<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86214</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2020 18:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2020 20:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> งาน ‘มหกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตะวันตก’ ที่ จ.อุทัยธานี   ‘ดิน..คือชีวิต  น้ำ..คือสายเลือด  ป่า..คือพลัง’ และการสถาปนาพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ชาวกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์ อ.ห้วยคต&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จ.อุทัยธานี / ระหว่างวันที่ 7-9 ธันวาคมนี้&amp;nbsp; มีการจัดงาน &amp;lsquo;มหกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตะวันตก&amp;rsquo;&amp;nbsp; และพิธีสถาปนาพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ&amp;nbsp; ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์หรือภูเหม็น ต.ทองหลาง&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ภาคตะวันตก 6 จังหวัด&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; เพชรบุรี&amp;nbsp; ราชบุรี&amp;nbsp; กาญจนบุรี&amp;nbsp; สุพรรณบุรี&amp;nbsp; และอุทัยธานี&amp;nbsp; พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนประมาณ 400 คนเข้าร่วมงาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อเป็นชาติเชื้อไทย ?

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อยู่อาศัยมาแต่ดั้งเดิมหรืออพยพเข้ามาในภายหลังไม่ต่ำกว่า 70 ชาติพันธุ์&amp;nbsp; รวมประชากรประมาณ&amp;nbsp; 6.1 ล้านคน&amp;nbsp; (ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ) เช่น&amp;nbsp; กะเหรี่ยง อาข่า&amp;nbsp; ม้ง&amp;nbsp; มอญ&amp;nbsp; ลาหู่&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลัวะ&amp;nbsp; เย้า&amp;nbsp; ไทใหญ่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ไท&amp;nbsp; กะเลิง&amp;nbsp; ญ้อ&amp;nbsp; กูย&amp;nbsp; ชาวเล&amp;nbsp; มันนิ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มีภาษาพูด&amp;nbsp; ประเพณี&amp;nbsp; วัฒนธรรมเป็นของตนเอง&amp;nbsp; แต่กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ&amp;nbsp; เหล่านี้บางส่วนไม่ได้รับการรับรองสิทธิต่างๆ&amp;nbsp; เหมือนกับคนไทยทั่วไป&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไม่ได้รับรองสถานะว่าเป็นคนไทย&amp;nbsp; ไม่มีบัตรประชาชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้เข้าไม่ถึงระบบสวัสดิการขั้นพื้นฐานจากรัฐ&amp;nbsp; ด้านการรักษาพยาบาล&amp;nbsp; การศึกษา &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นอกจากนี้สังคมทั่วไปยังไม่เข้าใจวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ&amp;nbsp; จึงมองพวกเขาว่าเป็นคนป่า&amp;nbsp; คนดอย&amp;nbsp; ชอบบุกรุกป่าไม้&amp;nbsp; ทำลายป่า&amp;nbsp; ทำลายแหล่งต้นน้ำ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เหล่านี้ขาดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม&amp;nbsp; ประเพณี&amp;nbsp; และภูมิปัญญาของตนเอง&amp;nbsp; รวมทั้งยังได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตพื้นที่ป่า&amp;nbsp; เขตอุทยานแห่งชาติ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ทับซ้อนที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน&amp;nbsp; ทำให้พวกเขาต้องถูกจับกุมดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ป่าไม้, พ.ร.บ.อุทยานฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;อย่างไรก็ดี&amp;nbsp; ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน&amp;nbsp; ได้ร่วมกันสนับสนุนให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เหล่านี้&amp;nbsp; ฟื้นฟูภูมิปัญญา&amp;nbsp; วิถีชีวิต&amp;nbsp; วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งสนับสนุนการรวมกลุ่มกันเพื่อเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐาน&amp;nbsp; รวมทั้งการต่อสู้ด้านกฎหมายและคดีความต่างๆ&amp;nbsp; จนรัฐบาลและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องให้การยอมรับ&amp;nbsp; จนนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ&amp;nbsp; โดยเฉพาะชาวเลและชาวกะเหรี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

