<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>61650</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2026 14:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2020 08:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อะไรน่ากลัวกว่ากันระหว่าง COVID-19 กับจำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;01 เม.ย.2563- อาจารย์ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาคณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ออกโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ&amp;ldquo;อะไรน่ากลัวกว่ากัน ระหว่าง Covid-19 กับจำนวนผู้ติดเชื้อ ที่แท้จริง???&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า จริงๆ ผู้ติดเชื้อไม่ใช่ร้อยกว่าคนต่อวันนะครับ ความผิดปกติของข้อมูล บวกกับสถาปัตยกรรมข้อมูล ที่โครงสร้างการเก็บข้อมูลผู้ติดเชื้อ การตรวจ การคัดกรอง ติดตาม ที่พังมาตั้งแต่แรก ยังมีเคสเข้าข่ายโรค PUI อีกหมื่นกว่าคน ข้อมูล Super Spreader ถูกอุ้มหายไป ผมต้องการ Business intelligence Data Sci&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เยอรมัน เกาหลี ติดเชื้อเยอะ เพราะตรวจเจอเยอะ ยิ่งตรวจเจอเยอะยิ่งควบคุม บริหารจัดการได้ไว ส่วนพี่ไทยคนเข้าเกณฑ์ สอบสวนโรค ดันไม่ตรวจ ข้อมูลน่าฉงน เคสรอตรวจสะสมบานตะเกียง&amp;hellip;อย่างที่บอก ตัวใครตัวมัน ลองอ่านที่คุณ Solo Investor เขียนมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำไมทุกวันนี้คนไทยติดเชื้อไม่เร็วอย่างที่คิด?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายคนคงเห็นตัวเลขสถิติของผู้ติดเชื้อใน จีน เกาหลี ยุโรป และอเมริกา หลังผ่านการติดเชื้อครบ 200 คน จะมีอัตราการติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นมาแบบ Exponential หรือขึ้นไปแตะระดับเกิน 5,000 - 10,000 คนในระยะเวลาอันสั้น
โดยแต่ละประเทศนั้นจะมีการระดมตรวจโรคเกินกว่า 100,000 คนทั่วประเทศ อย่างสหรัฐเองตัวเลขจากข่าวล่าสุดระบุว่าตรวจไปกว่า 850,000 คนแล้ว (ติดเชื้อ 160,000 คน คิดเป็น 20% ของการตรวจ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมและใครหลายคน คาดไว้ว่าที่ไทยคงจะมีมาตรการคล้ายคลึงกับประเทศอื่นๆ และน่าจะมีจำนวนคนติดเชื้อมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่จากการประกาศในแต่ละวันของกระทรวง สธ. กลับพบคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นเพียง 100-150 คน/วันเท่านั้น จนมาวันนี้ผมก็ตาสว่าง เมื่อไปไล่ดูสถิติการตรวจของไทย ย้อนหลังในเว็บของกรมควบคุมโรค พบตัวเลขที่เป็นสภาพจริงของไทย ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) มีการตรวจเชื้อ COVID ไปแค่ 18,696 คน เท่านั้น ณ 30/3/2563 (มีแฟนเพจที่เป็นหมอแจ้งว่าจริงๆตรวจเอกชนอีก 1 เท่าตัว แต่ผมอยากเรียกร้องให้ สธ. รวมตัวเลขมาให้ครบ คนทั่วไปจะได้รู้ว่าตอนนี้อยู่ตรงจุดไหนกันแน่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) จากทั้งหมดในข้อแรก รู้ผลแล้วเพียง 11,339 คน แบ่งเป็นติดเชื้อ 1524 คน (คิดเป็น 13% ของจำนวนการตรวจ) และไม่ติดเชื้อ 9815 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) แต่ที่น่าห่วงกว่า คือ ยังรอผลอีกเกือบ 7,357 คน!! และตัวเลขรอผลตรวจนี้ สะสม พอกพูนมากขึ้นทุกๆวัน เพราะ เมื่อไปไล่ดูข้อมูลวันเก่าๆตั้งแต่ 29/3/2563 ลงไปเรื่อยๆ พบว่าความสามารถในการตรวจจนทราบผล เฉลี่ยจะทำได้วันละ 500-600 เคส เท่านั้น (มีแฟนเพจเสริมมาว่ากำลังเพิ่ม Lab ให้ได้เป็น 4,000 - 10,000 เคส/วันในเดือน เม.ย.-พ.ค.)&amp;nbsp;


สล็อตเว็บตรงทดลอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) แสดงว่ากว่าจะทราบผลของคนกลุ่ม 7,357 คน ต้องใช้เวลาอีก 10-15 วัน ถึงจะทราบผลทั้งหมด&amp;nbsp;&amp;nbsp;


