<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2019 17:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2019 15:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมัชชาประชาชนภาคใต้ยื่นข้อเสนอต่อพรรคการเมือง 4 ด้าน เน้น ‘ความมั่นคงด้านชีวิต-อาหาร-เศรษฐกิจ-ชุมชนเข้มแข็ง’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นครศรีธรรมราช/ เครือข่ายประชาชนภาคใต้จัดงานสมัชชาประชาชนฯ &amp;nbsp;&amp;lsquo;คนทุกข์ลุก-รุกสร้างสุข&amp;rsquo; และจัดทำข้อเสนอ &amp;lsquo;ยุทธศาสตร์ภาคประชาชน&amp;rsquo; เสนอต่อพรรคการเมืองเพื่อให้นำไปจัดทำเป็นนโยบายและแผนพัฒนาประเทศ&amp;nbsp; เน้นยุทธศาสตร์ 4 ด้าน&amp;nbsp; คือ &amp;lsquo;ความมั่นคงด้านชีวิต-อาหาร-เศรษฐกิจ-ชุมชนเข้มแข็ง&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ระหว่างวันที่ 4-5 มีนาคม&amp;nbsp; เครือข่ายภาคประชาชนในภาคใต้&amp;nbsp; ในนาม &amp;lsquo;สมัชชาประชาชนภาคใต้&amp;rsquo; ได้จัดงาน สมัชชาประชาชนภาคใต้ครั้งที่ 1 &amp;lsquo;คนทุกข์ ลุก-รุกสร้างสุข&amp;rsquo; ที่ห้องประชุมเมืองสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ อ.เมือง &amp;nbsp;จ.นครศรีธรรมราช&amp;nbsp; เพื่อเป็นเวทีกลางให้ประชาชนได้เรียนรู้สถานการณ์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นและมีผลกระทบต่อประชน&amp;nbsp; ตั้งเป้าหมายให้ประชาชนกำหนดอนาคตตนเอง&amp;nbsp; และยกระดับเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังภัยคุกคามภาคใต้ &amp;nbsp;รวมทั้งร่วมเสนอยุทธศาสตร์ภาคประชาชน 4 ด้าน&amp;nbsp; เพื่อให้พรรคการเมืองต่างๆ นำไปจัดทำเป็นนโยบายและแผนพัฒนาประเทศต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีประชาชนจากเครือข่ายต่างๆ ในภาคใต้เข้าร่วมงานประมาณ 1,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;รศ.ดร.ณัฐพงษ์&amp;nbsp; จิตรนิรัตน์ &amp;nbsp;คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยทักษิณ &amp;nbsp;ประธานจัดงานสมัชชาประชาชนภาคใต้ฯ &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp; การพัฒนาภาคใต้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา &amp;nbsp;รัฐมุ่งเน้นสร้างการเติบโตของระบบทุนนิยมเสรีเป็นสำคัญ &amp;nbsp;และได้ออกแบบเพื่อสนองการลงทุนภาคอุตสาหกรรมและบริการ&amp;nbsp; ภายใต้แผนพัฒนาต่างๆ &amp;nbsp;เช่น แผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ &amp;nbsp;เขตเศรษฐกิจพิเศษ &amp;nbsp;และกำลังจะมีโครงการระเบียงเศรษฐกิจเพิ่มเข้ามา &amp;nbsp;รวมถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ต้องการนำไปแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ &amp;nbsp;เป็นต้น &amp;nbsp;ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานศักยภาพที่มีอยู่ของพื้นที่&amp;nbsp; และยังขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;แนวทางเหล่านี้จะนำไปสู่การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ &amp;nbsp;สิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;แหล่งผลิตอาหาร วิถีชีวิต วัฒนธรรม &amp;nbsp;ภูมิปัญญา &amp;nbsp;และการดำรงชีวิตของประชาชนที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปในที่สุด&amp;nbsp; ยิ่งไปกว่านั้นคือความคิดต่าง และความไม่เข้าใจกันระหว่างประชาชนด้วยกันเอง &amp;nbsp;และกับภาครัฐ &amp;nbsp;จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในอนาคต &amp;nbsp;ซึ่งจะนำไปสู่การละเมิดสิทธิชุมชน &amp;nbsp;สิทธิมนุษยชน และความไม่เป็นธรรมในสังคม&amp;nbsp; ซึ่งจะกลายเป็นความเหลื่อมล้ำมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน&amp;rdquo;&amp;nbsp; รศ.ดร.