<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 08:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 08:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการบดีมธ.เล่าถึงโครงการพระราชดำริพ่อหลวง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.2564 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โพสต์เฟซบุ๊กมีเนื้อหา ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย ในปี พ.ศ.2493 เพื่อทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ในวันที่ 5 พฤษภาคม ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน เป็นพระราชดำรัสว่า &amp;quot;เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านั้น หลังจากที่นายปรีดี พนมยงค์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 พลเรือตรี หลวงธำรงค์นาวาสวัสดิ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ต่อมาในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ได้เกิดการรัฐประหารนำโดย พลโท ผิน ชุณหะวัน ซึ่งในระยะแรกได้ให้นาย ควง อภัยวงศ์ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน เป็นนายกรัฐมนตรี และได้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้น ประกาศใช้ในวันที่ 9 พฤศจิกายน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 29 มกราคม 2491 ได้มีการเลือกตั้งทั่วไป พรรคประชาธิปัตย์ได้รับชัยชนะ ทำให้นายควงได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงนี้ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้นใหม่โดยฝ่ายอนุรักษ์นิยม และได้ประกาศใช้วันที่ 23 มีนาคม 2492 รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2475 มาก เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่บัญญัติว่า &amp;quot;ประเทศไทยมีการปกครองมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 6 เมษายน รัฐบาลนายควงก็ถูกรัฐประหารทางจดหมายจากคณะทหาร บังคับให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจอมพล ป. พิบูลสงครามจึงกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในที่สุด สาเหตุที่จอมพล ป. ไม่เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่แรกน่าจะเป็นเพราะว่าไม่แน่ใจว่ารัฐบาลรัฐประหารจะเป็นที่ยอมรับของอังกฤษและสหรัฐอเมริกาหรือไม่ เนื่องจากจอมพล ป.เป็นผู้ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2&amp;nbsp;
ต่อมาก็ได้มีการเลือกตั้งตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และจอมพล ป.ก็ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกตามคาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่ทรงกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์อีกครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็ได้กำหนดวันกลับมาประทับในประเทศไทยเป็นการถาวรโดยจะเสด็จกลับในวันที่ 2 ธันวาคม 2494 ในขณะที่ประเทศไทยก็เกิดมีการทำรัฐประหารโดยคนกลุ่มเดียวกันกับที่ได้ทำรัฐประหารครั้งที่แล้ว โดยอ้างภัยคอมมิวนิสต์ที่คุกคาม และการทุจริตคอรัปชั่น และต่อมาคณะบริหารประเทศชั่วคราว ได้ประกาศรายงานกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะกำลังเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศ และประทับอยู่ที่สิงคโปร์ และได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2475 แทนรัฐธรรมนูญฉบับ 2492 จากนั้นก็ได้ประกาศตั้งรัฐบาลชั่วคราวซึ่งก็มี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีเช่นเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 2 ธันวาคม 2494 ได้มีความพยายามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 เพื่อจะใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งเป็นที่กล่าวกันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเห็นด้วยที่จะยังคงรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 ไว้ และพยายามคัดค้านแต่ไม่เป็นผล พระองค์จึงทรงเปลี่ยนท่าทีมาเป็นการเข้าไปมีส่วนในการพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยจนกระทั่งถึงวันพระราชทานรัฐธรรมนูญในวันที่ 8 มีนาคม 2495&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุเหล่านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามจึงไม่สู้จะราบรื่นเท่าใดนัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาจเป็นเพราะเพื่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ทรงพยายามประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆอย่างเต็มกำลัง เช่น ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อก่อตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อออกไปรักษาประชาชนในชนบท ทรงก่อตั้งทุน
อานันทมหิดล และทุนภูมิพล เพื่อนิสิตนักศึกษาและบัณฑิตในมหาวิทยาลัย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวโครงการแรกคือ โครงการสร้างถนนเข้าสู่หมู่บ้านห้วยมงคล ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคอีสาน เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2498 การเสด็จครั้งนี้ ทุกจังหวัดที่เสด็จ มีประชาชนหลั่งไหลมาเฝ้าชมพระบารมีกันอย่างเนืองแน่นล้นหลาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคอีสานครั้งนี้ ทำให้พระองค์ทอดพระเนตรเห็นความเดือดร้อน แร้นแค้นของประชาชนในชนบท พระองค์จึงทรงคิดที่จะพระราชทานความช่วยเหลือแก่ชาวบ้าน ชาวนา และเกษตรกรที่เดือดร้อนเหล่านี้ และนี่คือจุดเริ่มต้นของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มีมากกว่า 4,700 โครงการในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระแสความนิยมของประชาชนที่มีต่อองค์พระเจ้าอยู่หัวที่มีมากขึ้นเรื่อยๆดูเหมือนจะทำให้รัฐบาลไม่สู้สบายใจนัก นั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ปฏิเสธที่จะให้งบประมาณในการเสด็จประพาสภายในประเทศอีก การเสด็จประพาสในช่วงปี 2499-2500 จึงต้องจำกัดอยู่ในภาคกลางเท่านั้น
หลังการเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ 2500 ที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และเป็นหนึ่งในข้ออ้างของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในการทำรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป. ในวันที่ 16 กันยายน 2500&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร โดยเฉพาะในช่วงที่จอมพล สฤษดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างมาก และถวายการสนับสนุนต่อพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จพระราชดำเนินออกเยี่ยมราษฎรเรียกได้ว่า เกือบทุกจังหวัด ทั่วทุกภาคในประเทศ ไม่ว่าสถานที่นั้นจะเดินทางลำบากและทุรกันดารเพียงใดก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นปัญหาของชาวบ้านหรือเกษตรกร ก็จะทรงพระราชทานแนวทางแก้ปัญหา ซึ่งอาจใช้หน่วยงานของพระองค์เอง เช่นมูลนิธิโครงการหลวง ที่พระองค์ทรงใช้แนวทาง สนับสนุนชาวไทยภูเขาในภาคเหนือให้ปลูกพืชเมืองหนาวแทนการปลูกฝิ่น ซึ่งแรกๆก็ประสบปัญหามากมาย แต่ในปัจจุบันก็ประสบความสำเร็จด้วยดี หรือพระองค์อาจพระราชทานแนวทางการแก้ปัญหาให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนักวิชาการในมหาวิทยาลัยของรัฐ ให้ไปดำเนินการต่อ เช่น การแก้ปัญหาน้ำเสียด้วยการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีธรรมชาติ ของโครงการอ้นเนื่องมาจากพระราชดำริ แหลมผักเบี้ย เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยพระบารมีของพระองค์ หน่วยราชการต่างๆที่เคยทำงานแบบแยกส่วน ต่างคนต่างทำ กลับสามารถบูรณาการโดยทำงานร่วมกันได้อย่างดีเมื่อมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นศูนย์กลาง จากนั้นโครงการเหล่านั้นก็จะกลายเป็นโครงการของกระทรวงทบวงกรมต่างๆ และใช้งบประมาณแผ่นดินผ่านกระทรวงทบวงกรมเหล่านั้น จะเห็นว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อแก้หรือบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน มิได้ใช้งบประมาณเพื่อประโยชน์ของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างที่กล่าวหากันไม่ แต่ประโยชน์ทั้งหมดตกอยู่กับประชาชนโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก็ไม่ใช่จะประสบความสำเร็จทุกโครงการไป บางโครงการอาจไม่ได้ผลคุ้มกับการงทุน หรืออาจถึงกับล้มเหลวก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องการโฆษนาชวนเชื่อหรือ propaganda บอกได้เลยว่า เป็นเรื่องของข้าราชบริพาร และหน่วยราชการต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงเกี่ยวข้องด้วย เพียงแต่พระองค์ไม่ได้ทรงห้ามเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมขอเล่าถึงประสบการณ์ที่พบด้วยตัวเองเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว เมื่อเพื่อนรักผมคนหนึ่งขอให้ผมไปประชุมแทนในคณะอนุกรรมการชุดหนึ่งของคณะกรรมการเสริมสร้างเอกลักษณ์แห่งชาติ ยังจำได้ว่าคณะอนุกรรมการชุดนี้มีคุณสมภพ จันทรประภา เป็นประธาน ในการประชุมวันนั้น นักสื่อสารมวลชนใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว ได้เสนอให้จัดตั้งหน่วยรถที่มีเครื่องฉายภาพยนตร์ขนาด 8 มม. ให้ตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆในชนบท เพื่อฉายภาพยนตร์พระราชกรณียกิจของพระเจ้าอยู่หัวให้ชาวบ้านชม ที่ประชุมซึ่งประกอบด้วยผู้หลักผู้ใหญ่ในวงราชการ รวมทั้งผู้แทนจากองค์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไม่มีใครคัดค้าน มีผมนี่แหละที่อดไม่ได้ ต้องยกมือขอค้าน เหตุผลก็คือ การทำเช่นนั้นแทนที่จะทำให้ชาวบ้านในชนบทเกิดความจงรักภักดี อาจเกิดผลในทางตรงข้ามก็ได้ เพราะชาวบ้านจะเห็นว่าเป็นการโฆษนาชวนเชื่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่มีใครแสดงความเห็นต่อการคัดค้านของผม มีเพียงประธานอนุกรรมการ คุณ สมภพ จันทรประภา ที่เห็นด้วย กับการคัดค้านจึงทำให้ข้อเสนอนี้ตกไป จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หากเป็นการช่วยเกษตรกรและชาวบ้านในชนบท ก็จะใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่หากเป็นโครงการที่มีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ ก็จะไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน เช่น โครงการหลวง โกลเด้นเพลส หรือบริษัทสุวรรณชาด และที่เป็นที่พึ่งของคนกรุงเทพฯที่เข้ารับการรักษาพยาบาลกันอย่างเนืองแน่นก็คือ คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 &amp;nbsp; อาจเป็นความจริงที่ว่า เป็นการสร้างสมพระบารมีเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สถาบันพระมหากษัตริย์แทบจะไม่มีความมั่นคงเลย แต่การสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันของพระองค์ด้วยการทำความดี ทำให้ราษฎรที่ยากไร้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย คงไม่ใช่เป็นการทำอะไรที่เป็นความผิดมิใช่หรือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119594</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135e4381fbd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119003</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โหน45ปี6ตุลาอุ้ม3นิ้วด่ารบ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนเดือนตุลา นักการเมือง ตบเท้าโหน 45 ปี 6 ตุลา &amp;quot;ณัฐวุฒิ&amp;quot; เผลอชมรัฐบาลแก้โควิดคลี่คลายได้จัดชุมนุมใหญ่ปลายปีแน่ มึนตึ้บ! &amp;quot;ช่อ&amp;quot; ฝากถึง &amp;quot;บิ๊กตู่ 45 ปีผ่านไป ก็ยังทำแบบเดิมกับการกระทำของผู้เห็นต่าง &amp;quot;จาตุรนต์&amp;quot; อยากให้ชำระหนี้เลือด ส่วน &amp;quot;เจ๊หน่อย&amp;quot; อัดยับประวัติศาสตร์อำมหิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2564 ที่ลานประติมากรรมประวัติศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดกิจกรรมรำลึก 6 ตุลา 2519 เนื่องในโอกาสครบรอบ 45 ปี มีกลุ่มคนเดือนตุลาที่เคยร่วมต่อสู้ทางการเมืองในอดีต &amp;nbsp;ภาคประชาชน กลุ่มผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง คนเสื้อแดง ญาติวีรชนพฤษภา 2535 ตัวแทนพรรคการเมืองหลายพรรค จากพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคไทยสร้างไทย คณะก้าวหน้า เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาทิ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช จากพรรคเพื่อไทย และคนเดือนตุลา, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล, &amp;nbsp;นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า, นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น ตัวแทนพรรคไทยสร้างไทย ในช่วงเช้า มีการจัดกิจรรมให้กลุ่มต่างๆ ได้วางพวงมาลาเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเครือข่ายไล่ประยุทธ์ (อ.