<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117786</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2021 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2021 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ครัวต้นแบบ” เพื่อพส.ห่างไกลโรค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เสนอแนวทางสร้าง &amp;ldquo;ครัวต้นแบบ&amp;rdquo; พร้อมสื่อหลากหลาย ให้ความรู้ด้านโภชนาการและความปลอดภัยของอาหารสำหรับถวายพระสงฆ์ แนะศาสนิกชนทำบุญด้วยการสร้างโรงครัวที่ถูกสุขลักษณะเพื่อสงฆ์สุขภาพดี ห่างไกลโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การศึกษาอาหารจากครัวของวัดและอาหารที่ตักบาตรทั่วไป เราพบความเสี่ยงสูงในการปนเปื้อนจุลินทรีย์ในอาหารที่ถวายพระสงฆ์ ส่วนครัวในวัดนั้น จากวิธีการเก็บอาหารรักษาและการสัมผัสอาหารของผู้ปฏิบัติงาน มีความเสี่ยงที่ทำให้อาหารไม่ปลอดภัย ซึ่งอาจส่งผลให้พระสงฆ์อาพาธจากโรคอาหารเป็นพิษได้&amp;rdquo; ผศ.ดร.ทิพยเนตร อริยปิติพันธ์ หัวหน้าภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยผลการศึกษาลักษณะปัญหาทางด้านความปลอดภัยอาหารในพระสงฆ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สุขาภิบาลอาหารในครัวของวัดหลายแห่งยังไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย อีกทั้งพระสงฆ์&amp;nbsp;แม่ครัวและญาติโยมที่มาช่วยงานครัวส่วนใหญ่ขาดความตระหนักเรื่องโภชนาการและความปลอดภัยอาหาร&amp;nbsp; ที่จะส่งผลต่อสุขภาพพระสงฆ์ในระยะยาว ผู้มาถวายอาหารหรือผู้ที่เตรียมปรุงอาหารในโรงครัวของวัดอาจยังใส่ใจเรื่องความสะอาดไม่มากพอ มีโอกาสเกิดการปนเปื้อนข้ามระหว่างอาหารดิบกับอาหารปรุงสุก เช่น สถานที่เตรียมวัตถุดิบและปรุงประกอบอาหารยังอยู่บริเวณเดียวกัน ไม่แยกพื้นที่การใช้งานที่ชัดเจน การเตรียมวัตถุดิบและการเก็บวัตถุดิบไม่เหมาะสม วางวัตถุดิบหรือภาชนะอุปกรณ์ที่สัมผัสอาหารไว้บนพื้นโดยตรงหรือในระดับที่ต่ำกว่ามาตรฐาน รวมถึงการปกปิดอาหารปรุงสุกขณะพักก่อนนำไปถวายพระมีโอกาสเกิดการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมได้ เป็นต้น&amp;rdquo; ผศ.ดร.ทิพยเนตร กล่าวถึงพฤติกรรมเสี่ยงที่ส่งผลต่อสุขภาพของพระสงฆ์โดยตรง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;จากผลการศึกษาความปลอดภัยด้านอาหาร ผศ.ดร.ทิพยเนตร ร่วมกับ ศ.ดร.ภญ.จงจิตร อังคทะวานิช (หัวหน้าโครงการสงฆ์ไทยไกลโรคฯ)&amp;nbsp; ริเริ่มโครงการครัวสงฆ์ต้นแบบ เพื่อสงฆ์โภชนาการดี ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา โดยร่วมมือกับสำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ในการพัฒนาครัวมจร. เป็นพื้นที่วิจัยและพัฒนาครัวต้นแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;สิ่งที่สำคัญในการสร้างครัวต้นแบบคือคน&amp;rdquo; ผศ.ดร.ทิพยเนตร กล่าวเน้น &amp;ldquo;การพัฒนาคนเพื่อสร้างครัวต้นแบบต้องเริ่มจากการสร้างความเข้าใจและความตระหนักให้กับพระสงฆ์และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องถึงข้อดีและประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำครัวต้นแบบ จากนั้น ก็เริ่มอบรมให้ความรู้ด้านโภชนาการและความปลอดภัยอาหาร เพื่อลดความเสี่ยงในการปนเปื้อนระหว่างการปฏิบัติงาน แนะนำผู้ปฏิบัติงานให้ล้างมือให้สะอาดตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ตรวจความสะอาดมือด้วยชุดทดสอบ SI-2 และฝึกตรวจการปนเปื้อนวัตถุดิบเบื้องต้นด้วยชุดทดสอบแบบรวดเร็ว เช่น สารบอแรกซ์ ฟอร์มาลิน สารฟอกขาว เป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;หลังการอบรม โครงการฯ จัดให้มีการสอบวัดความรู้ซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ &amp;ldquo;แม่ครัวในครัว มจร. มีความเข้าใจและตระหนักในความปลอดภัยทางด้านอาหารดีขึ้น &amp;nbsp;นอกจากนี้ โครงการยังพาผู้ที่เกี่ยวข้องกับครัวของวัดไปดูงานครัวที่ได้มาตรฐานสากลด้วย อาทิ ครัวการบินไทย ฝ่ายโภชนาการของโรงพยาบาลสงฆ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า และโรงพยาบาลราชวิถี&amp;rdquo; ผศ.ดร.ทิพยเนตร กล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในช่วง สถานการณ์โรคโควิด-19 ผศ.ดร.ทิพยเนตร ได้เพิ่มเติมความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการรับมือการแพร่ระบาด&amp;nbsp;&amp;ldquo;ครัวสงฆ์มั่นใจ ต้านภัยโควิด&amp;rdquo; สำหรับครัวต้นแบบเพื่อรับมือสถานการณ์โควิด-19 เช่น การเตรียมน้ำยาโซเดียมไฮโปคลอไรด์สำหรับฆ่าเชื้อโควิด-19 การให้ความรู้วิธีการทำความสะอาดไข่ก่อนนำไปเก็บหรือประกอบอาหาร ขั้นตอนการจัดเก็บวัตถุดิบและภาชนะพร้อมใช้ให้ปลอดภัยจากโควิด-19 การจัดเก็บขยะให้ปลอดภัยจากโควิด-19 เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีสื่อถวายความรู้พระสงฆ์เกี่ยวกับการปฏิบัติตนขณะฉันอาหาร การล้างบาตรและภาชนะและวิธีล้างมือของพระสงฆ์ 9 ขั้นตอน ให้ปลอดภัยจากโควิด-19&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สนใจข้อมูลเรื่อง &amp;ldquo;ครัวต้นแบบ&amp;rdquo; และสื่อต่างๆ สามารถดาวน์โหลดได้ที่ เว็บไซต์สงฆ์ไทยไกลโรค www.sonkthaiglairok.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117786</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะสหเวชศาสตร์, ครัวต้นแบบ, จุฬาฯ, ถวายพระสงฆ์, ผศ.ดร.ทิพยเนตร, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ศ.ดร.ภญ.จงจิตร อังคทะวานิช, สงฆ์สุขภาพดี ห่างไกลโรค, สร้างโรงครัวที่ถูกสุขลักษณะ, โครงการสงฆ์ไทยไกลโรคฯ, ให้ความรู้ด้านโภชนาการและความปลอดภัยของอาหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210925/image_big_614e8dd4301b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111676</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 19:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เข้าพรรษายุคโควิด..