<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119264</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2021 22:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  ดันรื้อใหญ่ กม.สิ่งแวดล้อม &#039;ติดดาบ&#039;ฟัน&#039;ผู้ก่อมลพิษ&#039;ไม่ให้ลอยนวล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีมติให้ปรับแก้ พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 หวังปิดช่องว่างและควบคุมการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชน กลุ่มนักวิชาการสิ่งแวดล้อมและนักกฎหมายต่างเห็นด้วยที่รื้อกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน &amp;nbsp;พร้อมคาดหวังจะเพิ่มประสิทธิภาพรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมและจัดการมลพิษที่เกิดขึ้นได้มากกว่ากฎหมายเดิม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้การแก้ไขเนื้อหากฎหมายสิ่งแวดล้อมดำเนินการแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา อย่างไรก็ตาม มีวงเสวนาออนไลน์เรื่อง &amp;ldquo;ถึงเวลาติดดาบกฎหมายสิ่งแวดล้อมหรือยัง?&amp;rdquo; &amp;nbsp;จัดโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กรมควบคุมมลพิษ เมื่อวันก่อน ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมร่วมจุดประกายการแก้กฎหมายสิ่งแวดล้อมให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหามลพิษที่คุกคามประชาชน &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีตั้งแต่ พ.ศ.2518 จากการก่อตั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นที่ปรึกษาให้รัฐบาล ต่อมาใช้มาตรการป้องกันนำมาใช้เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมีความยั่งยืน โดยมีการแก้กฎหมาย เพื่อนำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาใช้และมาตรการกำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมถึงให้อำนาจแก้ปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฉุกเฉิน &amp;nbsp;จากปัญหาช่องว่างมากมาย ปี 2535 &amp;nbsp;รัฐบาลมีนโยบายปรับปรุงการจัดการสิ่งแวดล้อมและให้จัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องมีกฎหมายรองรับ นำมาสู่การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ และเขียนกฎหมายขึ้นมาใหม่ เป็น พรบ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 &amp;nbsp;และปรับปรุงฉบับล่าสุดปี 2561
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ถึงเวลาต้องทบทวนและยกเครื่องใหม่ทั้งหมด เพราะกฎหมายใช้มาจะครบ 30 ปีในปีหน้า &amp;nbsp;ต้องปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากที่สุด หลักการสำคัญมี 3 ประการ คือ ป้องกันล่วงหน้า อย่างมาตรการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;การวางแผนและการกำหนดพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;ส่วนการเยียวยาควรยึดหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย &amp;nbsp;หากจะติดดาบเพิ่มเติมต้องอยู่ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังขาดมาตรการใส่ในกฎหมายอีกมาก เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ มาจากภาวะโลกร้อน &amp;nbsp;&amp;ldquo; นายพนัส กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ศ.ดร.