<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119104</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีผู้บริโภคขยับ ลุ้นเลือกตั้ง‘อบต.’ กระตุ้นเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ก.ย.64 ปรับตัวดีขึ้นในรอบ 7 เดือน อานิสงส์จากคลายล็อก-ฉีดวัคซีนทั่วถึง สวนทางกับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ยังลดต่อเนื่องต่ำสุดในรอบ 33 เดือน กังวลสถานการณ์ระบาดโควิด-น้ำท่วม-ราคาน้ำมัน หวังเลือกตั้ง อบต.เงินสะพัด 2-3 หมื่นล้าน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนกันยายน 2564 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม 35.5 ปรับตัวดีเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนสิงหาคม ที่อยู่ในระดับ 33.8 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม อยู่ที่ระดับ 37.8 เพิ่มจากเดือนที่ผ่านมา ที่อยู่ในระดับ 36.3 และ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 50.8 เพิ่มจากเดือนที่ผ่านมา ที่อยู่ในระดับ 48.6&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เนื่องจากจำนวนผู้ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่มากขึ้นและทั่วถึง รวมทั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ได้ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด 29 จังหวัดที่ครอบคลุมขนาดเศรษฐกิจประมาณ 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศของไทย (จีดีพี) ส่งผลให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีการจับจ่ายใช้สอยและท่องเที่ยวมากขึ้น จึงทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นทุกตัว อย่างไรก็ตาม มุมมองผู้บริโภคน่าจะดีกว่านี้ถ้าไม่มีปัจจัยมาแทรก ได้แก่ สถานการณ์น้ำท่วม ราคาน้ำมันที่ทะลุเกิน 30 บาทต่อลิตร สถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่นิ่ง ทั้ง 3 ปัจจัยเหล่านี้ยังเป็นตัวกดดันที่ทำให้ดัชนีเชื่อมั่นในอนาคตขยายตัวได้น้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวว่า ด้านดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยประจำเดือน ก.ย.2564 อยู่ที่ระดับ 19.4 ลดลงจากในเดือน ส.ค. 2564 ที่ระดับ 19.8 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 33 เดือน และปรับตัวลดลงในทุกภาค ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ 18.9 ลดลงจากเดือนสิงหาคมที่อยู่ในระดับ 19.4, &amp;nbsp;ภาคกลาง อยู่ที่ 20.3 ลดลงจากระดับ 20.8, ภาคตะวันออก อยู่ที่ 23.2 ลดลงจากระดับ 23.7, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 19.5 ลดลงจากระดับ 19.8, &amp;nbsp;ภาคเหนือ อยู่ที่ 18.9 ลดลงจากระดับ 19.3 และภาคใต้ อยู่ที่ 16.5 ลดลงจากเดือน ส.ค. ที่อยู่ในระดับ 16.9&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ดัชนีลดลง มาจากความวิตกกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในหลายพื้นที่ และความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาค่าครองชีพ ราคาสินค้ายังทรงตัวในระดับสูง รวมถึงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกชนิด ขณะที่ปัจจัยบวก เป็นเรื่องของการผ่อนคลายมาตรการในพื้นที่สีแดงเข้ม เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศเริ่มลดลง คณะกรรมการนโยบายการเงินมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% การส่งออกไทยที่เพิ่มขึ้น และราคาพืชผลเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการเสนอให้รัฐบาลเร่งผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เร่งจัดหาวัคซีนให้เพียงพอ เปิดประเทศแบบมีมาตรการที่รัดกุม และเตรียมแผนรับมือน้ำและกักเก็บน้ำให้สมดุล&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวว่า สิ่งที่ต้องจับตาคือการหาเสียงการเลือกตั้งท้องถิ่น เชื่อว่าการใช้เงินน่าจะตกอยู่ที่ 2-3 หมื่นล้านบาท อาจจะช่วยผลักสถานการณ์เศรษฐกิจคึกคักได้บ้าง และถ้ารัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมที่ชัดเจน ทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาอัดฉีดในระบบมากขึ้น เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสจะโตได้ 1-1.5%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119104</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายธนวรรธน์ พลวิชัย, ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210727/image_big_60ffc39995ead.