ณัฐพงษ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากสภาพปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp; เครือข่ายประชาชนภาคใต้ ซึ่งประกอบด้วย &amp;nbsp;เครือข่ายองค์กรชุมชน &amp;nbsp;ภาคประชาสังคม&amp;nbsp; กลุ่มประเด็นปัญหา &amp;nbsp;กลุ่มศิลปิน กลุ่มนักวิชาการ และสื่อมวลชนกว่า&amp;nbsp; 60 เครือข่าย &amp;nbsp;ได้รวมตัวกันเป็น &amp;ldquo;สมัชชาประชาชนภาคใต้&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพื่อเป็นพื้นที่กลางให้ทุกภาคส่วนได้ใช้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้หาแนวทางแก้ไขปัญหา &amp;nbsp;เฝ้าระวังผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาภาคใต้ &amp;nbsp;และสร้างรูปธรรมการพัฒนาที่สอดคล้องเหมาะสม และหวังที่จะสร้างยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคประชาชนอย่างยั่งยืนร่วมกันในอนาคต ซึ่งหมายถึงอนาคตที่ประชาชนจะต้องกำหนดได้เอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ถึงเวลาแล้วที่ภาคประชาชนต้องจับมือกันเพื่อลุกขึ้นมาดูแล &amp;nbsp;ปกป้องแผ่นดินของตนเอง &amp;nbsp;เราหวังว่าสมัชชาประชาชนภาคใต้ &amp;nbsp;จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางให้ประชาชนมีเวที&amp;nbsp; มีที่ยืน&amp;nbsp; และมีตัวตนในการพัฒนาประเทศ&amp;rdquo; ประธานจัดงานกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การจัดงานในครั้งนี้&amp;nbsp; มีเวทีวิชาการ&amp;nbsp; การแสดงศิลปะวัฒนธรมพื้นบ้าน&amp;nbsp; รวมทั้งการร่วมกันเสนอและจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาของภาคประชาชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อนำเสนอต่อพรรคการเมืองต่างๆ ที่มาร่วมงานจำนวน 11 พรรค&amp;nbsp; ให้นำไปประกอบการจัดทำนโยบายและเป็นแผนพัฒนาประเทศหลังจากที่พรรคการเมืองได้เข้าไปบริหารประเทศแล้ว &amp;nbsp;ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ยุทธศาสตร์ที่ 1 : ประชาชนภาคใต้จะต้องมีความมั่นคงในการดำรงชีวิต ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;1.เร่งรัดให้มีการออกพระราชบัญญัติโฉนดชุมชนที่ประชาชนร่วมกันยกร่าง&amp;nbsp; ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้มีสิทธิในที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;ที่ทำกิน &amp;nbsp;บนหลักสิทธิร่วมของชุมชน &amp;nbsp;รวมทั้งให้มีกลไกเพื่อแก้ปัญหาที่ดินของรัฐแต่ละประเภท โดยมีตัวแทนผู้เดือดร้อนอยู่ในกลไกดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;2.สนับสนุนการกระจายการถือครองที่ดิน &amp;nbsp;ที่ทำกิน &amp;nbsp;ที่อยู่อาศัยของประชาชน &amp;nbsp;โดยผลักดัน พ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า, พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน, พ.ร.บ.โฉนดชุมชน เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงสิทธิในที่ดิน&amp;nbsp; ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3. สนับสนุนให้ประชาชนทุกครัวเรือนได้มีที่อยู่อาศัย หรือพัฒนาที่อยู่อาศัยให้มีคุณภาพที่ดี&amp;nbsp; โดยภาคประชาชนเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัยในทุกกระบวนการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;4. สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงสวัสดิการจากรัฐอย่างทั่วถึงถ้วนหน้า โดยกำหนดเป็นกฎหมายว่าด้วย &amp;ldquo;รัฐสวัสดิการ&amp;rdquo; &amp;nbsp;รวมถึงการส่งเสริมบทบาทภาคประชาชนในการจัดสวัสดิการด้วยตนเอง&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;5. กำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาติพันธุ์ชาวเลและชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อแสดงถึงความจริงใจในการแก้ปัญหากลุ่มชาติพันธ์ที่กำลังถูกรุกรานจากการท่องเที่ยว &amp;nbsp;และจากการพัฒนาที่ไม่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ยุทธศาสตร์ที่&amp;nbsp; 2 : สร้างความมั่นคงทางอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;1.