<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76671</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัตราเสี่ยงจากการดื่ม หญิงแตกต่างจากชาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อดัม เชอร์ก นักวิจัยจากสถาบันวิจัยการใช้สารเสพติดของประเทศแคนาดา เตือนว่าผู้ดื่มสุราในระดับปานกลาง ไม่ใช่เครื่องมือป้องกันสุขภาพแต่อย่างใด เพราะหากดูตามสถิติปัญหาสุขภาพของโรงพยาบาลต่างๆ พบว่า สุราเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพ ทั้งนี้บทความที่ลงในวารสาร ที่ศึกษาเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ และยาเสพติดในเดือนมิถุนายน ดร.เชอร์ก รายงานว่า &amp;ldquo;ผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในรัฐบริติชโคลัมเบีย ของเทศแคนาดา ปี 2557 โดยครึ่งหนึ่งจะเสียชีวิตจากการดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลางหรือพอดี นอกจากนี้ผู้เสียชีวิตจากการดื่มสุราที่คิดเป็น 1 ใน 3 ราย เสียชีวิตจากการดื่มแอลกอฮอล์ในระดับต่ำภายใน 1 สัปดาห์ในประเทศแคนาดา &amp;nbsp;ทั้งจากการที่คนรักสุขภาพดื่มสุราเกิน 10 แก้วต่อสัปดาห์ ในผู้หญิง และผู้ชายที่ดื่มแอลกอฮอล์สัปดาห์ละ 15 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นอาจทำให้หลายคนรู้สึกสับสน เกี่ยวกับประโยชน์ของการดื่มแอลกอฮอล์ในระดับที่พอดี และดูเหมือนว่าในผู้หญิงเท่านั้นที่ดื่มสุราในระดับที่เหมาะสมแล้ว จะช่วยลดการป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ลง และลดอาการหัวใจวาย อีกทั้งโรคหลอดเลือดสมองลงนั่นเอง ที่น่าสนใจนั้นในรายงานวิจัยของ ดร.อดัม เชอร์ก ยังบอกอีกว่า สำหรับผลการป้องกันโรค จากการดื่มสุราในแบบที่พอดี อาจจะไม่ส่งผลดีกับสุขภาพของคุณหนุ่มๆ หมายความว่าคุณหนุ่มๆ คอทองแดงนั้นจะได้รับผลเสียจากการดื่มเครื่องดื่มมึนเมาทั้งสิ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.เชอร์ก กล่าวว่า ผลการศึกษาของเขาแสดงให้เห็นว่า ประเทศต่างๆ เช่น แคนาดาและในอังกฤษ ควรจำกัดการดื่ม ที่แนะนำให้เข้มงวดขึ้น เพื่อสะท้อนไปยังประเทศเนเธอร์แลนด์ &amp;nbsp;อีกทั้งแนวทางปัจจุบันในอังกฤษ ได้บอกว่าทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ไม่ควรดื่มสุราเกิน 14 แก้วในช่วงเวลา 1 สัปดาห์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสรุปแล้ว เพื่อสุขภาพแล้วเราทุกคนไม่ควรดื่มสุราเลยก็จะดีที่สุด หรือถ้าต้องการดื่มจริงๆ ก็ควรดื่มให้น้อยกว่า 1 แก้วต่อวัน เพราะอันที่จริงการดื่มแอลกอฮอล์ให้ดีต่อร่างกายนั้น ไม่ควรดื่มเบียร์เกิน 4 แก้วต่อสัปดาห์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ฐานข้อมูลสถิติและบทวิเคราะห์สถิติของอุตสาหกรรมและประเทศทั่วโลก อย่าง Statista ได้ระบุว่า &amp;ldquo;ในปี 2018 นั้น ผู้ชายอังกฤษอายุประมาณ 55-64 ปี ดื่มโดยเฉลี่ย 15.2 แก้วต่อสัปดาห์ ส่วนผู้หญิงในกลุ่มอายุเดียวกัน บริโภคโดยเฉลี่ย 11.2 แก้วต่อสัปดาห์ ดร.เชอร์กกล่าวว่า &amp;ldquo;เมื่อพูดถึงการดื่มแอลกอฮอล์น้อยกว่าเสมอดีกว่า&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับข้อขัดแย้งระหว่างประโยชน์กับอันตรายของการดื่มสุราในระดับปานกลางยังคงมีอยู่ ตัวอย่างเช่น ในเดือนมกราคม มีงานวิจัยจากนักวิจัย มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ ในเมืองบัลติมอร์ สหรัฐอเมริกา ประกาศว่า &amp;ldquo;การดื่มในระดับปานกลาง (หากเรายังสามารถเรียกการบริโภคได้ถึง 24.5 แก้วต่อสัปดาห์ของคนอเมริกัน) ซึ่งคำว่า &amp;#39;ปานกลาง&amp;#39; อย่างที่สหรัฐอเมริกาทำอย่างเป็นทางการ ช่วยลดความเสี่ยงของผู้คนในการพัฒนาโรคไตเรื้อรัง เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มสุราและไม่สูบบุหรี่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการศึกษามากกว่า 12,500 คน ในวารสารโภชนาการการทำงานของไต พบว่า คนที่ดื่มระหว่าง 8-14 เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อสัปดาห์ มีความเสี่ยงลดลง 29% จากโรคไตเรื้อรัง เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มสุราและไม่สูบบุหรี่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้แต่คนที่ดื่มสุราระหว่าง 15-20 แก้วต่อสัปดาห์ ก็มีความเสี่ยงลดลงของโรคต่างๆ ได้ถึง 23% แต่ถ้าดื่มมากกว่าที่กล่าวมานี้ย่อมก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าสุขภาพดีอย่างแน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.