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101951</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2021 12:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2021 12:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หอการค้าเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดในรอบ 22 ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ค. 2564 ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย.อยู่ที่ 46.0 ลดลงจากเดือนมี.ค.64 ซึ่งอยู่ที่ 48.5 โดยลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 22 ปี 7 เดือน &amp;nbsp;ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 40.3 จาก 42.5 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ อยู่ที่ 42.9 จาก 45.3 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 54.7 จาก 57.7&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยลบที่สำคัญ ได้แก่ ความวิตกกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังมีการระบาดอยู่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน การทำธุรกิจและภาวะเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและบริการต่างๆ, รัฐบาลออกมาตรการควบคุมการระบาดของโรคให้เข้มข้นและมาตรการควบคุมแบบบูรณาการจำแนกตามเขตพื้นที่ ภายใต้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การปิดสถานบันเทิง ควบคุมเวลาการเปิดปิดห้างสรรพสินค้า/ร้านสะดวกซื้อ ร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม เป็นต้น พร้อมขอความร่วมมือประชาชนงดออกนอกเคหสถานในยามค่ำคืน, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยเหลือโต 2.3% จากเดิมคาด 2.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ปัจจัยบวก ได้แก่ ภาครัฐดำเนินการออกมาตรการเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ ประกอบด้วย โครงการ &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; &amp;quot;ม33เรารักกัน&amp;quot; &amp;quot;คนละครึ่ง&amp;quot; &amp;quot;เราเที่ยวด้วยกัน&amp;quot; ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อให้ปรับดีขึ้นทั่วประเทศ, การส่งออกเดือนมี.ค. ขยายตัว 8.47% ทำให้ช่วง 3 เดือนแรกส่งออกโต 2.27%, ราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น หรือทรงตัวในระดับที่ดี โดยเฉพาะข้าวและยางพารา ส่งผลให้เกษตรกรเริ่มมีรายได้สูงขึ้น ทำให้กำลังซื้อในต่างจังหวัดเริ่มปรับตัวดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงอีกครั้งท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิดรอบใหม่ แสดงว่าผู้บริโภคยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์โควิดในประเทศไทยและในโลกว่าจะส่งผละกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามการแพร่กระจายของโควิดรอบใหม่ว่าจะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน รุนแรงเพียงใด และรัฐบาลจะมีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างไร รวมถึงจะมีการ Lockdown ในจังหวัดต่างๆ มากน้อยเพียงใด จะคลี่คลายลงเมื่อไร และจะมีการฉีดวัคซีนได้รวดเร็วแค่ไหน จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคตได้ &amp;nbsp;และอาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัว 0.0-1.5% ได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101951</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย., มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, รศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_609378697f6cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92395</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/02/2021 18:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2021 18:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดฉุดตรุษจีนกร่อยเงินหายวูบ1.27หมื่นล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.