<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99909</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 10:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กมธ.สภาฯแก้กฎหมายพนันรอบ86ปี! เพิ่มโทษหนักปราบออนไลน์-ใต้ติน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เม.ย. 64 - นายพงศธร จันทรัศมี ผู้จัดการโครงการ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ในฐานะที่ปรึกษาคณะทำงานพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาบ่อนการพนันและการพนันออนไลน์&amp;nbsp; ในคณะกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฏร เผยผลความคืบหน้าการศึกษาเพื่อปรับปรุงกฎหมายการพนันของไทยให้มีประสิทธิภาพ สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันว่า ทางคณะทำงานฯ ได้เสนอแนวทางการยกเครื่องกฎหมายการพนันในลักษณะ&amp;nbsp; &amp;ldquo;New LAW For New Normal&amp;rdquo;&amp;nbsp; เพื่อกำกับดูแล 8 สถานการณ์ปัญหาการพนัน พร้อมเสนอ 6 แนวทางยกระดับกฏหมายให้เข้มข้นครอบคลุม หลังพบประเทศไทยไม่เคยมีการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการพนันมานานถึง 86 ปี หรือกว่า 7 ทศวรรษ นับตั้งแต่ พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 ซึ่งเป็นกฎหมายการพนันอย่างเป็นทางการ ฉบับที่ 2 ของไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงศธร กล่าวว่า 8 สถานการณ์ปัญหาการพนันที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ คือ 1.การพนันล้อมบ้านล้อมเมือง ทั้งใต้ดิน บนดิน ออฟไลน์ และออนไลน์ 2.กฏหมายและกลไกกำกับดูแลควบคุมล้าหลังไม่ทันสถานการณ์ 3.บทลงโทษน้อย ปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท และส่วนมากถูกตัดสินเป็นคดีลหุโทษ ส่งผลให้ไม่เกิดความเกรงกลัว 4.ขาดแรงจูงใจเชิงรุกให้กับเจ้าพนักงานและประชาชนผู้แจ้งเบาะแส&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้การพนันผิดกฏหมายระบาดหนักหนัก&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.กลไกการกำกับดูแลบังคับใช้กฏหมายแยกกันทำ และดำเนินการเชิงรับมากกว่า 6.ขาดระบบติดตามนโยบายแก้ไขปัญหาการพนันอย่างต่อเนื่อง ตรงจุด เฉพาะพื้นที่ 7.ไม่มีกลไกป้องกัน สร้างความตระหนัก ขาดระบบพัฒนาการวิจัยปัญหาพนันระดับชาติ รวมถึงการช่วยเหลือด้านสุขภาพของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพนันอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; และ 8.ยังไม่มีระบบ&amp;nbsp; มาตรการ กลไก ที่รองรับการจัดการการพนันชนิดใหม่ๆ&amp;nbsp; ที่อาจนำไปสู่การพนันที่อนุญาตหรือไม่อนุญาตในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ 6 แนวทางเพื่อยกเครื่องการจัดการปัญหาพนันในประเทศไทย ทางคณะทำงานฯ เห็นควรว่า 1.ต้องมีกฏหมายพนันฉบับใหม่ โดยโครงสร้างของกฎหมายต้องกำหนดคำนิยาม และลักษณะการพนัน ให้รองรับการตีความประเภทการพนันที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงมีระบบการจัดการกำกับควบคุมการพนัน การช่วยเหลือเยียวยา และบทลงโทษที่ทันสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์ 2.เพิ่มบทลงโทษให้หนักขึ้นอย่างครอบคลุม&amp;nbsp; ทั่วถึง และสอดคล้องกับบริบทประเทศไทย&amp;nbsp; เช่น พิจารณาบทลงโทษผู้เล่นตามลักษณะของขนาดการเล่นการพนัน ขณะที่เจ้ามือหรือผู้จัดให้มีการเล่นต้องรับโทษหนักขึ้น&amp;nbsp; รวมถึงผู้เชิญชวนทางออนไลน์ และมีค่าปรับเป็นวงเงินร้อยละ 10 ของการเล่นพนันวงนั้นๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.