ต้องยุติ &amp;nbsp;เพื่อทบทวน และยกเลิกโครงการพัฒนาที่ส่งผลกระทบสภาวะอากาศ พื้นที่แหล่งผลิตอาหาร และวิถีชีวิตชุมชน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;โรงงานผลิตไฟฟ้าถ่านหิน &amp;nbsp;โครงการท่าเรือน้ำลึก &amp;nbsp;โครงการสร้างเขื่อน &amp;nbsp;รวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษและโครงการระเบียงเศรษฐกิจ &amp;nbsp;เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;2.ส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรชุมชนให้มีการอนุรักษ์ &amp;nbsp;พื้นฟู &amp;nbsp;และเฝ้าระวังทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน&amp;nbsp; ซึ่งถือเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารและยาตามธรรมชาติ &amp;nbsp;โดยจัดทำแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;3.ยกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่ส่งผลกระทบต่อแวดล้อมและเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตทั้งคนและสัตว์4.สนับสนุนระบบเกษตรกรรมยั่งยืนให้กับชาวสวนยาง &amp;nbsp;สวนปาล์ม &amp;nbsp;สวนผลไม้&amp;nbsp; และนาข้าว&amp;nbsp; 5.คุ้มครองสิทธิด้านเมล็ดพันธุ์ และพันธุ์ไม้พื้นเมือง &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ยุทธศาสตร์ที่ 3 : ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากบนฐานศักยภาพท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;1. ประกาศเรื่องเกษตรอินทรีย์ให้เป็นวาระแห่งชาติ และต้องกำหนดมาตรการส่งเสริมอย่างเป็นรูปธรรมให้ครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ &amp;nbsp;รวมถึงการพัฒนาพันธุกรรม ส่งเสริมปัจจัยการผลิต การแปรรูปที่ได้มาตรฐาน &amp;nbsp;จัดหาตลาด&amp;nbsp; และให้เกษตรรายย่อยเข้าถึงการอุดหนุนจากรัฐอย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;2. พัฒนาระบบวิสาหกิจชุมชน จัดกลไกการสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงต้องบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อส่งเสริมและยกระดับวิสาหกิจของชุมชนอย่างเป็นระบบในทุกด้าน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน ด้านการจัดการผลิต &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยให้ความสำคัญต่อการสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่สอดคล้องกับฐานทรัพยากรและวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3. แก้ไขกฎหมายพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 &amp;nbsp;มาตราที่ส่งผลกระทบกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และวิถีการประกอบอาชีพของประมงพื้นบ้าน &amp;nbsp;รวมถึงการรับรองการจดทะเบียนเรือชาวประมงพื้นบ้านทุกประเภท และทุกพื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.ยกเลิกเครื่องมือประมงที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อทรัพยากรสัตว์น้ำวัยอ่อน &amp;nbsp;โดยเฉพาะเรืออวนลาก เรือปั่นไฟ และต้องประกาศการปิดอ่าวในฤดูปลาวางไข่ทุกพื้นที่&amp;nbsp; 5. สนับสนุนแนวคิดธนาคารต้นไม้ &amp;nbsp;โดยต้นไม้ที่ประชาชนปลูกถือเป็นสิทธิและทรัพย์สินที่สามารถกำหนดเป็นมูลค่า ซึ่งรัฐจะต้องจัดตั้งองค์กรเพื่อการจัดการในลักษณะกองทุนธนาคารต้นไม้ &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ยุทธศาสตร์ที่&amp;nbsp; 4 : ด้านการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนและภาคประชาสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;1.ส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็งของการเมืองภาคพลเมือง&amp;nbsp; เพื่อเป็นการสร้างฐานรากการเมืองในระบบประชาธิปไตยให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;2.