ละเลิกบุหรี่ หยุดสูบได้!! ด้วยสายด่วน1600</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สสส.ผนึก สธ. สายเลิกบุหรี่ 1600 รณรงค์ลดละเลิกบุหรี่ช่วงเข้าพรรษาในจังหวะโควิดระบาดระลอก 4 ข่าวดีคนไทยสูบบุหรี่ลดลง สสส.ผนึกภาคีรุกโซเชียล เร่งช่วยคนอยากเลิกบุหรี่ เหตุโควิดระบาด สิงห์อมควันแห่ขอคำปรึกษาเลิกสูบพุ่ง สายเลิกบุหรี่ 1600 มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เลิกบุหรี่ปลอดภัย ขยายเวลาให้คำปรึกษา ชี้สิงห์อมควันได้รับวัคซีนทำกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้น้อยกว่า สังคมให้กำลังใจคนเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ เป็นสังคมไร้ควันสูดอากาศบริสุทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ (สายเลิกบุหรี่ 1600) จัดเสวนาออนไลน์หัวข้อ &amp;ldquo;เข้าพรรษายุคโควิด เลิกเสพติดบุหรี่ด้วยสายเลิกบุหรี่ 1600&amp;rdquo; ผ่านทาง Facebook สายเลิกบุหรี่ 1600 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2564 เพื่อร่วมกันหาแนวทางให้คนไทยเข้าถึงช่องทางการสื่อสารในการลดละเลิกสูบบุหรี่ โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังมีการระบาดของโรคโควิด-19 ที่การสูบบุหรี่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยง ที่ส่งผลให้เกิดความรุนแรงจนถึงเสียชีวิตในผู้ที่ติดเชื้อ และในโอกาสเข้าพรรษาที่พุทธศาสนิกชนจะได้ถือศีล ลดละเลิกพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำร้ายตนเองและผู้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า กม.คุ้มครองให้พวกเราได้อยู่กับอากาศบริสุทธิ์ในสถานที่สาธารณะ ขณะเดียวกัน สสส.ก็ไม่เคยลืมว่าแม้คุณจะเป็นผู้สูบบุหรี่ แต่ก็มีคุณค่า สมาชิกทุกคนในครอบครัวมีความรักและเป็นห่วง สสส. พร้อมที่จะหนุนช่วยให้คุณเลิกบุหรี่ได้อย่างปลอดภัยเพื่อดูแลตัวเองเป็นอย่างดี บางคนกล่าวว่า ฉันไม่สูบบุหรี่ในบ้านแล้วนะ ก็เป็นเรื่องน่าขอบคุณ แต่ในระยะยาวแล้วบุหรี่เป็นสารเสพติดที่แม้ว่าคนติดบุหรี่หลายคนอยากจะเลิกบุหรี่ แต่ไม่ได้เลิกกันได้ง่ายๆ ขณะเดียวกันคนที่ไม่สูบบุหรี่ควรเข้าใจความรู้สึกของคนที่ติดบุหรี่ด้วยการสนับสนุนให้กำลังใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในการลดละเลิกบุหรี่ที่มีหลายช่องทาง แม้แต่กระทรวงสาธารณสุขก็ผลักดันให้มีหมายเลขโทรศัพท์ 1600 บนซองบุหรี่ เป็นส่วนสำคัญให้ผู้สูบบุหรี่ได้ทดลองใช้บริการ ทั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้บริการทางโทรศัพท์ว่าการเลิกบุหรี่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ขอให้สบายใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันแนวโน้มคนไทยมีอัตราการสูบบุหรี่ลดลง โดยข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 คนไทยสูบบุหรี่ลดลงเหลือร้อยละ 17.4 ซึ่งลดลงจากร้อยละ 19.1 ในปี 2560 ขณะที่องค์การอนามัยโลก ประมาณการในปี 2562 มีคนไทยที่เสียชีวิตจากบุหรี่ถึง 70,952 คน และเสียชีวิตจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง 9,435 คน ซึ่งก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายถึงสูงถึงร้อยละ 15 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศทั้งหมด ในสถานการณ์การระบาดโควิด-19 สสส.และภาคีเครือข่ายได้ปรับแผนการทำงาน โดยให้ความสำคัญการทำงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในการให้ความรู้ การรณรงค์สังคม ให้ลดละเลิกยาสูบและสิ่งเสพติดต่างๆ ทั้งเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ ยูทูบ และซูม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยากเชิญชวนผู้ที่ยังสูบบุหรี่อยู่ ใช้โอกาสในช่วงเข้าพรรษาเป็นวันเริ่มต้นที่ตัดสินใจเลิกพฤติกรรมการสูบบุหรี่ เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และเตรียมพร้อมรับการฉีดวัคซีน ซึ่งมีข้อมูลจากหลายประเทศยืนยันว่าผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีประวัติการสูบบุหรี่ มีความเสี่ยงที่อาการของโรคจะรุนแรงและเสียชีวิตได้มากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ที่สำคัญคนสูบบุหรี่เมื่อได้รับวัคซีนโควิด-19 ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้น้อยกว่าคนไม่สูบ ดังนั้นเพื่อเตรียมความพร้อมของผู้ที่จะได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ควรเลิกสูบบุหรี่ก่อนได้รับวัคซีน เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันและปอดฟื้นฟูกลับมาทำงานได้แข็งแรง นอกจากนี้ยังช่วยลดควันบุหรี่มือสองที่อาจกระทบกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ โดยเฉพาะคนในครอบครัว คนที่เรารัก โดยสามารถขอรับคำปรึกษาเลิกบุหรี่จากสายเลิกบุหรี่ 1600&amp;rdquo; รุ่งอรุณกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ชยนันท์ สิทธิบุศย์ ผอ.กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตอกย้ำว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุหลักในการทำลายปอดและเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการติดโควิด-19 มีอันตรายและเสี่ยงตายสูง โอกาสรับเชื้อรุนแรงเพิ่มขึ้น 0-15 เท่า มีความเสี่ยงรับเชื้อได้ง่ายขึ้น ภูมิต้านทานต่ำลง และยังมีโรคเรื้อรัง ถุงลมโป่งพอง มะเร็งปอด องค์การอนามัยโลกมีการตั้งเป้าหมายที่จะให้คนทั่วโลกเลิกบุหรี่ 100 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การรณรงค์ครั้งนี้ผลักดันในคณะกรรมการยาสูบ รณรงค์ให้มีคำขวัญ &amp;quot;เลิกสูบ ลดเสี่ยง คุณทำได้&amp;quot; ด้วยนโยบาย เป้าหมาย แผนการควบคุมยาสูบแห่งชาติ กำหนดเป็นแผนฉบับที่ 3 ยุทธศาสตร์ความเข้มแข็ง ยกระดับขีดความสามารถเฝ้าระวังนักสูบหน้าใหม่ ขณะเดียวกันติดตามอย่างรู้เท่าทันธุรกิจยาสูบ การบำบัดรักษาผู้เสพให้เลิกใช้ยาสูบ การทำสิ่งแวดล้อมให้ปลอดควันบุหรี่ ลดควันบุหรี่มือสอง ใช้มาตรการทางภาษีเพื่อปราบปรามยาสูบ ด้วยความตั้งใจให้สังคมไทยปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน นอกจากนั้นภารกิจสำคัญของสายด่วน 1600 มีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมืออาชีพคอยให้คำแนะนำติดตามผลการรักษาอย่างเป็นระบบ Chance for Change ในบรรยากาศ New Normal &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ติดบุหรี่ ติดโควิด เสี่ยงตายสูง การสูบบุหรี่ทำให้ระบบภูมิต้านทานร่างกายแย่ลง ติดโควิดได้ง่ายและมีอาการรุนแรงมากขึ้น เส้นทางคนที่สูบบุหรี่มีโอกาสป่วยโรคเรื้อรังสูงกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ โรคเรื้อรังเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้อาการป่วยรุนแรงมากยิ่งขึ้น มือที่คีบบุหรี่เพื่อสูบเสี่ยงต่อการนำเชื้อโควิดเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่มวนหรือการสูบบุหรี่ไฟฟ้าล้วนเสี่ยงต่อโควิดทั้งหมด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;กลยุทธ์การตลาดของบริษัทบุหรี่ มีการบิดเบือนผลของการสูบบุหรี่ต่อการติดเชื้อโควิดว่านิโคตินช่วยต้านการติดเชื้อโควิด-19 ด้วยการใช้ความพยายามให้เชื่อว่านิโคตินต้านโควิด-19 ซึ่งไม่เป็นความจริง ดังนั้นจะต้องช่วยกันเปิดโปงกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมยาสูบอ้างประโยชน์จากนิโคติน ด้วยการกลบเกลื่อนในเรื่องฤทธิ์เสพติดและอันตรายต่อสุขภาพ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;สูบบุหรี่เบียดเบียนตัวเองและทำร้ายผู้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พระวิสิทธิ ฐิตวิสิทฺโร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ ร่วมในการเสวนาครั้งนี้ กล่าวว่า เทศกาลเข้าพรรษามีความสำคัญในการให้รางวัลชีวิตอย่างมีคุณค่า สถานการณ์ทุกวันนี้ย่อมมีโอกาสดีให้สังคมไทยเมื่อเจอสถานการณ์โควิด เรามีเครื่องมือดูแลตัวเอง ใช้โอกาสสำคัญในวันพุทธศาสนามีความสำคัญทางจิตใจ ทำอย่างไรให้ตัวเองมีภูมิคุ้มกัน ด้วยการให้ความสำคัญในเทศกาลวันเข้าพรรษาด้วยการเลิกบุหรี่ การทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดี เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ช่วงเข้าพรรษาเดินทางลำบาก เหมาะกับสถานการณ์โควิดที่ไม่ให้เดินทางไปพบปะกัน พระภิกษุก็ต้องรักษาพระธรรมวินัย ญาติโยมอธิษฐานจิตทำสิ่งดีๆ ประพฤติปฏิบัติรักษาศีล มีความศรัทธา การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยที่จะทำให้ผิดศีลทุกข้อ เบียดเบียนตัวเองและยังทำร้ายผู้อื่นด้วย หากเลิกบุหรี่ได้เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ยิ่งในสถานการณ์โควิดเราเลิกบุหรี่ได้ งดอบายมุข เป็นการลดปัจจัยเสี่ยงทั้งหลายที่จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ การสร้างภูมิคุ้มกันทางด้านจิตใจเป็นเรื่องสำคัญ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;อาตมาเชิญชวนให้ช่วยกันดูแลร่างกายและจิตใจ ช่วยกันรักษาศีล 5 ห่างไกลจากโรคโควิด ไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น ช่วยกันตระหนักและให้ความสำคัญกับการปฏิบัติธรรม จะทำให้สังคมไทยน่าอยู่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:center&quot;&gt;สายด่วนเลิกบุหรี่บริการทั้งเชิงรับ-รุก&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:center&quot;&gt;เข้าใจ เข้าถึง ไม่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รศ.ดร.จินตนา ยูนิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ (สายเลิกบุหรี่ 1600) เปิดเผยว่า ในช่วงวิกฤติโควิด-19 มีประชาชนขอรับคำปรึกษาเลิกบุหรี่กับสายเลิกบุหรี่ 1600 จำนวนมาก โดยให้เหตุผลว่า กลัวการติดเชื้อโควิด-19 จากเดิมที่เหตุผลของการโทรมาปรึกษาคือ เลิกเพื่อสุขภาพ และเลิกสูบเพื่อคนรอบข้าง สะท้อนว่าประชาชนให้ความสำคัญต่อการระบาดของโควิด-19 โดยขณะนี้สายเลิกบุหรี่ 1600 ได้ปรับแผนการทำงานเพื่อให้สามารถบริการประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ทั้งการบริการเชิงรับและเชิงรุก โดยเพิ่มเวลาให้บริการ ตั้งแต่ 09.00-23.00 น. เนื่องจากพบว่าช่วงเวลาบ่ายและค่ำเป็นช่วงที่มีการโทรเข้ามาขอคำปรึกษาจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ได้เพิ่มช่องทางการติดต่อทางแอปพลิเคชันไลน์ เฟชบุ๊กแฟนเพจ เว็บไซต์ และศูนย์บริการเลิกบุหรี่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการบริการอย่างเต็มที่ นอกจากให้ความรู้เรื่องยาสูบแล้ว ยังสามารถให้คำปรึกษาการสูบบุหรี่ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ด้วย โดยประชาชนสามารถโทรศัพท์ขอรับคำปรึกษาเลิกบุหรี่ได้ฟรีทุกเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ทางคลินิกชานุมานจะมีพยาบาลคอยซักถามคุณต้องการเลิกบุหรี่ ภาวะแทรกซ้อนจะลดลงได้&amp;nbsp; แต่มีปัญหาหลายคนยังไม่ได้มีความพร้อมจริงในการเลิกบุหรี่ เราจะให้คำปรึกษาสั้นๆ ถ้าให้คำปรึกษายาวๆ ผู้สูบจะไม่ให้ความสนใจ เป็นการเสียเวลาทั้งสองฝ่าย อีกทั้งผู้สูบเกิดความไม่พึงพอใจเมื่อไหร่ที่ผู้สูบพร้อมเลิกจริง จึงให้คำปรึกษาแบบเข้มข้นมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในกรณีที่ให้คำปรึกษาแล้วก็ต้องติดตามผลทุกเดือน 2 เดือน 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าได้มีการเลิกสูบบุหรี่ไม่หันกลับมาสูบบุหรี่ใหม่ แต่ถ้าประเมินแล้วว่าผู้สูบหันมาสูบบุหรี่ใหม่ ก็ต้องมีการประสานงานอย่างต่อเนื่องไม่เว้นวันหยุด การฝากข้อความอัตโนมัติติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง การให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ ทาง Social Network การให้บริการผ่านทางไลน์ มีการสำรวจคนที่รับคำปรึกษา 1600 ด้วยการใช้สายโทรศัพท์เลิกบุหรี่ได้อย่างน้อย 32% มีงานวิจัยจากวารสารนานาชาติ ไม่มีใครป่วยจากการเลิกบุหรี่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คลินิกฟ้าใส ให้บริการผู้ติดบุหรี่ที่บางครั้งจะส่งต่อจาก 1600 แพทย์ให้ยาเพราะมีการประเมินแล้วว่าผู้ป่วยเลิกบุหรี่แล้วหลายครั้งยังเลิกไม่ได้ เพราะติดบุหรี่มาก และยังมีโรคประจำตัวหลายโรค งานนี้ร่วมมือกันหลายหน่วยงาน สสส., สปสช. แผนการควบคุมยาเสพติดจะลดการสูบบุหรี่แบบบูรณาการได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111676</URL_LINK>
                <HASHTAG>Chance for Change, กรมควบคุมโรค, กระทรวงสาธารณสุข, กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ (กคส.), คลินิกฟ้าใส, นพ.ชยนันท์ สิทธิบุศย์, พญ.เริงฤดี ปธานวนิช, พระวิสิทธิ ฐิตวิสิทฺโร, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, รศ.ดร.จินตนา ยูนิพันธุ์, รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ, ลดควันบุหรี่, ลดละเลิกพฤติกรรมเสี่ยง, ละเลิกบุหรี่, ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ, ศูนย์บริการเลิกบุหรี่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล, สธ., สสส., สายด่วน1600, สายเลิกบุหรี่1600, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส., สิงห์อมควัน, เข้าพรรษา, เข้าพรรษายุคโควิด เลิกเสพติดบุหรี่ด้วยสายเลิกบุหรี่ 1600, เลิกสูบ ลดเสี่ยง คุณทำได้, เลิกเพื่อสุขภาพ, เสวนาออนไลน์, โรงพยาบาลรามาธิบดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_6103f4c7f03dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80810</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2020 00:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2020 00:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สภานิสิต มจร.&#039; ฮึ่ม! พระนักศึกษาสวดยับฝ่ายรัฐสร้างสถานการณ์ ปิดกั้นสื่อ จับแกนนำม็อบไม่เป็นธรรม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค.63 - สภานิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (ส่วนกลาง) ออกแถลงการณ์เรื่อง การใช้ความรุนแรงแด่เยาวชน นิสิต นักศึกษาและประชาชน &amp;quot;นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มีฯ&amp;quot; มีเนื้อหาดังนี้ พระพุทธศาสนาได้อุบัติขึ้นมาในช่วงที่มนุษย์ถูกกดขี่อิสรภาพ มีการถือชั้นวรรณะ เป็นการจำกัดสิทธิ และหน้าที่ของมนุษย์ ยังผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงไม่เท่าเทียมกันในสังคม โดยเฉพาะสังคมชนชั้นของอินเดียในสมัยนั้น&amp;nbsp;ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของชนชาติอริยกะ ซึ่งเป็นผู้ผูกขาดอำนาจแต่เพียงเผ่าเดียว จนกระทั่งพระพุทธองค์ได้อุบัติขึ้นในโลก ทรงปฏิเสธการถือชั้นวรรณะทั้ง 4 คือ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเมืองและสันติภาพเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ให้ความสำคัญที่จะปลดปล่อยมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ทรงต่อสู้กับแนวทางการปกครองที่ถือชั้นวรรณะ การเอาเปรียบซึ่งกันและกัน มาสู่ความเสมอภาคกันและมีเสรีภาพในการดำรงชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระพุทธเจ้าทรงใช้หลักสันติวิธีในการปฏิเสธการมีขึ้นของชั้นวรรณะ เหมือนที่เยาวชน นิสิต นักศึกษาและประชาชนพยายามใช้ในการชุมนุมเพื่อร่วมกันหาทางออกได้ดีที่สุด แต่ทางฝ่ายรัฐกลับพยายามเลี่ยงที่จะใช้สันติวิธีกับกลุ่มเยาวชนฯ กลับสร้างสถานการณ์ ปิดกั้นสื่อ บิดเบือนข้อมูล จับกลุ่มแกนนำโดยใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามระบอบสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภานิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบของเจ้าหน้าที่รัฐต่อประชาชน และขอให้เจ้าหน้าที่รัฐตระหนักว่าการกระทำความรุนแรงทุกรูปแบบไม่ควรเกิดขึ้น พร้อมทั้งขอให้ตระหนักถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขโดยปราศจากการเบียดเบียน ภายใต้การใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ตุลาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80810</URL_LINK>
                <HASHTAG>มจร., มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ม็อบคณะราษฎร, สภานิสิต มจร., สภานิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, แถลงการณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201017/image_big_5f89d91f44428.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18724</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2018 11:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2018 11:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาพประวัติศาสตร์!2มหาวิทยาลัยสงฆ์ร่วมสังฆกรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.2561 - เว็บไซต์อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของวัดไทยในลาสเวกัส สหรัฐอเมริกาได้เขียนบทความในหัวข้อ &amp;ldquo;เหยียบถิ่นเสือ! เจ้าคุณธรณิศยกทีมเยือนวังน้อย แสดงความยินดีกับอธิการบดี มจร.รูปใหม่&amp;rdquo; มีเนื้อหาระบุว่า ต้องถือว่าเป็น &amp;quot;ภาพประวัติศาสตร์&amp;quot; ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ซึ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ.นี้ แบบว่าไม่เคยมีมาก่อน แต่ไหนแต่ไร สองมหาวิทยาลัยสงฆ์ล้วนแต่ &amp;quot;ไม่ร่วมสังฆกรรม&amp;quot; ต่างคนต่างทำ ม.หนึ่งจะพาคนไปสวรรค์ ม.หนึ่งจะพาคนไปนิพพาน อุดมการณ์ไม่เคยตรงกัน เทียบกับ &amp;quot;2 ม. ทางโลก&amp;quot; คือ จุฬา-ธรรมศาสตร์แล้ว เขายังดูสามัคคีกว่าพระไทย เพราะมีการแข่งขัน &amp;quot;ฟุตบอลประเพณี&amp;quot; เป็นประจำทุกปี แต่ ม.สงฆ์ กลับไม่เคยมีอะไรทำร่วมกันเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ ถือว่าเป็นวันประวัติศาสตร์ ที่เจ้าคุณธรณิศ กล้าคิด กล้านำ และกล้าทำ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่า ถ้าวัดพละกำลังกันแล้วมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) ย่อมเป็นต่อมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย(มมร.) อย่างเทียบไม่ติด แต่อย่าไปคิดอย่างนั้น ดูแต่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชสิ เจ้าคุณประสาร &amp;quot;ขนพระเณรอีสาน&amp;quot; มาปิดพุทธมณฑลจนล้นลานพระประธาน แต่สุดท้าย &amp;quot;สมเด็จช่วง&amp;quot; ก็ร่วง ฝ่ายไหนคว้าแชมป์ไปครอง ของอย่างนี้มันมีอุทาหรณ์ ตัวใหญ่ก็จริง แต่ถ้าวิ่งไม่เป็น ก็เห็นจะกลายเป็น..หมูในอวย อู๊ดๆ !
&amp;nbsp;
เสียดายว่า มมร. บุกฉุกละหุกไปหน่อย ฝ่าย มจร.เลยตั้งรับไม่ทัน ไม่เห็นหน้ารองอธิการบดีตั้งหลายฝ่ายเลย เจ้าคุณสมจินต์โดนทีม มมร.ประกบซ้ายขวาหน้าหลัง แทบเล่นไม่ออก กร่อยสนิทศิษย์ส่ายหน้า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18724</URL_LINK>
                <HASHTAG>มจร., มมร., มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, สหรัฐอเมริกา, อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม, เว็บไซต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180930/image_big_5bb055f7278c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12023</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนุน&#039;เซตซีโร&#039;มส. สะพัด!สนช.ลุย3วาระรวด/ห่วงให้อำนาจนายกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สมเด็จพระสังฆราช&amp;quot; ทรงเรียก &amp;quot;พระพรหมบัณฑิต&amp;quot; บินด่วนจากสหรัฐกลับไทย หารือปรับปรุง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ทุกฝ่ายประสานเสียงหนุนเซตซีโร มส. หวังสร้างศรัทธาพุทธศาสนา แต่ห่วงให้อำนาจ &amp;quot;นายกฯ&amp;quot; เสนอตั้งพระสังฆาธิการระดับสูง &amp;quot;พระไทยในสหรัฐ&amp;quot; ชงเพิ่มคณะกรรมการสรรหากรรมการมหาเถรฯ&amp;quot; หวังถ่วงดุล &amp;quot;อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ&amp;quot; เสนอกฤษฎีกาขยายเวลาฟังความคิดเห็น ปชช.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตลอดทั้งวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจหลังเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา www.krisdika.go.th ประกาศการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 โดยระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2561 รับหลักการให้มีการจัดทําร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ในประเด็นเกี่ยวกับมหาเถรสมาคม (มส.) ในฐานะองค์กรปกครองคณะสงฆ์นั้น เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมติ ครม.วันที่ 4 เม.ย.2560 ประกอบกับมติ ครม.วันที่ 19 มิ.ย.2561 ดังกล่าว จึงเปิดรับฟังความเห็นประกอบการจัดทําร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นเวลา 7 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) เจ้าคณะภาค 2 และกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งเป็นพระนักวิชาการ โดยเป็นพระสงฆ์ไทยรูปแรกที่ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย ที่ต้องเป็นประธานการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 42/2561 ณ วัดอตัมมยตาราม เมืองวูดดินวิลล์ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 21-24 มิ.ย.2561 ต้องเดินทางกลับไทยก่อนกำหนดตั้งแต่ช่วงวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวระบุว่า ก่อนที่เจ้าคุณประยูรจะขึ้นเครื่อง ได้บอกผู้ใกล้ชิดว่า พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ในฐานะเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช &amp;nbsp;สกลมหาสังฆปริณายก ได้เรียกตัวด่วน ซึ่งคาดว่าเป็นเรื่องการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับดังกล่าว ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) เรียบร้อยแล้ว โดยไม่ได้มีการแถลงข่าวตามปกติ เพราะเป็นการประชุมลับ เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ภายหลังจากรับฟังความคิดเห็นเสร็จแล้ว จะนำกลับเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ตามขั้นตอน และส่งให้ สนช.พิจารณาต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อ.อาคม กาญจนหิรัญ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดถึงการเสนอแก้ไขหลักการเรื่องโครงสร้าง ที่มาของมหาเถรสมาคมดังกล่าวของรัฐบาล และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ แต่ว่าโดยหลักการทั่วไป หากรัฐบาลส่งเรื่องมาเพื่อเสนอแก้ไขกฎหมาย หรือเสนอกฎหมายใหม่แล้ว สนช.รับหลักการ ทาง สนช.ก็ต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาของ สนช.เพื่อศึกษาร่าง พ.ร.บ. จากนั้น กมธ.จึงเสนอแล้วเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ให้พิจารณาในวาระ 2 และ 3 จากนั้นก็นำร่างของรัฐบาลกับของ กมธ.มาพิจารณากันว่าของฝ่ายไหนดีกว่ากัน จากนั้นก็ลงมติพิจารณากันด้วยเสียงข้างมาก&amp;nbsp;