เอมิลี่ หู่ นักระบาดวิทยาด้านโภชนาการ ซึ่งเป็นผู้นำการศึกษา กล่าวว่า &amp;ldquo;ผลประโยชน์อาจอธิบายได้จากข้อเท็จจริงที่ว่า การดื่มในระดับปานกลางมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจที่ลดลง ซึ่งเป็นภาวะที่มีสาเหตุทางสรีรวิทยา ที่คล้ายคลึงกันกับโรคไตเรื้อรังที่ลดลง จากผลวิจัยการดื่มสุราของพลเมืองมะกันนั่นเอง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีอีกหลายงานวิจัยที่ออกมาระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับความปลอดภัยหรือประโยชน์ของการดื่มสุราในแบบพอดี ซึ่งทำการเผยแพร่ไปเมื่อเดือนธันวาคมที่มา โดยสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา American Cancer Society ที่สรุปว่าการดื่มแอลกอฮอล์ในระดับเบาไปจนถึงปานกลางนั้น ล้วนกระตุ้นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งทุกชนิด.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76671</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ดร.อดัม เชอร์ก, มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200906/image_big_5f54d32eb71dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2020 13:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2020 13:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยอดสังเวยโควิดในสหรัฐ-ฝรั่งเศสแซงหน้าจีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กราฟยังพุ่งทะยานไม่หยุด ข้อมูลล่าสุดระบุสหรัฐมีผู้เสียชีวิตเกิน 4,000 ศพ แซงหน้าจีนห่างไกลแล้ว ขณะฝรั่งเศสดับเพิ่มเกือบ 500 คนใน 24 ชั่วโมง ยอดรวมเกิน 3,500 ศพ มากกว่าจีนแล้วเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Credit : Coronavirus Resource Center ; Johns Hopkins University&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อมูลล่าสุดแบบเรียลไทม์ของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ในสหรัฐเมื่อเวลา 13.30 น.ของวันพุธที่ 1 เมษายน ตามเวลาประเทศไทย จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสะสมทั่วโลกอยู่ที่ 860,181 ราย เสียชีวิตแล้ว&amp;nbsp; 42,345 ราย หายแล้ว 178,301 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลก 189,618 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 4,080 ราย ซึ่งมากกว่ายอดของเมื่อวันเสาร์เกิน 2 เท่า และมากแซงหน้าจีนแล้ว นครนิวยอร์กซิตีมีผู้เสียชีวิตมากที่สุด 1,096 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลกยังคงเป็นอิตาลี มีผู้เสียชีวิตแล้ว 12,428 ราย จากผู้ติดเชื้อ
105,792 ราย รองลงมาคือสเปน 8,464 ราย จากผู้ติดเชื้อ 95,923 ราย ขณะที่ฝรั่งเศสมีผู้เสียชีวิตรายวันมากเป็นสถิติใหม่ของประเทศที่ 499 รายเมื่อวันอังคาร ทำให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 3,523 ราย จากผู้ติดเชื้อ 52,836 ราย ยอดเสียชีวิตในฝรั่งเศสแซงหน้าจีนด้วยเช่นกัน โดยจีนมีผู้เสียชีวิต 3,310 ราย ในจำนวนนี้ 3,187 รายอยู่ในมณฑลหูเป่ย์ที่เริ่มพบการระบาดเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61690</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฝรั่งเศส, มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์, ยอดเสียชีวิต, สหรัฐ, โควิด-19, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e84376d747f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