มติ ครม. ชาวเล&amp;nbsp; 2 มิถุนายน&amp;nbsp; และกะเหรี่ยง 3&amp;nbsp; สิงหาคม 2553&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ชาวเล ในประเทศไทยมี 3 &amp;nbsp;กลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; มอแกน&amp;nbsp; มอแกลน&amp;nbsp; และอุรัคลาโว้ย&amp;nbsp; อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย&amp;nbsp; มีปัญหาเรื่องที่ดินที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เพราะส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือและภาษาไทย&amp;nbsp; แม้จะอยู่อาศัยมาก่อนในพื้นที่ชายฝั่งทะเลยาวนานนับร้อยๆ ปี&amp;nbsp; แต่ไม่ได้แจ้งการครอบครองสิทธิในที่ดิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงถูกผู้มาอยู่ทีหลังฟ้องร้องขับไล่หรือแจ้งความดำเนินคดี&amp;nbsp; รวมทั้งได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานฯ ทางทะเล&amp;nbsp; ทำให้เข้าไปจับสัตว์น้ำไม่ได้&amp;nbsp; หรือถูกเจ้าหน้าที่จับกุม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คณะรัฐบาลในสมัยนายอภิสิทธิ์&amp;nbsp; เวชชาชีวะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้มีมติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 เห็นชอบหลักการแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล &amp;nbsp;ตามแนวทางจัดทำพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษชาวเล &amp;nbsp;และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กระทรวงวัฒนธรรม)&amp;nbsp; นำแผนไปปฏิบัติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เช่นเดียวกับชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ทางภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศ&amp;nbsp; ต่างประสบกับปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; โดยเฉพาะปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าไม้&amp;nbsp; ป่าอนุรักษ์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;และเขตอุทยานต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ชาวกะเหรี่ยงในไร่ข้าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์&amp;nbsp; เวชชาชีวะ&amp;nbsp; มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม&amp;nbsp; 2553&amp;nbsp; ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอเรื่อง &amp;lsquo;แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยมีแนวปฏิบัติที่สำคัญ เช่น&amp;nbsp; 1. ให้เพิกถอนพื้นที่ป่าที่มีหลักฐานประจักษ์ว่าชุมชนอยู่อาศัยมาก่อนที่จะมีการประกาศกฎหมายทับซ้อนพื้นที่ดังกล่าว&amp;nbsp; 2.ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่พิพาทเรื่องที่ทำกิน ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อปกป้องและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเปราะบางให้สามารถดำรงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตนเองต่อไปได้&amp;nbsp; (อ่านรายละเอียดได้ที่ https://www.m-culture.go.th/provincenetwork/images/File/CombineF .pdf)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง&amp;nbsp; มติ ครม. 2 มิถุนายน และ 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp; จึงไม่ถูกนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง&amp;nbsp; จนถึงวันนี้เป็นเวลา 10 ปีแล้ว&amp;nbsp; แต่กลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; โดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยงยังได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปัญหาเรื่องการประกาศเขตพื้นที่ป่าทับซ้อนกับที่ดินทำกินของชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; ทำให้ชาวกะเหรี่ยงถูกขับไล่หรือถูกจับกุมดำเนินคดี&amp;nbsp; ไม่มีความมั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;พี่น้องชาวกะเหรี่ยงและหน่วยงานภาคีเครือข่ายจึงร่วมกันขับเคลื่อนให้มติ ครม. ดังกล่าวมีผลในทางปฏิบัติ&amp;nbsp; โดยการสนับสนุนการจัดตั้ง &amp;lsquo;เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกะเหรี่ยง&amp;rsquo; ขึ้นมาแล้วจำนวน 12 พื้นที่ในภาคเหนือ &amp;nbsp;และผลักดันให้มติ ครม.ยกระดับเป็นกฎหมายที่มีผลในทางปฏิบัติต่อไป &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อให้สามารถคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้อย่างแท้จริง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

