายุมากกว่า 20 ปี วิ่งในพื้นที่กทม.และปริมณฑลฯ 8.ติดตั้ง DPF ให้กับรถดีเซลทุกประเภทที่มีมาตรฐานตั้งแต่ยูโร 3 ลงไป 9.ติดตั้ง PDF พร้อมทั้งมีการบังคับใช้เชื้อเพลิงกำมะถันต่ำ และสุดท้าย 10.รวมการปฏิบัติของทุกแนวทาง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ถ้ารวมทุกแนวทางปริมาณการปล่อยฝุ่น PM 2.5 จากไอเสียรถจาก 7,000 ตันต่อปี จะลดลงเหลือ 1,223 ตันต่อปีในปี 2572 ลดการสูญเสียด้านสุขภาพจาก 4 หมื่นรายต่อปี เหลือ 6,500 รายต่อปี นอกจากนี้ การใช้ทุกมาตรการจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่กรุงเทพฯ 2.3 หมื่นล้านบาท &amp;ldquo; รศ.วงศ์พันธ์ ย้ำนโยบายจัดการคุณภาพต้องให้ความสำคัญกับภาคขนส่งและการจราจรเพื่อยก ระดับคุณภาพอากาศในทุกพื้นที่ให้ดีขึ้นไม่เฉพาะเมืองหลวงของไทยอย่างกทม.และ17จังหวัดภาคเหนือที่จมฝุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119925</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฝุ่นPM2.5, มลพิษอากาศ, หมอกควันภาคเหนือ, เกณฑ์คุณภาพอากาศWHO</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211016/image_big_616ad22d26aa6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109162</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 17:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>8 จังหวัดภาคเหนือรวมพลังแก้ปัญหาฝุ่นควัน เสนอรัฐบาล 8 มาตรการแก้วิกฤตก่อนเข้าสู่ฤดูเผาไหม้รอบใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลงนามความร่วมมือแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน 8 จังหวัดภาคเหนือและภาคีเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เชียงใหม่/ ภาคีเครือข่าย 8 จังหวัดภาคเหนือร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง &amp;lsquo;ขับเคลื่อนสภาลมหายใจภาคเหนือ&amp;rsquo; แก้ปัญหาฝุ่นควันที่เรื้อรังมานานกว่า 15 ปี&amp;nbsp; ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน กระทบด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; การท่องเที่ยว &amp;nbsp;เสนอมาตรการ 8 ข้อต่อรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ประกาศมาตรฐานคุณภาพอากาศใหม่เป็นไปตามมาตรฐานของ WHO &amp;nbsp;ขยายผล &amp;lsquo;โรงเรียนสู้ฝุ่น&amp;rsquo; กระจายอำนาจร่วมจัดการไฟให้ชุมชนและท้องถิ่น&amp;nbsp; แก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือ&amp;nbsp; โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่องมานานกว่า 15 ปี&amp;nbsp; โดยมีสาเหตุที่หลากหลาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไฟป่า&amp;nbsp; การเผาเศษซากไร่&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากการเผาซากไร่ข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากในเมือง&amp;nbsp; ผลกระทบจากโลกร้อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ทำให้เกิดการรวมตัวของภาคประชาสังคมตั้งแต่ปี 2562 เพื่อรณรงค์และหามาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันโดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในนาม &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; &amp;nbsp;และปัจจุบันได้ขยายความร่วมมือไปยังภาคีเครือข่าย 8 จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดวันนี้ (9 กรกฎาคม) ที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว&amp;nbsp; ระหว่างเวลา 9.00-10.30 น. มีการประชุม &amp;lsquo;สภาลมหายใจภาคเหนือครั้งที่ 1&amp;nbsp; และพิธีลงนามความร่วมมือ 8 จังหวัด&amp;nbsp; ขับเคลื่อนสภาลมหายใจภาคเหนือ&amp;rsquo; โดยมีนายเจริญฤทธิ์&amp;nbsp; สงวนสัตย์&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; เป็นประธานในพิธี&amp;nbsp; มีผู้แทนสภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; สภาลมหายใจภาคเหนือ 8 จังหวัด&amp;nbsp; ผู้แทนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)&amp;nbsp; นายวิชัย&amp;nbsp; นะสุวรรณโน&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสำนักงานภาคเหนือ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และผู้แทนภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงานประมาณ 50 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวิทยา ครองทรัพย์ หัวหน้าโครงการขับเคลื่อนกิจกรรมเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ (สภน.) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากปัญหามลพิษอากาศฝุ่นควัน PM 2.5 ของภาคเหนือเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี&amp;nbsp; และเป็นปัญหาต่อเนื่องมานานกว่า 15 ปี ส่งผลให้ประชาชนในภาคเหนือได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ และส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยมีสาเหตุปัจจัยที่เป็นภาพรวมและมีความแตกต่างกันในแต่ละจังหวัดของภาคเหนือ โดยปัญหาฝุ่นควันดังกล่าวมีผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยในภาคเหนือเป็นอย่างมาก&amp;nbsp; และมีแนวโน้มปัญหาจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น &amp;nbsp;แต่ยังไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืนเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ดังนั้น ภาคีเครือข่ายจึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการขับเคลื่อนกิจกรรมเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อระดมความคิดเห็น&amp;nbsp; และพัฒนาข้อเสนอของเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ รวมถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อให้บรรลุการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในการลดความรุนแรงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือในอนาคต จึงได้จัดการประชุมและร่วมลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนสภาลมหายใจภาคเหนือ 8 จังหวัดในวันนี้&amp;rdquo; นายวิทยากล่าวถึงความเป็นมาของโครงการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาบอกว่า&amp;nbsp; สมาชิกสภาลมหายใจภาคเหนือ 8 จังหวัด&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; เชียงใหม่&amp;nbsp; ลำพูน&amp;nbsp; เชียงราย&amp;nbsp; แพร่&amp;nbsp; พะเยา&amp;nbsp; ลำปาง&amp;nbsp; แม่ฮ่องสอน และน่าน&amp;nbsp; &amp;nbsp;และต่อไปจะขยายให้ครบทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายหลายหน่วยงาน เช่น &amp;nbsp;หอการค้าภาคเหนือ สภาการเกษตร &amp;nbsp;สถาบันการศึกษาในแต่ละพื้นที่ องค์กรพัฒนาเอกชน ชมรมด้านสิ่งแวดล้อมทางอากาศ &amp;nbsp;และภาคประชาสังคม&amp;nbsp; เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเจริญฤทธิ์&amp;nbsp; สงวนสัตย์&amp;nbsp; ผวจ.เชียงใหม่ (แถวหลังที่ 5 จากซ้ายไปขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสมบัติ ชินสุขเสริม ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ หอการค้าไทย และที่ปรึกษาสภาลมหายใจภาคเหนือ กล่าวว่า แนวโน้มของสถานการณ์มลพิษทางอากาศมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้มีการขยายตัวของมลพิษครอบคลุมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ กว้างขวางขึ้น  และยังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคเหนือแลประเทศ ทั้งในด้านงบประมาณในการรักษาพยาบาล ความเสียหายต่อธุรกิจการท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของประชาชนและการจัดการมลพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;หอการค้าไทย และหอการค้าจังหวัดภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด พร้อมที่จะร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของสภาลมหายใจภาคเหนือ &amp;nbsp;และทุกภาคส่วน &amp;nbsp;เพื่อช่วยกันแก้ไขฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศให้หมดไปในอนาคต&amp;rdquo; นายสมบัติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.นพ.ชายชาญ &amp;nbsp;โพธิรัตน์ &amp;nbsp;อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ &amp;nbsp;คณะแพทยศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ปรึกษาสภาลมหายใจภาคเหนือ กล่าวว่า จากการถอดบทเรียนของปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือในปี 2564 ช่วงวิกฤติฤดูแล้งที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีการรายงานต่อคณะรัฐมนตรีว่าสถานการณ์ดีขึ้นโดยลำดับ เมื่อได้วิเคราะห์ประเด็นปัญหาแล้วพบว่า&amp;nbsp; สถิติจุดความร้อนลดลงอย่างชัดเจน &amp;nbsp;ส่วนหนึ่งมาจากการยกระดับปัจจัยจากการบริหารจัดการในบางจังหวัด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไฟป่าที่เชียงใหม่&amp;nbsp; ภาพโดย Phurinat &amp;nbsp;Singthorat&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่ปัจจัยเอื้อสำคัญที่สุดมาจากสภาพภูมิอากาศ เกิดปรากฏการณ์ลานีญ่ามีฝนมากกว่าปกติ ค่ามลพิษและการเกิดไฟโดยเฉพาะในเดือนเมษายนลดลงเมื่อเทียบจากปีปกติ จึงไม่อาจยืนยันว่ามาตรการแก้ปัญหาของปี 2564 ได้รับความสำเร็จ และยังพบว่ามาตรการแก้ปัญหาของรัฐหลายประการยังมีปัญหาในเชิงประสิทธิภาพ ไม่เป็นไปตามแผนปฏิบัติการตามวาระแห่งชาติฯ และคาดว่าปัญหามลพิษอากาศฝุ่นควันไฟ pm 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือระยะต่อจากนี้ไปถึงปลายปี 2564 และต้นปี 2565 จะรุนแรงขึ้นกว่าปีนี้&amp;nbsp; เนื่องปัจจัยทางภูมิอากาศความแห้งแล้ง และการสะสมของเชื้อเพลิงจากใบไม้ในป่า รวมถึงพื้นที่เผาไหม้ทางการเกษตรในเขตภาคเหนือตอนล่าง และจากประเทศเพื่อนบ้าน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ศ.นพ.ชายชาญแจงรายละเอียด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากเหตุผลดังกล่าว&amp;nbsp; สภาลมหายใจภาคเหนือ จึงได้เสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาที่ถูกละเลยก่อนฤดูฝุ่นควันรอบใหม่ พ.ศ.2565 &amp;nbsp;รวม 8 ด้านด้วยกัน &amp;nbsp;ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.รัฐบาลต้องประกาศมาตรฐานคุณภาพอากาศใหม่เป็นไปตามเป้าหมายระยะ 3 ของ WHO คือ ค่าเฉลี่ยราย 24 ชั่วโมง&amp;nbsp; ปรับจาก 50 มคก./ลบ.ม. เป็น 37มคก./ลบ.ม. และค่าเฉลี่ยรายปีปรับจาก 25 มคก./ลบ.. เป็น15 มคก./ลบ.ม. ขอให้รัฐบาลจัดการต่อยอดขยายโครงการโรงเรียนสู้ฝุ่น ซึ่งจะมีการให้องค์ความรู้ในการป้องกันตัวเองของนักเรียนและชุมชน ติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพให้ครอบคลุมทุกตำบลใน 8 จังหวัดภาคเหนือที่มีวิกฤตคุณภาพอากาศเป็นประจำทุกปี เพื่อให้เกิดการตื่นตัวในหมู่ประชาชนและเป็นการเตรียมการป้องกันด้านสุขภาพของตัวเองด้วยก่อนขยายไปทั้งภาคเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมกับภาคีเครือข่ายมอบอุปกรณ์ทำแนวป้องกันและดับไฟป่าให้ชาวบ้านในตำบลต่างๆ เมื่อต้นปี 2564 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ขอให้รัฐบาลเร่งศึกษาสาเหตุต้นตอการเกิดไฟในพื้นที่ป่าภาคเหนืออย่างจริงจัง และวางมาตรการป้องกันและแก้ไขให้ตรงกับลักษณะปัญหา รวมถึงเปิดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทั้งหน่วยงานรัฐอื่น และภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนในการร่วมแก้ปัญหาตลอดทั้งปี &amp;nbsp;โดยไม่ติดข้อปัญหาทางกฎหมายป่าไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.ให้รัฐบาลเร่งรัดทุกมาตรการเปลี่ยนการเผาภาคเกษตรให้เป็นวิธีการอื่นที่ยั่งยืน โดยขอให้เกิดมาตรการเชิงรุกกำหนดเป้าหมายโซนนิ่ง&amp;nbsp; เกิดพื้นที่นิเวศเกษตรยั่งยืน รับรองสิทธิเกษตรกรให้ปลูกพืชผลยืนต้นปลอดการใช้ไฟ โดยกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณให้ชัดเจน และให้เกิดการดำเนินการร่วมกับประชาชนในท้องถิ่นได้ภายในปีงบประมาณ 2564 เช่น ไร่อ้อยในสัดส่วนที่ยังจำเป็นต้องเผา ให้มีมาตรการบริหารจัดการไม่ให้เผาแปลงใหญ่&amp;nbsp; ไม่ให้เผาข้ามคืน โดยให้เสร็จสิ้นภายในเวลากำหนด &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านตำบลแม่โป่ง&amp;nbsp; อ.ดอยสะเก็ด ช่วยกันทำแนวป้องกันไฟป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.เสนอให้เกิดกลไกกระจายอำนาจร่วมจัดการไฟให้ชุมชนและท้องถิ่น ในการร่วมออกแบบวางแผน กำหนดมาตรการระดับพื้นที่สามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมีงบประมาณสนับสนุนด้วย&amp;nbsp; นอกจากจะมีกลไกแก้ปัญหาที่ทำงานกับชุมชนทั้งปีแล้ว ยังเกิดประสิทธิภาพการบูรณาการระหว่างชุมชนและท้องถิ่นกับผู้ว่าราชการจังหวัดในช่วงเผชิญเหตุในช่วงฤดูไฟ และมีการเสนอให้แต่ละจังหวัดมีการดำเนินการพื้นที่ต้นแบบชุมชนนำร่องที่เป็นต้นแบบแต่ละจังหวัด ครอบคลุมทั่วภาคเหนือ &amp;nbsp;เพื่อความยั่งยืนและขยายผลในอนาคตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5.