อำนาจ &amp;nbsp;วงศ์บัณฑิต &amp;nbsp;อาจารย์ประจำสาขากฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมในภาพรวม มีหลายกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อดีตการบังคับใช้กฎหมายถือเป็นหน้าที่ของภาครัฐ เน้นจับปรับผู้กระทำผิด เพิกถอนใบอนุญาต เมื่อเกิดความเสียหายต่อธรรมชาติ แม่น้ำลำคลอง สภาพอากาศ &amp;nbsp;ไม่มีกฎหมายให้รัฐเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งได้ นอกจากเป็นความเสียหายในตัวอาคารโดยตรง &amp;nbsp; ที่ผ่านมา ประชาชนไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเฝ้ารอติดตาม ยิ่งถ้าผู้กระทำผิดมีเส้นสาย เรื่องจะเงียบหายไป ยกเว้นเป็นข่าวดังตามสื่อมวลชน แล้วยังพบปัญหาหน่วยงานเกี่ยงกันในการแก้ปัญหา &amp;nbsp;เส้นทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมพัฒนาขึ้นในปี 2535 ให้ประชาชนและรัฐฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ช่วง 3-4 ปีนี้ มีกฎหมายอีกหลายฉบับพัฒนา ไม่เน้นโทษอาญา แต่ใช้มาตรการทางแพ่งเยียวยาความเสียหาย เปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทมากขึ้น รวมถึง องค์กรเอกชนมีบทบาทขึ้น แต่ยังไม่สามารถฟ้องคดีได้ จนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และจัดตั้งศาลปกครอง ส่งผลดีประชาชนมีสิทธิอนุรักษ์ทรัพยากร มีการฟ้องคดีมากขึ้น ทั้งหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนศาลปกครองตีความผู้ที่มีอำนาจกว้างขวาง เป็นทิศทางที่ดี และเร่งรัดให้หน่วยงานรัฐไม่เฉื่อยดูแลปกป้องสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;&amp;ldquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.ดร.อำนาจ ระบุกฎหมายสิ่งแวดล้อมปี 2535 เป็นกฎหมายหลักวางกรอบดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อเกิดปัญหา พรบ.ฉบับเดียวไม่ได้ ต้องพึ่งกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานหลายฉบับ สิ่งที่พบหากมีกรณีที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานจะพบบางหน่วยงานไม่ดำเนินงานเต็มที่หรือถ่วงเวลา ทำให้การดำเนินคดีล่าช้า แม้ปัจจุบันมีคณะกรรมการประสานสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งดี แต่ทางปฏิบัติพบปัญหากฎหมายสิ่งแวดล้อมปี 2535 ดูผิวเผินเขาบอกมีอำนาจเด็ดขาด มีความหวังในการจัดการ แต่ดูลึกๆ เป็นภาพลวงตา เพราะกระทรวงทรัพย์ฯ &amp;nbsp;กรมควบคุมมลพิษ ไม่มีอำนาจแท้จริงจัดการปัญหา &amp;nbsp;ยกตัวอย่างปัญหามลพิษโรงงาน คพ.เหมือนผู้ประสานงานมากกว่า ประกอบกับมาตรฐานมลพิษไม่มีบทลงโทษ ไม่มีสภาพบังคับ ต่างจากกฎหมายประมง กฎหมายเดินเรือ น่านน้ำ มีบทลงโทษ จุดนี้ต้องแก้ไข ไม่มีอำนาจก็เหมือนเอาพระมาเทศน์ให้ผู้ประกอบการฟัง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจารย์กฎหมายสิ่งแวดล้อม บอกอีกว่า &amp;nbsp;ที่ผ่านมา การร่างกฎหมายที่แย่งอำนาจหรือตัดอำนาจหน่วยงาน จะถูกต่อต้าน หน่วยงานไม่เห็นด้วยจึงไปไม่รอด หนทางร่างกฎหมายให้รอด คือ ไม่ต้องแตะ อย่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมเป็นตัวอย่างไม่มีอำนาจที่แท้จริง ฉะนั้น ต้องติดดาบ โดยเฉพาะเรื่องมลพิษ &amp;nbsp;อีกจุดอ่อนหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมไม่มีอำนาจปิดสถานประกอบการ ทำให้ไม่มีความเกรงกลัว รวมถึงจะทำอย่างไรเพิ่มบทบาทองค์กรพัฒนาเอกชนให้อำนาจฟ้องคดีอาญาด้วย เพราะมีหลายคดีไม่คืบหน้า แต่การจะให้อำนาจต้องศึกษารายละเอียดให้รอบด้าน รวมถึงแก้กฎหมายให้ประชาชนมีสิทธิรับรู้สารอันตรายที่อยู่ใกล้บ้าน ต่างประเทศมี แต่บ้านเราไม่เกิด ห่วงประท้วง กังวลการเกิดขึ้นของสถานประกอบการ แต่นั่นคือ สิทธิของประชาชน ต้องติดดาบให้ประชาชนด้วย เห็นด้วยกับ ทส. เสนอให้มีกฎหมายคุ้มครองสภาพภูมิอากาศและโอนคดีสืบสวนด้านสิ่งแวดล้อมมาให้ ทส. สอบสวน ส่งให้อัยการ จะมีประสิทธิภาพดีขึ้น เพราะตำรวจไม่เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่นเดียวกับ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า &amp;nbsp;ทุกวันนี้ปัญหาฝุ่นละออง ขนาดเล็ก PM 2.5 ขยะ น้ำเสีย ยังเห็นอยู่ในประเทศไทย &amp;nbsp;ตั้งคำถามว่า กฎหมายสิ่งแวดล้อมปัจจุบันเข้าไปแก้ไขปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน อีกเรื่องสำคัญ คือ การรักษาสมดุล ปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานอนุมัติอนุญาตมาดูแลสิ่งแวดล้อมของสถานประกอบการ กฎหมายจะต้องผลักดันให้กระทรวงทรัพย์ฯ สามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมภายนอกสถานประกอบการมลพิษต่างๆ สามารถเข้าไปดำเนินการได้อย่างเบ็ดเสร็จ เป็นการ Check and Balance ระหว่างหน่วยงาน เราอยากให้กองทุนสิ่งแวดล้อมใช้ได้ทันทีเมื่อเกิดปัญหา ทำอย่างไรให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่มีอยู่ทั่วประเทศเข้มแข็ง ทุกวันนี้คุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นแค่ตัวเลขเชิงนโยบาย ไม่สามารถใช้บังคับได้ แหล่งกำเนิดมลพิษแต่ละประเภทอยู่ในกฎหมายหลายฉบับ ทำไมไม่เบ็ดเสร็จที่กลไกของกระทรวงทรัพย์ ฯ ทุกวันนี้ตรวจสอบไม่ได้เต็มที่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; อยากให้ทบทวนปัญหาสิ่งแวดล้อมซ้ำซากที่แก้ไม่ได้ &amp;nbsp; เพราะอะไร รวมถึงพื้นที่วิกฤตมลพิษ ต้องนำมาวิเคราะห์เพื่อนำสู่การปรับแก้ไขกฎหมายให้เหมาะสม หรือแม้กระทั่งการเกิดอุบัติเหตุโรงงานกิ่งแก้วระเบิดที่ผ่านมา สะท้อนระบบมีช่องว่างทั้งกฎหมายวัตถุอันตราย กฎหมายสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;กฎหมายปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ปัญหา &amp;ldquo; ดร.วิจารย์ ย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมพิษ สะท้อนปัญหาการใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมว่า ปัญหาหนัก คือ ผู้จงใจกระทำผิด ตั้งใจปล่อยมลพิษ ปล่อยกากของเสียวัตถุอันตราย &amp;nbsp;และน้ำเสียจากโรงงาน เป็นความเสียหายใหญ่ต่อทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟูยากและใช้งบประมาณมหาศาล กรณีมลพิษแปดริ้วเกิดความเสียหายเป็นหมื่นล้าน ล่าสุด ฟาร์มหมูราชบุรีน้ำเสียจากฟาร์ม ประชาชนทนทุกข์มากว่า 10 ปี สะสมมานาน ไม่ได้รับการแก้ไข หน่วยงานคุยแล้วกลับ ไม่แก้ไข&amp;nbsp;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; คพ.ถือกฎหมายสิ่งแวดล้อมเหมือนถือหมอนข้างไปไล่ตี เพราะไม่มีอำนาจ จะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทุกหน่วยงานต้องช่วยกันทำงาน การลุยแก้ปัญหามลพิษของ คพ. ขณะนี้ ถ้าเจ้าหน้าที่หน่วยงานใดไม่ทำ เราจะแจ้งความเอาผิดข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ &amp;nbsp;และไปช่วยประชาชนฟ้องศาลปกครอง และฟ้องแพ่ง เพื่อให้แก้ไขทันท่วงที &amp;nbsp;พิสูจน์ทราบ ตรวจสอบ ใช้กฎหมาย ใช้อำนาจทางปกครอง เพื่อหยุดการปล่อยมลพิษให้เร็วที่สุด เยียวยาประชาชนได้ทันท่วงที ต้องมีบทลงโทษสมน้ำสมเนื้อ นี่คือ กฎหมายในอนาคตที่อยากเห็น ต้องให้เกิดเร็วที่สุด เพราะผู้กระทำผิดรู้กฎหมาย ดื้อแพ่ง ประชาชนเดือดร้อน &amp;nbsp;กฎหมายต้องกระจายอำนาจให้พนักงานท้องถิ่นต้องทำ และหน่วยงานอื่นใช้ประโยชน์ได้ &amp;ldquo; อธิบดี คพ. กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มุมมอง &amp;nbsp;นายสมชาย อามีน นายกสมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้ฟ้องคดีให้ประชาชน เผยอุปสรรคการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมว่า การใช้กฎหมายเชิงป้องกันทุกวันนี้ต้องทำอีไอเอ เอชไอเอ เอชอีเอ ก่อนทำโครงการที่อาจกระทบสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันพบการทำรายงานไม่ตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ ชาวบ้านไม่เห็นด้วย เพราะมีการใช้ข้อมูลเท็จในรายงาน เมื่อรายงานผ่านการอนุมัติเกิดข้อสงสัย คัดค้าน &amp;nbsp;และฟ้องคดีต่อศาลปกครองเป็นอีไอเอที่ไม่ชอบ บางคดีศาลสั่งเพิกถอนรายงาน ผู้ประกอบการนำไปปรับปรุงและยื่นใหม่ ตนเห็นว่า รายงานที่ศาลปกครองมีคำสั่งเห็นตรงข้ามให้เพิกถอน ต้องลงไปดูคณะกรรมการที่ปรึกษา