สล็อตลองฟรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5) เมื่อเป็นแบบนี้ แสดงว่ายอดคนติดเชื้อ 100-150 ต่อวัน เกิดจากการตรวจผลเพียง 500-600 คน (คนติดเชื้อ 20%&amp;nbsp; ของการตรวจในวัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6) หากสถิติเดียวกันนี้ คนที่รอผลอีก 7,357 คน น่าจะมีผู้ติดเชื้อรออยู่อาจสูงถึง 1,400 คน (หรือเอาตามเรทเดิม 13% เท่ากับ 949 คน)&amp;nbsp;


ทดลองเล่นสล็อต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7) คำถาม คือ ระหว่าง 10-15 วัน คนกลุ่ม 1,400 คนนี้จะเดินทาง หรือไปสัมผัสแพร่เชื้อให้ใครอีกบ้าง? เพราะหากไม่รู้ผลตรวจ เป็นอาจมีบางคนใช้ชีวิตไปตามปกติ แม้จะใส่หน้ากาก&amp;nbsp;


respin88&amp;nbsp;ล้างมือ แต่ก็มีโอกาสแพร่เชื้อให้คนอื่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 (แก้ไขเพิ่มเติม) มีแฟนเพจท่านหนึ่งทักทวงว่ากลุ่มรอผลทั้งหมด 7,357 คน นั้น จะถูกกักตัวในโรงพยาบาลไว้ทั้งหมด(ใครมีข้อมูลสนับสนุนหรือหักล้างมายันได้ครับ) โดยรออาการ 7-14 วัน แล้วตรวจซ้ำ ซึ่งอาจหักล้างผลในข้อ 6 และ 7 ที่ประมานการไว้ - ถ้าเป็นแบบนี้สิ่งที่ควรจะเป็นต่อไปในวันที่ 7-14 เมษายนนี้ ตัวเลขสะสม &amp;quot;ควรปรับตัวลดลง&amp;quot; อย่างมีนัยยะสำคัญ รอติดตามกันหากไม่ลดลงผมขออนุญาตทวงถามเปิดประเด็นใหม่อีกครั้งนะครับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นตัวเลขหรือสิ่งที่เห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นอยู่จริงในขณะนี้ คงมีหลายคนสงสัยว่า ทำไมไม่จัดให้มีการตรวจในวงกว้างแบบประเทศอื่นๆ เช่น 100,000 คน เพื่อให้ทราบคนติดเชื้อแน่ชัด และจะได้บริหารจัดการทรัพยากรได้ถูกต้อง รวมถึงพ่อแม่พี่น้องคนติดเชื้อเหล่านั้นจะได้ระมัดระวังตัวมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเองก็ไม่ทราบคำตอบ ทั้งๆที่ใช้งบประมาณไม่เกิน 500 ล้านบาทก็เพียงพอที่จะตรวจคนได้ในระดับ 100,000 คน หรือสิ่งที่รัฐตั้งใจจะให้เป็น คือ ปล่อยให้การตรวจน้อยแบบนี้ไปเรื่อยๆ 500-600 เคสต่อวัน ให้คนไทยเห็นตัวเลขว่ามีคนติดเชื้อไม่มาก หวังผลทางจิตวิทยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้จริง คนที่เสี่ยงสุดคือ หมอ พยาบาล ที่จะไม่รู้ว่าคนป่วยที่มาติดต่อมีเชื้อแล้วหรือไม่&amp;nbsp;หรือนี้จะเป็นแผนของรัฐบาลชุดนี้ ที่ต้องการปล่อยให้คนไทยป่วยในวงกว้าง และสร้างภูมิคุ้มกันด้วยตัวเอง (Herd Immunity) และทยอยให้ธรรมชาติคัดสรรคนที่ป่วยตายและอยู่รอดในประเทศของเราต่อไป&amp;nbsp;ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ต่างประเทศควรเอาไทยเป็นกรณีศึกษา วิธีในการจัดการ CoVID-19 ที่ได้ผลดีสุด และลดตัวเลขผู้ติดเชื้อได้ที่ต่ำสุด เพราะไม่ต้องตรวจหรือตรวจให้น้อยที่สุดไว้นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวเลขทั้งหมดคือของจริงจากกรมควบคุมโรค ใครสนใจพล็อตตารางมาดูได้ว่าผมพูดจริงหรือไม่ https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/situation.php ขอให้ทุกท่านโชคดี เพราะเราอาจติดโรคนี้ไปแล้วแต่เราแค่ไม่รู้ตัว...#SoloInvestor
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61650</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, คณะพลศึกษา, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e83efd6e3a5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24160</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2018 18:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2018 18:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฉ่งม.44กำลังจะทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นสมบัติส่วนตัวและเป็นมรดกตกทอดอย่างถาวร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ธ.