จัดงาน &amp;lsquo;มหกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตะวันตก&amp;rsquo; ที่บ้านภูเหม็น จ.อุทัยธานี

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ระหว่างวันที่ 7-9 ธันวาคม 2563 &amp;nbsp;เครือข่ายชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตะวันตก&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; ชาวกะเหรี่ยงในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; เพชรบุรี&amp;nbsp; ราชบุรี&amp;nbsp; กาญจนบุรี&amp;nbsp; สุพรรณบุรี&amp;nbsp; และอุทัยธานี&amp;nbsp; ผู้แทนชาวกะเหรี่ยงภาคเหนือ&amp;nbsp; พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สถาบันธรรมชาติพัฒนา&amp;nbsp; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ&amp;nbsp; มูลนิธิชุมชนไท&amp;nbsp; ขบวนการประชาเพื่อสังคมที่เป็นธรรม&amp;nbsp; สถาบันวิจัยสังคม&amp;nbsp; จุฒาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;ร่วมกันจัดงาน&amp;nbsp; &amp;lsquo;มหกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตะวันตก&amp;rsquo;&amp;nbsp; และพิธีสถาปนาพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ&amp;nbsp; ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ต.ทองหลาง&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;อังคาร&amp;nbsp; คลองแห้ง ผู้นำกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ลุงอังคาร&amp;nbsp; ครองแห้ง&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น (สำเนียงกะเหรี่ยงเรียกว่า &amp;ldquo;พุเม้ยง์&amp;rdquo; คือชื่อต้นเข้าพรรษา เป็นพืชตระกูลขิง&amp;nbsp; มีดอกสีเหลือง&amp;nbsp; ออกดอกช่วงฤดูเข้าพรรษา&amp;nbsp; คนภายนอกเรียกเพี้ยนเป็น &amp;ldquo;ภูเหม็น&amp;rdquo;)&amp;nbsp; บอกถึงเป้าหมายในการจัดงานวัฒนธรรมชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตะวันตกว่า&amp;nbsp; เพื่อให้พี่น้องชาวกะเหรี่ยงทั้งภาคตะวันตกและภาคเหนือร่วมกันอนุรักษ์ประเพณี&amp;nbsp; วัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; โดยนำวิถีชีวิต&amp;nbsp; ภูมิปัญญา&amp;nbsp; วัฒนธรรมต่างๆ มาจัดนิทรรศการ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การทอผ้า&amp;nbsp; พืชผลจากไร่หมุนเวียน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ภายในงานมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง &amp;lsquo;ดิน...คือชีวิต&amp;nbsp; น้ำ...คือสายเลือด&amp;nbsp; ป่า...คือพลัง&amp;rsquo;&amp;nbsp; การแสดงดนตรี&amp;nbsp; วิถีวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; พิธีสักการะแผ่นดินบรรพชน&amp;nbsp; สืบชะตาน้ำลำห้วยพุเม้ยง์บ่อง&amp;nbsp; บวชป่าต้นไม้ใหญ่&amp;nbsp; พิธีปักหมุดเขตพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษกะเหรี่ยงพุเม้ยง์&amp;nbsp; พิธีไหว้เจดีย์&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ที่สำคัญก็คือ ในการจัดงานครั้งนี้เราจะเน้นย้ำว่า &amp;lsquo;ที่ดินคือชีวิต&amp;nbsp; น้ำคือสายเลือด&amp;nbsp; และป่าคือพลังของชาวกะเหรี่ยง&amp;rsquo;&amp;nbsp; เพราะพวกเราอยู่อาศัยและทำกินบนผืนดินผืนนี้มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ&amp;nbsp; เราอยู่กันมานานไม่ต่ำกว่า 400 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมเป็นของเรา&amp;nbsp; แล้วจะมาขับไล่ให้ชาวกะเหรี่ยงออกไปจากพื้นที่นี้ได้อย่างไร&amp;nbsp; พวกเราจึงต้องร่วมกันปกป้องวิถีชีวิตของเรา&amp;nbsp; และยังเป็นไปตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 ด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้นำกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์บอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การจัดงานครั้งนี้ยังมีเวทีวิชาการ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การบรรยายเรื่อง &amp;lsquo;เขตวัฒนธรรมพิเศษกับการจัดการพื้นที่ต้นแบบ :&amp;nbsp; ความสำคัญ&amp;nbsp; แนวทางปฏิบัติตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553&amp;rsquo; โดย ดร.