<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103708</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยติดตั้งเครื่องตรวจคุณภาพอากาศจากดาวเทียมแห่งแรกในอาเซียน นำร่องกทม.-เชียงใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันที่&amp;nbsp; 21 พ.ค. นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า คพ.ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) ดำเนินการติดตั้งเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพอากาศภาคพื้นดิน Pandora (ground-based remote sensing) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลคุณภาพอากาศจากดาวเทียม สามารถตรวจสอบข้อมูลคุณภาพอากาศครอบคลุมในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งประเทศไทยจะทำการติดตั้งเครื่องมือ จำนวน 3 เครื่อง ได้แก่ที่กรุงเทพมหานคร(อาคาร คพ.) จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดสงขลา โดยไทยติดตั้งเครื่องมือเป็นที่แรกในภูมิภาคอาเซียน และจะมีการติดตั้งเครื่องมือเพิ่มเติมในอีก 4 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ สปป.ลาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อธิบดี คพ. กล่าวต่อว่า การติดตั้งเครื่องมือดังกล่าวได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการ &amp;ldquo;Building the Pan-Asia Partnership for Geospatial Air Pollution information&amp;rdquo; ซึ่งจัดทำขึ้นโดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียแปซิฟิก (เอสแคป) ร่วมกับ National Environment Research Institute (NEIR) และ Korea International Cooperation Agency (KOICA) โดยมีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นการสนับสนุนและเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ประเทศสมาชิกในภูมิภาคอาเซียน ในการบูรณาการข้อมูลจากอวกาศและภาคพื้นดิน เพื่อการติดตามมลพิษทางอากาศและการปรับปรุงข้อมูลคุณภาพอากาศ ในปี 2021-2023&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายอรรถพล กล่าวต่อว่า &amp;nbsp;คพ. และ สอทภ. มีดำเนินการร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการติดตามสถานการณ์จุดความร้อนและการเผาในที่โล่ง ความร่วมมือในการพัฒนาระบบบริหารการเผาในที่โล่ง &amp;nbsp;ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบการใช้งานระบบ และเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2564 ได้มีความร่วมมือในการติดตั้งเครื่องมือดังกล่าวที่กรุงเทพมหานคร(อาคาร คพ.) พร้อมทั้งได้ทดสอบการเชื่อมโยงระบบเครือข่าย โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตั้งระบบจากประเทศเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกามาให้คำแนะนำเกี่ยวกับการติดตั้งและเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวผ่านระบบออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ปัจจุบันเทคโนโลยีที่ทันสมัยช่วยให้เรามีระบบการติดตามสถานการณ์มลพิษทางอากาศของประเทศไทยที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นับเป็นความก้าวหน้าอย่างมาก ซึ่ง คพ. มีความยินดีที่จะสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกับทุกภาคส่วนในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อนำมาแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต&amp;rdquo; นายอรรถพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103708</URL_LINK>
                <HASHTAG>คพ., มลพิษอากาศกรุงเทพ, สทอภ., เอสแคป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a77876b2fa0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2019 18:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2019 18:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิ.ย. ยกปัญหา&#039;หมอกควัน-ฝุ่นพิษ&#039; คุกคามชีวิตและสิ่งแวดล้อม   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันนี&amp;nbsp;นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมด้วย นายรัชฎา สุริยกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) Dr. Isabelle Louis รองผู้อ้านวยการ ภาคพื นเอเซียแปซิฟิก โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ &amp;nbsp;จัดแถลงข่าวงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2562 (World Environment Day 2019) ในวันที่ 5 มิถุนายน 2562 &amp;ldquo; Beat Air Pollution : หยุดหมอกควันและ อากาศพิษ เพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม &amp;rdquo; ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิจารย์ สิมาฉายา &amp;nbsp;กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;5 มิ.ย.ของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก เพื่อให้ทั่วโลกตื่นตัวกับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ร่วมกันหาแนวทางป้องกันและลงมือแก้ไข โดยปีนี้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP&amp;nbsp;&amp;nbsp;รณรงค์ภายใต้คำขวัญ &amp;ldquo;Beat Air Pollution&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;หยุดหมอกควันและอากาศพิษ เพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; ซึ่งปีนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพการจัดงาน เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่เป็นภัยคุกคามผู้คนทั่วโลก ทั้งกระทบต่อการดำเนินชีวิต กระทบต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น กลุ่มโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคเรื้อรังของทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อเฉียบพลัน โรคมะเร็งปอด และเสี่ยงต่อ สมองเสื่อม รวมทั้งกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งผลต่อการเกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งข้อมูลจาก UNEP พบว่า 9 ใน 10 ของประชากรโลกหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษเข้าไป ทำให้แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรราว 7 ล้านคน ในจำนวนนี้ เกินครึ่ง &amp;nbsp;กว่า&amp;nbsp;4 ล้านคนอยู่ในแถบเอเชีย &amp;ndash; แปซิฟิก คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับโลกถึง 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และในปีนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กำหนดจัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2562&amp;nbsp;ขึ้น