มีกองทุนช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากการพนัน และกองทุนพัฒนางานวิจัยที่เกี่ยวกับพนันในทุกมิติ&amp;nbsp; อีกทั้งยังต้องเพิ่มการรณรงค์ ส่งเสริมมาตรการป้องกัน และมาตรการปราบปรามการพนัน 4.มีมาตรการจูงใจและการทำงานเชิงรุกในการแจ้งเบาะแสจับกุมผู้กระทำความผิดการพนันที่ผิดกฏหมาย เช่น ผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับรางวัลนำจับจำนวนกึ่งหนึ่ง ของค่าปรับผู้กระทำความผิดการพนันในครั้งนั้น 5.มีกลไกการบูรณาการมาตรการ การบังคับใช้กฏหมาย&amp;nbsp; รวมถึงนโยบาย พร้อมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อปรับปรุงแก้ไขปัญหาพนันในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; และ 6.มีกลไกในการกำกับดูแล อนุญาต และควบคุมการพนันที่ได้รับอนุญาตและที่ไม่ได้รับอนุญาต&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัด โดยความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สิ่งที่น่ากลัวไม่น้อยไปกว่าสถานการณ์โควิด 19 ระบาดระลอกใหม่ คือ ปัญหาพนันในสังคมไทยที่เฟื่องฟูขึ้นทุกครั้งเมื่อมีการเวิร์กฟอร์มโฮม หรือต้องเรียนออนไลน์ที่บ้าน ล่าสุดแม้แต่ในโรงพยาบาลสนามสถานที่กักตัวผู้ติดเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 ยังมีการรวมตัวตั้งวงไพ่ จึงเชียร์ให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผลักดันให้เกิดการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายพนันฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จ&amp;nbsp; ในส่วนของ มสช.มองว่าธุรกิจการพนันเป็นธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อสังคม ผู้เล่นการพนันมีโอกาสเป็นโรคติดพนัน ซึ่งเป็นโรคทางจิตเวช และนำไปสู่ผลกระทบด้านสุขภาพจิตอื่นๆ&amp;nbsp; โดยเฉพาะเยาวชน&amp;nbsp; หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เล่นการพนันโดยขาดการดูแลควบคุม และเล่นการพนันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เด็ก ก็จะทำให้เขาขาดวุฒิภาวะและเป็นช่องทางไปสู่การเป็นอาชญากรเพื่อใช้หนี้พนันในอนาคตได้ ที่สำคัญต้องมีระบบช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพนัน เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้ประชาชนเป็นโรคติดพนันอย่างยั่งยืนสืบไป&amp;rdquo; ผู้จัดการโครงการ มสช. ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99909</URL_LINK>
                <HASHTAG>พงศธร จันทรัศมี, พนัน, มสช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607cf414ca8fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57796</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2020 14:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2020 14:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลวิจัย ชี้เด็กเล่นเกมออนไลน์รุนแรง ต้นทางก่อเกิด&quot;อาชญากร&quot;ในอนาคต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
เมื่อวันที่20 ก.พ.63- มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) สมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ร่วมกับภาคีเครือข่ายประกอบด้วย กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) &amp;nbsp;และ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดเวทีเสวนาสาธารณะ &amp;ldquo;ความรุนแรง และการพนันในเกมออนไลน์&amp;rdquo; โดยมี นายไมตรี อินทุสุต อดีตปลัด พม. ในฐานะ ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนในการใช้สื่อออนไลน์ ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อารณีย์ วิวัฒนาภรณ์ รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม ม.