<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73299</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 16:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มหกรรมไร่หมุนเวียนและสถาปนาพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ จ.แม่ฮ่องสอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แม่ฮ่องสอน / ครบรอบ 10 ปี &amp;lsquo;มติ ครม. 3 สิงหาคม 2553&amp;rsquo; พี่น้องกะเหรี่ยง&amp;nbsp; กลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายกว่า 10 หน่วยงานร่วมจัด &amp;lsquo;มหกรรมไร่หมุนเวียนและการสถาปนาพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษจังหวัดแม่ฮ่องสอนฯ&amp;rsquo; &amp;nbsp;เพื่อร่วมกันนำเสนอรูปธรรมการจัดการตามมติ ครม. ในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงในด้านต่าง ๆ &amp;nbsp;รณรงค์ให้มติ ครม.ดังกล่าวเป็นที่รับทราบต่อสาธารณะ&amp;nbsp; ให้มีมาตรการปกป้องและคุ้มครองวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;และผลักดันพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ&amp;nbsp; ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงเป็นพื้นที่ต้นแบบทั้งจังหวัดแม่ฮ่องสอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ย้อนรอยมติ ครม. 3 สิงหาคม&amp;nbsp; 2553&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับเป็นเวลา 10 ปีที่คณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์&amp;nbsp; เวชชาชีวะ&amp;nbsp; มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม&amp;nbsp; 2553&amp;nbsp; ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอเรื่อง &amp;lsquo;แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง&amp;rsquo;&amp;nbsp; ดังนี้ &amp;nbsp;1.เห็นชอบหลักการแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; 2. มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงไปปฏิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตามมติ ครม.ดังกล่าว&amp;nbsp; มีมาตรการฟื้นฟูระยะยาวดำเนินการภายใน 1-3 ปี&amp;nbsp; โดยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญด้านการจัดการทรัพยากร&amp;nbsp; ให้เพิกถอนพื้นที่ที่รัฐประกาศเป็นพื้นที่ป่าไม้ &amp;nbsp;ป่าอนุรักษ์&amp;nbsp; ป่าสงวนฯ ซึ่งทับซ้อนกับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่มีข้อเท็จจริงจากการพิสูจน์อย่างเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าได้อยู่อาศัย&amp;nbsp; ดำเนินชีวิต&amp;nbsp; และใช้ประโยชน์ในที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน&amp;nbsp; หรือก่อนที่รัฐจะประกาศกฎหมาย&amp;nbsp; หรือนโยบายทับซ้อนพื้นที่ดังกล่าว&amp;nbsp; โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &amp;ldquo;ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่ข้อพิพาทเรื่องที่ทำกินในพื้นที่ดั้งเดิม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จัดตั้งคณะกรรมการ&amp;nbsp; หรือกลไกการทำงานเพื่อกำหนดเขตพื้นที่ในการทำกิน&amp;nbsp; การอยู่อาศัย&amp;nbsp; และการดำเนินวิถีชีวิตตามวัฒนธรรม&amp;nbsp; เพื่อจัดการข้อพิพาทการใช้ประโยชน์ หรือการถือครองพื้นที่ของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกับหน่วยงานรัฐ ที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน &amp;nbsp;ผู้มีส่วนได้เสีย&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; และผู้ปฏิบัติงานทางด้านวิถีวัฒนธรรม และสิทธิมนุษยชน&amp;nbsp; ตลอดจนนักมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา&amp;nbsp; โดยกำหนดอำนาจหน้าที่มุ่งเน้นการส่งเสริมแนวทางการจัดการความขัดแย้งในเชิงสร้างสรรค์&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่งเสริมและยอมรับระบบไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นวิถี วัฒนธรรมของกะเหรี่ยงที่เอื้อต่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและวิถีชีวิตพอเพียง&amp;nbsp; รวมทั้งผลักดันให้ระบบไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม กำหนดพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโดยมีพื้นที่นำร่อง เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; บ้านห้วยหินลาดใน ต.