เพื่อรณรงค์พร้อมกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; กระทรวงฯ แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งกำกับดูแลการปล่อยมลพิษทางอากาศของสถานประกอบการ โรงงานและนิคมอุตสาหกรรม การตรวจวัดฝุ่นควันจากท่อไอเสียรถยนต์การป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันในภาคเหนือ และลดการเผาในที่โล่ง ซึ่งได้มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบปลอดการเผา ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด ภาคเหนือตอนบน จำนวน 29 ศูนย์เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของชุมชนในการขยายผลไปสู่หมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด &amp;nbsp;อีกทั้งมีการขยายความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนแก้มลพิษหมอกควันข้ามแดนอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเป็นภูมิภาคปลอดหมอกควันภายในปี 2563 ส่วนแนวทางแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ได้มีแนวทางส่งเสริมให้รถยนต์สาธารณะ ปรับเปลี่ยนไปใช้น้ำมัน B20 ให้มากขึ้น รวมทั้งเร่งรัดนำน้ำมันดีเซลเทียบเท่ามาตรฐาน EURO 5 มาจำหน่ายในกรุงเทพฯและปริมณฑล ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องร่วมมือกันตั้งแต่ตอนนี้ ช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ดีขึ้นได้เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี &amp;quot; นายวิจารย์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวเสริมว่า การจัดงาน วันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2562 ในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม &amp;nbsp;อิมแพ็ค เมืองทองธานี &amp;nbsp;ตั้งแต่เวลา 09.00 &amp;ndash; 17.00 น. กิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น การปาฐกถาพิเศษ เรื่อง &amp;ldquo;บทเรียนการแก้ไขมลพิษทางอากาศระดับประเทศ การเสวนา เรื่อง &amp;ldquo;การขับเคลื่อนให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหามลพิษคุณภาพอากาศ&amp;rdquo; ในหลากหลายแง่มุม ทั้งสถานการณ์มลพิษทางอากาศ Air4Thai ผลกระทบต่อสุขภาพและการปฏิบัติตัว การคมนาคม สีเขียว รถยนต์ไฟฟ้าทางเลือกใหม่ไร้มลพิษ Smart City เพื่อสิ่งแวดล้อมสีเขียว การขนส่งและธุรกิจสีเขียว และการจัดการ ไฟป่าภาคเหนือ ตลอดจนนิทรรศการเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2562 รวมทั้งนิทรรศการของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เช่น UNEP สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด และหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37229</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEAT AIR POLLUTION, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.), นายวิจารย์ สิมาฉายา, มลพิษอากาศกรุงเทพ, วันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2562, หมอกควันภาคเหนือ, องค์การสหประชาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190530/image_big_5cefb8fb9cca0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34611</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2019 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2019 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เตรียมตัวรับมือฝุ่น PM 2.5 ฤดูกาลหน้า  ต้องแก้ที่แหล่งกำเนิดตั้งแต่วันนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้วิกฤติปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือจะดีขึ้น แต่บางพื้นที่ยังมีค่าฝุ่นอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่นเดียวกับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล แม้ว่าเวลานี้จะปลอดภัยจากฝุ่นแล้ว แต่ก็ใช่ว่าปัญหาฝุ่นจิ๋วอันตรายจะหมดไปจากประเทศไทยไม่กลับมาอีก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการเสวนา &amp;ldquo;ผนึกกำลังฝ่าวิกฤติฝุ่นพิษ PM 2.5 อยู่กับฝุ่นอย่างไร&amp;hellip;ให้ชีวิตรอดปลอดภัย&amp;rdquo; ที่จัดขึ้นโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) โดยคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; วสท.มีความเห็นว่า ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญปัญหาวิกฤติ PM 2.5 อีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. สาเหตุหลักๆ มาจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ และการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นในแทบจะทุกพื้นที่ นอกจากนี้ยังได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาฝุ่นจากแหล่งกำเนิดหลายด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; สนธิ คชวัฒน์ จากชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 มีมานานหลายปี แต่เพิ่งจะเกิดการตื่นตัวตรวจคุณภาพอากาศกันจริงจังในปีนี้ จาก 50 สถานีทั่วประเทศ ซึ่ง 24 สถานีอยู่ใน กทม. ได้พบค่าฝุ่น PM 2.5 สูงจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ นอกจากนี้ ในภาคเหนือตอนบน 9 จังหวัด มีฝุ่น PM 2.5 สูงกว่าใน กทม.ค่อนข้างมาก ซึ่งแหล่งกำเนิดของฝุ่นมาจากหลายปัจจัย ใน กทม.หลักๆ มาจากการก่อสร้าง ทั้งก่อสร้างตึกอาคารสูง การสร้างอุโมงค์ 8 แห่ง และก็สร้างทางรถไฟฟ้าอีกประมาณ 4-5 สาย และมาจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งสะสมมานาน ยิ่งมีการก่อสร้างมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้การจราจรติดขัด แล้วการที่จราจรติดขัดก็ทำให้เกิดการเผาไหม้เครื่องยนต์นานขึ้นไปอีก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนที่เป็นปัญหาหนักๆ ใน กทม.ช่วงที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เกิดความกดอากาศจากประเทศจีนลงมาสู่ไทย ก็เลยทำให้สภาพอากาศบ้านเราปิด ดังนั้น ฝุ่นที่เกิดจากแหล่งกำเนิดดังกล่าวจึงเกิดการสะสมมากขึ้นและนิ่ง ไม่ลอยไปไหนจนมองเห็นชัด เป็นระยะเวลาหลายวันก่อนที่จะหายไป แต่ก็ไปปรากฏที่ภาคเหนือด้วยเหตุผลคล้ายกัน แต่ภาคเหนือมีปัจจัยเรื่องของการเผาพื้นที่ของเกษตรกร เนื่องจากช่วงวิกฤติเป็นช่วงที่เกษตรกรต้องเผาพื้นที่เตรียมปลูกพืชในฤดูถัดไป ด้วยวิธีการเผาตอซังฟาง ข้าวโพด เพื่อเอาเห็ดเผาะ หญ้าหวาน นอกจากนี้ก็มีสาเหตุมาจากการลักลอบเผาป่า และการรับควันพิษจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยเฉพาะที่รัฐชาน เมียนมา ก็มีไร่ข้าวโพดประมาณล้านไร่ มีการเผาเช่นเตรียมพื้นที่เช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ศ.ดร.ธเรศ ศรีสถิตย์ สมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวเสริมว่า ปัญหาฝุ่นควันพิษในภาคเหนือ จากการเผาตอซังเกษตรและพื้นที่โล่ง เนื่องจากในฤดูร้อนจะเกิดการทับถมของใบไม้และกิ่งไม้จำนวนมาก จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีและยากต่อการควบคุม เปรียบเทียบพื้นที่ไฟป่า 9 จังหวัดภาคเหนือ ในช่วงระหว่าง 1 ต.ค.&amp;ndash;27 มี.ค. ในพื้นที่ภาคเหนือ ปีงบประมาณ 2562 จำนวน 49,565 ไร่ และ 2561 จำนวน 28,118 ไร่ จนรัฐบาลมีคำสั่งคลี่คลายปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อลดฝุ่นควันและจุดความร้อน Hot Spot สถิติประเทศไทยมีการปลูกข้าวโพดกว่า 7 ล้านไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้วิธีเผาเพื่อเตรียมเพาะปลูกใหม่ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับเกษตรกร หากเราไปบอกให้เขาหยุด เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะนี่คือวิถีดั้งเดิมของเขา ทำมานานแล้ว แต่เมื่อเกิดปัญหาฝุ่นแล้วก็เป็นสิ่งที่ทำให้ต้องทบทวนถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่ว่าเป็นผลดีหรือไม่ เพราะการเผาเพื่อเตรียมดินเป็นวิธีที่ทำให้สร้างมลพิษแล้วยังทำให้ดินเสียหายอีก ถึงเวลาที่เกษตรกรไทยต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ มาใส่ใจและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น โดยใช้วิธีไถกลบเป็นปุ๋ยแทนการเผาทำลาย หรือแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น นำซังข้าวโพดมาผลิตเป็นถ่านอัดแท่ง นำมาแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ และนำเปลือกข้าวโพดมาหมักใช้เป็นอาหารสัตว์ เป็นต้น หรือในการฟื้นฟูคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมระยะยาว ยกตัวอย่างประเทศจีนในระยะเวลา 5 ปี เขาเร่งโครงการปลูกป่าครอบคลุมพื้นที่รวม 70,000 ตร.กม. ด้วยความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; ศ.ดร.ธเรศ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้อยากจะพูดถึงในส่วนของปัญหาก่อสร้างด้วย ว่าปูนคือตัวหลักของฝุ่นมากเหมือนกัน จะเห็นว่าทุกพื้นที่ก่อสร้าง เมื่อน้ำปูนแห้งจะมีเศษปูนเต็มพื้นที่ คนงานจำเป็นต้องกวาดออก ยิ่งถ้าหากตัวอาคารก่อสร้างนั้นสูง ยิ่งเป็นหอกระจายฝุ่น ที่สำคัญคือฝุ่นสามารถเดินทางได้ในระยะไกล ไม่ใช่แค่ในพื้นที่ใกล้ๆ แล้วการนำตาข่ายสีเขียวมาคลุมปิดสิ่งก่อสร้าง เป็นวิธีที่ไม่ได้ผล เพราะรูตาข่ายค่อนข้างใหญ่ ในต่างประเทศบริเวณก่อสร้างเขาใช้สิ่งปิดคลุมมิดชิดมากกว่า จนไม่สามารถมองเห็นได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; PM 2.5 จะเกิดอีก หากสภาพอากาศถูกกด เพราะมันมีช่วงวนของมัน บวกกับการสะสมฝุ่นจากแหล่งต้นเหตุต่างๆ จึงเป็นประเด็นที่ต้องมาขบคิดทางออกต่อไป&amp;quot; ศ.ดร.ธเรศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในส่วนของการเผาไหม้เครื่องยนต์ รศ.วงศ์พันธ์ ลิมปเสนีย์ วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และกรรมการสาขาวิศวกรรมยานยนต์ วสท. กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่นดีขึ้น แต่สวนทางกับจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี ที่ประเทศไทยมียอดจดทะเบียนรถยนต์สะสมประมาณ 20 ล้านคัน ในจำนวนนี้ 10.3 ล้านคันจดทะเบียนในกรุงเทพฯ และเป็นรถเครื่องยนต์ดีเซล 2.6 ล้านคัน ซึ่งใช้มาตรฐานไอเสียยูโร 1, 2, 3, 4 อันเป็นตัวการสำคัญเกิดควันพิษ ฉะนั้น จึงต้องเร่งผลักดันให้มีการใช้มาตรฐานยูโร&amp;nbsp; 5, 6 ต่อไปให้เร็วที่สุด เพราะหากใช้เทคโนโลยีที่ดีขึ้นเป็นยูโร 5 ก็จะช่วยลดปริมาณฝุ่นควันจากท่อไอเสียได้ประมาณ 80-90% ทางกระทรวงอุตสาหกรรมควรเร่งรัดความร่วมมือกับ 12 ค่ายรถยนต์ให้เป็นจริงโดยเร็ว เช่น ยกระดับการผลิตรถยนต์มาตรฐานยูโร 5 ภายในปี 2564 และวางแผนเตรียมยกระดับเป็นมาตรฐานยูโร 6 ภายในปี 2565&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เรียกร้องการผลิตน้ำมันระดับยูโร 5 ด้วย เพราะทั้งรถเก่าและรถที่ขายในปัจจุบัน หากใช้น้ำมันระดับยูโร 5 ก็จะสามารถลดมลพิษได้ทันที รวมถึงการยกระดับใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ในรถยนต์ดีเซล จะทำให้การจุดระเบิดของเครื่องยนต์ง่ายขึ้น การเผาไหม้ดีขึ้น เครื่องสตาร์ทติดง่าย และการหล่อลื่นที่ดีกว่า ซึ่งช่วยลดการปล่อยควันดำสาเหตุของฝุ่น อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการเตรียมความพร้อมทุกด้าน ทั้งผู้ผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และบริการน้ำมันยูโร 5 อย่างทั่วถึง และรัฐบาลต้องเข้มงวดในการตรวจสภาพรถยนต์เก่า เช่น รถ ขสมก.ที่มีอายุ 10-20 ปี หรือรถที่เก่ามากๆ ควันดำ ไม่ควรนำมาวิ่งบนเส้นหลัก โดยใช้มาตรการตรวจสอบการปล่อยไอเสียอย่างจริงจัง และเก็บภาษีรายปีเพิ่มขึ้นเพื่อจูงใจให้ผู้ใช้รถเปลี่ยนซื้อรถคันใหม่แทนการเสียค่าบำรุงรักษาที่สูงเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่นเดียวกับนายสนธิ คชวัฒน์ เสนอว่า รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งควรกำหนดนโยบายด้านมลพิษอากาศ และจะต้องมีมาตรการรองรับอย่างเข้มแข็ง ได้แก่ 1.มาตรการด้านรถยนต์ การปรับเปลี่ยนมาตรฐานน้ำมันและเครื่องยนต์เป็นยูโร 5 และ 6 ควรทำภายใน 4 ปี แล้วก็ผลักดันให้รถขนส่งสาธารณะและรถยนต์พ่วงบรรทุกขนาดใหญ่ใช้ NGV หรือเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ยูโร 5 ในเขต กทม. เมื่อรถไฟฟ้าครบ Loop ต้องจำกัดปริมาณรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน เช่น ต้องมีที่จอดรถเท่านั้นถึงจะจดทะเบียนได้ รวมถึงส่งเสริมและจูงใจการลงทุนการผลิตรถเครื่องยนต์ไฟฟ้าจากภาคเอกชน และห้ามรถเครื่องยนต์ดีเซลอายุเกิน 10 ปีวิ่งในเขตกรุงเทพฯ และปริมลฑล กำหนดให้รถเครื่องยนต์ดีเซลติดตั้ง Diesel Particulate Filter หรือ DPF เป็นอุปกรณ์กรองเขม่าไอเสียในเครื่องยนต์ดีเซล ไม่ให้ปล่อยออกไปสู่อากาศได้ ต่างประเทศนิยมติดตั้งไปแล้ว แล้วก็ควบคุมการจราจรไม่ให้ใช้รถยนต์ เช่น ลดราคาค่ารถไฟฟ้าและรถโดยสาร ห้ามจอดรถริมถนน จำกัดที่จอดรถในเมือง กำหนดเลนจักรยาน&amp;nbsp; จำกัดปริมาณมอเตอร์ไซค์ส่วนบุคคล ปิดลานจอดรถตามหน่วยงานรัฐ และเข้มงวดการจอดรถยนต์ริมถนน 2.