การเร่งรัดนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ทุกจังหวัดอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในการรับรู้ข้อมูล สภาพการณ์ระหว่างที่เกิดปัญหามลพิษอากาศอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และสะดวก&amp;nbsp; โดยตั้งศูนย์ข้อมูลสารสนเทศมลพิษฝุ่นควันไฟและระบบสื่อสารประชาสัมพันธ์เชิงรุกระดับจังหวัด และให้มีการตั้งวอร์รูมบัญชาการสถานการณ์ระดับจังหวัดที่มีเทคโนโลยีทันสมัย ทราบข้อมูลดาวเทียม สภาวะอากาศและการสื่อสารสั่งการที่ทันสมัย รวมถึงเกิดการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีที่มาจากผลการวิจัย การริเริ่มแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงนวัตกรรมมาใช้ให้แพร่หลาย โดยสร้างกลไกความร่วมมือกับภาควิชาการและมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคเหนือ&amp;nbsp; รวมถึงชุมชน&amp;nbsp; ประชาสังคม&amp;nbsp; ตามความต้องการของแต่ละพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใบตองตึงที่ร่วงอยู่ในป่าอาจกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี&amp;nbsp; ชาวบ้านจึงเก็บมาทำประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6.เร่งกระบวนการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนเชิงรุกที่เกิดจากพื้นที่เกษตรอุตสาหกรรม (Trans-boundary Externality) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และสร้างฝุ่นควันให้กับภาคเหนือ การเกิดผลกระทบจากภายนอกข้ามพรมแดนส่งผลต่อระดับคุณภาพอากาศของจังหวัดที่มีชายแดนต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน เสนอให้เกิดกระบวนการส่งเสริมการประสาน งานระหว่างประชาชนกับประชาชน&amp;nbsp; ควบคู่การเจรจาระหว่างหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; ส่งเสริมโครงการการเปลี่ยนอาชีพและรับซื้อผลผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่พรมแดนตลอดถึงสินค้าข้ามแดน และพิจารณาเตรียมศึกษาและนำมาตรการกีดกันทางการค้าและการลงทุนที่กระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นมาตรการเชิงรุกเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 7.ส่งเสริมสิทธิทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน เนื่องจากการได้รับอากาศที่สะอาดเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนพึงจะได้รับจากการปกป้องของภาครัฐที่จะสามารถบริหารจัดการได้ หลักการข้อนี้เป็นหลักพื้นฐานที่รัฐควรส่งเสริมให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวางและเกิดสภาพปฏิบัติจริงในทุกระดับ โดยให้มีการประกาศหลักปฏิบัติของหน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;เพื่อรับรองสิทธิในอากาศสะอาดของประชาชนเกิดขึ้นและใช้ปฏิบัติจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 8.เสนอให้รณรงค์ความรู้ความเข้าใจแก่ชุมชนเป้าหมายตลอดทั้งปี &amp;nbsp;ใช้ข้อมูลด้านสุขภาพต่อคนในชุมชน&amp;nbsp; โดยเฉพาะผลกระทบด้านการพัฒนาการของเด็กเล็ก ให้มีมาตรการเชิงรุกตั้งแต่ต้นปีก่อนฤดูฝุ่นควันไฟ &amp;nbsp;ให้มีการตั้งห้องปลอดภัยติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ &amp;nbsp;และแจกจ่ายหน้ากากกันฝุ่น PM 2.5 ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ศูนย์เด็กเล็ก&amp;nbsp; และมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ &amp;nbsp;ผู้ป่วยติดเตียง &amp;nbsp;เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ปลอดภัยจากฝุ่นควันเกินมาตรฐานครอบคลุมทุกพื้นที่ภาคเหนือที่มีค่ามลพิษเกินมาตรฐาน รวมถึงแนวทางหยุดเรียนหรือหยุดงานกลางแจ้งกรณีค่าฝุ่นควันเกินมาตรฐาน ให้เป็นข้อปฏิบัติอย่างครอบคลุม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;ตัวอย่างการนำใบตองตึงมาอัดขึ้นรูปเป็นจานชามขาย&amp;nbsp; ช่วยลดเชื้อเพลิงในป่า&amp;nbsp; และสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109162</URL_LINK>
                <HASHTAG>Trans-boundary Externality, กฎหมายสิ่งแวดล้อม, นายวิทยา ครองทรัพย์, นายสมบัติ ชินสุขเสริม, นายเจริญฤทธิ์  สงวนสัตย์, ปรากฏการณ์ลานีญ่า, ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, ฝุ่นควัน PM 2.5, ภาคีเครือข่าย 8 จังหวัดภาคเหนือ, มลพิษอากาศ, ศ.นพ.ชายชาญ  โพธิรัตน์, สภาลมหายใจเชียงใหม่, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), หน้ากากกันฝุ่น PM 2.5, หอการค้าไทย, เกษตรอุตสาหกรรม, แก้ปัญหาฝุ่นควัน, โครงการขับเคลื่อนกิจกรรมเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ (สภน.), โรงเรียนสู้ฝุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210709/image_big_60e81e13b72fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