หนุนแก้ พรบ.คณะสงฆ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงกระแสข่าวความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะขอให้ สนช.พิจารณาเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยให้พิจารณา 3 วาระรวด เพราะเป็นการแก้ไขแค่มาตราเดียว ซึ่งเรื่องนี้ สนช.เคยทำมาแล้วตอนแก้ไขมาตรา 3 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช พล.อ.อ.อาคมกล่าวว่า ขอพูดในหลักการว่า หาก สนช.จะต้องพิจารณา 3 วาระรวด หากเป็นกรณีเร่งด่วน เช่นเรื่องที่พิจารณาไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน ก็อาจเป็นไปได้ โดยวาระแรกก็บอกว่าขอเป็นมติรับหลักการ วาระสอง ชี้แจงหลักการเหตุผล และวาระสาม ลงมติว่าจะรับการเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าวว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะใช้บังคับโดยรวม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมขอแสดงความเห็นโดยส่วนตัวว่า ก็อาจต้องคุยกันพอประมาณ เพราะความเห็นของผม กฎหมายสงฆ์ก็ควรออกโดยคณะสงฆ์ เพราะเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับคณะสงฆ์ จึงควรต้องมีการปรึกษาหารือกันก่อน หากไม่ไปปรึกษาหารือกัน ก็เปรียบเหมือนกับคนที่ออกกฎหมาย แต่ไม่ได้ใช้บังคับกับตัวเอง มันก็ไม่ถูกต้อง เพราะมาตรา 77 รัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ว่า ต้องฟังความเห็นคนที่เกี่ยวข้องด้วย ในความเห็นส่วนตัว ผมจึงเห็นว่าเรื่องนี้ต้องฟังมหาเถรสมาคมด้วย ต้องฟังเหตุและผล แต่ไม่ทราบฝ่ายบริหารทำอย่างไร แต่ในฐานะ สนช. เราก็ไม่ก้าวก่ายกัน แม้จะมาสายน้ำเดียวกัน เพราะ สนช.มีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย&amp;quot; สนช.ผู้นี้ระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระครูปลัดกวีวัฒน์ รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ว่า ส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีในการปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ให้มีความเหมาะสมต่อบริบทของการบริหารคณะสงฆ์ ท่ามกลางสังคมในยุคปัจจุบัน เพราะพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่ใช้กันอยู่นั้น เป็นการร่างขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ.2505 แม้มีการปรับปรุงมาบ้างแล้ว แต่ในบางมาตราก็ยังไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบสังคมปัจจุบันนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระครูปลัดกวีวัฒน์กล่าวว่า การปรับปรุงครั้งนี้ทราบว่าให้ยกเลิกองค์ประกอบกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง ยังคงให้มีกรรมการอื่นนอกจากประธานกรรมการในจำนวนเท่าเดิม 20 รูป แต่ถวายพระมหากษัตริย์ให้ทรงแต่งตั้งจากพระภิกษุผู้มีพรรษาอันสมควร และมีจริยวัตรที่เหมาะสมแก่การปกครองคณะสงฆ์ และมีพระบรมราชโองการให้กรรมการดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งได้โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ หลักเดียวกันนี้ ใช้กับการแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาคด้วย ตามที่มีพระราชดำริเห็นสมควร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับการบริหารจัดการคณะสงฆ์ เพราะจะต่างจากเดิมที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งพระสังฆราช และให้เป็นอำนาจของพระสังฆราชในการบริหารคณะสงฆ์ในทุกระดับชั้น ตามแนวทางใหม่ แสดงว่าต้องมีการโปรดเกล้าฯ ลงมา ก็เกิดข้อถามจากคณะสงฆ์ในปัจจุบันว่า ด้วยแนวทางดังกล่าว ขั้นตอนการเสนอชื่อเพื่อโปรดเกล้าฯ นั้น ใครจะนำทูลเกล้าฯ ถวายรายนามพระเถระเพื่อมีพระราชวินิจฉัย เป็นฝ่ายคณะสงฆ์ หรือนายกรัฐมนตรี หรือมีการพิจารณาร่วมกันแล้วทูลเกล้าฯ ถวาย ประเด็นตรงนี้เชื่อว่ายังไม่ชัดเจน เพราะเป็นการศึกษาแนวทาง ดังนั้นเมื่อเป็นประเด็นที่สำคัญ จึงอยากให้ผู้รับผิดชอบคือสำนักงานกฤษฎีกาได้ยึดตามมาตรา 77 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560&amp;quot; พระครูปลัดกวีวัฒน์กล่าว
ห่วงนายกฯ มีอำนาจล้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ &amp;nbsp;กล่าวว่า มาตรา 77 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 คือ ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว รัฐพึงจัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบด้วย เพื่อพัฒนากฎหมายทุกฉบับให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอให้ชาวพุทธผู้ที่มีความเห็นในประเด็นที่ว่ามา ได้ช่วยกันเสนอแนวทางที่สมควรในเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา www.krisdika.go.th เพื่อจะได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง&amp;quot; รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับ น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย นักวิชาการมูลนิธิภูมิพโลภิกขุ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ตนได้สนทนาธรรมเรื่องนี้กับท่านเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี โดยเห็นตรงกันว่าเราเข้าใจและเคารพการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ เพียงแต่เห็นพ้องต้องกันว่า วิธีแบบนี้อาจจะเป็นปัญหาในอนาคตได้ เพราะข้อเท็จจริงแม้ร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับแก้ไขนี้จะเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้ง มส. โดยตัวหนังสือเขียนเอาไว้อย่างนั้น แต่เมื่อมาพิจารณาข้อเท็จจริง พบในทางปฏิบัติก่อนจะมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ &amp;nbsp; ถวายเพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธย จะต้องมีผู้กลั่นกรองขึ้นไปก่อนเหมือนกับเรื่องอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนตัวที่เป็นกังวลคือ ผู้ทำหน้าที่กลั่นกรองนั้นคือผู้ใด หากไม่ใช่คณะสงฆ์อาจจะยุ่ง เช่น คนกลั่นกรองเป็น พศ. หรือหน่วยงานที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา ก่อนที่นายกฯ จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย สมมุติอนาคตเป็นนักการเมือง ส.