ห.ต.) กล่าวว่า จนถึงวันนี้พลังของคนหนุ่มสาวและคนในอดีตจะเป็นพลังที่อำนาจรัฐเอาชนะไม่ได้ จึงอยากให้ฝ่ายรัฐยอมรับความเปลี่ยนแปลง เพราะถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในสังคม และหากการเปลี่ยนแปลงอยู่ในส่วนที่ถูกต้อง ก็จะนำไปสู่อนาคตและสังคมที่ดีกว่า แล้วก็จะทำให้คนที่มีความเห็นต่างอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวถึงการนัดชุมนุมในเดือนตุลาคมด้วยว่า จะมีกิจกรรมของคนหนุ่มสาวหลายวัน ดังนั้นกลุ่มตนเองต้องชะลอกิจกรรม เพื่อให้การเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวเป็นจุดศูนย์รวมของการขับเคลื่อน และมองว่าข้อจำกัดเรื่องของโควิด-19 คงเป็นอุปสรรคในการนัดชุมนุมทางการเมือง คาร์ม็อบจึงเป็นรูปแบบที่ตอบโจทย์ที่สุดในความคิดของตนตอนนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในเดือนตุลาคมก็น่าจะมีการจัดคาร์ม็อบอีกครั้งช่วงปลายเดือน มั่นใจว่าหากสถานการณ์โควิดคลี่คลายลง จะเห็นการชุมนุมขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะนัดโดยใครหรือจัดขึ้นโดยฝ่ายไหนก็ตาม และเมื่อถึงวันนั้นก็จะเข้าร่วม ไม่ว่าจะในฐานะเป็นแกนนำหรือผู้เข้าร่วม และเมื่อประเมินจากบรรยากาศทางการเมืองแล้ว คาดว่าการชุมนุมใหญ่จะเกิดขึ้นในปีนี้แน่นอน ส่วนที่ขณะนี้แกนนำหลายคนถูกจับกุมและยังไม่ได้รับการประกันตัว แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการต่อสู้ เพราะคนที่ยังอยู่ก็ยังคงยืนยันอุดมการณ์เดิม และจะเป็นการสร้างพลังการต่อสู้ให้มากขึ้น&amp;quot; นายณัฐวุฒิกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่วนมาทุกปี สะท้อนให้เห็นถึงอดีต ใน 45 ปีที่ยังไม่มีการชำระ เป็นความรุนเเรงจากรัฐที่จัดการคนเห็นต่างเเละวัฒนธรรมลอยนวลยังคงอยู่ ยังไม่มีผู้รับผิดต่อเหตุการณ์ ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ยังมีเยาวชนได้รับความรุนเเรงบนท้องถนนเเละทางกฎหมาย โดยเฉพาะคดี 112 กว่า 148 คน รวมถึงมีผู้ถูกดำเนินคดีอีก 2,000 คดี สะท้อนว่ารัฐไทยยังไม่คิดที่จะรับฟังความในการเปลี่ยนเเปลงของโลกสมัยใหม่ เเละรับผิดชอบกับเหตุการณ์ ไม่คิดที่จะประนีประนอม
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคณะก้าวหน้า กล่าวว่า วันนี้มารำลึกอดีตเพื่อส่งเสียงว่าอยากเห็นอนาคตแบบไหน สังคมอยากเห็นอนาคตที่โอบอ้อมอารี และอดทนอดกลั้นต่อความเห็นที่แตกต่าง และนี่คือสิทธิเสรีภาพที่ต้องการปกป้อง และมาเพื่อป่าวประกาศสังคมไทยที่อยากเห็นและสร้างไปด้วยกัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า กล่าวว่า ขอฝากถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า 45 ปีผ่านไป ก็ยังทำแบบเดิมกับการกระทำของผู้เห็นต่าง ประชาชนต่อสู้มา 45 ปี และจะต่อสู้ต่อไป เพราะอนาคตของประชาชนอยู่ในเรือนจำ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดนิทรรศการ &amp;ldquo;หนี้เลือด 6 ตุลาคม 2519 ถึงเวลาชำระ&amp;rdquo; ในงานรำลึก 45 ปี 6 ตุลา 2519 ตอนหนึ่งว่า &amp;nbsp;ที่อยากเสนอก็คือการชำระหนี้เลือด 6 ตุลา ยังเป็นเรื่องที่สังคมไทยประชาชนคนไทย จะต้องคิดว่าการปราบปรามที่โหดเหี้ยมในครั้งนั้นเกิดจากโครงสร้าง ระบบทางสังคม อุดมการณ์ ความคิด ความเชื่อ อย่างไร ที่ทำให้ชนชั้นนำใช้มารักษาอำนาจผลประโยชน์ของตนเอง ใช้มาปลุกปั่น ยุยง ทำให้เกิดความโกรธแค้นเกลียดชังต่อนักศึกษาประชาชนถึงขั้นเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมทารุณ ระบบโครงสร้าง อุดมการณ์ ความคิดและวัฒนธรรมนั้นยังอยู่ในสังคมไทยจนถึงปัจจุบันนี้ และยังเป็นหลักในการนำในการปกครอง ในการปราบประชาชนอยู่จนทุกวันนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้น ถ้าจะชำระหนี้เลือด นอกจากจะชำระกันในทางกฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ความยุติธรรมขึ้น ยังเป็นเรื่องที่ประชาชนไทยจะต้องคิดว่าเราจะเปลี่ยนโครงสร้าง เปลี่ยนระบบ ทำลายอุดมการณ์ ความคิด ค่านิยม และวัฒนธรรมที่พร้อมจะฆ่านักศึกษาประชาชนเพียงเพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์ตัวเองได้อย่างไร นิทรรศการในวันนี้จะทำให้เราเห็นภาพความโหดเหี้ยมของเหตุการณ์ 6 ตุลา แต่สิ่งที่สังคมไทยจะต้องคิดต่อไปก็คือคิดถึงการให้มีการชำระหนี้เลือดทางกฎหมายโดยหลักนิติธรรม และหาทางแก้ไขเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม อุดมการณ์ ความคิด ค่านิยม ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยและการพัฒนาประเทศ และการส่งเสริมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ทั้งหลายมีเสรีภาพในการแสดงออก เพื่อสร้างสังคมอย่างที่เขาปรารถนาและอย่างที่เขาต้องการ&amp;rdquo; นายจาตุรนต์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย แสดงความเห็นว่า ตนและพรรคไทยสร้างไทยขอร่วมรำลึกถึงดวงวิญญาณของผู้สูญเสียในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 2519 ถือเป็นประวัติศาสตร์อำมหิต ประวัติศาสตร์บาดแผลของสังคมไทย การชำระประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เช่นที่มีการจัดทำเว็บไซต์ สารคดี การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา ไปจนถึงการจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงผู้สูญเสีย ทำให้สังคมไทยต้องตระหนักร่วมกันว่า การที่ผู้มีอำนาจรัฐ ใช้อำนาจสั่งการ สังหารประชาชน เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้และการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบไม่ใช่หนทางในการหยุดยั้งความเห็นต่างทางการเมืองได้เลย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทว่าน่าเศร้าที่การรำลึกถึงการสูญเสียที่เกิดขึ้นเมื่อ 45 ปีก่อน กลายเป็นเรื่องที่รัฐหวาดกลัว ต้องการไล่ล้างประวัติศาสตร์ให้หมดสิ้นไป สวนประติมากรรมกำแพงประวัติศาสตร์ ประติมานุสรณ์ 6 ตุลา 2519 ที่ตั้งอยู่ในรั้วธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานรำลึกอยู่ทุกปี ในปีนี้ถูกปิดล้อมด้วยตาข่าย พร้อมติดป้ายประกาศ เป็นเขตก่อสร้างอันตรายห้ามเข้า ครอบครัวและเพื่อนมิตรของผู้สูญเสียจะรู้สึกอย่างไร เป็นเรื่องอันไม่อาจประเมินค่าทางใจได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคไทยสร้างไทย ตั้งต้นด้วยการอาศัยหลักนิติรัฐ นิติธรรม สิทธิมนุษยชนและการเปิดพื้นที่ต่อความเห็นต่าง เป็นหลักยึด นี่ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่เป็นวิธีการของพรรคด้วย 6 ตุลาคมปีนี้ เราจึงชวนคนไทย ร่วมกันป้องปราม ไม่ให้ประวัติศาสตร์อำมหิตต้องซ้ำรอย ร่วมกันเรียกร้อง และยืนยันกับผู้มีอำนาจว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐต้องปฏิเสธที่จะใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบเพื่อปิดปากประชาชนผู้เห็นต่าง &amp;nbsp;และรัฐต้องเรียนรู้ที่จะรับฟังทุกความเห็นต่างให้เป็นเรื่องปกติ เรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย&amp;rdquo; คุณหญิงสุดารัตน์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) เปิดเผยถึงการชุมนุมของกลุ่มทะลุแก๊ส เมื่อวันอังคาร บริเวณแยกมิตรไมตรี 2 ซึ่งการก่อความวุ่นวาย จะเริ่มตั้งแต่พระอาทิตย์ตก มีการปาประทัด ยิงเลเซอร์ จุดไฟเผาพื้นถนน บริเวณแยกใต้ด่วนดินแดง และได้มีการขว้างปาประทัดอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีนักข่าวที่ไม่มีสังกัดมาถ่ายทอดสดบริเวณนั้นด้วย โดยเจ้าหน้าที่ใช้สายตรวจร่วมเข้าปฏิบัติการ โดย ผบช.น.ได้สั่งการให้จับตาดูอยู่ตลอดว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุหนีไปที่ใด เป็นใคร รวมถึงมีกล้องวงจรปิดชัดเจน ยืนยันมีข้อมูลครบพร้อมเตือนไปยังกลุ่มที่ก่อความวุ่นวาย ก่อเหตุต่างๆ จะมีการดำเนินคดีทุกราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่มีสื่อไม่มีสังกัดที่แยกดินแดงนั้น เจ้าหน้าที่สืบสวนอยู่ระหว่างการเฝ้าติดตาม ว่าถ่ายทอดสดในเพจใด และในทิศทางการถ่ายทอดสดเป็นอย่างไร มีการยั่วยุและบิดเบือนข้อมูลหรือไม่ อีกทั้งมีกรณีที่เพจมีการสอนประดิษฐ์ระเบิดขวด โดยเจ้าหน้าที่จะทดลองประดิษฐ์ตาม หากประกอบแล้วทำได้จริง ก็ถือมีความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุระเบิดฯ ทั้งนี้การแยกสื่อจริงกับไม่จริงนั้น ต้องสืบสวนว่ามีรายงานในการยืนยันตัวตนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับขั้นตอนหรือการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดยืนยันระบุตัวตนได้ ขณะนี้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลมีการสั่งการ เพื่อเร่งรัดในการดำเนินคดีของกลุ่มผู้ก่อเหตุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119003</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจกรรมรำลึก 6 ตุลา 2519, ท่าพระจันทร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615daa9ff167e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘อดีตรองอธิบดีมธ.’วิเคราะห์ศึก’ลุงตู่VSธรรมนัส’กับอนาคต’พปชร.’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.2564 - รศ.หริรักษ์&amp;nbsp;สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า&amp;nbsp;ไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่าอนาคตพรรคพลังประชารัฐจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยหรือไม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ว่าจะมีการยุบสภา หรือจะเป็นการเลือกตั้งหลังจากสภาหมดวาระในอีกประมาณปีครึ่ง ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลจากการสำรวจของนิด้าโพล คนที่ตอบส่วนใหญ่เห็นว่าการปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และและ อ.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ออกจากการเป็นรัฐมนตรี เป็นเรื่องเหมาะสมแล้ว และระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพรรคพลังประชารัฐ และไม่ควรตั้งพรรคการเมืองเอง นั่นหมายความว่า ประชาชนที่ตอบเห็นว่า พรรคพลังประชารัฐมีนักการเมืองแบบเก่าที่หวังผลประโยชน์ และคิดแต่เรื่องโควตารัฐมนตรีมากเกินไป พล.อ.ประยุทธ์จึงไม่ควรลงไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของพรรค การดูแลพรรค และการเมืองในและนอกพรรค ควรเป็นหน้าที่ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เช่นเดิม
การที่ พล.อ.ประวิตร &amp;nbsp;รั้งตัว ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไว้ให้คงอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ อาจเป็นเพราะคนอย่าง ร.อ.ธรรมนัส ควรที่จะเก็บไว้อยู่ใกล้ตัว จะดีกว่าปล่อยให้ไปอยู่กับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งการที่ ร.อ.ธรรมนัส จะเลิกยุ่งกับการเมือง ไปใช้ชีวิตเงียบๆ ที่จังหวัดพะเยาเป็นเรื่องที่พูดได้แต่เป็นไปไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อ ร.อ.ธรรมนัสตัดสินใจอยู่กับพรรคพลังประชารัฐต่อไปตามความต้องการของ พล.อ.ประวิตร คำถามคือว่า เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์และ ร.อ.ธรรมนัส จะจบลงง่ายๆอย่างนี้หรือ คำตอบคือ คงไม่จบ เพราะ ร.อ.ธรรมนัสบอกเองว่า &amp;quot;ผมเป็นคนจำนาน&amp;quot; ดังนั้นไม่ลืมแน่ๆ พล.อ.ประยุทธ์เองก็คงไม่ลืมเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ทราบว่าที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ มีความไว้วางใจ ร.อ.ธรรมนัสแค่ไหน แต่จากนี้ไปเป็นที่แน่ใจได้ว่า ไม่มีทางไว้วางใจอีกตลอดกาล &amp;nbsp;อย่างนั้น ร.