ฟื้นฟูกลไกของภาคประชาชนที่ถูกเทรกแซง &amp;nbsp;ถูกลดบทบาท หรือถูกยกเลิกไปในช่วงเวลาที่ผ่านมา และต้องออกแบบเพื่อนำไปสู่การส่งเสริมขบวนการของภาคประชาชน หรือภาคประชาสังคมอย่างแท้จริง และจะต้องให้ความสำคัญกับบทบาทของภาคประชาชนในการกำหนดแผนการพัฒนาในระดับชุมชน จนถึงแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ไม่แค่เพียงการเข้าร่วม &amp;nbsp;หากแต่จะต้องมีส่วนร่วมในทุกระดับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3.จัดให้มีกองทุนภาคประชาสังคม ที่ทำหน้าที่สนับสนุนขบวนการองค์กรชุมชนเพื่อการจัดการชุมชนท้องถิ่นของตนเองได้ในทุกมิติ ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ การจัดการผลผลิต การท่องเที่ยวชุมชน การรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมของผู้สูงอายุ เยาวชน ผู้หญิง และการพัฒนาระบบสุขภาวะ การจัดการภัยพิบัติของชุมชน และอื่นๆ&amp;nbsp; เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการรวมกลุ่มของประชาชนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้สมัชชาประชาชนภาคใต้มีความเห็นว่า&amp;nbsp; ปัจจัยที่จะทำให้ข้อเสนอดังกล่าวบรรลุผลสำเร็จได้นั้นจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานการเมืองในระบบประชาธิปไตย &amp;nbsp;ที่ฝ่ายการเมืองจะต้องส่งเสริมให้การเมืองภาคพลเมืองมีความเข้มแข็งมากขึ้น &amp;nbsp;มีการบริหารประเทศแบบการกระจายอำนาจที่เป็นการลดอำนาจรัฐ &amp;nbsp;เพิ่มอำนาจประชาชน &amp;nbsp;โดยต้องแก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม &amp;nbsp;และไม่เอื้อต่อการปฏิบัติ และจะต้องคำนึงถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริงในทุกระดับขั้นตอน &amp;nbsp;ซึ่งพรรคการเมืองที่ได้เป็นรัฐบาลจะต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจจริงที่จะนำข้อเสนอนี้ไปสู่การปฏิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้เพื่อให้ข้อเสนอดังกล่าวมีการนำไปสู่การปฏิบัติและดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม สมัชชาประชาชนภาคใต้จึงมีมาตรการขับเคลื่อนต่างๆ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;1.หลังการเลือกตั้งไม่เกิน 3 เดือน &amp;nbsp;สมัชชาประชาชนภาคใต้จะจัดให้มีการประชุมอีกครั้งหนึ่ง &amp;nbsp;และจะเชิญตัวแทนรัฐบาลเข้าร่วมการประชุม&amp;nbsp; เพื่อถามถึงแนวนโยบายและแนวทางการนำข้อเสนอดังกล่าวสู่การปฏิบัติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;2.จัดให้มีกลไกการขับเคลื่อน และติดตามข้อเสนอร่วมกันระหว่างตัวแทนของสมัชชาประชาชนฯ กับผู้แทนของรัฐบาล &amp;nbsp;3.สมัชชาประชาชนฯ จะจัดให้มีการประชุมคณะทำงานสมัชชาฯทุกปี เพื่อจัดทำรายงานประเมินผลการดำเนินงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทบทวนและสร้างข้อเสนอใหม่ที่ทันต่อสถานการณ์ปัญหาเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลและนำไปสู่การแก้ไขต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30568</URL_LINK>
                <HASHTAG>พัฒนาชุมชนเข้มแข็ง, มหาวิทยาลัยทักษิณ, ยุทธศาสตร์ภาคประชาชน, รศ.ดร.ณัฐพงษ์  จิตรนิรัตน์, สมัชชาประชาชนภาคใต้, ‘คนทุกข์ลุก-รุกสร้างสุข’</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190305/image_big_5c7e49470b2a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17219</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2026 18:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2018 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุบาย &#039;ขุนพันธรักษ์ราชเดช&#039; &#039;เลี้ยงโจร-จีบลูกสาวชาวบ้าน&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