ค.61- นายอารีย์ หาญสืบสาย อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ อดีตกรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทผู้แทนผู้บริหาร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เผยว่ารัฐบาล คสช. เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า &amp;nbsp;ที่ตกลงใจใช้ ม.44 ปลดล็อคให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน &amp;nbsp; ทั้งที่หลักการของเรื่องฯ &amp;nbsp;คือ เป็นมาตรการป้องปรามการทุจริต แบบหนึ่งเท่านั้น ถ้ากรรมการสภา มีความตั้งใจทำงานเพื่อชาติจริง บริสุทธิ์ใจจริง ไม่เห็นต้องกลัวอะไร ไม่อยากอยู่ก็ลาออกไป มีคนเป็นจำนวนมากที่อยากจะเข้ามาทำงานแทน &amp;nbsp; ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องมาใช้วิธีกดดันสังคมแบบนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่ประหลาดใจ คือ คสช. กลับเกรงใจ ยอมคนกลุ่มนี้ &amp;nbsp;ลืมไปเลยว่าเคยประกาศว่า เกลียดการทุจริต คอรัปชั่น &amp;nbsp; ยอมเสียสัตย์ง่ายๆ &amp;nbsp;ไม่รู้เป็นเพราะได้ข้อมูลด้านเดียวรึเปล่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมการสภามหาวิทยาลัย &amp;nbsp; มี 2 ประเภท ประเภทแรกคือผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก มาจากภาครัฐ และภาคเอกชน เป็นนักธุรกิจ &amp;nbsp;นักบริหาร ที่มีชื่อเสียงประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน &amp;nbsp; อีกกลุ่มหนึ่ง(จำนวนไม่มาก) เป็นบุคลากรภายใน &amp;nbsp; นัยว่าเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนของบุคลากร ประเภทต่างๆ &amp;nbsp; ผลตอบแทนของกรรมการสภาฯ &amp;nbsp;พวกแรก(ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก) &amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้รับผลตอบแทนในรูปเบี้ยประชุม(เป็นเงินจำนวนไม่น้อย) &amp;nbsp;ไม่มีเงินเดือน ประจำ &amp;nbsp; จึงดูเหมือนว่าคนกลุ่มนี้เข้ามาช่วยงานมหาวิทยาลัย อย่างผู้เสียสละ โดยไม่ได้หวังผลตอบแทน &amp;nbsp;แต่นำประสบการณ์ ความรู้ ของตน มาเสนอในรูปให้คำแนะนำ ข้อคิดความเห็น &amp;nbsp;ให้แก่ผู้บริหารมหาวิทยาลัย มีส่วนช่วยทำให้เป้าหมาย ทิศทางของมหาวิทยาลัย ไปถูกทาง ชัดเจน พบแต่ความเจริญรุ่งเรือง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกลุ่มหลัง จะได้รับผลตอบแทนเป็นเบี้ยประชุม(ไม่มาก) แต่จะได้มีโอกาสได้รับการสนับสนุนแต่งตั้ง ให้เป็นผู้บริหารระดับต่างๆในสถาบันฯ ตามศักยภาพและโอกาส อำนวย เมื่อหมดวาระกรรมการสภาไปแล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp; เข้าใจว่า &amp;nbsp; คสช. &amp;nbsp;คงจะมองมุมนี้มุมเดียว &amp;nbsp;เมื่อเห็นเหล่ากรรมการสภาฯ(ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก) &amp;nbsp;ขวัญเสียพากันยื่นหนังสือลาออกกันเป็นแถว &amp;nbsp; จึงเกิดความเสียดายกรรมการสภาฯ (ผู้วิเศษ) เหล่านี้จะลาออกไปกันหมด ทำให้มหาวิทยาลัยสับสนวุ่นวาย ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ จะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงแก่มหาวิทยาลัยและนิสิตนักศึกษาเป็นจำนวนมาก &amp;nbsp;จำต้องใช้ ม.44 มาช่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำไม คสช.ไม่มองให้รอบด้านเสียก่อนจะตัดสินใจ &amp;nbsp; ข้อมูลข่าวสารมีอยู่มากมาย &amp;nbsp; ดวงจันทร์ยังมีสองด้าน คนทั่วไป &amp;nbsp;เห็นแต่ด้านสว่างที่มีกระต่ายอยู่ตัวหนึ่งเพียงด้านเดียว &amp;nbsp; แต่ความจริงยังมีอีกด้านหนึ่ง เพราะดวงจันทร์มีรูปทรงกลม &amp;nbsp;ซึ่งอาจมีตัวอะไร(หรือกระต่ายอีกตัวหนึ่ง) &amp;nbsp;อยู่ก็ได้ &amp;nbsp; แต่เรายังไม่มีโอกาสได้เห็นเท่านั้น &amp;nbsp; แต่สำหรับเรื่อง &amp;ldquo;กรรมการสภามหาวิทยาลัย&amp;rdquo; &amp;nbsp; มองให้ทะลุปรุโปร่ง รอบด้าน ง่ายกว่ามาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยของรัฐ ปัจจุบันเปลี่ยนไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเกือบหมดแล้ว ทำให้สภามหาวิทยาลัย เป็นหน่วยงานที่ใหญ่(ทรงอำนาจ)ที่สุดในสถาบันการศึกษานั้นๆ &amp;nbsp;เพราะมีหน้าที่กำกับดูแลนโยบายของผู้บริหารฯ จัดการ ออกและแก้ไขระเบียบ, พรบ. ข้อบังคับต่างๆของมหาวิทยาลัยได้ทั้งหมด (นิติบัญญัติ) &amp;nbsp;เป็นกรรมการสรรหาอธิการบดี คณบดี &amp;nbsp; &amp;nbsp;อนุมัติแผนงาน แผนเงินงบประมาณ โครงการผลประโยชน์ต่างๆของมหาวิทยาลัย ทั้งหมด (บริหาร) &amp;nbsp; รวมทั้งการตรวจสอบการดำเนินงานของผู้บริหารฯและ เรื่องร้องทุกข์ ร้องเรียนต่างๆ (ตุลาการ) &amp;nbsp;โดยที่ &amp;nbsp;สกอ.