อ.ธรรมนัส จะมีอนาคตทางการเมืองได้อย่างไรหาก พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย ในทางกลับกันหาก ร.อ.ธรรมนัส ยังเป็นเลขาธิการพรรคอยู่ และยังคุมเสียง ส.ส.ทั้งในพรรคพลังประชารัฐจำนวนหนึ่ง และเสียง ส.ส.พรรคเล็ก ทำให้ยังมีอำนาจต่อรอง ร.อ.ธรรมนัส จะขวางไม่ให้พรรคเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหรือไม่ ไม่ทราบเหมือนกันว่า พล.อ.ประวิตรเตรียมหาทางออกไว้แล้วหรือไม่อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าจะอย่างไร พรรคพลังประชารัฐคงจะต้องทำทุกวิถีทางที่จะให้ได้กลับมาจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง ไม่ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคใดก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงวิธีลงคะแนนเลือกตั้งจากใช้บัตรใบเดียว และมีจำนวน ส.ส.ที่พึงมีเป็นตัวจำกัดจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคจะได้ มาเป็นใช้บัตร 2 ใบ ใบหนึ่งเลือกส.ส.เขต ใบหนึ่งเลือกพรรค โดยไม่มีการจำกัดจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคจะได้ อาจเป็นการตกลงร่วมกันกับพรรคต่างๆ ที่ร่วมกันโหวตผ่าน ซึ่งไม่แน่ว่าข้อตกลงร่วมกันดังกล่าวคืออะไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างที่เคยกล่าวแล้วหลายครั้งว่า การจับมือกันระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันหลังเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนอยู่ที่ว่า จะสามารถเจรจาต่อรองผลประโยชน์ได้ลงตัวหรือไม่เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่สุด เราจะได้ทราบกันว่า ความแนบแน่นของ 3 ป. เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรมาโยกคลอนได้จริงหรือไม่ เมื่อถึงวันนั้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117487</URL_LINK>
                <HASHTAG>พปชร., พรรคพลังประชารัฐ, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135e4381fbd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117428</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 18:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 18:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสว.  ปลื้มแคมเปญ “ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด” ช่วย SME กว่า 2,000 ราย สร้างยอดขายฝ่าวิกฤติ  หลังผนึกกำลัง 3 แพลตฟอร์มยักษ์ SHOPEE - LAZADA - JD CENTRAL พร้อมหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชน หนุนผู้ประกอบการเปิดร้านค้าออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระพงศ์&amp;nbsp; มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ในปีนี้ โครงการเพิ่มศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ปีงบประมาณ 2564 กิจกรรมเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการออนไลน์ด้วยดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง ซึ่ง สสว. มี 6 หน่วยงานพันธมิตรร่วมดำเนินการ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ได้ปรับรูปแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ต้องงดการจัดงานแสดงสินค้าและเชิญชวนให้ผู้ประกอบการมาเปิดร้านค้าออนไลน์และจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยร่วมดำเนินการทั้งภาครัฐและเอกชน มีการระดมความรู้อบรมทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติให้แก่ผู้ประกอบการ รวมทั้งแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพอย่าง JD CENTRAL&amp;nbsp; LAZADA และ SHOPEE ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้มีร้านค้าออนไลน์สร้างรายได้ในช่วงวิกฤตินี้ ร่วมกันดำเนินกิจกรรมต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอขอบคุณทุกหน่วยร่วมดำเนินการ และทุกแพลตฟอร์มที่ช่วยกันปรับรูปแบบกิจกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้มีร้านค้าออนไลน์ สร้างรายได้ในช่วงวิกฤตินี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอขอบคุณผู้ประกอบการทุกท่านกว่า 2,000 ราย นำสินค้ากว่า 100,000 รายการ เข้าร่วมแคมเปญพิเศษ &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; สร้างยอดขายรวมกว่า 120 ล้านบาท ภายใต้สถานการณ์นี้ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า SME ของเรายังมีความเข้มแข็งพร้อมเดินหน้าฟันฝ่าอุปสรรค ขณะที่ สสว. ก็จะอยู่เคียงข้าง คอยดูแล สนับสนุน และหาทางสร้างโอกาสในการพัฒนา SME ทั่วประเทศต่อไป&amp;rdquo; ผอ.สสว. กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายก่อลาภ สุวัชรังกูร ประธานบริหารฝ่ายการตลาด เจดีเซ็นทรัล ผู้นำด้านเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซ และธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย&amp;nbsp; ที่เกิดจากความร่วมมือของสองยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท เซ็นทรัลกรุ๊ป (Central Group) จำกัด บริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเจดีดอทคอม (JD.com) บริษัทค้าปลีกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศจีน กล่าวว่า เจดีเซ็นทรัลยินดีอย่างมากที่ได้ร่วมมือกับ สสว. เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการ &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo;&amp;nbsp; ความร่วมมือนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันว่า เจดีเซ็นทรัล พร้อมให้การส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างจริงจัง และเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของแพลตฟอร์มเจดีเซ็นทรัลจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอี ได้นำเสนอสินค้าดีมีคุณภาพไปยังกลุ่มลูกค้า เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจ และเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายวีระพงศ์ โก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฎิบัติการ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซระดับโลกที่ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้วยเทคโนโลยีระดับโลก กล่าวว่า การร่วมมือกับ สสว. ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยยกระดับเอสเอ็มอีทีไทยสู่การเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล แต่ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคไทยได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพหลากรายการในราคาพิเศษถึงแม้ว่าจะต้องเก็บตัวอยู่บ้านในช่วงนี้ก็ตาม ลาซาด้าพร้อมเป็นอย่างยิ่งที่จะนำศักยภาพแพลตฟอร์มและเครือข่ายโลจิสติกส์มาใช้ในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยและผู้บริโภคต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านผู้แทน ช้อปปี้ (ประเทศไทย) ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน กล่าวว่า ช้อปปี้มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ สสว. ผลักดันแคมเปญพิเศษ &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; มาตั้งแต่ช่วงเแรกของสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 และได้ขยายระยะเวลาแคมเปญอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยช้อปปี้พร้อมจะใช้ศักยภาพของแพลตฟอร์มของ Shopee ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานในทั่วประเทศ ช่วยส่งเสริมความมุ่งมั่นและตั้งใจของ สสว. ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ด้วยพันธกิจองค์กรของ Shopee ในการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยผ่านเทคโนโลยี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันและเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่สำคัญนี้ได้อย่างแข็งแรงและเติบโตได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แคมเปญ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; บนแพลตฟอร์มยักษ์ SHOPEE - LAZADA - JD CENTRAL จัดขึ้นระหว่าง 21 สิงหาคม &amp;ndash; 20 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา โดยมีกิจกรรมส่งเสริมการขาย ต่างๆ และการจำหน่ายสินค้าผ่าน Facebook และ Line ผ่านเว็บไซต์กลาง https://smeonline2021.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117428</URL_LINK>
                <HASHTAG>JD Central, JD.com, Lazada, SHOPEE, ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด, ช้อปปี้ (ประเทศไทย), ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง, นายก่อลาภ สุวัชรังกูร, นายวีระพงศ์ โก, นายวีระพงศ์  มาลัย, บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย), บริษัท เซ็นทรัลกรุ๊ป (Central Group) จำกัด, ผู้ประกอบการรายย่อย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์, สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, สสว., สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, เจดีดอทคอม, เจดีเซ็นทรัล, โครงการเพิ่มศักยภาพในการประกอบธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149bbb157a1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115183</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 18:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 18:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ธรรมศาสตร์’ MOU ‘สวทช.-ท้องถิ่น’ ขีดเส้น 5 ปี ปั้น ‘อ.คลองหลวง’ สู่ต้นแบบ Smart City</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธรรมศาสตร์ ลงนามบันทึก 3 ฝ่าย ขับเคลื่อนโครงการเมืองอัจฉริยะคลองหลวง จ.ปทุมธานี ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ ปั้นต้นแบบ Smart City ให้เกิดขึ้นจริง ก่อนขยายผลสู่อำเภออื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)โดย รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มธ. ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2564 เพื่อพัฒนา อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ให้เป็นต้นแบบของเมืองอัจฉริยะ ตามโครงการการพัฒนาเมืองอัจฉริยะคลองหลวง (Khlong Luang Smart City)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว จะมุ่งเน้นไปที่การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทันสมัยและชาญฉลาด เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการภายใต้แนวคิด Smart City และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.เกศินี เปิดเผยว่า จ.ปทุมธานี เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพหลากหลายด้าน และมีความพร้อมต่อการพัฒนาไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะใน 7 ด้าน ได้แก่ สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment), การบริหารจัดการภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance), การขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility), พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy), เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy), การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) และพลเมืองอัจฉริยะ (Smart People)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธรรมศาสตร์ในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน และ สวทช. ในฐานะองค์กรด้านการศึกษาและเทคโนโลยีที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาชิกของ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ได้เห็นพ้องร่วมกันว่า จะพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ วิจัย นวัตกรรม และขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อผลักดันให้ อ.คลองหลวง เป็นต้นแบบของ Smart City ในทุกด้านอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.