เรื่องราวของ พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช ถูกนำมาทำเป็นภาพยนต์แล้วถึง 2 ภาค แต่ประวัติของอดีตนายตำรวจมือฉมัง ผู้ปราบจอมโจรไอ้เสือมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำแห่งวงการตำรวจไทย &amp;nbsp;ยากที่จะเล่าขานให้จบในเวลาสั้นๆ การที่ท่านมีชีวิตยาวนานถึง 103 ปี รับราชการตำรวจมีผลงานมากมาย ทำให้มีเรื่องเล่าขานถึงตัวอดีตนายตำรวจท่านนี้มากที่สุดไม่มีใครเทียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปริญญานิพนธ์ของ &amp;quot;วีระ แสงเพชร&amp;quot; มหาวิทยาลัยทักษิณ ซึ่งน่าจะบันทึกประวัติของขุนพันธรักษ์ราชเดชได้ละเอียดที่สุด ได้ระบุบางตอนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะช่วงที่ขุนพันธรักษ์ราชเดชรับคำท้าของคณะเสือครึ้ม กลุ่มเสือร้ายวัดนก อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ให้ไปพบปะกันถึงรังโจรของคณะเสือวัดนก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพบกันในครั้งนั้นมีเงื่อนไขว่าให้ไปกันเพียง 3 คน คือ ขุนพันธ์ฯ, นายอำเภอ และผู้กองอำเภอสรรคบุรีเท่านั้น ขุนพันธ์ฯ กล้ารับคำเชิญเชิงท้าทายนั้นอย่างกล้าหาญ ไปพบตามกำหนดทั้งๆ ที่คณะโจรมีจำนวนถึง 45 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อไปถึงรังโจร ขุนพันธ์ฯ ใช้ภูมิปัญญาและวิสัยนักเลง ให้คณะเสือครึ้มคัดเลือกตัวแทนจำนวน 3 &amp;nbsp;คนเท่ากันไปเจรจากันในโบสถ์หรือในถ้ำ โดยใช้ภูมิปัญญาจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ตอนพาลีปราบทรพี ซึ่งไม่สามารถปราบกลางแปลงได้ จึงต้องชวนไปปราบในถ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่สุดคณะเสือครึ้มก็ยอมเลือกตัวแทนไปเจรจากันในโบสถ์ ความกล้าหาญแบบชายชาตินักเลงของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชครั้งนี้ ทำให้ชนะใจคณะเสือวัดนก จนฝ่ายเสือวัดนกตอบรับข้อเสนอของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชด้วยวิธีของนักเลงเช่นกัน ทำให้เป็นประโยชน์ต่อการปราบปราม และเป็นการพิสูจน์ว่า พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชไม่เสียดายชีวิตเท่ากับเสียดายศักดิ์ศรีของนักเลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชมีน้ำใจเป็นนักกีฬาตามวิสัยนักเลงที่แท้จริง คือ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงเพื่อหาทางเอาเปรียบคู่ต่อสู้ ตลอดชีวิตการปราบปรามของท่านไม่เคยลั่นกระสุนปืนก่อนคู่ต่อสู้ เว้นแต่จะเป็นการยิงขู่ขวัญ ไม่ใช้อาวุธที่มีอานุภาพสูงกว่า เช่นถ้าโจรมือเปล่าก็จะต่อสู้ด้วยมือเปล่า เมื่อสามารถจับเป็นโจรคนใดได้ก็พยายามรักษาชีวิตเพื่อนำส่งให้ดำเนินคดีตามกระบวนยุติธรรม ถ้าโจรคนใดให้คำมั่นสัญญาว่าจะเลิกประพฤติชั่วก็จะให้โอกาส ไม่ผูกใจเจ็บหรืออาฆาต ถ้าโจรคนใดต่อสู้จนสุดฤทธิ์แล้วเพลี่ยงพล้ำร้องขอชีวิตก็จะไม่เอาชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นกรณีการจับเสือคง เมืองพัทลุง เมื่อ พ.ศ.2475 เป็นโจรที่มีอิทธิพล มีเส้นสายแทรกซึมอยู่แม้แต่ในเมืองและบนสถานที่ราชการ เคยประกาศท้าขุนพันธ์ฯ ให้ไปชกและฟันกันกับพวกมัน และท้าทายในลักษณะอื่นๆ หลายครั้ง เคยฆ่ากำนันกิมจ๋องเพื่อนสนิทของขุนพันธ์ฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อจับได้ขุนพันธ์ฯ ก็ไว้ชีวิตมันจนผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงต่อว่าขุนพันธ์ฯ อย่างรุนแรงที่ไว้ชีวิตเสือคง ที่ขุนพันธ์ฯ กระทำเช่นนั้นเพราะไม่อาจฝืนสำนึกของนักเลงเนื่องจาก &amp;quot;ทำไม่ลง...เสือคงมันไม่สู้และไร้อาวุธปืนอยู่ในมือ มิหนำซ้ำมันยังยกมือไหว้ขอชีวิตไว้&amp;quot; ในที่สุดเสือคงก็ถูกส่งตัวขึ้นศาลถูกศาลพิพากษาจำคุก 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีการจับเสือสายคอลายที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เสือสายต่อสู้จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อจับได้แล้วขณะที่คุมตัวล่องเรือเพื่อส่งตัวยังจังหวัด เสือสายเกิดอาการคล้ายจะตาย ขุนพันธ์ฯ ช่วยหาผู้ที่พอจะมีความรู้ทางหมอทางยาให้ช่วยพยาบาลจนพ้นเขตอันตราย เสือสายซึ่งเคยมั่นหมายจะเอาชีวิตขุนพันธ์ฯ ขอบุหรี่จากขุนพันธ์ฯ ขุนพันธ์ฯ ก็ยื่นให้ และแสดงความเป็นนักเลง ชนะใจเสือสายจนเสือสายกล่าวยกย่องน้ำใจ อันนี้แสดงถึงน้ำใจนักเลงที่รู้แพ้ รู้ชนะ รู้จักให้อภัย ทั้งๆ ที่จะถือโอกาสทำวิสามัญฆาตกรรมอำพรางเสียก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากจรรยานักเลงที่ว่านักเลงที่แท้จริงจะต้องมีความกตัญญูสูง ไม่ลบหลู่หรือเนรคุณผู้มีพระคุณ ไม่ทรยศต่อเพื่อน ไม่กระทำการใดๆ ที่คนทั่วไปถือว่าเป็นการก่อเสนียดจัญไร เช่น ไม่รบราฆ่าฟันกันในเขตวัด ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นเครื่องรางของขลังหรือบุคคลที่ศัตรูนับถือ ไม่กระทำดูหมิ่นซากศพของศัตรู ไม่ข้ามศพ ใช้เท้าเขี่ยศพ หรือสับศพเป็นชิ้นๆ ใครกระทำการเช่นว่านี้ถือเป็นเรื่องอัปยศ อัปมงคล จรรยานักเลงเหล่านี้ปรากฏว่า พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และรังเกียจที่บุคคลอื่นกระทำเช่นนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นกรณีการปราบเสือสัง อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชกล่าวตำหนิ นายขี้ครั่ง ที่เมื่อเข้าใจผิดว่าตนเองยิงเสือสังไม่ผิดแล้ววิ่งเลยไปที่เรือนนางหมิกภรรยาหลวงของเสือสัง &amp;nbsp;พร้อมกับตะโกนด่าแม่ไปพลาง และใช้คำหยาบว่า &amp;quot;กูยิงผัวมันตายโหงแล้ว เมียมันสองคนได้กู&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขุนพันธรักษ์ราชเดชเล่าเชิงตำหนินายขี้ครั่งต่อไปว่า &amp;quot;นายขี้ครั่งขึ้นไปเอะอะบนเรือนนางหมิกเมียหลวงของเสือสัง แกจะทำอะไรบ้างเรามองไม่เห็น เราทั้งสองต้องใช้ตาดูหูฟังการเคลื่อนไหวของเสือสัง&amp;quot; &amp;nbsp;เป็นทำนองตำหนิการกระทำสิ่งที่เป็นอัปมงคลของนายขี้ครั่งโดยปริยาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการตัดศีรษะศพเสียบประจานเพื่อไม่ให้ใคร
ถือเป็นแบบอย่าง ไม่ถือเป็นอัปมงคล เพราะเป็นการลงทัณฑ์ให้ควรแก่โทษานุโทษ ซึ่งปฏิบัติกันมาแต่โบราณ แม้ในกฎมณเฑียรบาลก็มีการให้ประหารชีวิตผู้กระทำผิดต่อแผ่นดินถึง 7 ชั่วโคตรก็มี ให้ประจานความผิดแบบต่างๆ ก็มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขุนพันธรักษ์ราชเดชจะกระทำเฉพาะรายที่จำเป็นจริงๆ&amp;nbsp;


สล็อตออนไลน์ และมักมีเหตุอื่นประกอบด้วย เช่น เสือผัด &amp;nbsp;แก้วเอียด ถูกจับได้ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ถูกยิงเสียชีวิตและนำศีรษะมาเสียบประจานที่หน้าสถานีตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง เมื่อปี พ.ศ.2493&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขุนพันธรักษ์ราชเดชกล่าวว่า &amp;quot;วันหนึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะมาตรวจราชการที่จังหวัดพัทลุงและจะเลยไปที่สถานีตำรวจภูธรด้วย ทางผู้ว่าฯ ขอร้องให้เราเอาหัวที่เสียบประจานออกชั่วคราว แต่เราไม่ยอมเอาออก และบอกผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงไปว่า ท่านรัฐมนตรีจะได้รู้บ้างว่าที่พัทลุงเหตุการณ์เป็นอย่างไร&amp;quot;&amp;nbsp;


เว็บแทงบอล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสือช้องเป็นเสือกลุ่มเดียวกับเสือโถ ออกปล้นและลักวัวแถบตอนใต้ของอำเภอเมือง อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง และอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นบ้านเดิมของเสือช้อง หลังถูก พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชและคณะยิงเสียชีวิต และ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชตัดศีรษะใส่กรอมไม้ไผ่ทำพิธีปักเสียบไว้ที่แหลมจองถนน อำเภอเขาชัยสน โดยให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เพราะบ้านเสือช้องอยู่ที่อำเภอสทิงพระ และเพื่อข่มขวัญโจรทางสงขลาที่จะมาขึ้นฝั่งที่บริเวณดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีตัดศีรษะเสือผัด แก้วเอียด แล้วเสียบประจานที่หน้าสถานีตำรวจภูธร&amp;nbsp;