รังสิต กล่าวว่า &amp;nbsp;มีงานวิจัยด้านอาชญาวิทยาในประเทศไทยที่ศึกษาและพบว่าเด็กที่เล่นเกมรุนแรงสะสมมาเรื่อยๆส่วนใหญ่มีแนวโน้มเป็นอาชญากรได้ในอนาคต เพราะเด็กจะซึมซับความรุนแรงอยู่ในจิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว &amp;nbsp;เสพติดการเอาชนะ เสพติดการมีตัวตนบนโลกออนไลน์ เมื่อมาอยู่ในสังคมแห่งความจริง และเจอใครที่ขัดขวางพฤติกรรมดังกล่าว ก็จะเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง ยิ่งถ้าหากมีกลุ่มเพื่อนที่มีพฤตินิสัยคล้ายคลึงกัน การตอบโต้ก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยตัวเด็กมองว่าการตอบโต้ หรือกระทำรุนแรงนั้นเป็นเรื่องปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัจจัยไม่ใช่แค่ความรุนแรงในเกมออนไลน์อย่างเดียว อีกสิ่งที่ต้องมองประกอบกันคือภูมิหลังของครอบครัว หรือการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ผู้ปกครองด้วย &amp;nbsp;หลายครอบครัวเลี้ยงลูกด้วยเทคโนโลยี ขาดการเอาใจใส่ ไม่ปลูกฝังวินัยให้เด็ก เวลาเกิดปัญหารุมเร้าชีวิตเมื่อโตขึ้น จึงมักแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงตามที่ได้ซึมซับมา ซึ่งทางแก้ไขในเรื่องนี้ผู้ปกครองต้องหันมาใส่ใจบุตรหลาน และสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวให้เกิดขึ้น เน้นการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และปลูกฝังหลักคิดทักษะการใช้ชีวิตที่ถูกที่ควรให้ลูกของตัวเอง&amp;rdquo; ดร.อารณีย์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า เกมและการพนันออนไลน์ในปัจจุบันเป็นไปในลักษณะเข้าถึง ติดง่าย ฝังลึกถึงยีน สามารถสืบทอดต่อถึงลูกหลาน แล้วครอบครัวคนไทยในอนาคตในยุค 10 จี จะเหลืออะไร เพราะทุกวันนี้แค่ยุค 5 จี พ่อแม่ลูกก็เอามือถือเข้านอนไปด้วยกัน ขณะที่การจัดเรตติ้งเกมออนไลน์ก็เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงและไม่กฏหมายเอาผิด ทั้งๆ ที่ส่วนมากเป็นเกมต่อสู้รุนแรง ทำลายล้าง เช่น เกมฆ่าแขวนคอ และหากเก็บแต้มได้สามารถเอาไปเที่ยวซ่องเสมือนจริงในเกม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกมสำหรับผู้เล่นอายุ 20 ปีขึ้นไป แต่กลับพบเด็กประถมศึกษาปีที่ 5-6 เข้าไปเล่นได้เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เหตุการณ์กราดยิงที่เกิดขึ้นในสังคม เชื่อว่าเป็นผลมาจากสมองส่วนคิดชั้นสูงชัตดาวน์ เหลือสมอง 2 ส่วน คือสมองส่วนอารมณ์และสัญชาติญาณที่จำพฤตินิสัยในชีวิตมาทำงาน ถ้าชอบเล่นเกมออนไลน์รุนแรง เขาก็จะเอาสมอง 2 ส่วนที่เหลือที่ซึมซับเกมรุนแรงมาใช้แก้ไข การเล่นเกมรุนแรงยังเป็นการเสพติดฮอร์โมนโดพามีน ที่ส่งผลทำให้พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง กล้าได้กล้าเสีย เพิ่มขึ้น 3-5 เท่า และไปกดสมองส่วนคิดชั้นสูงที่ช่วยสร้างวุฒิภาวะซึ่งเปรียบกับเบรกเกอร์เสีย&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนทางแก้ปัญหา รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวว่า &amp;nbsp; รัฐต้องให้ความสำคัญและส่งเสริมพลังบวกให้กับสังคมด้วย &amp;nbsp;ทั้งด้าน Protection และ Promotion ที่ต้องเสริมในระบบนิเวศน์ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ฯลฯ เช่น ดูแลบุตรหลานให้ห่างไกลเกมออนไลน์รุนแรง ทำอย่างไรให้เด็กได้เป็นฮีโร่ในพื้นที่จริงอย่างในโรงเรียน ในบ้าน ในชุมชน แทนโลกเสมือนในเกมออนไลน์ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายธาม เชื้อสถาปนศิริ อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็ก และครอบครัว ม.