มาตรการด้านโรงงานอุตสาหกรรมและกิจกรรมใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิง ได้แก่ การกำหนดค่ามาตรฐานการปล่อยฝุ่นที่ปลายปล่องใหม่ โดยกำหนดเป็นค่า Loading ซึ่งก็คือความเข้มข้นกับอัตราการปล่อย เพิ่มประเภทโรงงานเพื่อให้ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติที่ปลายปล่อง รวมถึงเก็บภาษีการปล่อยมลพิษทางอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.มาตรการลดการเผาในที่โล่ง ได้แก่ กำหนดช่วงเวลาห้ามเผาขยะ ชีวมวล วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร หรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรให้ชัดเจน และกำหนดมาตรการจูงใจเพิ่มเติม รัฐควรสร้างเตาเผาที่มีระบบควบคุมมลพิษทางอากาศในแต่ละพื้นที่เพื่อประชาชนใช้ร่วมกันโดยมีหน่วยราชการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งยังต้องส่งเสริมวิธีการที่เป็นมิตรกับ สวล.แก่เกษตรกร เช่น การไถกลบวัสดุทางการเกษตร การทำปุ๋ยหมัก การทำก๊าซชีวมวล เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ในเรื่องการเผา ต้องทำความเข้าใจและเข้าถึงประชาชนรากหญ้าที่ทำการเผาทุกพื้นที่ โดยต้องทราบถึงปัญหาของเขาอย่างแท้จริง และถ้าไม่เผาจะร่วมมือกับรัฐอย่างไร รัฐจะช่วยเหลืออะไร ซึ่งต้องอาศัยกลไกของอำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน ในระดับกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ขับเคลื่อนดูแลพื้นที่ตนเอง รวมทั้งใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดด้วย โดยมีตัวชี้วัดคือจำนวน hotspot ต้องลดลง และต้องหารือ และจัดการกับทุนใหญ่ไม่ให้รับซื้อข้าวโพดและพืชไร่ที่มาจากพื้นที่ที่ทำการเผาทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งตรวจสอบ หากพบว่าผู้ประกอบการคนไหนสนับสนุนและอยู่เบื้องหลังการเผาต้องแอนตี้สินค้าและดำเนินคดี แล้วถ้าทำตรงนี้กับประชาชนได้ ไทยก็ต้องอาศัยกลไกในการเป็นประธานอาเซียนนำเรื่องการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนเป็นวาระสำคัญในการพิจารณาของอาเซียน ตลอดจนรัฐบาลไทยต้องจัดให้การแก้ไขปัญหาหมอกควันเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดการปัญหานี้ให้ได้ &amp;rdquo; นายสนธิแนะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนต่อมา 4.มาตรการด้านผังเมืองและพื้นที่สีเขียว อยากให้มีการควบคุมการขยายตัวของอาคารสูงตามแนวรถไฟฟ้าและถนนที่ตัดขึ้นใหม่ให้มีระยะห่างช่องทางของลมพัดผ่าน มีการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มต้นไม้ในเมืองทั้ง แนวเส้นทางจราจรและสวนสาธารณะให้ได้อย่างน้อย 9.0 ตารางเมตรต่อคน เป้าหมายคือ 15.0 ตารางเมตรต่อคน ส่วนริมเส้นทางจราจรที่เปิดใหม่ให้นำสายไฟและสายอื่นๆ ลงใต้ดิน และปลูกต้นไม้แทน 5.มาตรการด้านบริหารจัดการ ได้แก่ การจัดทำกลยุทธ์ วิธีการต่างๆ ในการรองรับเพื่อตอบโต้กรณีฉุกเฉินทางมลพิษทางอากาศให้ชัดเจน มีศูนย์บัญชาการตอบโต้โดยให้ผู้ว่าฯ จังหวัดเป็นผู้นำ และหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุน แล้วก็ให้ภาคประชาชนและนักวิชาการเข้าไปมีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินการทั้งทางตรงและทางอ้อม สร้างความรู้ความเข้าใจต่อประชาชน ทำงานอย่างโปร่งใส ใส่ใจต่อสุขภาพของประชาชนเป็นหลักและต้องบอกความจริงเป็นระยะ มีเป้าหมายทุกมาตรการนำไปสู่การลดค่ามาตรฐานฝุ่น 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่กำหนดไว้ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ให้เป็น 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภายในระยะเวลา 3 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุดท้าย วงเสวนายังฝากถึงประชาชนอีกด้วยว่า หากประสบปัญหาฝุ่น ให้ตรวจสอบสภาพอากาศในบ้าน และดูแลความสะอาด และเมื่อออกนอกบ้านก็ควรลดการขับขี่ยานพาหนะส่วนตัวเพื่อไม่เพิ่มปัญหาฝุ่นและควันพิษอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34611</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวไทยโพสต์, ปัญหาหมอกควันภาคเหนือ, ฝุ่นPM2.5, มลพิษอากาศกรุงเทพ, วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.), ศ.ดร.ธเรศ ศรีสถิตย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านมลพิษสิ่งแวดล้อม, สนธิ คชวัฒน์, เผาไร่ข้าวโพด, ไฟป่า9จังหว้ดภาคเหนือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190428/image_big_5cc51a3a9b211.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33319</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2019 19:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2019 19:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สองมาตรฐาน’ วิกฤติฝุ่นพิษหมอกควันในเชียงใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤตหมอกควันในภาคเหนือ เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยโดยเฉพาะเชียงใหม่ คนในพื้นที่เคยชินกับการเกิดปัญหาเช่นนี้ทุกปีในช่วงรอยต่อเข้าฤดูร้อน แม้จะมีการเตรียมพร้อมรับมือไฟป่าและหมอกควันในหลายจังหวัดภาคเหนือ ทั้งลดการเผาป่า เผาไร่ข้าวโพด แต่ก็ยังคงเกิดปัญหาฝุ่นพิษหมอกควันทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และในปีนี้ ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในบางพื้นที่ขึ้นสูงถึง 500-600 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งจัดว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความรุนแรงของปัญหาหมอกควันในภาคเหนือหลายภาคส่วนเรียกร้องขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนและจริงใจ โดยเฉพาะการพิจารณาประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติทางอากาศ ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในฐานะนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กที่กำลังเป็นประเด็นน่าวิตกขณะนี้ กล่าวว่า หลังจากที่กรุงเทพฯ ได้เผชิญมลพิษฝุ่น PM 2.5 ในช่วงปลายเดือนมกราคมเข้ากุมภาพันธ์ ซึ่งวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศ หรือ AQI ได้สูง 70- 80 มคก.ต่อ ลบ. ถนนพระราม 2 วัดได้สูงถึง &amp;nbsp;200 มคก.ต่อ ลบ.ม. ทำให้คนกรุงตื่นตัวต่อปัญหาฝุ่นพิษ สื่อนำเสนออย่างครึกโครม รัฐบาลและหน่วยงานต่างชิงพื้นที่สื่อมวลชนเสนอข้อมูลนี้ต่อเนื่อง หันกลับมาดูสถานการณ์หมอกควันในภาคเหนือที่รุนแรงหนักในพื้นที่ จ.เชียงใหม่นั้น บางวันสูงถึง 500-600 มคก.ต่อ ลบ.ม. รวมถึงมีรายงานค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กในประเทศเพื่อนบ้านรัฐชาน เมียนมา สูงถึง 1,200 มคก.ต่อ ลบ.