<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97619</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2021 11:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2021 11:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เจ เอส แอลฯ’รุกเสิร์ฟรายการเพื่อคนพิการรู้เท่าทันสื่อใน‘D-มีดี’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไว้วางใจให้บริษัท เจ เอสแอล โกลบอล มีเดีย จำกัด เป็นผู้ผลิตรายการสุดสร้างสรรค์เพื่อสังคม อย่างรายการ &amp;ldquo;D-มีดี&amp;rdquo; ซึ่งเป็นรายการเพื่อคนพิการเต็มรูปแบบ บอกเล่าเรื่องราวของคนพิการหลายแบบ ทั้งพิการทางร่างกาย ทางการมองเห็น และทางการได้ยิน ให้รู้จักการรู้เท่าทันสื่อ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และ ใช้ชีวิตได้อย่างเป็นสุข และปลอดภัยจากสื่อที่ไม่ดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดำเนินรายการโดยพิธีกรคนหูดี อย่าง &amp;ldquo;ปาล์ม-ธัญวิชญ์ เจนอักษร&amp;rdquo; ร่วมกับพิธีกรคนหูหนวกถึง 3 คน ได้แก่ &amp;ldquo;วัชรินทร์ ชาลี, ภัทธมน หวานดี และ วรปรัชญ์ ปราจันทร์&amp;rdquo; พร้อมด้วยล่ามภาษามือเต็มตัวตลอดรายการ อย่าง &amp;ldquo;นุชริน รัญญะวิทย์&amp;rdquo; นำเสนอเรื่องราวผ่านแขกรับเชิญที่เป็นคนพิการ เช่น &amp;ldquo;นับดาว องค์อภิชาติ&amp;rdquo; คนหูหนวกผู้จัดการประกวด Miss &amp;amp; Mr. Deaf Thailand, &amp;ldquo;นลัทพร&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;rdquo; คนพิการทางร่างกายที่ใช้สื่อเพื่อคนพิการโดยเฉพาะ, บาริสต้าหูหนวก &amp;ldquo;บุญมี&amp;nbsp; เรือนปัญญา&amp;rdquo; ที่ลุกขึ้นทำสื่อเพื่อคนพิการ และ &amp;ldquo;อิทธิพล พิมทอง&amp;rdquo; นักดนตรีตาบอดที่เรียนรู้การเท่าทันสื่อเพื่อรับมือกับโควิด-19&amp;nbsp; ออกอากาศให้ชมกันตอนแรกในวันเสาร์ ที่ 3 และ วันอาทิตย์ ที่ 4 เมษายนนี้ เวลา 18.00-18.30 น. ทาง ททบ.5 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปาล์ม-ธัญวิชญ์ เจนอักษร เปิดใจว่า &amp;ldquo;ผมดีใจที่ได้มีโอกาสมาเป็นพิธีกรรายการ&amp;nbsp; &amp;ldquo;D-มีดี&amp;rdquo; ซึ่งถือว่าเป็นรายการที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้กับสังคม ชื่อรายการนี้ ตัว D&amp;ndash;มาจาก Disable ที่แปลว่า &amp;ldquo;คนพิการ&amp;rdquo; ส่วน &amp;ldquo;มีดี&amp;rdquo; หมายถึง คนพิการของรายการนี้ มีดีในการรู้เท่าทันสื่อ และใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ เป็นรายการที่เราอยากจะสนับสนุนให้คนพิการสามารถเข้าถึงสื่อได้ ทำให้รู้ว่ามีวิธีการเข้าถึงสื่ออย่างไร รวมทั้งยังช่วยสะท้อนปัญหาการเข้าถึงสื่อของคนพิการในปัจจุบัน รายการนี้เป็นรายการที่นำเสนอด้วยภาษามือแบบเต็มจอ พร้อมบริการเสียงบรรยายภาพและคำบรรยายแทนเสียง&amp;nbsp; และนอกจากผม ที่รับหน้าที่พิธีกรแล้ว ยังจะมีพิธีกรร่วมที่เป็นคนหูหนวกหมุนเวียนสลับเปลี่ยนกันไป โดยมีล่ามภาษามือที่คอยแปลตลอดทั้งรายการ มาร่วมส่งเสริมความเท่าเทียมกันระหว่างคนหูหนวกและคนทั่วไป และยังได้แสดงศักยภาพและสร้างโอกาสให้กับคนพิการด้วย