มหิดล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในเกมออนไลน์มีภาพตัวแทนที่สนับสนุนความก้าวร้าวรุนแรง ได้แก่ 1.ภาพที่น่าหลงไหลของผู้กระทำผิด 2.แรงจูงใจหรือเหตุผลที่กระทำความรุนแรง 3.การแสดงให้เหตุอาวุธ 4.ความรุนแรงที่ดูสมจริง 5.ความรุนแรงที่ได้รับรางวัลและไม่โดนลงโทษ 6.ผลกระทบที่ตามมาของความรุนแรง และ 7.ความรุนแรงที่ทำให้กลายเป็นเรื่องตลก นอกจากนี้ เกมออนไลน์โดยเฉพาะในกลุ่มเกมอี-สปอร์ต ยังไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้เล่นนั้น แต่ถูกออกแบบมาให้ตอบสนองความต้องการทางจิตวิททยาและสังคม คือการมีตัวตนในเชิงอุดมคติ การกระทำในสิ่งที่โลกจริงไม่สามารถกระทำได้ ความรู้สึกของการถูกยอมรับที่ไม่มีอคติทางสังคม และการตอบสนองความพึงพอใจ จนผู้เล่นเสพติดในที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธาม กล่าวต่ออีกว่า ส่วนมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงและการพนันในเกมออนไลน์ที่อยากให้เกิดขึ้น คือ 1.นโยบายการปราบปรามที่ยังจำเป็นอยู่ 2.การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเกมออนไลน์ในเชิงสร้างสรรค์ 3.การจัดเรตติ้งเกมที่ยังคงต้องมี โดยเป็นการจัดเรตติ้งที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย ไม่ใช่เรตติ้งจากประเทศผู้ผลิตและไทยไม่มีกฎหมายรองรับบังคับใช้ 4.การควบคุมอายุผู้เล่น รวมถึงการเข้าถึงซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือที่ต้องใส่บัญชีหลักฐานว่าเด็กเป็นผู้ใช้จริงไม่ใช่ใช้ซิมการ์ดพ่อแม่เข้าเล่นเกม 5.สามารถตรวจสอบซ้ำสำหรับเกมที่ผ่านการอนุมัติแล้ว เนื่องจากเกมออนไลน์มีการพัฒมนาเนื้อหาเวอร์ชั่นใหม่อยู่เรื่อยๆ หากพบไม่เหมาะสมก็สามารถเซ็นเซอร์หรือแบนเกมนั้นๆ ได้ 6.ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 7.ให้หน่วยงานอย่าง กสทช.ออกแนวปฏิบัติสำหรับการทำการตลาดและโฆษณาของเกมออนไลน์ &amp;nbsp;8.มีมาตรการผ่านระบบภาษี ที่ต้องให้บริษัทต่างชาติเจ้าของเกมมาร่วมรับผิดชอบ 9.รัฐต้องส่งเสริมการเท่าทันสื่อให้สังคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพงศ์ธร จันทรัศมี ผู้จัดการโครงการ มสช. กล่าวว่า ข้อเสนอบนเวทีเสวนาวันนี้ ทาง มสช.และภาคีเครือข่ายจะนำไปกลั่นกรองอีกครั้งก่อนเสนอต่อรัฐบาล โดยจะเน้นใน 4 ประเด็นหลัก คือ 1.รัฐต้องหาหน่วยงานเจ้าภาพในการดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเนื้อหาในเกมออนไลน์ที่มีความสุ่มเสี่ยง 2.กำหนดเนื้อหาเกมออนไลน์ที่เป็นอันตรายต่อสังคม เช่น เกมเกี่ยวกับการใช้ปืนทำลายล้าง เพราะในสังคมไทยปืนหาซื้อได้ง่าย เป็นต้น 3.ผลักดันให้การจัดเรตติ้งเกมออนไลน์ตามบริบทของสังคมไทยเกิดขึ้นได้จริง และมีกฎหมายรองรับบังคับใช้ และ 4.รัฐควรตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาและอัพเดตเกี่ยวกับข้อควรระวังของเกมออนไลน์แก่ผู้ปกครองและเยาวชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่การห้ามเล่นเกมออนไลน์ แต่เรากำลังหาทางว่าหากจะเล่น ควรเล่นอย่างไรให้ตัวเองปลอดภัย และสังคมปลอดภัย ไม่ให้เด็กและเยาวชนของเรากลายเป็นอาชญากรในอนาคต เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความรุนแรงและการพนันในเกมออนไลน์เชื่อมโยงไปถึงการก่อเหตุอาชญากรรมในสังคมได้ &amp;nbsp;&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57796</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความรุนแรงเกมพนันออนไลน์, มสช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200221/image_big_5e4f81c3baa99.