บ้านโป่ง&amp;nbsp; อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย,&amp;nbsp; ต.ไล่โว่&amp;nbsp; อ.สังขละบุรี&amp;nbsp; จ.กาญจนบุรี ฯลฯ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่เตรียมประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษในช่วงปลายปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; เนื่องจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง&amp;nbsp; มติ ครม. 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp; จึงไม่ถูกนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและจริงจัง&amp;nbsp; จนถึงวันนี้เป็นเวลา 10 ปีแล้ว&amp;nbsp; แต่กลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; โดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยงยังได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; ทั้งปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; พี่น้องชาวกะเหรี่ยงและหน่วยงานภาคีเครือข่ายจึงร่วมกันขับเคลื่อนให้มติ ค.ร.ม.ดังกล่าวมีผลในทางปฏิบัติ&amp;nbsp; โดยการสนับสนุนการจัดตั้ง &amp;lsquo;เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกะเหรี่ยง&amp;rsquo; ขึ้นมาแล้วหลายพื้นที่&amp;nbsp; &amp;nbsp;และผลักดันให้มติ ครม.ยกระดับเป็นกฎหมายที่มีผลในทางปฏิบัติต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้สามารถคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างแท้จริง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จัดงาน &amp;lsquo;มหกรรมไร่ข้าวหมุนเวียนและการสถาปนาพื้นที่วัฒนธรรม&amp;rsquo; จ.แม่ฮ่องสอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ล่าสุดระหว่างวันที่ 1-3 สิงหาคม ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีการจัดงาน &amp;lsquo;มหกรรมไร่หมุนเวียนและการสถาปนาพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษจังหวัดแม่ฮ่องสอน &amp;nbsp;ครบรอบ 10 ปี ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดยภาคีเครือข่ายหลายหน่วยงานร่วมจัด&amp;nbsp; มีผู้เข้าร่วมประมาณ 450 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:18.75pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;นายประยงค์ ดอกลำใย ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ กล่าวว่า นับจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 บัดนี้เป็นระยะเวลาครบรอบ 10 ปี&amp;nbsp; แม้แนวทางการปฏิบัติตามมติ ครม.ดังกล่าวจะไม่ชัดเจนเท่าที่ควร&amp;nbsp; แต่ชุมชนกะเหรี่ยงหลายพื้นที่ได้ประกาศให้สาธารณชนรับทราบว่าเป็นพื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองตามมติ ครม.ดังกล่าว โดยการผลักดันให้มีการฟื้นฟูวิถีชีวิตในทุกด้าน &amp;nbsp;ตามหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงซึ่งพื้นที่ที่ได้ประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:18.75pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;เช่น บ้านห้วยหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย, บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ต.แม่วิน อ.แม่วาง จังหวัดเชียงใหม่, ชุมชนบ้านกลาง ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ &amp;nbsp;จังหวัดลำปาง บ้านแม่หมี ต.หัวเมือง อ.เมืองปาน จังหวัดลำปาง &amp;nbsp;บ้านสบลาน ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ที่ได้จัดกิจกรรมประกาศให้เป็น &amp;ldquo;เขตวัฒนธรรมพิเศษ&amp;rdquo; &amp;nbsp;และในปีนี้ ได้มีการจัดเวทีสถาปนาพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษที่บ้านดอยช้างป่าแป๋ (ต่าหลู่เก่อชอ) ตำบลป่าพลู &amp;nbsp;อำเภอบ้านโฮ่ง &amp;nbsp;จังหวัดลำพูน &amp;nbsp;เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้&amp;nbsp; นายประยงค์กล่าวว่า 1.เพื่อร่วมกันนำเสนอรูปธรรมการจัดการตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงในด้านต่าง ๆ ทั้งการศึกษา อัตลักษณ์ วัฒนธรรม สถานะ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; 2. เพื่อรณรงค์ให้มติ ครม.