ซึ่งคนพิการบางคนสามารถเข้าถึงสื่อได้ แต่ขาดความเข้าใจ เช่นเขาอาจไม่สามารถรับรู้ได้ว่า เป็นข่าวที่ได้รับมาเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอม รวมถึงบางสื่ออาจจะนำเสนอเรื่องราวที่ไม่จริงเกี่ยวกับคนพิการ ซึ่งเราจะต้องตั้งคำถามกับสื่อเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และพัฒนาการเข้าถึงสื่อไปพร้อมๆกัน ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และไม่ใช่แค่คนพิการ คนทั่วไปก็เช่นกัน สมมุติว่าเราพูดถึงข่าว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าข่าวนั้นเป็นข้อเท็จจริง หรือหากเรามีข้อสงสัยหรือพบปัญหาจากการนำเสนอ เราสามารถไปแจ้งหรือร้องเรียนได้หรือไม่ ที่ไหน ซึ่งเราสามารถสร้างสรรค์สื่อให้เข้าใจให้ถูกต้องเป็นสื่อที่มีประโยชน์ เพื่อให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านเรื่องราวในรายการ &amp;ldquo;D-มีดี&amp;rdquo; ผมเชื่อว่าเราจะเข้าใจคนพิการมากขึ้น และก็จะทำให้คนพิการเข้าใจด้วยว่าทำอย่างไรถึงจะรู้เท่าทันสื่อ ห้ามพลาดนะครับออกอากาศทุกเสาร์-อาทิตย์ ททบ.5 เริ่ม 3 เมษายนนี้ครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97619</URL_LINK>
                <HASHTAG>D-มีดี, นลัทพร  ไกรฤกษ์, นับดาว องค์อภิชาติ, นุชริน รัญญะวิทย์, บุญมี  เรือนปัญญา, ปาล์ม-ธัญวิชญ์ เจนอักษร, ภัทธมน หวานดี, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, วรปรัชญ์ ปราจันทร์, วัชรินทร์ ชาลี, อิทธิพล พิมทอง, เจ เอสแอล โกลบอล มีเดีย จำกัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_60613adc1a1ea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42849</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2019 16:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2019 15:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีก30ปีข้างหน้ามนุษย์ตกงานอื้อ  DPU X วิจัยอาชีพในอนาคต AIเข้ามาแทนที่ เตือนอว.รีบวางแผน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6ส.ค.62-นายพณชิต กิตติปัญญางาม ผู้อำนวยการสถาบัน DPU X แห่งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) กล่าวถึงการศึกษาวิจัยเรื่อง ทักษะแรงงานในอนาคตของไทย (Skill Set for Future workforce in Thailand) ว่า งานวิจัยชิ้นนี้เกิดขึ้นจากการตั้งคำถามเกี่ยวกับโลกในอนาคต ที่การพัฒนาเทคโนโลยีจะก้าวไปอย่างรวดเร็ว และปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเริ่มเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น จึงมีการตั้งคำถามว่าในอนาคตควรที่จะผลิตบัณฑิตในรูปแบบใดออกมา ซึ่งการที่จะสามารถวิเคราะห์เรื่องนี้ได้ เราจำเป็นที่จะต้องรู้หน้าตาของตลาดแรงงานใน 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อที่จะผลิตคนให้สอดรับกับโลกในอนาคต โดยการทำงานวิจัยชิ้นนี้เริ่มจากการอ่านงานวิจัยจากทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรงงานโลก ซึ่งพบว่า หลายประเทศมีภาพที่คล้ายๆ กัน แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ก่อนปี 2030 ที่จะต้องมีการถ่ายทอดข้อมูลให้กับระบบ AI ให้เก่ง , 2.