ชยันต์&amp;nbsp; วรรธนะภูติ&amp;nbsp; หัวหน้าศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&amp;nbsp; การบรรยายเรื่อง &amp;lsquo;เขตวัฒนธรรมพิเศษกับแนวทางการส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดยนายแพทย์โกมาตร&amp;nbsp; จึงเสถียรทรัพย์&amp;nbsp; ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินทร (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; การจัดทำแผนฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตามมติ ครม. โดยเครือข่ายกะเหรี่ยงตะวันตก 6&amp;nbsp;&amp;nbsp; จังหวัดและชาวกะเหรี่ยงภาคเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้การจัดงานดังกล่าวในวันที่ 8 ธันวาคม&amp;nbsp; มีผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี&amp;nbsp; และนายนพดล&amp;nbsp; พลเสน&amp;nbsp; ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมงาน&amp;nbsp; และมอบนโยบายการจัดการพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ&amp;nbsp; ส่วนวันที่ 9 ธันวาคม&amp;nbsp; นางมนัญญา&amp;nbsp; ไทยเศรษฐ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเดินทางมาร่วมงาน&amp;nbsp; พร้อมทั้งมอบนโยบาย &amp;lsquo;แผนเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนกะเหรี่ยงภาคตะวันตก&amp;rsquo;&amp;nbsp; และปิดท้ายงานด้วยการร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อน &amp;lsquo;การพัฒนาพื้นที่การคุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษ&amp;rsquo; ตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ลำห้วยพุเม้ยง์ที่ชาวกะเหรี่ยงช่วยกันอนุรักษ์พันธุ์ปลาและสายน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;กะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์ &amp;lsquo;คนอยู่คู่ป่า&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ตำบลทองหลาง&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; มีเนื้อที่ประมาณ 150,000 ไร่ &amp;nbsp;มี&amp;nbsp; 8 หมู่บ้าน &amp;nbsp;ด้านทิศตะวันตกติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง&amp;nbsp; ส่วนบ้านพุเม้ยง์หรือภูเหม็นอยู่หมู่ที่ 8 เป็นหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; มี 3 หย่อมบ้าน&amp;nbsp; จำนวน 194 ครอบครัว&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 700 คน&amp;nbsp; มีอาชีพหลักคือปลูกข้าวไร่แบบหมุนเวียน&amp;nbsp; ชาวบ้านตั้งรกรากสืบทอดอยู่อาศัยทำกินมานาน (โดยมีหลักฐานยืนยัน) กว่า 150 ปี&amp;nbsp; โดยมีนายปองซ่า&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกเมื่อปี 2415&amp;nbsp; ปัจจุบันมีผู้ใหญ่บ้านมาแล้ว 11 คน&amp;nbsp; ในปี 2557 &amp;nbsp;ทางราชการได้ประกาศ &amp;lsquo;เขตวนอุทยานห้วยคต&amp;rsquo; ทับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านทำให้เกิดปัญหาทับซ้อนกับที่ดินที่ชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินมานาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ลุงอังคาร&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชาวกะเหรี่ยงโดยทั่วไปมีวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับธรรมชาติ&amp;nbsp; มีวิธีการทำไร่แบบหมุนเวียน&amp;nbsp; ใช้เนื้อที่ประมาณ 5-10 ไร่เพื่อปลูกข้าวไร่&amp;nbsp; ฟักทอง &amp;nbsp;แตง&amp;nbsp; พริก&amp;nbsp; มะเขือ &amp;nbsp;เผือก&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เก็บผักและอาหารจากป่า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เห็ด&amp;nbsp; หน่อไม้&amp;nbsp; น้ำผึ้ง&amp;nbsp; เอาขี้ผึ้งมาทำเทียนไขเพื่อใช้ในพิธีกรรม&amp;nbsp; พอปีต่อไปก็จะหมุนเวียนจากไร่ข้าวแปลงนี้ไปปลูกแปลงอื่น&amp;nbsp; เพื่อให้ดินได้พักฟื้น&amp;nbsp; และกลับมาสมบูรณ์โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ย&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นการทำไร่เลื่อนลอยตามที่คนภายนอกหรือหน่วยราชการเข้าใจ&amp;nbsp; แต่เป็นการปลูกพืชหมุนเวียนสลับกันไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;เมื่อก่อนพวกผมตื่นแต่เช้าก็จะพากันเดินไปไร่&amp;nbsp; เดินไปร้องเพลงกันไปอย่างมีความสุข&amp;nbsp; เพราะได้ทำมาหากินอยู่กับธรรมชาติ&amp;nbsp; ประมาณปี 