ดังกล่าวเป็นที่รับทราบต่อสาธารณะ&amp;nbsp; และผลักดันให้มีมาตรการปกป้องและคุ้มครองวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; พร้อมนำเสนอปัญหาและอุปสรรคไปสู่การแก้ไขเชิงนโยบาย&amp;nbsp; 3. เพื่อผลักดันพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ&amp;nbsp; ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงเป็นพื้นที่ต้นแบบทั้งจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0in&quot;&gt;นอกจากนี้ในการจัดงานครั้งนี้&amp;nbsp; ภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; ผู้เข้าร่วมงาน&amp;nbsp; ตลอดจนสื่อมวลชนได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษาระบบการทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงที่บ้านหนองขาวกลาง &amp;nbsp;ต.ห้วยปูลิง &amp;nbsp;อ.เมือง &amp;nbsp;จ.แม่ฮ่องสอน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นหมู่บ้านที่มีอายุ 100 กว่าปี &amp;nbsp;มีการทำเกษตรแบบไร่หมุนเวียนมาอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;นอกจากปลูกข้าวไร่แล้ว&amp;nbsp; ชาวกะเหรี่ยงยังปลูกพืชผักต่างๆ ที่กินได้ลงในไร่หมุนเวียนมากกว่า 30-40 ชนิด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ข้าวโพด &amp;nbsp;มะเขือต่างๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผักกาด &amp;nbsp;ฟักทอง &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; รวมทั้งยังเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่าด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:18.75pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;lsquo;ไร่หมุนเวียน&amp;rsquo; ไม่ใช่การทำลายป่า&amp;nbsp; แต่สร้างสมดุลให้ระบบนิเวศน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:18.75pt; margin-left:0in&quot;&gt;จังหวัดแม่ฮ่องสอน&amp;nbsp; มีเนื้อที่ทั้งหมด 7,987,808.27 ไร่&amp;nbsp; พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่า &amp;nbsp;โดยมีพื้นที่ป่าประมาณ 6,860,611.94 ไร่ &amp;nbsp;คิดเป็นร้อยละ 85.99 ของพื้นที่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;แม้ว่าในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่กลับละเลยในเรื่องของชุมชนดั้งเดิมที่เคยอยู่อาศัยและทำกินมาก่อน &amp;nbsp;จนทำให้หมู่บ้านและชุมชนต่างๆ &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 347&amp;nbsp; หมู่บ้าน (จากจำนวนหมู่บ้านทั้งหมด 415 หมู่บ้าน) อยู่ในเขตป่าต่างๆ&amp;nbsp; ทั้งป่าสงวนฯ&amp;nbsp; ป่าอนุรักษ์&amp;nbsp; ทำให้ชุมชนกลายเป็นผู้บุกรุก &amp;nbsp;ทั้งที่อยู่อาศัยและทำกินมาก่อนการประกาศเป็นเขตป่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:18.75pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:18.75pt; margin-left:0in&quot;&gt;ไร่หมุนเวียนที่บ้านหนองขาวกลาง &amp;nbsp;ต.ห้วยปูลิง &amp;nbsp;อ.เมือง &amp;nbsp;จ.แม่ฮ่องสอน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:18.75pt; margin-left:0in&quot;&gt;ปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp; ส่งผลให้ประชากรในจังหวัดแม่ฮ่องสอนกลายเป็นคนจน &amp;ldquo;ถึง 3 จน&amp;rdquo;&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จนที่ 1 คือจนสิทธิที่ดินทำกิน &amp;nbsp;&amp;nbsp;จนที่ 2 &amp;nbsp;คือจนโอกาส &amp;nbsp;&amp;nbsp;และจนที่ 3 จนเงินจนรายได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพราะตกสำรวจที่ดินทำกิน &amp;nbsp;พื้นที่จิตวิญญานตามวิถีวัฒนธรรม มีการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ &amp;nbsp;ป่าสงวนฯ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทับซ้อนพื้นที่บรรพบุรุษ &amp;nbsp;เกิดปัญหาการเข้าถึงการพัฒนาด้านต่างๆ &amp;nbsp;กลายเป็นจังหวัดที่มีคนจนมากที่สุดในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;นอกจากนี้ประชากรในจังหวัดแม่ฮ่องสอนประมาณ &amp;nbsp;284,138 คน &amp;nbsp;ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;ม้ง &amp;nbsp;ลีซู &amp;nbsp;ลาหู่ดำ &amp;nbsp;ลาหู่แดง&amp;nbsp; ลัวะ&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนยูนนาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;กะเหรี่ยงโปว &amp;nbsp;ปะโอ&amp;nbsp; ไทใหญ่ &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีจำนวนชาวกะเหรี่ยงมากที่สุด&amp;nbsp; และล้วนแต่มีวิถีชีวิตวัฒนธรรมในการพึ่งพาอาศัยและดูแลป่า &amp;nbsp;โดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น &amp;nbsp;ทำการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนในการรักษาดูแลป่า &amp;nbsp;ทำให้สามารถรักษาป่าผืนใหญ่ให้กับคนทั้งประเทศ &amp;nbsp;ให้ป่ายังคงอุดมสมบูรณ์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อมีป่า ก็มีน้ำที่สะอาด&amp;nbsp; นำไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ เป็นเพราะวิถีชีวิตการอนุรักษ์&amp;nbsp; การทำไร่หมุนเวียน &amp;nbsp;ที่ไม่ต้องใช้สารเคมี &amp;nbsp;ทำให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in&quot;&gt;พฤ โอโดเชา ผู้แทนชาวกะเหรี่ยงบ้านป่าคา อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;อธิบายลักษณะการปลูกพืชในไร่หมุนเวียนว่า&amp;nbsp; ตอนปลูกพืชใหม่ๆ&amp;nbsp; จะมีผักต่างๆ ทั้งฟักทอง ผักกาด แตงกวา ข้าวโพด และหลังเก็บเกี่ยวข้าวในไร่หมุนเวียนยังมี พริก มะเขือ มะเขือเครือ &amp;nbsp;ขิง และข่า ซึ่งชาวบ้านสามารถเก็บมากินได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in&quot;&gt;จากตอไม้ที่ชาวบ้านตัด 1 ต้น จะพบว่ามีการแตกหน่อออกมาอีกหลายยอดขึ้นมาใหม่ &amp;nbsp;โดยตอนแรกจะมีพืชเบิกน้ำขึ้นมาคลุม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สาบเสือ หญ้า ขึ้นมาคลุมหน้าดิน &amp;nbsp;และจะมีต้นไผ่ &amp;nbsp;และไม้ใหญ่ขึ้นมา ก็จะเริ่มกลายเป็นป่า &amp;nbsp;พอ 7 ปี วงจรของหญ้าหายไปชาวบ้านก็จะกลับมาทำไร่ในพื้นที่เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in&quot;&gt;ความสำคัญของการทำไร่หมุนเวียน &amp;nbsp;คืออาศัยน้ำฝน ไม่ได้อาศัยน้ำเหมือนกับในนา &amp;nbsp;ส่วนวิธีการปลูกข้าวนั้น จะใช้วิธีการผสม &amp;nbsp;คือข้าว 1 กำมือ จะคลุกกับพืชต่างๆ &amp;nbsp;มีทั้งเมล็ดฟักทอง แตงกวา &amp;nbsp;ผักกาด &amp;nbsp;หยอดลงไป เมื่อโตมาเราก็สามารถเลือกกินทีละอย่างได้ นี่คือการทำเกษตรที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ง่ายมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in&quot;&gt;แต่ยังมีข้อสำคัญที่ว่านโยบาย &amp;nbsp;และคนในเมืองไม่เข้าใจว่านี่คือการทำไร่เลื่อนลอย &amp;nbsp;ไม่เป็นมิตรกับธรรมชาติ แต่จริงๆ แล้วพอเราทำ &amp;nbsp;ก็จะมีสัตว์ป่า &amp;nbsp;ทั้งหมูป่า &amp;nbsp;เก้ง &amp;nbsp;นก &amp;nbsp;เข้ามาอาศัยอยู่ในไร่ ที่นี่มีพันธุ์พืชหลากหลาย &amp;nbsp;เป็นการทำกินที่พึ่งเทคโนโลยีน้อยมาก &amp;nbsp;แต่สามารถตอบแทนได้สูง &amp;nbsp;คือรอดได้ 1 ปีในนี้ &amp;nbsp;และอาหารก็อยู่ในนี้ประมาณกว่า 80 ชนิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ความสำคัญของไร่หมุนเวียนคือ เพราะที่ราบมีให้เราไม่เยอะ &amp;nbsp;เราอยู่บนภูเขาก็ต้องมีข้าวกิน &amp;nbsp;ก็ต้องขึ้นมาปลูกบนดอย &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามวิถีชีวิตเช่นนี้กำลังสูญหายจากประเทศไทยถ้าไม่อนุรักษ์ไว้ &amp;nbsp;และถ้าไม่มีไร่หมุนเวียน กำพืดของเราก็จะหายไป &amp;nbsp;แล้วเราก็จะอพยพตัวเองไปเป็นแรงงานในเมือง ภูมิปัญญาเรื่องพันธุ์พืช หรือแม้แต่เกษรดอกไม้ก็จะหายไป จึงอยากฝากให้คนเข้าใจเรื่องนี้เยอะๆ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;ประกาศ &amp;ldquo;ปฏิญญาแม่ฮ่องสอน&amp;rdquo; ว่าด้วย &amp;ldquo;การสถาปนาพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ
และการผลักดันกฎหมายส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การจัดงานครั้งนี้&amp;nbsp; ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ในแม่ฮ่องสอนได้ร่วมกันอ่าน &amp;ldquo;ปฏิญญาแม่ฮ่องสอน&amp;rdquo; ว่าด้วยการสืบทอดภูมิปัญญาระบบไร่หมุนเวียนและการจัดการทรัพยากรโดยชุมชน &amp;nbsp;เนื่องในวาระการสถาปนาพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษจังหวัดแม่ฮ่องสอน &amp;nbsp;โดยระบุว่า&amp;nbsp; เป็นเวลากี่เดือนปี &amp;nbsp;กี่รุ่นคน &amp;nbsp;ที่ชีวิตต้องถูกตรึงภายใต้สังคมอันบิดเบี้ยว &amp;nbsp;ต้องกลายเป็นผู้อยู่อาศัยภายใต้นานากฎหมายการจัดการทรัพยากรของประเทศที่กดทับชีวิตผู้คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;กลุ่มชาติพันธุ์ชาวแม่ฮ่องสอนจะร่วมกันยืนหยัดในวิถีชีวิต  และประกาศเจตนารมณ์ต่อสังคมดังต่อไปนี้ 1.