ช่วงปี 2030-2050 มีการนำระบบ AI ทำงานบางประเภทแทนมนุษย์ได้ มนุษย์ต้องทำงานร่วมกับ AI และ 3.หลัง ปี 2050 เป็นต้นไป คือ ระบบ AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ ซึ่งจะทำให้ชุดทักษะของมนุษย์ต้องเปลี่ยนไป ทำให้เราต้องกลับมานั่งคิดว่าเราจะต้องสอนอะไร จากผลการวิจัยพบว่า ช่วงที่ 1 ตั้งแต่ ปี 2020-2029 ทักษะที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ ได้แก่ การออกแบบแนวคิด หรือความคิด การเปลี่ยนแปลงแนวคิดที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การใช้เทคโนโลยีแบบโมบาย การทำงานร่วมมือกันเป็นทีม โดยไม่จำเป็นต้องทำงานในที่เดียวกัน รวมทั้งจะต้องเตรียมพร้อมมนุษย์ในการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพณชิต กล่าวต่อว่า ช่วงที่ 2 ปี 2030-2049 แม้มนุษย์ต้องทำงานไปด้วยกันกับ AI แต่ก็ต้องเน้นการใช้ทักษะคิดวิเคราะห์ การสร้างมูลค่าให้กับสินค้าหรือบริการ และช่วงที่ 3 ปี 2050-2060 แรงงานมนุษย์ต้องมีชุดทักษะ เพื่อการใช้ชีวิตที่มี AI ทำงานแทนคน เช่น การทำงานร่วมกันแบบเสมือนที่มีการใช้การเขียนโปรแกรมและการเป็นที่ปรึกษาเป็นหลัก มีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น อาชีพที่ปรึกษาด้านปรัชญา นักออกแบบห้องเสมือนจริง นักออกแบบอาชีพ นักออกแบบเวลาว่าง เป็นต้น ทั้งนี้ส่วนตัวตนมองว่าหาก AI เข้ามาแทนที่อาชีพที่จะหายไป คือ นักบัญชี ที่ทำหน้าที่เพียงการกรอกข้อมูลบัญชี หรือ แรงงานด้านอุตสาหกรรมที่ทำงานแบบเน้นความแม่นยำ ที่การลงทุนกับ AI จะคุ้มค่ากว่ามนุษย์
&amp;nbsp;สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น ตนมองว่าอาจจะช้ากว่าต่างประเทศ เพราะผู้สร้าง AI ในประเทศเรามีน้อย ส่วนใหญ่เราจะเป็นผู้ใช้ AI มากกว่า และทักษะที่เราควรมี คือ ความคิดสร้างสรรค์เข้าใจเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือทางดิจิทัล ใช้ AI ได้โดยไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ ต้องมีฐานความรู้เรื่องข้อมูล และฐานข้อมูล เตรียมความพร้อมในการปรับตัวทั้งรูปแบบในการทำงาน พร้อมการเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องรักษาสมดุลระหว่างทักษะด้านวิชาการ ด้านอารมณ์ และทักษะทางสังคม ต้องฝึกการคิดระบบ กระบวนการคิดแบบตรรกะ การใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ และมีทักษะในการมอง เห็น และเข้าใจโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมเชื่อว่างานวิจัยชิ้นนี้จะเป็นตัวช่วยให้แต่ละคณะของมหาวิทยาลัย สามารถนำเป็นฐานและต่อยอดงานวิจัยได้ว่า ควรปรับตัวอย่างไร แต่ในภาพรวมของประเทศส่วนตัวผมคิดว่าจำเป็นต้องมีการตระหนักเรื่องนี้อีกมาก แต่เท่าที่ผมทราบกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ก็มีความพยายามที่จะขับเคลื่อนในเรื่องเหล่านี้ และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในโลกอนาคต คือการกล้าเสี่ยง ความประเมินความเสี่ยง และรับความผิดพลาดในการเสี่ยงได้หรือไม่ ซึ่งหากเราก้าวข้ามเรื่องนี้ได้จะทำให้ประเทศกว่าไปสู่การพัฒนา ผมคิดว่าเรายังขาดทักษะในการผิดพลาด ผิดพลาดอย่างไรให้ใช้ต้นทุนต่ำที่สุด