ม. จากการเผาที่ทำให้เกิดหมอกควันข้ามมายังหลายจังหวัดของภาคเหนือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.ดร.ศิวัชย้ำวิกฤติภาคเหนือว่า ฝุ่น PM 2.5 ที่ชาวเชียงใหม่สูดเข้าร่างกายเพียงแค่ 1 วัน เทียบเท่าค่าฝุ่นพิษที่เข้าร่างกายคนกรุงเทพฯ ในภาวะวิกฤติถึง 10 วัน แต่เรื่องเงียบกริบ หรือปอดของคนเชียงใหม่แข็งแรงกว่าคนกรุงเทพฯ ทั้งที่มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตามโรงพยาบาลและสถานพยาบาลต่างๆ เพิ่มขึ้นจนเต็มโรงพยาบาล แต่รัฐบาลก็ยังใช้มาตรการจับปรับกับคนเผาป่าเผาไร่ ผู้ใหญ่บางคนบอกเป็นเรื่องดรามาตื่นตระหนกฝุ่น PM 2.5 ทำไมทั้งที่มันคือมัจจุราชฆ่าคนให้ตายผ่อนส่ง ซึ่งในมลพิษนี้ยังมีสารพิษชนิดอื่น เช่น สารก่อมะเร็ง สารก่อการกลายพันธุ์ และโลหะหนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นที่นักวิชาการสิ่งแวดล้อมย้ำคือ รัฐบาลควรหาแนวทางป้องกันและจัดการมลพิษอากาศ ซึ่งแบ่งเป็นในระยะสั้นและระยะยาว สำหรับมาตรการระยะสั้น ศ.ดร.ศิวัชกล่าวว่า รัฐบาลต้องประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติทางอากาศเพื่อจังหวัดจะได้มีงบภัยพิบัตินำมาแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดและบริหารจัดการฝุ่นให้หายไป รวมถึงจัดซื้อหน้ากากที่ถูกต้องและสามารถกรองมลพิษได้ นำมาแจกจ่ายให้ประชาชน เวลานี้ที่เชียงใหม่หลายภาคส่วนเรี่ยไรเงินบริจาคจากประชาชนเพื่อซื้อหน้ากาก ประชาชนต้องควักเงินซื้อหน้ากาก ซื้อเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งมีราคาสูงเพื่อดูแลสุขภาพของตนเอง ทั้งที่เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องปกป้องสุขภาพประชาชน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ก็เพียงประกาศยกให้เป็นวาระแห่งชาติ มันเป็นเรื่องนโยบาย จะแก้ได้ 5 ปี 10 ปี เป็นเรื่องอนาคต โดยที่ไม่ยอมรับเป็นภัยพิบัติ ห่วงกระทบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว แต่แลกกับสุขภาพคนในท้องถิ่นโดยเฉพาะเด็กเล็กที่ได้รับผลกระทบล้นโรงพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็กและเยาวชนในภาคเหนือเขาเสนอภาครัฐจำเป็นต้องเร่งหามาตรการเฉพาะกิจมาดำเนินการแก้ไข เช่น การให้ความรู้กับประชาชนในการงดพฤติกรรมในที่โล่งแจ้งในช่วงที่ค่า AQI สูงเกินมาตรฐาน &amp;nbsp;ส่วนการประกาศหยุดเรียนในพื้นที่วิกฤติหมอกควันอาจไม่ตอบโจทย์ เพราะเด็กบางส่วนอาจไม่ได้ระมัดระวังออกไปสัมผัสฝุ่นภายนอก ทางการควรจัดพื้นที่ให้เด็กเรียนรวมกันและภายในอาคารดังกล่าวมีเครื่องฟอกอากาศที่มีคุณภาพเป็นการป้องกันสุขภาพของเด็กๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เผาป่าเผาไร่สาเหตุของวิกฤติ PM 2.5 ในภาคเหนือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครื่องฟอกอากาศขนาดยักษ์ให้กับเมืองเป็นอีกข้อเสนอ นักวิชาการด้านฝุ่นพิษกล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องคิดเรื่องการฟอกอากาศให้คนทั้งเมือง จีนเป็นผู้นำระดับโลกเรื่องการจัดการมลพิษทางอากาศ ตนได้ร่วมทำการศึกษาวิจัยกับจีน ปัจจุบันที่เมืองซีอานมีต้นแบบปล่องบำบัดมลพิษทางอากาศ งบประมาณสร้าง 60 ล้านบาท &amp;nbsp;ปล่องนี้สามารถลดค่าความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 ในรัศมี 10 ตารางเมตรรอบปล่องบำบัด มลพิษลดลงได้ถึง 10% &amp;nbsp; และมีแผนจะสร้างปล่องบำบัดมลพิษที่สูงขึ้น 300 เมตรอนาคตหัวเมืองใหญ่ในจีนจะมีนวัตกรรมรูปทรงคล้ายปล่องไฟกระจายเต็มทั่วเมือง แม้จะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ประเทศไทยต้องมีนวัตกรรมนี้ เพราะมลพิษลดลงเพียง 1% คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นแล้ว ใช้พื้นที่ไม่มาก ถ้าปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างเดียวไม่รอด โดยเฉพาะช่วงสภาพอากาศวิกฤติ สำหรับการเพิ่มสัดส่วนพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ ต้องเวนคืน ในอนาคตกฎหมายต้องบังคับโครงการคอนโดฯ ตึกสูง หรืออาคารหอพัก ให้ปลูกต้นไม้จริงๆ โดยเฉพาะไม้เลื้อยช่วยดูดความร้อนจากตัวอาคาร ประหยัดแอร์ได้ 20-30% &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.ดร.ศิวัชกล่าวด้วยว่า ทางการต้องเพิ่มบทลงโทษเอาผิดผู้เผาป่าเผาไร่สาเหตุของวิกฤติ PM 2.5 ในภาคเหนือ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยมีสารก่อมะเร็งกว่า 100 ชนิดซึ่งหมอกควันภาคเหนือมาจากสภาพภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะและภูเขาล้อมรอบ บวกกับการเผาป่าเผาซังข้าวซังข้าวโพดจนเกิดการสะสมหมอกควันและฝุ่นพิษในอากาศสูงมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทางการจับปรับ 500 บาท แล้วก็ปล่อย ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัว เพราะเผาป่าได้ขยายพื้นที่ทำเกษตรเพิ่มขึ้นปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ค่าตอบแทนคุ้มกว่าเสียค่าปรับ นี่คือโครงสร้างการเกษตรที่บิดเบือน ตราบใดที่กฎหมายบ้านเรายังอ่อนและไม่มีการบังคับใช้อย่างจริงจังก็ลำบาก แนวทางที่เสนอให้น้อมนำแนวพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้านเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรเชิงซ้อนไม่ตัดคนออกจากป่า มีต้นแบบวนเกษตรที่น่านปลูกยางพารา ชาอัสสัม กาแฟขี้ชะมด เลี้ยงโคและเลี้ยงไก่ เมื่อคนอยู่กับป่าจะรักษาอย่างยั่งยืนเพราะเป็นแหล่งสร้างรายได้ ส่วนกรุงเทพฯ แม้การเผาที่โล่งแจ้งไม่ใช่แหล่งกำเนิดมลพิษโดยตรง ส่วนใหญ่มาจากภาคขนส่งยานพาหนะ แต่รัฐควรส่งเสริมให้เกษตรกรในปริมณฑลปลูกอ้อยเพื่อส่งออกญี่ปุ่นใช้ในการเลี้ยงวัวสายพันธุ์ที่นำมาทำเนื้อวัววากิว รายได้ดีและลดการเผา&amp;quot; ศ.ดร.ศิวัชกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้นักวิชาการนิด้าเสนอให้ตั้งสำนักพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จะแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านกฎหมายจะต้องยุบรวมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างกรมควบคุมมลพิษน่าเห็นใจการทำงาน ตรวจพบโรงงานปล่อยมลพิษเกินค่ามาตรฐานก็สั่งปิดไม่ได้ เพราะอำนาจอยู่ที่กรมโรงงาน หรือจะปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงลดปล่อยมลพิษก็เป็นหน้าที่ของอีกหน่วยงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนมาตรการระยะยาวในการแก้ปัญหาฝุ่นพิษหมอกควัน ศ.ดร.