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2019 18:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2019 18:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>17องค์กรขับเคลื่อนแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนของเด็กไทย หลังพบเสียชีวิตวันละ9ราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 &amp;nbsp;ส.ค.62- มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ร่วมกับ สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จัดงาน &amp;ldquo;Pathway to the Future เส้นทางสู่อนาคตที่ปลอดภัยของเด็กและเยาวชน&amp;rdquo; พร้อมลงนาม ประกาศเจตนารมณ์เพื่อการขับเคลื่อนความร่วมมือความปลอดภัยทางถนนสำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชน ร่วม 17 องค์กร อาทิ &amp;nbsp;มสช. สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย สถาบันยุวทัศน์-แห่งประเทศไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมการขนส่งทางบก กรมกิจการเด็กและเยาวชน กรมควบคุมโรค สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สกอ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยการบาดเจ็บในเด็ก Save the Children องค์กรช่วยเหลือเด็กประจำประเทศไทยฯลฯ โดยได้รับเกียรติจาก นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมช.สธ.) เป็นประธานลงนามประกาศเจตนารมณ์ พร้อมกับมีการสัมมนาวิชาการระดับชาติ ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 14หัวข้อ &amp;ldquo;เดิน ขี่ ขับ ไป-กลับ ปลอดภัย&amp;rdquo; &amp;nbsp; ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ มีผู้สนใจเข้าร่วมฟังจำนวนมาก&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพงศ์ธร จันทรัศมี &amp;nbsp;จากมสช. &amp;nbsp;กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนกำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญที่สร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก โดยทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้ปี พ.ศ. 2554-2563 เป็นทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน (Decade of Action for Road Safety) ตามปฏิญญามอสโก และเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกให้ความสำคัญและผลักดันเรื่องความปลอดภัยทางถนน โดยกำหนดเป้าหมายลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนลงร้อยละ 50 ภายในปี 2563 ในส่วนของประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อประเด็นนี้เช่นกัน โดยรัฐบาลประกาศให้ พ.ศ. 2554-2563 &amp;nbsp;เป็นทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนนด้วย แต่ปัจจุบันยังพบว่าการบาดเจ็บทางถนน และคงห่างไกลจาก เป้าหมายลดจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนลงครึ่งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ซึ่งอ้างอิงสถิติขององค์การสหประชาชาติ (WHO) พบว่า ในปี 2559 ไทยมีอีตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน สูงถึง 22,491 ราย หรือเท่ากับ 60 คน/วัน &amp;nbsp; ร้อยละ 75 ของผู้เสียชีวิตเป็นผู้ใช้รถจักรยานยนต์ 2 ล้อ และ 3 ล้อ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 15-29 ปี &amp;nbsp;ขณะที่ จำนวนรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นจาก 19 ล้านคัน เป็น 20 ล้านคันในระยะเวลา 4 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; WHO ยังระบุในรายงานของเขาอีกว่า ไทยมีกฎหมายและมาตรการส่งเสริมความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนครบใน 5 ด้าน ได้แก่ ความเร็ว เมาแล้วขับ หมวกนิรภัย เข็มขัดนิรภัย และห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในระหว่างขับรถ แต่กลับพบว่ามีข้อจำกัดในการส่งเสริมสร้างความความตระหนักของผู้ใช้รถใช้ถนน &amp;nbsp;และการบังคับใช้กฎหมาย เห็นได้จากอัตราการสวมหมวกนิรภัยของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ในประเทศ ปี 60 ของมูลนิธิไทยโรดส์ พบว่าเด็กไทยที่ซ้อนท้ายจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยเพียงร้อยละ 7 เท่านั้น ส่วนกลุ่มวัยรุ่นที่ขับขี่จักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยเพียงร้อยละ 18 เท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพงศ์ธร กล่าวต่ออีกว่า ข้อมูลสถานการณ์และปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายในข้างต้น ทำให้ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรสาธารณประโยชน์ รวมถึงเครือข่ายเด็กและเยาวชน ห่วงกังวลในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จึงรวมตัวเป็น เครือข่ายความร่วมมือเพื่อความปลอดภัยทางถนนสำหรับเด็กและเยาวชน พร้อมประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนในการสร้างความตระหนัก การเรียนรู้ และการบังคับใช้กฎหมายส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน ในกลุ่มเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.จัดให้มีทางเลือกในการเดินทางเพื่อทดแทนการขับขี่รถจักรยานยนต์ ด้วยการจัดให้มีรถรับส่งนักเรียน และพัฒนาการขนส่งสาธารณะให้ทั่วถึงและมีมาตรฐาน กรณีบ้านอยู่ใกล้สถานศึกษา ควรส่งเสริมการขี่รถจักรยานหรือเดินไปเรียน ทั้งนี้ หากต้องขับขี่ด้วยรถจักรยานยนต์ ต้องใช้หมวกนิรภัยในการขับขี่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.สนับสนุนให้มีการเรียนรู้ตั้งแต่ปฐมวัย เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อนุบาล และต่อเนื่องไปทุกช่วงวัย ทั้งในด้านแนวคิด การรับรู้ความเสี่ยง และทักษะการขับขี่ โดยเด็กและเยาวชนต้องผ่านหลักสูตรด้านกฎหมายและการใช้ถนน ก่อนได้รับใบขับขี่อย่างเคร่งครัด พร้อมผลักดันการขับเคลื่อนแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน และมีการติดตามอย่างเป็นรูปธรรม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ผลักดันการขับเคลื่อน &amp;quot;วาระความปลอดภัยทางถนนของเด็กเยาวชน&amp;quot; และมีการติดตามอย่างเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทางเครือข่ายความร่วมมือฯ จะร่วมกันขับเคลื่อนประกาศเจตนารมณ์ข้างต้น โดยจะให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปีแรกที่ดำเนินงาน และน่ายินดีที่ รมช.ศธ. รับปากนำประกาศเจตนารมณ์ในวันนี้ เข้าหารือกับคณะรัฐมนตรีเร็วๆ นี้ &amp;nbsp;เนื่องจากเห็นว่าตัวเลขเยาวชนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุยังสูงอยู่ &amp;rdquo; ตัวแทนจากมสช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์โลกด้านความปลอดภัยทางถนนประจำปี 2561 ของ WHO ยังพบด้วยว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนการเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก หรือร้อยละ 74.4 โดยพบว่าเป็นเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนประมาณ 3,300 คนต่อปี หรือเฉลี่ย 9 คน/วัน ในกลุ่มนี้เป็นเยาวชนอายุ 15-19 ปี บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์มากที่สุด สาเหตุส่วนใหญ่มากจากการไม่สวมหมวกนิรภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ผลการสำรวจความเชื่อและสถานการณ์ต่ออุบัติเหตุในประเทศไทย จากตัวอย่างกลุ่มประชากรเด็กและเยาวชนในช่วงอายุ 