อย่างไรก็ตาม ปีหน้าเรามีแผนว่าจะทำงานวิจัยมากขึ้นในแง่มุมของภาพใหญ่ ถ้าเรามองย้อนว่าอีก 30 ปี มนุษย์ตกงานแน่นอน เด็กที่เกิดขึ้นในวันนี้ที่จะตื่นมาแล้วไม่มีงานทำเราควรจะมีแผนในการพัฒนาวิธีคิดเขาอย่างไร ดังนั้นงานวิจัยต่อไปของเราจะมุ่งไปในทิศทางนี้ เพื่อที่จะต้องตั้งคำถามย้อนกลับมา เป็นการวางแผนการศึกษาของประเทศได้ อีกทั้งถ้ามหาวิทยาลัยเองยังไม่ปรับตัว สอนแต่ความรู้ก็ไม่ต่างจากนักแปลข้อมูล ซึ่งในส่วนของ มธบ.ได้มีการนำร่องในสร้างเด็กยุคใหม่ให้มีทักษะทันต่อโลกอนาคตแล้ว&amp;rdquo;ผู้อำนวยการสถาบัน DPU X กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42849</URL_LINK>
                <HASHTAG>AI แทนที่มนุษย์, DPU X, ทำนายอาชีพในอนาคต, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190806/image_big_5d493be3cfbc0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2019 20:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2019 20:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข้อมูลใหม่!&#039;หมอบรรจบ&#039;เผยในรอบปีคนหัวใจวายเฉียบพลันตายหลายรายมีPM2.5แฝงเร้นแพทย์ไม่เคยตรวจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;1 ก.พ.62 - &amp;nbsp;ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ ได้จัดงานเสวนา &amp;ldquo;Wellness Community กินอยู่อย่างไรในสังคมมลภาวะ&amp;rdquo; ให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจากมลภาวะฟุ่นพร้อมแนะประชาชนตรวจสุขภาพ ดูแลตนเองด้วยวิธีธรรมชาติ นำพืชผักผลไม้มาใช้ขับสารพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล คณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า PM 2.5 ทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกายทางเดินหายใจอักเสบ หอบหืด ถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจกำเริบ ไขมันหลอดเลือดสูงผิดปกติ เบาหวาน ดื้อต่ออินซูลินมากขึ้น ไขมันพอกตับ และก็ก่อมะเร็ง ไม่มีใครเคยสังเกตว่า เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมามีคนเป็นโรคหัวใจวายเฉียบพลันจนเสียชีวิตเกิดขึ้นหลายราย ทั้งๆที่ระดับไขมันปกติ ที่แท้แล้วแฝงเร้นด้วย PM 2.5 แต่แพทย์โรงพยาบาลไม่เคยรู้และไม่เคยตรวจ ถ้าตรวจก็จะเจอ ฉะนั้นการที่เราจะรอรัฐบาลเร่งแก้ไขเป็นไปไม่ได้ เราต้องกลับมาตรวจสอบพฤติกรรมตนเอง แล้วก็ดูแลตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.บรรจบ กล่าวต่อว่า ร่างกายเราสามารถขับสารพิษออกได้ทั้งเยื่อบุหลอดลมและตับ ซึ่งบร็อกโคลีมีสารซอลโฟราเฟน ที่ออกฤทธิ์กลูต้าไทโอนให้ตับกับเซลล์เยื่อบุสลายสารพิษได้ ฉะนั้นแล้วถ้าให้เข้าใจง่ายๆคือ หากรู้สึกว่าร่างกายได้รับผลกระทบจากฝุ่น ก็ให้ปั่นน้ำบล็อกโคลี่สดกิน เคยมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ในจีนช่วง 5 ปีก่อน บอกว่า น้ำบร็อกโคลีทำให้ขับสารพิษออกทางปัสสาวะ แล้วก็ขับสารก่อมะเร็งเพิ่มขึ้น 61% และขับสารระคายเคือง 23% แต่ต้องกินแบบสดๆ เพราะสารที่อยู่ในบร็อกโคลีไม่ทนความร้อน แค่เอาไปล้างให้สะอาดเพื่อหลีกเลี่ยงยาฆ่าแมลง