2515&amp;nbsp; มีการประกาศ &amp;lsquo;เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง&amp;rsquo; ทางเจ้าหน้าที่ก็ห้ามเข้าป่าห้วยขาแข้ง&amp;nbsp; ห้ามหาน้ำผึ้ง&amp;nbsp; พอถึงปี 2528 ชาวบ้านเริ่มได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; เพราะมีการประกาศเขตป่าสงวนฯ ป่าห้วยทับเสลาและป่าห้วยคอกควายทับที่ดินทำกินที่ชาวกะเหรี่ยงทำมาแต่เดิม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;พอปี 2535 มีการประกาศเป็นเขตสวนป่า&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่เอาต้นไม้มาปลูกทับที่ทำกินอีก&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน&amp;nbsp; เพราะเจ้าหน้าที่ห้ามชาวบ้านเข้าไปทำไร่หมุนเวียนในสวนป่า &amp;nbsp;ขู่จะจับ&amp;nbsp; และยึดที่ดิน&amp;nbsp; ตอนนั้นชีวิตผมและคนอื่นๆ ไม่มีความสุขแล้ว&amp;nbsp; ผมจึงคิดจะประท้วงด้วยการฆ่าตัวตายในไร่ทั้งครอบครัว&amp;nbsp; เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้รู้&amp;nbsp; แต่มีความเป็นห่วงลูกหลานที่ยังอยู่จึงเลิกความคิด&amp;rdquo;&amp;nbsp; ลุงอังคารบอกเล่าผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ชาวกะเหรี่ยงมีป่าเป็นพื้นที่ทำกิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;วิถีชีวิตเปลี่ยน&amp;nbsp; วัฒนธรรมชุมชนถูกทำลาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ลุงอังคารเล่าถึงชีวิตที่เปลี่ยนไปว่า&amp;nbsp; เมื่อชาวบ้านไม่มีพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนจึงทำให้ที่ดินทำกินเหลือน้อยลงเพียงไม่กี่ไร่&amp;nbsp; บางครอบครัวไม่ที่ทำกินเลย&amp;nbsp; ต้องอาศัยพื้นที่ว่างตามซอกเขาไม่ถึง 1 ไร่เป็นที่ทำกิน&amp;nbsp; แต่ก็ไม่เพียงพอ&amp;nbsp; และต้องทำไร่แบบหลบๆ ซ่อนๆ&amp;nbsp; เพราะกลัวเจ้าหน้าที่จะมาจับ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องออกไปทำไร่แต่เช้ามืด&amp;nbsp; พอพระอาทิตย์ขึ้นจึงกลับเข้าบ้าน&amp;nbsp; เพราะเจ้าหน้าที่จะออกตรวจพื้นที่ในช่วงสายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เมื่อไม่มีที่ดินทำกิน&amp;nbsp; ไม่มีรายได้&amp;nbsp; ไม่มีข้าวและอาหาร&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวกะเหรี่ยงจึงต้องไปกู้ยืมเงินจากพ่อค้าพืชไร่ (เสียดอกเบี้ยร้อยละ 3 บาทต่อเดือน)&amp;nbsp; หรือเอาบ้านไปจำนอง ธกส. และต้องเปลี่ยนจากการทำไร่ข้าวแบบวิถีดั้งเดิมมาปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องใช้สารเคมี&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มันสำปะหลัง&amp;nbsp; ข้าวโพด&amp;nbsp; ต้องซื้อเครื่องฉีดพ่นสารเคมี&amp;nbsp; จ้างรถไถ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ปลูกเพื่อขายเอาเงินมาใช้กินและใช้หนี้&amp;nbsp; (ครอบครัวลุงอังคารยังเป็นหนี้จนถึงปัจจุบันกว่า 4 แสนบาท)&amp;nbsp; ประเพณีดั้งเดิมหายไป&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พิธีทำขวัญข้าว&amp;nbsp; ไหว้แม่โพสพ&amp;nbsp; กินข้าวใหม่ ฯลฯ&amp;nbsp; เพราะไม่มีพื้นที่ปลูกข้าวแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จนถึงเดือนกรกฎาคม 2557&amp;nbsp; เป็นต้นมา&amp;nbsp; ปัญหาและความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวกะเหรี่ยงรุนแรงยิ่งขึ้น&amp;nbsp; เพราะมีการประกาศให้พื้นที่ทำกินของชาวบ้านพุเม้ยง์เป็น &amp;lsquo;เขตวนอุทยานห้วยคต&amp;rsquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเนื้อที่ 155,30 ไร่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยทางราชการจะให้ชาวกะเหรี่ยงย้ายออกไปอยู่ในที่ดิน ส.ป.ก.ที่ตำบลระบำ&amp;nbsp; อำเภอลานสัก&amp;nbsp; ภายในเดือนเมษายน 2560&amp;nbsp; โดยจะจัดสรรที่ดินทำกินให้ครอบครัวละ 5 ไร่&amp;nbsp; และพื้นที่อยู่อาศัย 1 ไร่&amp;nbsp; ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเดิมเป็นแปลงสัมปทานทำไม้&amp;nbsp; ผืนดินขาดความสมบูรณ์&amp;nbsp; ปลูกข้าวไม่ได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ในปี 2558 ชาวกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์จึงเริ่มร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ทั้งในระดับจังหวัด&amp;nbsp; และส่วนกลางเพื่อให้ช่วยแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ศูนย์ดำรงธรรม&amp;nbsp; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; สำนักนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; รวมทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อขอความเป็นธรรม&amp;nbsp; แต่การแก้ไขปัญหาไม่มีความคืบหน้า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

ใช้มติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 &amp;nbsp;แก้ไขปัญหา&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวกะเหรี่ยงยังดำเนินต่อไปในช่วงปี 2558-2560&amp;nbsp; ในระหว่างนี้มีชาวกะเหรี่ยงถูกจับกุมดำเนินคดี 1 รายในข้อหาเกี่ยวกับการบุกรุกป่า&amp;nbsp; แต่ต่อมาศาลได้ยกฟ้อง&amp;nbsp; เพราะเห็นว่าชาวบ้านเข้าอยู่อาศัยและทำกินมาก่อน&amp;nbsp; ต่อมาชาวบ้านจึงได้ร้องเรียนปัญหาไปยังอนุกรรมการด้านสิทธิในที่ดินและการจัดการทรัพยากรป่าไม้&amp;nbsp; คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีกครั้ง&amp;nbsp; ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้ารื้อถอนบ้านเรือนและให้ชาวกะเหรี่ยงออกไปจากเขตวนอุทยานภายในวันที่ 9 เมษายน&amp;nbsp; 2560 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายสมบัติ&amp;nbsp; ชูมา&amp;nbsp; สถาบันธรรมชาติพัฒนา &amp;nbsp;จ.อุทัยธานี &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp; จากปัญหาของชาวกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์&amp;nbsp; เมื่อเรื่องไปถึงคณะอนุกรรมการด้านสิทธิในที่ดินและการจัดการทรัพยากรป่าไม้&amp;nbsp; คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ&amp;nbsp; จึงได้จัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้แทนชาวกะเหรี่ยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2560&amp;nbsp; โดยที่ประชุมมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอเรื่องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดขึ้นมาแก้ไขปัญหาจำนวน 2 ชุด&amp;nbsp; โดยจะใช้มติคณะรัฐมนตรี&amp;nbsp; 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp; เรื่อง &amp;lsquo;แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง&amp;rsquo; ที่มีอยู่แล้วมาเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;คือ 1.คณะกรรมการเพื่อกำหนดพื้นที่ทำกินในเขตพื้นที่บ้านภูเหม็น&amp;nbsp; ตามมติ ครม.&amp;nbsp; 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp; เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน-ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; วิถีชีวิตวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; โดยมีคณะกรรมการประกอบด้วย&amp;nbsp; ผู้แทนกรมป่าไม้&amp;nbsp; กรมอุทยาน&amp;nbsp; คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ &amp;nbsp;นักวิชาการ&amp;nbsp; และผู้แทนชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; และ 2.คณะกรรมการตรวจสอบรังวัดแนวเขตพื้นที่สวนป่าบ้านไร่&amp;nbsp; วนอุทยานห้วยคต&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้โดยมีคณาจารย์จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์&amp;nbsp; สถาบันธรรมชาติพัฒนา&amp;nbsp; และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร&amp;nbsp; ร่วมเป็นที่ปรึกษา&amp;nbsp; และสนับสนุนชุมชนจัดทำข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นหลักฐานของชุมชนในการแก้ไขปัญหาให้กับชาวกะเหรี่ยงตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จนถึงเดือนสิงหาคม&amp;nbsp; 2562&amp;nbsp; ชุมชนชาวกะเหรี่ยงและทีมที่ปรึกษาได้ประชุมร่วมกับหัวหน้าอุทยานห้วยคต&amp;nbsp; โดยทางอุทยานฯ แจ้งว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; อุทยานฯ จะกันพื้นที่ออกจากพื้นที่ที่อยู่อาศัยและทำกินของชาวบ้าน&amp;nbsp; และให้ชาวบ้านบริหารจัดการ&amp;nbsp; ดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; รวมทั้งเพื่อให้เป็นเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงตามมติ ค.