เกศินี กล่าวว่า ภายใต้ MOU ฉบับนี้ได้กำหนดกรอบเวลาในการทำงาน 5 ปี โดยจะมีการจัดตั้ง &amp;ldquo;คณะทำงานร่วมด้านเมืองอัจฉริยะ&amp;rdquo; ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย แผนปฏิบัติการ และติดตามการปฏิบัติการ รวมถึงบูรณาการองค์ความรู้สู่ชุมชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาจากฐานรากที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมา ธรรมศาสตร์ได้ทำแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและระบบการนำทางอัจฉริยะ การพัฒนาระบบการจัดการความปลอดภัย การจัดการสภาพแวดล้อม และการจัดการพลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย SDGs ดังนั้นจึงเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการนำพาคลองหลวงและ จ.ปทุมธานี สู่การเป็นเมืองอัจฉริยะที่ยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ&amp;rdquo; รศ.เกศินี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผวจ.ปทุมธานี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนานี้จะตอบโจทย์อย่างน้อย 4 ด้าน คือ 1. การให้บริการ ซึ่งการพัฒนา Smart City ทั้ง 7 ด้าน ขณะนี้มีหลายด้านที่พร้อมให้บริการพี่น้องประชาชน 2. การพัฒนา ที่จะช่วยกันพัฒนาทั้งผู้คนและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น 3. การแก้ไขปัญหา ซึ่งภายใต้ MOU &amp;nbsp;ฉบับนี้มีประเด็นปัญหาหลายเรื่องที่จะต้องร่วมมือกันแก้ไข 4. การรักษาข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์ทางกฎหมาย ซึ่งเชื่อว่าทั้ง 4 ด้านนี้จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ที่อยู่ในพื้นที่ อ.คลองหลวง ได้รับความสะดวกสบาย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นบรรลุตามเป้าหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิติชัย วิริยานนท์ นายอำเภอคลองหลวง จ.ปทุมธานี กล่าวว่า อ.คลองหลวง เป็นอำเภอขนาดใหญ่ที่มีจำนวนประชากรมากกว่าในบางจังหวัด จึงทำให้เต็มไปด้วยปัญหา ความคาดหวัง และความต้องการที่หลากหลาย ทางอำเภอจึงหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยนำพาคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวคลองหลวงให้ดีขึ้น และต่อยอดความสำเร็จไปสู่อำเภออื่นๆ ใน จ.ปทุมธานี ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางลดาวัลย์ กระแสร์ชล รองผู้อำนวยการ ปฏิบัติการแทนผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในอำเภอนี้ จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาคมในพื้นที่ให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน &amp;nbsp;ไม่ว่าเป็นการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย ซึ่งในส่วนนี้ สวทช.จะมีส่วนร่วมในฐานะหน่วยงานวิจัย ที่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาและบริหารจัดการอื่นๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและมีความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้โครงการความร่วมมือนี้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ทุกฝ่ายล้วนมีความพร้อมและแสดงเจตจำนงที่จะร่วมกันผลักดันงานและกิจกรรมต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ ส่งเสริมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายของกรอบความร่วมมือฉบับนี้ ที่จะพลิกโฉมให้คลองหลวงเป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบ เป็นศูนย์กลางการศึกษา ตลอดจนการเป็นแหล่งอุตสาหกรรมเชิงนิเวศที่ไร้มลพิษ ซึ่งสามารถที่จะขยายผลอย่างยั่งยืนนี้ไปทั่ว จ.ปทุมธานี ได้ต่อไป&amp;rdquo; นางลดาวัลย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชนติดต่อ MEDIA HOTLINE : พรศรินทร์ ศรีสวัสดิ์ / 087-171-8944 / jamjamgroup.company@gmail.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115183</URL_LINK>
                <HASHTAG>มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612e14780242f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113836</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 11:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอชลน่าน&#039; หนุนมหาวิทยาลัยของรัฐปลดแอกจากระบบราชการ นำเข้าวัคซีนช่วยประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค.64 - นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า กรณีที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เตรียมจัดหาวัคซีน ยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเรื่องที่ดี ที่มหาวิทยาลัย สามารถนำเข้า จำหน่าย หรือขออนุญาตและออกใบอนุญาตการขึ้นทะเบียนยา วัคซีน เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ได้เอง เช่นเดียวกับ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่นำเข้าวัคซีนซิโนฟาร์มได้ ถือเป็นเรื่องที่ดี มหาวิทยาลัยรัฐ ต้องปลดแอกจากศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สามารถที่จะปลดพันธการจากองค์การเภสัชกรรม ที่บริหารจัดซื้อจัดจ้างวัคซีน ยา เวชภัณฑ์ ตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบแอนติเจน หรือ ATK&amp;nbsp;ที่ล่าช้าไม่ทันการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยภายใต้การกำกับของรัฐ ออกจากระบบราชการมาแล้วแสดงความกล้าหาญช่วยประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนให้พ้นภัยจากวิกฤตโควิด เช่นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้หน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติใว้ในกฎหมายของมหาวิทยาลัย&amp;nbsp;เห็นด้วยที่ มหาวิทยาลัยที่จัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการแพทย์การสาธารณสุข ดำเนินการเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สามารถนำเข้าวัคซีน ยา เวชภัณฑ์ได้อย่างเสรี มีคุณภาพ ทันต่อเหตุการณ์ เพื่อมาช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชน ให้รอดพ้นจากหายนะ ภายใต้การบริหารของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผอ. ศบค.และรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113836</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดหาวัคซีน, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว, พรรคเพื่อไทย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_6118cca1c9532.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112468</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 22:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2021 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสว. เดินหน้าดันแคมเปญออนไลน์ “ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด”  ผนึกกำลัง Shopee ช่วยผู้ประกอบการ SME กว่า 1,000 ราย ฝ่าวิกฤติโควิด-19 เผยน้ำใจคนไทยช้อปสินค้าจำเป็นส่งไปจัดทำถุงยังชีพกับเครือข่ายจิตอาสา Food For Fighters ช่วยผู้เดือดร้อนในชุมชนต่างๆ ทั่วกรุง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวีระพงศ์&amp;nbsp; มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ปีนี้ สสว. ได้ร่วมกับ 6 หน่วยงานพันธมิตรร่วมดำเนินการ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์&amp;nbsp;มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา&amp;nbsp;และสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ปีงบประมาณ 2564 กิจกรรมเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการออนไลน์ด้วยดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการ โดยระดมความรู้ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ&amp;nbsp; การทำตลาดออนไลน์ในทุกมิติ พร้อมกลยุทธ์การตลาดแบบดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง แพลน เชิงลึก โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถเปิดร้านค้าใหม่ได้ 2,500 ร้านค้า อบรมเชิงลึกอีกจำนวน 3,400 ราย และเพิ่มศักยภาพด้วย ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง แพลน ติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดอีกจำนวน 280 ราย โดยมีเป้าหมายสร้างยอดขายได้ไม่น้อยกว่า 350 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ภายใต้โครงการนี้มีกิจกรรมส่งเสริมการตลาดให้ผู้ประกอบการอย่างหลากหลาย โดยหนึ่งในนั้นคือแพลตฟอร์ม Shopee ได้จัดแคมเปญ &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 1,000 ราย มีสินค้ากว่า 60,000 รายการ ให้เลือก พร้อมด้วยส่วนลดพิเศษ ซึ่งจะมีไปจนถึง 3 กันยายน 2564 และยังได้เตรียมขยายระยะเวลาออกไปเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มีช่องทางจำหน่ายในช่วงวิกฤติโควิด-19 จึงขอเชิญชวนช่วยอุดหนุนผู้ประกอบการผ่านช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมแคมเปญก็สามารถติดต่อผ่าน 6 หน่วยร่วมดำเนินการของโครงการนี้ได้เช่นกัน&amp;rdquo; ผอ.สสว. กล่าวเชิญชวน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านตัวแทน ช้อปปี้ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่าแคมเปญพิเศษ &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; ในครั้งนี้ ด้วยศักยภาพของแพลตฟอร์มของ Shopee ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานในทั่วประเทศ จึงมั่นใจว่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความมุ่งมั่นและตั้งใจของ สสว. ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ด้วยพันธกิจองค์กรของ Shopee ในการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยผ่านเทคโนโลยี จึงมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันและเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่สำคัญนี้ได้อย่างแข็งแรงและเติบโตยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ นางสาวพันชนะ วัฒนเสถียร ผู้ก่อตั้งโครงการข้าวเพื่อหมอ (Food For Fighters) ซึ่งเป็นเครือข่ายจิตอาสาที่รับบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อนำไปมอบให้บุคลากรทางการแพทย์ อาสาสมัคร และประชาชนผู้ได้รับความเดือนร้อนจากโควิด-19 ซึ่งขณะนี้มีศูนย์ประสานงานอยู่ที่ สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) เปิดเผยว่า นอกจากข้าวกล่องปรุงสุกที่ได้รับบริจาคซึ่งนำส่งต่อให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนในชุมชนที่เดือดร้อนซึ่งต้องกักตัวนับหมื่นคนแล้ว ยังได้จัดทำถุงยังชีพเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือด้วย โดยส่วนหนึ่งมีผู้ร่วมสมทบสิ่งของจำเป็นโดยการสั่งซื้อของผ่านแคมเปญ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; บนแพลตฟอร์ม Shopee แล้วจัดส่งที่ศูนย์ประสานงาน ทำให้ได้ช่วยทั้งผู้ประกอบการ SME และผู้ที่เดือนร้อนจากโควิด-19 ในชุมชนต่างๆ ไปพร้อมกันด้วย ผู้สนใจสามารถร่วมสนับสนุนและสอบถามได้ที่หมายเลข 0-2016-9910 (ทุกวัน 9.00-17.00 น.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ แคมเปญ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; บนแพลตฟอร์ม Shopee จัดขึ้นตั้งแต่ 4 มิถุนายน 2564 พบกับสินค้าคุณภาพดีที่ได้คัดสรรจากผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศ ให้ได้เลือกช้อปกันอย่างจุใจในราคาพิเศษลดสูงสุด 15% โค้ดส่วนลด SME21 ที่ https://shopee.co.th/OSMEP โดยสามารถดาวน์โหลดช้อปปี้แอพพลิเคชั่นได้ฟรีจาก App Store หรือ Google Play Store&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112468</URL_LINK>
                <HASHTAG>SHOPEE, ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด, ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง, ถุงยังชีพ, ธุรกิจออนไลน์, นางสาวพันชนะ วัฒนเสถียร, นายวีระพงศ์  มาลัย, ผู้ประกอบการ SME, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์, สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, สสว., สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, เครือข่ายจิตอาสา, แคมเปญออนไลน์, โครงการ Food For Fighters, โครงการข้าวเพื่อหมอ, โครงการเพิ่มศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610d583654472.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