จะต้องขึ้นแบล็คลิสต์หรือมีบทลงโทษหรือไม่ นี่คือ ช่องว่างต้องปรับแก้ ถ้าอีไอเอโปร่งใสตรวจสอบได้ จะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ต้นเหตุ ที่ผ่านมาอีไอเอเป็นพิธีกรรมทางกฎหมายเท่านั้น ไม่มีการศึกษาอย่างแท้จริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกประเด็นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเยียวยา นายกสมาคมฯ บอกว่า &amp;nbsp;พบปัญหาประชาชนเข้าถึงกระบวนการนี้ยาก เพราะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี &amp;nbsp;มีการรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง ไม่สามารถใช้เงินจากกองทุนยุติธรรมหรือกองทุนสิ่งแวดล้อมเพื่อเรียกร้องเยียวยาได้ ที่ผ่านมา ชาวบ้านลงขันกันเอง ส่วนการขจัดมลพิษที่เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมเมื่อชาวบ้านร้องเรียนไปหน่วยงานเกี่ยวข้องเกิดมลพิษแพร่กระจายแหล่งน้ำสาธารณะ แทนที่หน่วยงานจะไปจัดการมลพิษก่อน กลับบอกยังไม่มีผู้กระทำผิด กฎหมายต้องแก้ไขว่า ถ้าเกิดมลพิษแล้ว หน่วยงานต้องขจัดมลพิษในพื้นที่ทันที เมื่อพิสูจน์ทราบแล้วว่าใครเป็นผู้ก่อมลพิษ ต้องไปไล่เบี้ยอีกที รวมถึงอำนาจในการคำนวณความเสียหายควรมีหน่วยงานกลางทำหน้าที่นี้ อีกประเด็นถ้าจะติดดาบกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้เพิ่มสิทธิชุมชน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; มีกรณีตัวอย่างชาวบ้านราชบุรีเรียกสินไหมทดแทนโรงงานรีไซเคิลขยะทิ้งของเสียสู่สาธารณะ ศาลแพ่งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมพบกระทำจริง ผมขอให้จำเลยขจัดมลพิษในพื้นที่เกษตรกรรมที่เสียหาย &amp;nbsp;ศาลยกคำขอเมื่อมีมลพิษกระจายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการขจัดมลพิษโดยตรงอยู่แล้ว &amp;nbsp;แต่ คพ.แจ้งกลับมามีหน้าที่ประสานงานให้โรงงานขจัดมลพิษ เพราะอำนาจตามกฎหมายไม่ชัดเจน &amp;nbsp;&amp;ldquo; &amp;nbsp;นายสมชาย กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนจะสร้างกฎหมายใหม่หรือรื้อใหญ่กฎหมายเดิม &amp;nbsp;รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ต้องตีโจทย์ว่าอะไรคือดาบ กฎหมายสิ่งแวดล้อมสากล ไม่ได้มีบทลงโทษสถานเดียว แต่มีมาตรการจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ &amp;nbsp; ต้องเป็นดาบที่มีศักยภาพทั้งบู๋และบุ๋น ให้รางวัลและลงโทษ &amp;nbsp;ต้องหวนไปดูที่มาของกฎหมายต้นน้ำ ถ้าแก้เลยที่กฎหมายปลายน้ำ ดาบนั้นจะทื่อ ซึ่งคำว่า &amp;ldquo;กฎหมายสิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; กว้างกว่า พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม 2535
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนรูปแบบการออกกฎหมาย รศ.ดร.คนึงนิจ บอกว่า จะเป็นการมีกฎหมายฉบับเดียวเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมครอบคลุมทุกเรื่อง คำถามคือ ไทยบูรณาการการแก้ปัญหาได้มั้ย หรือการออกกฎหมายเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเฉพาะเรื่อง มีตัวอย่าง การมี พรบ.น้ำ อีกรูปแบบเป็นการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อมเดิมที่ยังกระจายและไม่บูรณาการเป็นรายฉบับ ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ต้องมีเนื้อหาของกฎหมายสารบัญญัติ &amp;nbsp;มีการนำสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมมาบัญญัติให้ชัดเจน &amp;nbsp;สิทธิเชิงเนื้อหา สิทธิในสุขภาพ สิทธิในชีวิต และสิทธิเชิงกระบวนการ ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การบัญญัติรับรองสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมให้ชัดเจนในกฎมายระดับพระราชบัญญัติ การบูรณาการมิติสิ่งแวดล้อมกับมิติสุขภาพ ทุกวันนี้แค่ประสาน รวมถึงการยกระดับสู่การจัดการร่วม ระบบจัดการโดยรัฐและโดยชุมชน &amp;nbsp;รวมถึงต้องมีมาตรการสร้างแรงจูงใจควบคู่กับมาตรการบังคับลงโทษ &amp;nbsp;ถ้าบังคับอย่างเดียว ไม่มีประสิทธิภาพ ผู้กระทำผิดลอยนวลเต็มเมือง &amp;nbsp;ขาดความสมัครใจ