และกระทรวงศึกษาธิการไม่มีอำนาจเข้าไปก้าวก่ายใดๆได้เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;มหาวิทยาลัย(ในกำกับของรัฐ) แต่ละแห่ง มีบุคลากรในสังกัด หลายร้อยคน บางแห่งเป็นพันคน &amp;nbsp;มีนิสิต นักศึกษาเข้ามาเรียนรวมกันทุกชั้นปี หลายพันคน บางแห่งร่วมหมื่นคน &amp;nbsp; ได้รับงบประมาณประจำปีสนับสนุนจากรัฐ &amp;nbsp;เป็นค่าจ้าง เงินเดือน &amp;nbsp;พัสดุ ครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง &amp;nbsp;และอื่นๆ รวมแล้ว เป็นพันๆล้านบาท บางแห่งมากกว่าสี่ ห้าพันล้านบาท ในแต่ละปีมหาวิทยาลัย มีรายได้จากค่าเล่าเรียน หลายร้อยล้าน บางแห่งเป็นพันล้าน &amp;nbsp;เงินเก็บเงินฝาก ผลประโยชน์จากทรัพย์สิน ที่ดิน สัมปทานต่างๆอีกเป็นร้อยล้านพันล้านบาทในแต่ละปี &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลประโยชน์ทั้งหลายทั้งปวง &amp;nbsp;จะอยู่ภายใต้การจัดการของอธิการบดีและกลุ่มกรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งเท่านั้น &amp;nbsp; ไม่ต่างกับการยกสมบัติทรัพย์สินของราชการไปให้คนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น &amp;nbsp;ให้แบบเป็นมรดกตกทอดได้ด้วย &amp;nbsp;คสช.มองไม่ออกเลยหรือไร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะว่าไปทุกวันนี้ &amp;nbsp; สภามหาวิทยาลัย ก็ทำตัวเป็น หน่วยงานหนึ่ง ที่ทำงานขึ้นตรงต่ออธิการบดีเท่านั้น &amp;nbsp;ทำหน้าที่เป็นเหมือนตรายางให้อธิการบดี &amp;nbsp; ออกนโยบายกันเอง อนุมัติ กันเอง &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เห็นๆคือเวลามาประชุม ส่วนใหญ่ ก็มาแสดง ทอล์คโชว์ อวดอีโก้ โชว์โวหาร กันจน หมดเวลา รับเบี้ยประชุม แล้วก็แยกย้ายกลับบ้านไป &amp;nbsp; จะมีซักกี่คน ที่สามารถ มีเวลา หรือตั้งใจจะเข้ามาศึกษารายละเอียดงานของมหาวิทยาลัยและ ติดตามประเมินผู้บริหาร อย่างจริงจัง &amp;nbsp; เอาเข้าจริงๆ กิจการของมหาวิทยาลัยทั้งหมดทั้งมวลก็อยู่ในมือของผู้บริหารระดับสูง(อธิการบดี)กับกลุ่มกรรมการสภาอาวุโสจำนวนหนึ่งที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน เท่านั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอบอก กรรมการสภา ใช่ว่าจะได้แค่เบี้ยประชุมเท่านั้น ความจริงยังมีผลประโยชน์ทางอื่นอีก ที่เห็นๆกันอยู่ เช่น &amp;nbsp;ได้โควตาฝากลูก หลานเข้าเรียนโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย &amp;nbsp; เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่ออธิการบดีและผู้บริหารระดับกลาง(คณบดี ผู้อำนวยการ) หมดวาระพวกนี้ก็จะร่วมกันวางแผนวางตัวผู้บริหารคนใหม่(ที่เป็นพวกเดียวกัน)เข้ามาแทน &amp;nbsp; เมื่อกรรมการสภาหมดวาระ กลุ่มผู้บริหารก็จะร่วมมือกันสรรหากรรมการสภา(คนเดิมและอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน) กลับเข้ามา &amp;nbsp; ดังนั้นจึงเห็นกรรมการสภาหลายคนแทบจะยึดเป็นอาชีพ เสียด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะตัวนายกสภาฯ &amp;nbsp;บางแห่ง อยู่กันมานานกว่ายี่สิบปี &amp;nbsp; และเวลานี้มีการสร้างเครือข่ายในหมู่อธิการบดีและกรรมการสภาของมหาวิทยาลัยต่างๆ มีการเลียนแบบ แลกเปลี่ยนวิธีการสร้างผลประโยชน์ สัมปทาน ในกลุ่มเครือข่ายเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น &amp;nbsp;การปลดล็อค ด้วย ม. 44 &amp;nbsp;จึงเท่ากับสร้างความล่อแหลมที่จะทำให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย ในมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศ &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีคนบอกว่า คสช. ทำแบบนี้ เหมือนเตะหมูเข้าปากหมา (อีกแล้ว) &amp;nbsp; แต่ดูๆไป มันชักจะไม่ใช่แบบนั้นซะแล้ว คงจะมีอะไรๆมากกว่านี้แน่ๆ &amp;nbsp;ในท้ายที่สุดขอย้ำว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าไม่มีการแก้ไขระบบบริหารงานมหาวิทยาลัยนอกระบบ ไม่แก้ไข การให้อำนาจกรรมการสภา แบบเอาแต่ได้อย่างนี้ &amp;nbsp;ต่อไปมหาวิทยาลัยของรัฐ ก็จะกลายเป็นสมบัติส่วนตัวและ เป็นมรดกตกทอดของคนกลุ่มนี้ไปอย่างถาวร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24160</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., ม.44, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน, อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์, อารีย์ หาญสืบสาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181213/image_big_5c1241158aeb2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14025</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2018 17:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2018 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มศว.นำร่องกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาแบบดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ค.2561 - กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในโครงการนำร่องการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาแบบดิจิทัล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า กองทุนได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) และ มศว.ในการเชื่อมโยงระบบการยืนยันตัวตนและแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้กู้ยืมเงินกองทุน เพื่อประโยชน์ในการนำข้อมูลมาใช้ในการกู้ยืมและการบริหารจัดการหนี้ ร่วมกันพัฒนา ทดสอบ และนำร่องการใช้งานระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกและสนับสนุนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แก่นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยในการเข้าถึงบริการด้านการกู้ยืมของ กยศ.รวมถึงแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ข้อมูลทางวิชาการและเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการดำเนินการที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การดำเนินการร่วมกันระหว่าง 3 หน่วยงานในครั้งนี้ จะเป็นการนำร่องใช้งานระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืม กยศ.ซึ่งเริ่มต้นเป็นโครงการแรกของประเทศไทย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) &amp;nbsp;หรือ ETDA กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการกู้ยืมเงินจาก กยศ. และสนับสนุนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แก่นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยให้มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจและการให้บริการแก่สังคมและประชาชนของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล &amp;nbsp;อธิการบดี มศว.กล่าวว่า &amp;nbsp;โครงการจะช่วยอำนวยความสะดวก ความรวดเร็วและเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานอันเป็นผลอันดีแก่มหาวิทยาลัย ตลอดจนส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์แบบ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14025</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา, กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาแบบดิจิทัล, นำร่อง, มศว., มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56ffd9bfb5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