ศิวัชเสนอว่า ประเทศไทยต้องมีกฎหมายอากาศสะอาด ปัจจุบันสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย มีกฎหมายอากาศสะอาดแล้ว แต่บ้านเรายังไม่มีกฎหมายฉบับนี้ มีแต่พระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อมปี 2535 มีแค่ 4 มาตราที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพอากาศ แม้แต่มาตรฐานการควบคุมสารก่อมะเร็งในชั้นบรรยากาศของประเทศก็ไม่มี ปล่อยอะไรออกมาก็ไม่ผิด ทุกอย่างอยู่ในปอดประชาชน ย้อนไปกรุงลอนดอนอังกฤษ เมืองทั้งเมืองคลุ้งไปด้วยหมอกควันจากถ่านหิน มีคนตายเป็นหมื่น นำมาสู่การจัดตั้งกฎหมายอากาศสะอาดและปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย โทษปรับมหาศาลหากปล่อยมลพิษจากปล่องหรือกิจกรรมใดๆ ที่ก่อมลพิษ เรื่องนี้ภาคประชาชนมีส่วนสำคัญต้องร่วมขับเคลื่อนกดดันเพื่อปกป้องสุขภาพและชีวิตของตนเองจากมลพิษอากาศ นอกจากนี้เขาระบุว่า ในเมืองใหญ่รัฐต้องส่งเสริมการทำงานที่บ้านเพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก ลักษณะงานหลายประเภททำที่บ้านได้ สามารถส่งงานและประชุมร่วมกันผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เพียงแต่ต้องประเมินประสิทธิภาพในการทำงาน &amp;nbsp;รัฐบาลต้องหนุนเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ควบคู่กับการส่งเสริมนโยบายลดภาษีรถยนต์นั่งไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) รวมทั้งรถเมล์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด-ไฟฟ้า อย่างต่อเนื่องและจริงจัง เนื่องจากรถยนต์กลุ่มนี้ปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศน้อยมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัญหาฝุ่นพิษจะเวียนมาทุกปี ถ้าไม่แก้ไขจริงจัง ทุกปีมีคน 7 ล้านคน ตายจากโรคหัวใจ มะเร็งปอด และเส้นเลือดอุดตันในสมอง โดยเกี่ยวข้องกับฝุ่น PM 2.5 และมลพิษอากาศตัวอื่นๆ แนวโน้มตัวเลขจะสูงขึ้นในอนาคต &amp;nbsp;นอกจากนี้มีงานวิจัยในจีนตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วระบุ โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต และอัลไซเมอร์ มีความเป็นไปได้เกี่ยวข้องกับฝุ่นพิษ เป็นความท้าทายที่รัฐบาลใหม่ต้องเข้ามาเผชิญ อยากให้ใช้สถานการณ์วิกฤติทั้งกรุงเทพฯ และเชียงใหม่หาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ไม่ให้รุนแรงไปมากกว่านี้ ไทยต้องมีเป้าหมายลดมลพิษอากาศ ไม่ใช่แค่ควบคุมมลพิษเท่านั้น&amp;quot; ศ.ดร.ศิวัชกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.รณบรรจบ อภิรติกุล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ผศ.ดร.รณบรรจบ อภิรติกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า การรับมือกับวิกฤติฝุ่นพิษยังเป็นเรื่องที่ประชาชนควรตระหนักและรับรู้ถึงปัญหามลพิษอากาศ เพราะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ประชาชนในภาคเหนือเวลานี้ต้องดำเนินชีวิตท่ามกลางฝุ่นละอองพิษ ควรป้องกันตัวเอง สวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่น ช่วยลดทอนฝุ่นที่จะเข้าสู่ร่างกายได้ ซึ่งหน้ากากกันฝุ่นมีหลายแบบ โดยหน้ากากมาตรฐาน N 95 &amp;nbsp;สามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ วิธีใส่ต้องแนบกระชับกับใบหน้าเพื่อประสิทธิภาพในการกรอง ซึ่งผู้ป่วยโรคหอบหืดโรคทางเดินหายใจควรใช้อย่างระมัดระวัง รวมถึงการใช้กับเด็กต้องดูแลเป็นพิเศษ อาจขาดอากาศหายใจได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.รณบรรจบกล่าวว่า การเลือกใช้หน้ากากต้องเหมาะสมกับอันตรายจากมลพิษ และต้องทดสอบหน้ากากทุกครั้งว่าสมบูรณ์พร้อมใช้งานหรือไม่ เพื่อป้องกันฝุ่นเล็ดลอดเข้าไปได้ แต่หากเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยวิกฤติควรย้ายออกจากพื้นที่ชั่วคราว หากย้ายไม่ได้ต้องประเมินความเสี่ยงแต่ละช่วงเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงในช่วงที่เกินค่ามาตรฐานสูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้ ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ และ ผศ.ดร.รณบรรจบ อภิรติกุล พร้อมด้วย ผศ.ดร.รุจิกาญจน์ นาสนิท อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ร่วมกันทำหนังสือ &amp;ldquo;PM 2.5 มัจจุราชเงียบ&amp;rdquo; ถือเป็นคู่มือเตรียมเผชิญหน้าวิกฤติฝุ่นพิษ โดยผลงานดังกล่าวคณะผู้เขียนช่วยกันรวบรวมข้อมูลข่าวสารและงานวิจัยเกี่ยวกับปัญหาเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็ก และเสนอทางแก้ปัญหาในระยะสั้นและระยะยาว นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ ถือเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อภาครัฐและประชาชน อีกทั้งคณะผู้เขียนจะนำผลงานส่วนหนึ่งส่งต่อสู่สถาบันการศึกษาเพื่อปูพื้นฐานความรู้เรื่องมลพิษอากาศให้เยาวชนไทยอีกด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33319</URL_LINK>
                <HASHTAG>AQI, PM 2.5 มัจจุราชเงียบ, PM2.5, นสพ.ไทยโพสต์, ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน, ผศ.ดร.รณบรรจบ อภิรติกุล, ฝุ่นพิษภาคเหนือ, มลพิษอากาศกรุงเทพ, ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190409/image_big_5cac915f6cd5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28185</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2019 09:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2019 08:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทางแก้เฉพาะหน้า ควบคุมฝุ่นพิษ  PM 2.5  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประกาศปิด รร.และสถานศึกษา ลดผลกระทบสุขภาพและการใช้รถยนต์ในเมือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กว่า 3 สัปดาห์แล้วที่เกิดสถานการณ์ปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 สูงเกินค่ามาตรฐานในพื้นที่กรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑล รวมถึงจังหวัดสมุทรสาคร คนเมืองยังไม่เจอวันที่อากาศดี ฝุ่นจิ๋วส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน แม้รัฐบาลและกรุงเทพมหานครจะแก้ปัญหาฝุ่นพิษเฉพาะหน้า เข้มงวดตรวจจับรถควันดำ ควบคุมฝุ่นละอองจากการก่อสร้าง&amp;nbsp; ห้ามเผาในที่โล่งอย่างเด็ดขาด ฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศ ประกาศปิดโรงเรียนและสถานศึกษาต่างๆ แต่หมอกควันพิษก็ยังห่มคลุมทั่วเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ผู้คนในสังคมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาฝุ่นพิษได้ รัฐบาลไม่ได้เพิกเฉยต่อปัญหา วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ร่อนแถลงการณ์ขอความร่วมมือประชาชนให้รถยนต์ส่วนบุคคลเครื่องยนต์ดีเซลเดินทางเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลเท่าที่จำเป็น หรืองดใช้ระยะหนึ่ง จนกว่าสถานการณ์ฝุ่นพิษจะคลี่คลาย เพราะการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์เป็นต้นเหตุของฝุ่นอันตรายมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยนายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัด ทส. ชงมาตรการแก้ไขปัญหา PM 2.5 จากยานพาหนะระยะเร่งด่วนเสนอ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฯ พิจารณาในการจัดประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2562 (นัดพิเศษ) วันที่ 4 ก.