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ควรมีมาตรการและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ใช่แค่กองทุนหรือยกเว้นภาษีเครื่องจักร &amp;nbsp;เพิ่มภาษีอากรที่จัดเก็บเพิ่มสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;จัดเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการมลพิษ &amp;nbsp;ลดแรงจูงใจ นำเงินรายได้ไปบำบัดมลพิษ มีการประกันความเสี่ยงความเสียหายต่อระบบนิเวศ พร้อมมาตรการอุดหนุนกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ย้ำการมีกองทุน โยเฉพาะกองทุนที่พึ่งพางบประมาณแผ่นดินอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะขาดความคล่องตัวในการบริหารจัดการ งบไม่พอ ไม่ทันต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อม ขาดความต่อเนื่อง &amp;nbsp;มีตัวอย่างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุน สสส. &amp;ldquo; &amp;nbsp;รศ.ดร.คนึงนิจ ให้ภาพชัดๆ จะใส่มาตรการอะไร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนสูง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจุฬาฯ บอกว่า ไทยต้องการกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่สามารถรองรับความซับซ้อนสูงได้ เป็นปัญหาภูเขาน้ำแข็ง เพราะเรามีปัญหาเชิงโครงสร้างและกฎหมายกระจัดกระจาย จะต้องมีกลไกกำกับดูแลการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ต้องบูรณาการและมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;มีองค์กรหลักมีหน้าที่ครอบคลุม ลดจุดอ่อนระบบสั่งการจากการประชุมในรูปคณะกรรมการใต้กฎหมายกระจัดกระจาย &amp;nbsp;บูรณาการการทำงานเชิงระบบ &amp;nbsp;สร้างความร่วมมือภาครัฐกับประชาสังคม การกระจายอำนาจจัดการทรัพยากรให้ท้องถิ่นต้องไปพร้อมความรู้ งบประมาณ กฎหมายยังขาดการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ระบบราชการไทยยังต้องการการปฏิรูปและรื้อระบบ เฉพาะสองกรมภายใต้กระทรวงเดียวกัน แต่ทำงานที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน กรมที่มีชื่อกับภารกิจไม่ตรงชื่อ ผิดฝาผิดตัว หากรูปแบบ เนื้อหา โครงสร้าง ที่ชัดเจน จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ดาบนั้นจะไม่คืนสนอง

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนข้อเสนอจาก นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่กำลังหยิบยกกันอย่างแข็งขัน จะตอบสนองความต้องการชาวบ้านได้ เพราะกฎหมายสิ่งแวดล้อมจะเป็นกลไกช่วยเหลือประชาชนได้ทันต่อวิกฤต สถานการณ์ปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะหน้า และมีปัญหาอีเอไอและอีเอชไอเอที่คชก.อนุมัติ ไม่สามารถนำมาปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมจากโครงการที่สร้างผลกระทบต่อชุมชน &amp;nbsp;ปัจจุบันมีจำนวนคดีสู่ศาลปกครองล้นมือ อยากเห็นการแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อมในอนาคตที่ให้เครื่องมือกรมควบคุมมลพิษจัดการปัญหาเด็ดขาด ตั้งแต่ขั้นตอนรวบรวมข้อเท็จจริง นำคดีขึ้นสู่ศาลอย่างรวดเร็ว มีกำหนดเวลาชัดเจน ทำหน้าที่เหมือนตำรวจรักษาปกป้องสิ่งแวดล้อมทุกประเด็น &amp;nbsp;เป็นความคาดหวังที่ประชาชนที่ทุกข์ร้อนอยากเห็นเป็นรูปธรรม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119264</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายสิ่งแวดล้อม, ปัญหาฝุ่นPM2.5, มลพิษอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211009/image_big_6161b420c55d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