10-25 ปี ทั่วประเทศไทย 1,151 คน ช่วงอายุ 16-20 ปี มากที่สุดร้อยละ 81.6 ที่ทางสถาบันยุวทัศน์ฯจัดทำขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า เยาวชนทราบว่าการไม่สวมหมวกนิรภัยเป็นสาเหตุที่ทำให้ได้รับบาดเจ็บขั้นรุนแรงและอาจเสียชีวิตได้สูงถึงร้อยละ 95.7 แต่กลับใส่สวมหมวกนิรภัยเวลาใช้จักรยานยนต์ &amp;nbsp;บางครั้งสูงที่สุดร้อยละ 65.5 และไม่ใส่เลยร้อยละ 7.3 ส่วนสาเหตุที่ไม่ใส่เพราะเห็นว่าระยะทางใกล้ร้อยละ 75.6 และคิดว่าไม่น่าเกิดอุบัติเหตุร้อยละ 4.9 ขณะที่อัตราเกิดอุบัติเหตุกับตัวเองจากกรณีรถจักรยานยนต์ล้ม /ลื่นไถลมากที่สุดร้อยละ 26.2 บาดเจ็บจากอุบัติเหตุขั้นสาหัสร้อยละ 5.4 พร้อมกันนี้เรียกร้องให้ภาครัฐและองค์กรเอกชนเข้ามาช่วยแก้ปัญหาอุบัติเหตุมากถึงร้อยะ 58&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การบาดเจ็บและเสียชีวิตนี้ ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติในหลาย ๆ ด้าน เช่น สูญเสียกำลังคนที่จะเติบโตมาพัฒนาประเทศ และอาจลุกลามไปถึงขั้นส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้น การรักษาชีวิตของเด็กและเยาวชนในฐานะผู้ร่วมใช้รถใช้ถนนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมดำเนินการ โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักรู้ให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้อุปกรณ์นิรภัย และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้ใช้รถใช้ถนน ให้เป็นไปในแบบได้คุณภาพมาตฐาน โดยทางสถาบันฯ จะเน้นสร้างความตระหนักในกลุ่มนักเรียนอาชีวศึกษาทั่วประเทศเป็นกลุ่มแรก และทำเป็นแผนระยะยาว 5 ปี เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ใช้รถจักรยานยนต์มากที่สุด&amp;rdquo; เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์ฯกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ &amp;nbsp;นายธนวัฒน์ พรหมโชติ รองประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ปัจจุบันองค์กรหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และภาคเอกชน ให้ความสนใจในเรื่องนี้ &amp;nbsp;นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้ามาเป็นหนึ่งพลังร่วมแก้ไขปัญหา &amp;nbsp;จะสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติไปในทิศทางเชิงบวกได้ และจะกลายเป็นฐานที่เข้มแข็งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;shy;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ธงที่ตั้งไว้จากการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในครั้งนี้ คือ 1.ประเทศไทยจะต้องมีเครือข่ายเด็กและเยาวชนเพื่อความปลอดภัยทางถนนอย่างน้อยหนึ่งเครือข่าย 2.ข้อเสนอนโยบายเพื่อความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มเด็กและเยาวชนถูกน่าเสนอต่อนายกรัฐมนตรีหรือผู้แทน 3.สร้างแกนนำเด็กและเยาวชนที่มีความรู้ความเข้าใจต่อสถานการณ์และนโยบายถนนปลอดภัยในกลุ่มเด็กและเยาวชนให้ได้ 200 คน &amp;nbsp;และ 4.เครือข่ายเด็กและเยาวชนที่เกิดขึ้นนั้นสามารถวางแนวทาง แผนการขับเคลื่อนนโยบาย และมาตรการการเสริมสร้างความปลอดภัยทางถนนได้เอง&amp;rdquo; รองประธานสภาเด็กและเยาวชนฯ&amp;quot;กล่าวทิ้งท้าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43021</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพงศ์ธร จันทรัศมี, มสช., อุบัติเหตุบนถนน, อุบัติเหตุบนท้องถนนของเด็กและเยาวชนไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190808/image_big_5d4c06efea58f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