ร.ม.ดังกล่าว&amp;nbsp; รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 13,000 ไร่เศษ&amp;nbsp; โดยชุมชนจะร่วมกับเจ้าหน้าที่วนอุทยานฯ เดินสำรวจแนวเขตที่ดินร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ชาวกะเหรี่ยงเดินสำรวจแนวเขตพื้นที่ทำกิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; ทีมที่ปรึกษาและชาวกะเหรี่ยงได้ร่วมกันจัดทำข้อมูลต่างๆ เช่น&amp;nbsp; ประวัติศาสตร์&amp;nbsp; วิถีชีวิต&amp;nbsp; วัฒนธรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และสำรวจพื้นที่เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์&amp;nbsp; เพื่อร่วมกันหาแนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทำกิน&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; และการฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์&amp;nbsp; เพื่อเตรียมการประกาศหรือสถาปนาเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงในการจัดงานระหว่างวันที่ 7-9 ธันวาคมนี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายสมบัติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ลุงอังคาร&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพุเมียง์&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงก็คือ&amp;nbsp; การดำรงวิถีชีวิตตามปกติของชาวกะเหรี่ยงนั่นเอง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; มีการทำไร่หมุนเวียนเพื่อปลูกข้าวและอาหารเอาไว้กิน&amp;nbsp; มีจารีต&amp;nbsp; มีประเพณี&amp;nbsp; มีวัฒนธรรมอย่างไร&amp;nbsp; เราก็ปฏิบัติไปตามนั้น&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่หรือเป็นเรื่องพิเศษแต่อย่างใด&amp;nbsp; แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้ยอมรับในเรื่องสิทธิที่ดินที่พวกเราอยู่มาก่อน&amp;nbsp; เราจึงต้องเรียกร้องเรื่องเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมขึ้นมา&amp;nbsp; และเพื่อให้ลูกหลานได้สืบทอดอยู่อาศัยและทำกินต่อไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;กะเหรี่ยงมี 3&amp;nbsp; กฎที่ใช้ในชีวิตประจำวัน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; กฎจารีต&amp;nbsp; กฏประเพณี&amp;nbsp; และกฎวัฒนธรรม&amp;nbsp; แต่ที่ผ่านมาเราถูก &amp;lsquo;กฎหมาย&amp;rsquo; เพียงกฎเดียวที่มากดขี่&amp;nbsp; บีบบังคับพวกเรา&amp;nbsp; เราจึงต้องต่อสู้และฟื้นฟูทั้ง 3&amp;nbsp; กฎของเราขึ้นมาเพื่อคุ้มครองวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนกะเหรี่ยง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้นำกะเหรี่ยงบ้าน &amp;lsquo;พุเม้ยง์&amp;rsquo; หรือภูเหม็นกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

เร่งผลักดัน &amp;lsquo;พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;rsquo;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการเตรียมจัดตั้งเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงที่บ้านพุเม้ยง์แล้ว&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้มีชุมชนกะเหรี่ยงจัดตั้งเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมในประเทศไทยแล้ว&amp;nbsp; รวม 12 &amp;nbsp;พื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น บ้านห้วยลาดหินใน &amp;nbsp;ต.ป่าโป่ง &amp;nbsp;อ.เวียงป่าเป้า &amp;nbsp;จ.เชียงราย, &amp;nbsp;บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ต.แม่วิน &amp;nbsp;อ.แม่วาง &amp;nbsp;จ.เชียงใหม่, ชุมชนบ้านกลาง อ.แม่เมาะ &amp;nbsp;จ.ลำปาง, บ้านดอยช้างป่าแป๋ &amp;nbsp;ต.ป่าพลู &amp;nbsp;อ.บ้านโฮ่ง &amp;nbsp;จ.ลำพูน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นอกจากนี้หน่วยงานภาคีต่างๆ และชุมชนชาวกะเหรี่ยงยังมีแผนการผลักดันให้มติ&amp;nbsp; ครม. 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp; ยกระดับเป็นกฎหมายที่มีผลในการปฏิบัติภายในปี 2565 นี้&amp;nbsp; เพื่อให้สามารถคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มได้อย่างแท้จริง &amp;nbsp;โดยในขณะนี้อยู่ในระหว่างการร่าง &amp;lsquo;พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ...&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภินันท์ &amp;nbsp;ธรรมเสนา หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารความรู้และเครือข่ายสัมพันธ์&amp;nbsp; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในฐานะคณะทำงานจัดทำร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; กล่าวว่า &amp;nbsp;การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ &amp;nbsp;ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;โดยรัฐบาลได้จัดความสำคัญให้เป็นกฎหมายเร่งด่วน 16 ฉบับที่ต้องจัดทำให้เสร็จภายในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งกำหนดไว้ในเอกสารภาคผนวกคำแถลงนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 &amp;nbsp;และมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ...&amp;rsquo;ที่ชุมชนชาวเลเกาะหลีเป๊ะ&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภินันท์กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; การผลักดันให้มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ &amp;nbsp;มีพัฒนาการสืบเนื่องมาจากความต้องการของเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องการยกระดับแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลตามมติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 และแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง 3 สิงหาคม 2553 ขึ้นเป็น พ.ร.บ. ซึ่งมีความพยายามในการผลักดันตั้งแต่ปี 2559 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนความสำคัญที่ต้องมี พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ประกอบด้วยเหตุผลสำคัญหลายประการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ประเทศไทยมีชาติพันธุ์มากกว่า 70 กลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; มีประชากรรวมประมาณ 6.1 ล้านคน หรือร้อยละ 9.68 ของประชากรประเทศ &amp;nbsp;แต่ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยต่างเผชิญกับปัญหาการถูกละเมิดสิทธิทางวัฒนธรรมอันเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน&amp;nbsp; ด้วยอคติที่ถูกมองว่าเป็นคนต่างด้าวไม่ใช่คนไทย &amp;nbsp;ทั้งที่จริงแล้วกลุ่มชาติพันธุ์ต่างอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยมาเป็นเวลาช้านาน &amp;nbsp;การถูกมองว่าเป็นผู้ทำลายป่าไม้&amp;nbsp; ด้วยความไม่เข้าใจในวิถีเกษตรกรรมและภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาการขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน &amp;nbsp;ปัญหาการเข้าถึงสิทธิพื้นฐานในฐานะพลเมือง เพราะยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อีกหลายกลุ่มที่ยังได้รับสัญชาติ&amp;nbsp; การตั้งถิ่นฐานในถิ่นทุรกันดารที่ไม่ได้รับการพัฒนาก็ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ไม่สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ของรัฐที่พึ่งได้รับตามสิทธิพื้นฐานในฐานะพลเมือง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่สำคัญไปกว่านั้นปัญหาสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์คือการสูญเสียอัตลักษณ์และภูมิปัญญา อันเป็นต้นทุนสำคัญในการพึ่งพาตนเองของกลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;ทำให้ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธ์ต้องสูญเสียศักยภาพในการพึ่งพาตนเอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา ดังนั้นการมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมศักยภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ให้มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองและเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ&amp;rdquo; นายอภินันท์กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86214</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุทัยธานี, พอช, มหกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตะวันตก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201207/image_big_5fce231f4e7e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