พ.นี้ ที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย 1.มาตรการห้ามรถยนต์ที่มีมลพิษสูงวิ่งเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นกลางและชั้นนอก 2.มาตรการเร่งรัดให้นำน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำกว่า 10 ppm (เทียบเท่า EURO 5) มาจำหน่ายในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 3.ให้หน่วยงานภาครัฐพิจารณาการทำงานที่บ้านและขอความร่วมมือจากบริษัทเอกชนให้ทำงานที่บ้านเช่นเดียวกัน 4.เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสภาพรถยนต์ประจำปี และ 5.เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจวัดควันดำจากรถยนต์และการบังคับใช้คำสั่งห้ามใช้ ก็ต้องดูว่า 5 มาตรการรัฐบาลจะให้ผ่านหรือเปล่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;กทม.ฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศบนตึกสูง ลดฝุ่นพิษ PM2.5&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝั่งสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นสถานการณ์ฝุ่นพิษเกินค่ามาตรฐานกับประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า ประชาชนคิดว่าเข้าขั้นวิกฤติ ร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ยังแก้ไขไม่ได้ และคนเมืองเกือบร้อยละ 50 อยากให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีใช้ ม.44 ออกคำสั่งควบคุมสถานการณ์ ประกาศหยุดราชการ ห้ามใช้รถ บังคับใช้กฎหมายอย่างเร่งด่วน ฯลฯ และให้กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบและรายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองให้ข้อมูลที่เป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ฝุ่นจิ๋วเมืองใหญ่มาจากรถยนต์บนท้องถนนกว่าร้อยละ 60 ทุกปีมีรถจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านคัน ไทยติดอันดับหนึ่งของโลกการจราจรติดขัด มีตัวเลขคนไทยเสียเวลา 50-60 ชั่วโมงต่อปีจอดแช่บนถนน กระบวนการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์เพิ่มฝุ่นและมลพิษสะสมในบรรยากาศ ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแก้ปัญหาฝุ่นในปัจจุบันได้ ประชาชนต้องเปลี่ยนวิธีเดินทางโดยไม่ใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;กว่า 3 สัปดาห์หมอกควันพิษปกคลุมพื่นที่กรุงเทพฯ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอนในระยะเร่งด่วน เพื่อลดฝุ่น ต้องให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมือง ซึ่งมีส่วนก่อปัญหามลพิษฝุ่นละอองปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รัฐบาลออกมาตรการห้ามรถยนต์นั่งคนเดียวเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ส่งเสริมคาร์พูล ร่วมโดยสารไปในเส้นทางเดียวกันหรือเส้นทางใกล้กัน หรือที่ทำงานเดียวกันชวนนั่งไปคันเดียวกัน ลดการใช้รถยนต์ที่เป็นตัวการปลดปล่อยฝุ่นพิษ นอกจากลดการใช้รถยนต์ ช่วยบรรเทาการจราจรที่คับคั่ง ขณะเดียวกันต้องห้ามรถยนต์ที่มีมลพิษสูงวิ่งเข้าพื้นที่ รถดีเซลที่ก่อควันดำต้องเอาออกให้หมด แล้วใช้รถเอ็นจีวีบริการประชาชน พร้อมกับเปิดบัสเลนพิเศษ เชื่อมต่อกลุ่มคนตามจุดต่างๆ มาสู่รถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที อาจทำเป็นพื้นที่เพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายของผู้คนในเมือง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ปัญหาฝุ่นรัฐบาลและกรุงเทพมหานครแก้ปัญหาด้วยการฉีดพ่นละอองน้ำ ติดตั้งเครื่องพ่นน้ำบนตึกสูง บินโดรนลดฝุ่นตามพื้นที่ค่าฝุ่นสูง แม้เป็นวิธีการทดลอง แต่เป็นปฏิบัติการที่เสียเวลาเปล่า เพราะฝุ่น PM 2.5 มีขนาดเล็กกว่าละอองเกสรดอกไม้ กทม.ควรโฟกัสพื้นที่ไหนสามารถจัดการจราจรใหม่ได้ พื้นที่ใดจำเป็นเร่งด่วน ห้ามรถยนต์เข้าพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพอากาศ มาตรการแก้ปัญหาต้องสอดคล้องกับการเดินทางของคนเมือง&amp;quot; นายธารา กล่าว และฝากถึง กทม.ที่ได้ดำเนินมาตรการประกาศปิดโรงเรียน มีการประเมินผลว่าส่งให้จราจรคล่องตัวและช่วยลดมลพิษฝุ่น PM2.5 ได้มากน้อยเพียงใด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ธารา บัวคำศรี ผอ.ประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (ภาพโดยบารมี เต็มบุญเกียรติ/กรีนพีซ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรณีมีการเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ ม.44 แก้ปัญหาฝุ่นเพื่อให้ทันสถานการณ์ ผอ.ประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เห็นว่ารัฐบาลถูกด่าเยอะ น่าเห็นใจ แต่ก็ต้องตั้งสติและทำการบ้านก่อนว่า ถ้าประกาศเปิดให้บริการฟรี รถไฟฟ้า รถไฟ รถเมล์ ใน กทม. จะช่วยลดรถยนต์ได้มากน้อยแค่ไหน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ระบบขนส่งมวลชน เครือข่ายรถไฟฟ้า ยังไม่ครอบคลุม ไม่รองรับความต้องการของคน รวมถึงระบบจอดรถแล้วจรในพื้นที่กรุงเทพฯ และชานเมือง ยังไม่พร้อม ตนเห็นว่า ทุกแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กจะต้องนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธารา กล่าวว่า วันนี้ถ้ารัฐบาลจะใช้ยาแรง ควรใช้จัดการกับฝุ่นพิษจากปล่องโรงงาน ปัญหาหมอกควันคลุมกรุงเทพฯ ปฏิเสธไม่ได้ลมสามารถพัดพาฝุ่นและควันพิษมาจากพื้นที่ใกล้เคียง แม้จะไม่มีโรงงานตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ แต่ชานเมืองและจังหวัดที่รายรอบกรุงล้วนเป็นดงโรงงาน พื้นที่อุตสาหกรรม รวมถึงนิคมอุตสาหกรรม มีโรงงานหลายพันแห่งซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐาน PM 2.5 ที่แหล่งกำเนิดโรงงาน รวมถึงไม่มีการตรวจวัดการปล่อยฝุ่นพิษ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากรมโรงงาน กรมควบคุมมลพิษ กทม. ต้องตรวจสอบว่าโรงงาน โรงฟ้า โรงปูน เตาเผาขยะใหม่และเก่า ปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็กปริมาณเท่าไหร่ นอกจากนี้ ต่อไปกรมควบคุมมลพิษและกรมโรงงานอุตสาหกรรมต้องปรับปรุงมาตรฐานเรื่องนี้ ไม่เลือกปฏิบัติ ต้องตรวจวัดกับแหล่งกำเนิดจากโรงงาน โรงไฟฟ้า เตาเผาต่างๆ ด้วย ไทยมีโรงงานอุตสาหกรรม 1.4 แสนโรง แต่ไม่มีกฎหมายบังคับให้รายงานปริมาณการปล่อย PM 2.5 ในประเทศที่เผชิญสภาพอากาศเลวร้าย เต็มไปด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างจีน รัฐบาลได้ออกมาตรการปิดโรงงานที่เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นอันตรายและย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นๆ ซึ่งช่วยลดปริมาณ PM 2.5 ลดอัตราการตายของผู้คนได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ฝุ่นพิษ PM2.5 มีขนาดเล็ก แต่ร้ายกาจ และมาเป็นแก๊ง มีองค์ประกอบทางเคมี 4 ตัว ทั้งสารหนู แคดเมียม ปรอท และพีเอเอช สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ถุงลมในปอด และผ่านเข้าสู่กระแสเลือด กระจายไปอวัยวะต่างๆ เพิ่มโอกาสการเกิดโรคมะเร็ง แหล่งกำเนิดมีทั้งอุตสาหกรรมการผลิต การขนส่ง ต้องมีมาตรการควบคุม ข้อเสนอกรีนพีซต้องติดตั้งและรายงานค่า PM 2.5 ในทุกสถานีตรวจวัด ปัจจุบันใน กทม.ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และปรับลดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง จาก 50 ไมโครกรัม (มคก.) ต่อลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เป็น 35 มคก. ต่อ ลบ.ม. และค่าเฉลี่ยรายปีเป็น 12 มคก.ลบ.ม. ภายในปี 62 นี้โดยเร็ว ที่เชียงใหม่ที่ผู้คนเจอปัญหาหมอกควันมากว่า 10 ปี นักวิชาการและภาคประชาชนช่วยกันยกระดับดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพของชาวเชียงใหม่ แค่ค่าฝุ่น 35 มคก.ต่อ ลบ.ม. ก็ประกาศแจ้งเตือนเสี่ยงต่อสุขภาพแล้ว ไม่ได้ใช้มาตรฐานของ คพ. รอให้เกิน 50 หรือ 100 ถึงเตือนอันตรายกับประชาชน&amp;quot; ธาราย้ำต้องตั้งเป้าให้ค่าฝุ่น PM 2.5 ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ปฏิบัติการบินโดรนแก้ฝุ่นละอองขนาดเล็กทั่วพื้นที่ กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการแก้ปัญหาระยะกลางและระยะยาว ผอ.ประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษ และ ทส. ต้องกำหนดมาตรการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายภูมิภาคอาเซียนปลอดหมอกควันภายในปี 2563 อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะควบคุมและป้องกันการเผาในที่โล่ง ป่าไม้และพื้นที่อนุรักษ์ รวมถึงติดตามตรวจสอบและรายงานความเข้มข้นของสารมลพิศอากาศอื่นๆ ที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพของประชาชน ไม่เฉพาะรายงานฝุ่นอันตราย โดยให้เป็นรายชื่อมลพิษเป้าหมาย ที่ถูกกำหนดขึ้นภายใต้ทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านกระทรวงสาธารณสุขต้องตั้งเป้าลดจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้เจ็บป่วยจากมลพิษทางอากาศ พัฒนาระบบเฝ้าระวังโรคที่สัมพันธ์กับการสัมผัสมลพิษทางอากาศ จะได้คาดการณ์จำนวนผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงในช่วงอายุต่างๆ ได้ ประเมินโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลในพื้นที่ระดับมลพิษสูงถึงการเตรียมพร้อมเผชิญเหตุ จากโรคและการเจ็บป่วย มีแผนรองรับและดูแลให้คำแนะนำผู้ป่วย รวมถึงติดตามดูการเปลี่ยนแปลงผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดจากการนำมาตรการลดพิษอากาศมาใช้ เช่น การเปลี่ยนชนิดน้ำมัน นอกจากนี้ สธ.ต้องมีบทบาทแจ้งเตือนเมื่อมลพิษระดับสูง ช่วยให้ผู้คนป้องกันและหลีกเลี่ยงการรับมลพิษทางอากาศได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และสภาอุตสาหกรรมยานยนต์ ต้องเดินหน้าแผนระยะยาวส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงสะอาดในภาคการขนส่ง ปรับปรุงมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เทียบเท่ายูโร 5 ปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ใหม่ตามมาตรฐานยูโร 6 เปลี่ยนรถโดยสาร ขสมก.ให้เป็นรถยนต์มลพิษต่ำ ส่งเสริมระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ ราคาสมเหตุสมผล ทั้งค่าบริการรถไฟฟ้า รถใต้ดิน นอกจากนี้ จะแก้ฝุ่นพิษได้ต้องปรับปรุงระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพ ด้านการใช้พลังงานมากขึ้น สนับสนุนประชาชนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปใช้ระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงรูปแบบการขนส่งสินค้าที่ประหยัดพลังงาน สุดท้ายสนับสนุนการใช้จักรยาน การเดิน รถยนต์ไฟฟ้า มีมาตรการส่งเสริมการขับขี่ที่ประหยัดเชื้อเพลิง หรือ Eco driving ซึ่งเป็นกระแสที่ทั่วโลกพยายามทำเพื่อลดมลภาวะทางอากาศ ซึ่งเป็นภัยคุกคามสุขภาพอย่างร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงาน ในการดำเนินงานแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ล่าสุด (วันที่ 2 ก.พ.) กระทรวงอุตสาหกรรมประชุมหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรม กอ.รมน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปผลมีมาตรการเร่งด่วนลดฝุ่นละออง ดังนี้ โรงงานในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ทั้งหมดประมาณ 2,500 แห่ง จะดำเนินโครงการ &amp;ldquo;Big Cleaning Day&amp;rdquo; ระหว่างวันที่ 4-6 กุมภาพันธ์ 2562 โดยการล้างทำความสะอาดพื้นที่โรงงาน ทำความสะอาด ปรับแต่งเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดปัญหาการปล่อยฝุ่นละออง PM 2.5&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โรงงานประมาณ 1,300 แห่ง ให้ความร่วมมือในการลดการปลดปล่อย PM 2.5 โดยบางส่วนจะหยุดการประกอบกิจการระหว่างวันที่ 4-6 กุมภาพันธ์ 2562 และบางส่วนจะลดกำลังการผลิต 30% ในช่วงกลางคืน นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม กอ.รมน. และ ทส. มีแผนงานตรวจโรงงานอุตสาหกรรมร่วมกันเพื่อป้องกันและควบคุมการระบายฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28185</URL_LINK>
                <HASHTAG>RightToCleanAir, กทม., กรมควบคุมมลพิษ, กรีนพีชเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ขออากาศดีคืนมา, ธารา บัวคำศรี, ฝุ่นพิษจากโรงงาน, มลพิษปลายปล่อง, มลพิษอากาศกรุงเทพ, แผนเร่งด่วนแก้ฝุ่นพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190203/image_big_5c5646bf9138d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