ซื้อหวยออนไลน์ จังหวัดพัทลุงนั้น จะเห็นเจตนาที่เป็นอุบายอันแยบยลของขุนพันธรักษ์ราชเดช ว่ามิได้มุ่งที่จะประจานผู้ตายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการประจานผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อบ้านเมืองที่ไม่จริงจังต่อการดูแลทุกข์สุขของประชาชน และไม่กล้าเผชิญกับความจริง เพื่อให้สำนึกผิดพร้อมกันไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากวัฒนธรรมพื้นบ้านในช่วงที่ขุนพันธรักษ์ราชเดชปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ มีวัฒนธรรมการผูกญาติ การนับญาติ (สาวญาตินับโยด การเป็นดอง) การผูกมิตร (เป็นเกลอ) ตลอดจนการผูกโยชน์ (ระบบอุปถัมภ์) ที่เป็นจุดแข็งของชุมชน เพื่อการร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมคิด และการพึ่งพาทั้งในแต่ละชุมชน และระหว่างชุมชน พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้ใช้ภูมิปัญญานำเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นดังกล่าวนี้มาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการปราบปราม จึงทำให้งานปราบปรามประสบผลดียิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น ขุนพันธรักษ์ราชเดชใช้ภูมิปัญญาการผูกมิตรที่มีความผูกพันอย่างใกล้ชิดกับผู้ที่มั่นใจว่าวางใจได้ในแต่ละชุมชนในระดับ &amp;quot;อ้ายเพื่อน&amp;quot; หรือ &amp;quot;อ้ายคอ&amp;quot; (ใกล้ชิดเป็นพิเศษไปมาหาสู่กันเสมอ พักพิงอาศัยทุกครั้งที่อยู่ในชุมชนนั้นๆ และช่วยดูแลอำนวยความสะดวกให้ตามความต้องการ) และระดับ &amp;quot;อ้ายเกลอ&amp;quot; (สามารถตายแทนกันได้ เสมือนเป็นคนคนเดียวกัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การผูกมิตรกับคนในชุมชนในระดับ &amp;quot;อ้ายเพื่อน&amp;quot; หรือ &amp;quot;อ้ายคอ&amp;quot; ขุนพันธรักษ์ราชเดชมักเลือกบุคคลที่เป็นผู้นำในท้องถิ่น หรือเป็นคนที่ชุมชนเคารพนับถือ และ/หรือมีเหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าวางใจได้ บุคคลที่เป็นเพื่อนในระดับนี้จะมีอยู่ในทุกชุมชนที่ปฏิบัติการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น นายขี้ครั่ง เหรียญขำ ซึ่งเป็นผู้ที่ช่วยนำ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชไปสมัครเป็นศิษย์ของอาจารย์เอียด&amp;nbsp;


สล็อตเว็บตรงทดลอง วัดเขาอ้อ แต่เดิมนายขี้ครั่ง เหรียญขำ เป็นเพื่อนกับนายแคล้ว พันธรักษ์ ซึ่งเป็นน้องชายของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิตย์ กำนันตำบลหานโพธิ์ อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง เป็นเพื่อนสนิทที่ไปมาหาสู่กันเสมอ
นายกิมจ๋อง กำนันตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นผู้ที่คอยสืบหาข่าวและร่วมในการจับกุมโจรอยู่เสมอๆ ภายหลังถูกกลุ่มของเสือตั้ง เสือชุ่ม และเสือคงยิงเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2475&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปั้น สุนสงค์ ผู้ใหญ่บ้านตำบลคลองหอยโข่ง เป็นคนที่สนิทสนมเป็นพิเศษทุกครั้งที่ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชมาหาข่าวสารบริเวณนี้จะต้องพักที่บ้านนายปั้น สุนสงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทิม บางงอน กำนันตำบลถ้ำสิงขร (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอคีรีรัฐนิคม) เป็นผู้นำทางและคอยหาข้าวปลาอาหารให้ในช่วงที่ไปจับกุมเสือสาย เมื่อ พ.ศ.2486&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปริก กำนันตำบลวังไม้ดก อำเภอเมืองพิจิตร และยังมีบุคคลอื่นๆ อีกมาก วิธีการดังกล่าวนี้เป็นการปรับใช้วัฒนธรรมการผูกมิตรกับผู้มีอำนาจในท้องถิ่น ซึ่งขณะนั้นนิยมกันทั้งในหมู่นักเลงชาตรี &amp;nbsp;โจร และนักเลงหัวไม้ การผูกมิตรถึงระดับเป็น &amp;quot;อ้ายเกลอ&amp;quot; พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นเกลอกับนายนวลซึ่งเป็นบิดาของเสือเอื้อน ตำบลป่าพะยอม อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปถ่าย..ร่วมฉลองยศขุนพันธรักษ์ราชเดช บ้านอ้ายเขียว อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช 11 มกราคม พ.