แล้วก็ยังมีวิตามินอื่นๆ ที่ช่วยขับสารพิษได้ อย่างพวกวิตามินบี พวกข้าวกล้อง วิตามินซีจากผักผลไม้สด วิตามินอี พวกจมูกข้าว ถั่ว พืชผักใบเขียวทั้งสดและสุก กลูต้าไทโอนจากกะหล่ำปลี นอกจากนี้ถ้าจะแก้อักเสบเรื้อรังกรดไขมันที่จำเป็นที่อยู่ในพวกน้ำมันมะกอก น้ำมันงา อะโวคาโด ก็ช่วยได้ และอยากให้ลดการกินปิ้งย่าง ของทอด ผงชูรสซึ่งเร่งปฏิกิริยาอักเสบในร่างกาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มีเรื่องใหม่ที่อยากแนะอีกคือ การอดอาหาร 1 วันด้วยผลไม้ชนิดเดียวทั้งวัน สัปดาห์ละครั้งน่าจะช่วยได้ เพราะในงานวิจัยเขาบอกว่าการอดอาหารช่วยให้ปอดทนพิษโอโซน ซึ่งโอโซนนี้ตัวดีเป็นสารพิษอันตราย อีกอย่างคืออย่าตื่นตกใจกับสถานการณ์มาก และควรมีการตรวจสุขภาพอย่างเร่งด่วนกับคนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง หาสารที่เรียกว่า Homocysteine สารที่ทำให้เป็นโรคหัวใจ ซึ่งถ้าพบว่าสูงรักษาได้ด้วยวิตามินบี 6 บี 12 และกรดโฟลิกซึ่งมีราคาถูกมาก ใช้เวลา 1-2 เดือนก็ลดลงระดับสู่ปกติได้ แนะรัฐใช้วิธีแจกวิตามินในประชากรกลุ่มเสี่ยงในเชิงป้องกันด้านกว้าง สำหรับคนทั่วไปก็สามารถตรวจสารตัวนี้ได้ในโรงพยาบาล&amp;rdquo;
&amp;nbsp;
ด้านพญ.กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โครงการ Jin Wellbeing ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวเสริมว่า สำหรับผู้เป็นภูมิแพ้ มีอีกวิธีที่ใช้ได้ผล คือ แพทย์แผนไทยสุมยา กำจัดเสมหะ โดยใช้หอมหัวใหญ่โขลกเล็กน้อยเติมน้ำร้อนให้เกิดไอเดือด หรือจะนำพืชสมุนไพร พวกข่า ตะไคร้ที่เป็นเครื่องเทศในต้มยำมาใส่ด้วยได้ หลังจากเติมน้ำร้อนแล้วเอาผ้าเช็ดตัวคลุมแล้วให้เราสูดดมกลิ่นไอของสมุนไพรในนั้นเข้าไปประมาณสองนาที แล้วก็ออกจากผ้าคลุม แล้วก็ทำใหม่ช่วยให้หายใจสะดวก ตนเคยสืบค้นงานวิจัยมา พบว่าหอมหัวใหญ่ที่เป็นตัวหลัก มีสรรพคุณช่วยต้านไวรัส และเรื่องของภูมิต้านทานได้ นอกจากสูดดมแล้ว อยากแนะให้ทุกคนทานอาหารที่มีหอมหัวใหญ่เป็นส่วนผสม ไม่ว่าจะเป็นเมี่ยง ยำ ฯลฯ แล้วอีกอย่างที่ช่วยได้คือน้ำสำรอง เพราะมีสาร พอลิแซ็กคาไรด์ที่เป็นตัวสำคัญในการไปเคลือบเยื่อเมือกต่างๆ ตั้งแต่คอ จมูก มาจนถึงลำไส้ ดังนั้นอาการระคายคอที่เกิดจากการอักเสบก็ช่วยได้ ซึ่งตนเคยใช้เป็นสูตรในการรักษาคนไข้เจ็บคอมานานแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สิ่งสำคัญคือเราต้องช่วยกันเอง ควรตระหนัก และไม่ควรตระหนก เพราะต่อไปมันยังมีเรื่องให้เราต้องกังวลอีกคือ น้ำและอาหาร ที่สำคัญให้ระวังเรื่องซึมเศร้า เรื่องภาวะแอนไซตีหรือโรควิตกกังวลไปทั่ว คือหวั่นวิตกเกินไปจนนอนไม่หลับ แล้วก็โรคกลัว แพนิค อื่นๆ ต้องคอยสอดส่องกัน เพราะอย่างบางคนเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจอยู่แล้ว พอเจอปัญหาฝุ่นก็อาจจะเกิดความวิตกกังวลหนักขึ้น&amp;rdquo; พญ.อรพรรณ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28094</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, กินผักขับพิษ, นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190201/image_big_5c544b6190f63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