ส. เข้ามาบริหารประเทศ ก็เสี่ยงที่ผู้มีอำนาจขณะนั้นจะดูว่าพระรูปใดจะอำนวยประโยชน์ให้กับตนเอง ก็จะกลั่นกรองนำพระรูปนั้นๆ เสนอขึ้นไป หรือพระเองจะถือโอกาสวิ่งเข้าหาผู้มีอำนาจนั้นๆ กลายเป็นการสมประโยชน์กัน&amp;rdquo; น.อ.ทองย้อยกล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิชาการมูลนิธิภูมิพโลภิกขุยอมรับว่า ในคณะสงฆ์เองก็มีเส้นสายกันระหว่างพระ ถ้าจะแก้ไขควรไปแก้ไขตรงนั้น โดยให้พระปกครองพระ ถ้าพบมีการวิ่งเต้นให้พระที่มีอำนาจปกครองสูงกว่าดำเนินการตรวจสอบและลงโทษ สมมุติทางฝ่ายบ้านเมืองมีหลักฐานแน่ชัดว่าพระรูปใดประพฤติไม่สมควร แทนที่จะไปกระทำการถลกจีวรเอง ก็แจ้งไปยังพระผู้ปกครองที่มีอำนาจเหนือกว่าให้ดำเนินการลงโทษ ถ้ายังไม่ดำเนินการก็มีมาตรการลงโทษต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พระไม่ดีทุกวันนี้นั้นมี ผมไม่ได้เข้าข้างพระ เพราะเคยบวชเป็นพระมาก่อน แต่เราสามารถหาวิธีการที่ทำให้ไม่เกิดการปกป้องกัน หรือวิธีจัดการที่เรียบร้อยกว่านี้ เราชาวพุทธต่างมีเป้าหมายตรงกัน คือไม่ต้องการให้มีอลัชชีอยู่ในพระพุทธศาสนา แต่วิธีการจัดการเท่านั้นที่ยังไม่ตรงกัน จึงต้องมาหาวิธีที่เหมาะสม&amp;rdquo; นักวิชาการมูลนิธิภูมิพโลภิกขุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เว็บไซต์อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอม ซึ่งเป็นเว็บของคณะสงฆ์วัดไทยลาสเวกัส ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ขึ้นแถลงการณ์ &amp;ldquo;หมายเหตุ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ&amp;rdquo; ในหัวข้อ &amp;ldquo;กรณีกฤษฎีกาจะดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ภายใน 7 วัน&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื้อหาระบุว่า จากการที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ออกประกาศเรื่อง การรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่งระบุว่า รัฐบาลไทยได้ผ่านมติ ครม.ขอแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยเน้นไปที่แก้ไขในหมวดมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะผู้ปกครองอื่นๆ ได้แก่ เจ้าคณะใหญ่ และเจ้าคณะภาค โดยจะให้มีการเซตซีโรคือล้างหน้าไพ่ใหม่หมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เว็บไซต์อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอมยังระบุว่า แต่จากการที่รัฐบาลขอแก้ไขให้การแต่งตั้งและถอดถอน กรรมการมหาเถรสมาคม-เจ้าคณะใหญ่-เจ้าคณะภาค ต้องเป็นพระราชอำนาจเท่านั้น ฟังดูก็ดูดี เพราะต่อไปนี้ พระสงฆ์ทุกระดับจะไม่มีโอกาสในการเลือกหรือแต่งตั้งกรรมการ มส. เจ้าคณะใหญ่ และเจ้าคณะภาค อีกต่อไป แต่ปัญหาจะมาถึงข้อที่ว่า แล้วใครจะเป็นผู้เลือกและนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงโปรดแต่งตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้ามองให้ตลอดก็จะเห็นว่า ถ้ารัฐบาลสามารถแก้ไข พ.บ.คณะสงฆ์ได้ตามที่กฤษฎีกาประกาศออกมานี้สำเร็จ อำนาจในการเสนอตั้งพระสังฆาธิการระดับสูงในพระพุทธศาสนา นับตั้งแต่เจ้าคณะภาค ไปถึงสมเด็จพระสังฆราช ก็จะเป็นของนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว ปัจจุบันนี้ นายกฯ เป็นชาวพุทธ และเป็นพุทธสายกลาง คือทำบุญได้ทุกวัด ไม่เป็นลูกศิษย์วัดใดวัดหนึ่งโดยเฉพาะ ก็ถือว่าน่าไว้วางใจในระดับหนึ่ง แต่ถ้าในอนาคต นายกรัฐมนตรีเป็นศิษย์สายวัดใดวัดหนึ่ง เช่น ธรรมกาย สันติอโศก ก็อาจจะใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี นำความขึ้นทูลเกล้าฯ ยกครูบาอาจารย์ให้เป็นใหญ่ในวงการสงฆ์&amp;quot;
ชงขยายเวลาฟัง ปชช.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนท้ายเว็บไซต์ดังกล่าวระบุว่า เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอม และคณะสงฆ์วัดไทยลาสเวกัส และวัดในเครือในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงไม่เห็นด้วยที่จะให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรี ในการเสนอนาม สมเด็จพระสังฆราช-กรรมการมหาเถรสมาคม-เจ้าคณะใหญ่-เจ้าคณะภาค แต่เพียงผู้เดียว เพราะนั่นจะทำให้นายกรัฐมนตรีเป็นสังฆราชอีกตำแหน่งหนึ่ง เพราะเมื่อมีอำนาจเสนอตั้งตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชลงมา ถามว่าสมเด็จพระสังฆราชจะทรงมีอำนาจอะไร ก็จะกลายเป็นเพียงเจว็ด หรือรูปปั้นบนศาลเจ้าเท่านั้น เพราะลำพังสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม-เจ้าคณะใหญ่-เจ้าคณะภาค เรายังไม่ไว้วางใจ แล้วจะไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราจึงขอเสนอให้มีคณะกรรมการสรรหากรรมการมหาเถรสมาคม-เจ้าคณะใหญ่-เจ้าคณะภาค ไว้ในการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับนี้ด้วย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อุปนายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็สนับสนุนการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ดังกล่าวของรัฐบาล เพราะถือเป็นเรื่องที่ดี ถือว่ามาถูกทางแล้ว จะเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปกิจการพุทธศาสนา โดยที่ผ่านมาก็เห็นด้วยมาตลอดว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งใช้มาหลายปีแล้ว ควรต้องมีการแก้ไขปรับปรุง ซึ่งเรื่องที่มาโครงสร้างของมหาเถรสมาคม ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ควรต้องมีการแก้ไข รวมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วยตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เพียงแต่ต้องยอมรับว่า ระยะเวลาที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเปิดโอกาสให้ประชาชน พระสงฆ์ เสนอความเห็นต่อการแก้ไขมาตราดังกล่าวเรื่องที่มา องค์ประกอบของมหาเถรสมาคม ที่ให้ทำภายในไม่เกิน 7 วัน ที่จะครบกำหนดในวันที่ 27 มิ.