ศ. 2505&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขุนพันธรักษ์ราชเดชแนะนำผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของท่าน คือ &amp;quot;ให้จีบลูกสาวชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น ๆ แล้วจะได้ข้อมูลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภายในครอบครัวเองหรือเรื่องภายนอก เหตุดังกล่าวนี้เองทำให้เป็นที่โจษขานกันว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นคนเจ้าชู้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุบายอันนี้ถ้ามองกันว่าเป็น &amp;quot;ลูกเล่น&amp;quot; ของขุนพันธรักษ์ราชเดช และผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านนำไปใช้เพียงแต่จีบลูกสาวชาวบ้าน เพื่อแลกเอาข่าวสารก็สมควรที่จะถูกตำหนิว่าเป็นคนเจ้าชู้ แต่ถ้าเป็นไปด้วยบริสุทธิ์ใจ กุศโลบายที่นำเอาวัฒนธรรมพื้นบ้านเรื่องการผูกดอง และเป็นการดองมาใช้ นับว่าก่อให้เกิดประโยชน์ที่ยั่งยืน แต่มีโอกาสที่จะใช้จำกัดมิเช่นนั้นจะเข้าภาษิต &amp;quot;รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้ปรับใช้วัฒนธรรมเรื่องนี้ที่ได้ผลชัดเจน คือกรณีที่ ร.ต.ท.แช่ม แกล้วทนง ตีสนิทกับแม่หม้ายที่ขายขนมในซ่องไม้ไผ่งาช้าง ในตลาดสุราษฎร์ธานี เพื่อสืบหารายละเอียดก่อนจะปราบซ่องการพนันดังกล่าวนี้ ซึ่งได้ผลตามที่ต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัฒนธรรมการ &amp;quot;การผูกโยชน์&amp;quot; คือการสร้างสายสัมพันธ์กันโดยการเกิดพันธะผูกพันเพราะการเป็นหนี้บุญคุณกัน เคยอุปถัมภ์ค้ำจุนกัน จนเกิดสำนึกว่าจะต้องตอบแทนบุญคุณ หรืออย่างน้อยก็ไม่คิดเนรคุณ วัฒนธรรมด้านนี้ที่ฝ่ายปราบปรามเคยนำมาใช้กันอย่างชัดเจน คือการใช้โจรที่อยู่ในอุปถัมภ์ปราบโจรและมักเข้าทำนองตำรวจเลี้ยงโจร ซึ่งขุนพันธรักษ์ราชเดชได้ใช้ภูมิปัญญาที่จะไม่ให้เกิดจุดด่างพร้อยในประเด็นดังกล่าวซึ่งกระทำได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นลูกที่ดีและต้องปฏิบัติการปราบปรามในถิ่นเกิดหรือในที่มีญาติมิตร มีเกลอ และมีผู้ที่เคยอุปถัมภ์ค้ำจุนกันมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากผู้ที่มีอิทธิพลในท้องถิ่นนั้นล้วนสมาคมกับโจรและเลี้ยงโจร การปราบโจรบางรายจึงเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งกับผู้นำและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นที่มักจะต้องทำงานร่วมกันกับตำรวจ การใช้โจรปราบโจรจึงต้องใช้อุบายหลบเลี่ยงการหักหน้ากัน และเป็นการหยั่งดูเชิงกันเยี่ยงนักเลงข่มนักเลง วิธีการใช้โจรต่างถิ่นต่างสังกัดกันปราบโจรข้ามถิ่นข้ามสังกัด ทำให้ผู้มีอิทธิพลได้ประโยชน์และพอใจยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่องว่างดังกล่าวนี้สามารถใช้เป็นอุบายให้เกิดผลดีต่อการปราบปรามได้ระดับหนึ่ง อีกประการหนึ่งในหมู่โจรเองก็มักขัดแย้งกันทั้งในกลุ่มเดียวกันและต่างกลุ่มกัน โจรบางคนที่อยากกลับใจเป็นคนดี แต่ยากที่จะแยกตัวออกมาได้ง่ายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การที่ตำรวจเข้าไปช่วยให้มีทางออกจึงเป็นทางหนึ่งที่ช่วยให้การปราบปรามง่ายขึ้น แต่ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการคบคิดกับโจรและการเลี้ยงโจร การใช้ภูมิปัญญาที่จะใช้โจรปราบโจรให้เกิดผลดีโดยไม่มีผลเสีย ซึ่งเป็นหลักการที่ดีจึงยากที่จะกระทำได้ ส่วนใหญ่จะเข้าลักษณะ &amp;quot;คาบลูกคาบดอก&amp;quot; &amp;nbsp;หรือได้อย่างเสียอย่าง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Cr&amp;nbsp;: ปริญญานิพนธ์ &amp;quot;วีระ แสงเพชร&amp;quot; มหาวิทยาลัยทักษิณ,ภาพ:&amp;nbsp;http://www.gotonakhon.com/
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17219</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, ขุนพันธรักษ์ราชเดช, ขุนพันธ์, มหาวิทยาลัยทักษิณ, วีระ แสงเพชร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180910/image_big_5b962abe2ff78.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