ขอยืนยันว่าจะยังดำรงไว้ซึ่งความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นชาติพันธุ์ &amp;nbsp;พื้นที่แห่งนี้เป็นผืนดินที่บรรพบุรุษได้ก่นสร้าง &amp;nbsp;&amp;nbsp;อยู่อาศัย ทำกิน และดูแลรักษามาหลายร้อยปี &amp;nbsp;หลายชั่วชีวิตคน &amp;nbsp;เพื่อให้เป็นมรดกสืบทอดสู่ลูกหลาน &amp;nbsp;พวกเรายืนยันที่จะปกป้องรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;2.ขอยืนยันว่าไร่หมุนเวียนเป็นการใช้วิถีชีวิตร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนที่สุด &amp;nbsp;วิถีการทำไร่หมุนเวียนไม่ใช่การทำลายป่า แต่เป็นการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ &amp;nbsp;ทรัพยากรดิน &amp;nbsp;น้ำ &amp;nbsp;ป่า &amp;nbsp;ซึ่งชาวแม่ฮ่องสอนได้พิสูจน์ให้สังคมได้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วจากตัวเลขผืนป่าที่มีมากที่สุดในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;3.ขอเรียกร้องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)และหน่วยงานเกี่ยวข้อง &amp;nbsp;ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2553 &amp;nbsp;ว่าด้วยแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง &amp;nbsp;อันได้แก่ &amp;nbsp;การเพิกถอนพื้นที่ป่าของรัฐออกจากชุมชนดั้งเดิมที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว &amp;nbsp;ยุติการคุกคาม จับกุม ดำเนินคดี &amp;nbsp;ยึดพื้นที่ชุมชนชาวกะเหรี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;4.พวกเรายืนยันดำรงวิถีชีวิต &amp;nbsp;โดยใช้มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2553 เป็นที่ตั้ง &amp;nbsp;และจะเดินหน้าผลักดันให้มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเป็นพระราชบัญญัติส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ตัวแทนพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ร่วมกันประกาศปฏิญญาแม่ฮ่องสอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0in; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0in; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;การจัดงาน &amp;lsquo;มหกรรมไร่หมุนเวียนและการสถาปนาพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษจังหวัดแม่ฮ่องสอน &amp;nbsp;ครบรอบ 10 ปี ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553&amp;rsquo; &amp;nbsp;ร่วมจัดงานโดย&amp;nbsp; เครือข่ายองค์กรชุมชนจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำจังหวัดแม่ฮ่องสอน, องค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน, วิทยาลัยชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน, สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.), ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.), เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม, สมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (PASD), สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0in; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0in; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT), มูลนิธิชุมชนไท, มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.), สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), องค์การแอคชั่นเอด ประเทศไทย, สหภาพยุโรป (EU), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), มูลนิธิธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI), American Jewish World Service (AJWS) และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;(หมายเหตุ :&amp;nbsp; ข้อมูลและรูปภาพจากมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73299</URL_LINK>
                <HASHTAG>มหกรรมไร่หมุนเวียน, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช., แม่ฮ่องสอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200803/image_big_5f27dd9d402c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