ย. ถือว่าเวลายังสั้นเกินไป เพราะคนส่วนใหญ่ก็เพิ่งมารู้เมื่อ 23 มิ.ย. ซึ่งตนก็ได้แสดงความเห็นไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องนี้รัฐบาลคงเห็นว่าควรแก้ไข ก็ให้ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปทำเรื่องเปิดรับฟังความเห็น ซึ่งหลังจากครบวันที่ 27 มิ.ย. ทางกฤษฎีกาก็คงจะรวบรวมเสนอต่อรัฐบาลกลับไปอีกครั้ง ว่าจะเอาด้วยหรือไม่ ผมก็มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการปฏิรูปกิจการพุทธศาสนา ที่ควรมีการปรับปรุง เพียงแต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลมาทำเรื่องมหาเถรสมาคมก่อนเป็นอันดับแรกๆ ทั้งที่ควรมองกฎหมายคณะสงฆ์ดังกล่าวทั้งฉบับ เพราะในความเป็นจริง แต่ละเรื่องจะโยงกันไปหมด แต่รัฐบาลมาจับประเด็นเรื่องมหาเถร เพียงประเด็นเดียวก่อนแล้วมาแก้ไข แต่ก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ถือว่าเขามาถูกทางแล้ว ถือเป็นก้าวแรก ที่หลังจากนี้คงมีก้าวที่สองตามมา เพราะตอนนี้มีความจำเป็นต้องมีการปฏิรูป เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาไม่มากก็น้อย เพราะหากปล่อยไปเรื่อยๆ ก็คงไม่ได้&amp;quot; อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการปฏิรูปกิจการพุทธศาสนา กล่าวว่า ส่วนตนเห็นด้วยเต็มตัวกับร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ที่กำลังเข้าสู่ขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น โดยเฉพาะกรณีการแต่งตั้งคณะกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะหนใหญ่ และเจ้าคณะภาค เนื่องจากสาเหตุของการแก้ไข มาจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สอดคล้องกับการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยนิด้าโพล ที่ระบุว่าประชาชนกลุ่มตัวอย่างกว่าร้อยละ 80 ต่างเห็นด้วยให้มีการปฏิรูปองค์กรสงฆ์ ซึ่งร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้พระสงฆ์ทั่วประเทศผู้มีพรรษาอันสมควร ปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดที่มีแนวทางปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ได้มีโอกาสเข้ามาเป็นเจ้าคณะปกครอง ซึ่งทางหนึ่งเป็นการล้มล้างระบอบอุปถัมภ์แบบเดิมที่มีมาอย่างยาวนาน และเป็นพระสงฆ์เหล่านั้นเป็นพระสงฆ์ที่อยู่ในพื้นที่จริง จึงเข้าใจข้อติดขัดและปัญหาต่างๆ อย่างถ่องแท้ สามารถนำวิสัยในการปรับปรุงและพัฒนาเสนอในที่ประชุม มส.ก่อนนำไปสู่การแก้ไขอย่างตรงจุดได้จริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทั้งกรรมการ มส.ชุดปัจจุบัน รวมทั้งเจ้าคณะปกครองนั้น ส่วนใหญ่มีที่มาจากระบบอุปถัมภ์ เป็นคอนเนคชั่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เช่นเดียวกับที่มีพระผู้มีตำแหน่งหลายรูปปฏิบัติตนผิดแนวทางของพระธรรมวินัย อย่างกรณีผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงิน หรือการเสนอชื่อแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งปัญหาเหล่านี้เองมีมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ได้รับการแต่งตั้งใหม่นั้นเข้าใจปัญหาดีกว่า ย่อมส่งผลโดยตรงต่อการทำนุบำรุงศาสนาและพัฒนาวัดในพื้นที่ห่างไกล และทำให้องค์กรสงฆ์มีความโปร่งใสน่าศรัทธาอีกครั้ง&amp;rdquo; นายไพบูลย์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่ามีการท้วงติงเรื่องที่นายกฯ จะเป็นผู้เสนอแต่งตั้งอดีตประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการปฏิรูปกิจการพุทธศาสนา นายไพบูลย์กล่าวว่า ตามแนวทางปฏิบัติเดิม สมเด็จพระสังฆราชเป็นผู้เสนอชื่อ กรรมการ มส.ทั้ง 12 รูป ขณะที่อีก 8 รูปเป็นกรรมการโดยตำแหน่งอยู่แล้ว ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่เฉพาะตัวกรรมการ มส.เหล่านี้เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงแคนดิเดตว่าที่กรรมการ มส.ที่กำลังจะขึ้นมาในตำแหน่งในอนาคตด้วย ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ไม่ได้มีการกำหนดเงื่อนไขของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ มส.อย่างเข้มงวดในลักษณะเดิม ซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญในการเปิดโอกาสให้พระสงฆ์รูปอื่นเข้ามานั่งในตำแหน่งดหล่านี้ ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กรณีกลัวจะมีการล็อบบี้หรือปัญหาการซื้อขายตำแหน่งแบบเดิมจากการเสนอชื่อ ขอให้อย่าไปคิดเยอะ เพราะมีการระบุชัดเจนแล้วว่า ในแนวทางการเสนอชื่อนั้น จะมีการเปิดกว้างมากขึ้น และยังคงมาจากพระสงฆ์เช่นเดิม ส่วนอำนาจในการแต่งตั้งมาจากพระมหากษัตริย์ กระบวนการแทรกแซงต่างๆ จึงเป็นไปไม่ได้ และขอย้ำอีกครั้งว่า นายกรัฐมนตรีในขั้นตอนการรับสนองพระบรมราชโองการ เป็นเพียงกระบวนการตามขั้นตอน ขอให้ทุกฝ่ายอย่ากังวล&amp;rdquo; นายไพบูลย์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12023</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย, นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์, พระครูปลัดกวีวัฒน์, พระพรหมบัณฑิต, พระพรหมมุนี, พล.อ.อ.อาคม กาญจนหิรัญ, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ, สมเด็จพระสังฆราช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไพบูลย์ นิติตะวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180624/image_big_5b2fabf636fd4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