พ.2564 นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาสภามหาวิทยาลัย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมและการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 64 สำรวจ ระหว่างวันที่ 25 ม.ค.-3 ก.พ.64ว่า ปีนี้มีมูลค่าการใช้จ่าย 44,939 ล้านบาทลดลง 21.85% เมื่อเทียบกับปี 63 ที่มีมูลค่าใช้จ่าย 57,639 ล้านบาท ลดลง 1.30% หรือมูลค่าหายไป 12,700 ล้านบาท ถือว่า ลดลงมากสุดเป็นประวัติการณ์ หรือลดลงต่ำสุดในรอบ 13 ปีนับตั้งแต่มีการสำรวจมาตั้งแต่ปี 52 เนื่องจากเศรษฐกิจแย่ การแพร่ระบาดของโควิด รายได้ลด ลดค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มูลค่าใช้จ่ายปี 63 ที่ติดลบ 1.3% จากปี 62 ก็ว่าน่าตกใจแล้ว พอมาเจอปี 64 ที่ติดลบมากถึง 21.85% หายไป 12,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 63 ยิ่งน่าตกใจมาก โดยมูลค่าการใช้จ่ายปี 64 ที่ลดลง เป็นเพราะผู้ตอบมากถึง 42.2% ตอบว่า ใช้จ่ายลดลง เพราะเศรษฐกิจแย่ลง รายได้ลดลง ลดค่าใช้จ่าย การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นหนี้เพิ่ม ของแพง ตกงาน ส่งผลให้ปริมาณการซื้อสินค้าลดลง ส่วนอีก 33.2% ใช้จ่ายไม่เปลี่ยนแปลง และมีเพียง 24.6% ที่ตอบใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เพราะราคาสินค้าแพงขึ้น รายได้-โบนัสเพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจดีขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแหล่งที่มาของเงินที่นำมาใช้จ่าย ผู้ตอบ 66.8% ตอบมาจากเงินเดือน รายได้ปกติ, 19.8% เงินออม, 10% โบนัส/รายได้พิเศษ, 1.6% เงินกู้ และอีก 1.8% เป็นเงินช่วยเหลือจากภาครัฐจากมาตรการต่างๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด ซึ่งมากกว่าปี 63 ที่มีพียง 0.1% ดังนั้น การที่ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือ สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้างในช่วงตรุษจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังสอบถามในเรื่องแต๊ะเอีย ซึ่งผู้ตอบมีทั้งมีทั้งเป็นผู้ให้ และผู้รับ โดยผู้ให้มากถึง 74.2% บอกว่า ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมีผลกระทบปานกลางถึงน้อยต่อการให้แต๊ะเอีย และคิดว่า จะให้เงินแต๊ะเอียไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปี 63 มีเพียง 25.8% ที่ตอบว่า เศรษฐกิจปัจจุบันมีผลต่อการให้แต๊ะเอีย และจะให้เงินแต๊ะเอียลดลง ส่วนกรณีเป็นผู้รับ ส่วนใหญ่คาดว่าจะได้รับเงินแต๊ะเอีย และจำนวนเงินไม่เปลี่ยนแปลงจากปี 63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า บรรยากาศตรุษจีปีนี้กร่อย เพราะประชาชนใช้จ่ายลดลงมากถึง 12,700 ล้านบาท ลดลงมากที่สุดรอบ 13 ปี เพราะเศรษฐกิจไม่ดี การแพร่ระบาดของโควิด รายได้ลด ดังนั้น จะเห็นได้ว่า โควิดมีผลกระทบต่อการใช้จ่ายของประชาชนทุกเทศกาล ทำให้เห็นว่า เศรษฐกิจอยู่ในช่วงซึมลึก แต่เชื่อว่า การใช้จ่ายน่าจะเริ่มดีขึ้นในช่วงปลายเดือนก.พ.นี้ มีรัฐเริ่มอัดฉีดเงินเข้าระบบจากมาตรการเราชนะ เรารักกันแต่ยังไม่มีผลชดเชยรายได้ที่หายไปจากช่วงตรุษจีนที่ 12,000 ล้านบาทได้ คงต้องรอดูมาตรการกระตุ้นของรัฐในระยะต่อไปว่าจะมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มูลค่าใช้จ่ายช่วงตรุษจีนที่หายไป 12,000 ล้านบาท มีผลทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หายไป 0.05-0.07% แต่ถ้ารัฐอัดฉีดเงินเราชนะ เรารักกันเข้ามาในช่วงปลายเดือนนี้ จะมีผลกระตุ้นการใช้จ่ายได้ คาดว่า เศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป และถ้ารัฐยังมีมาตรการกระตุ้นออกมาต่อเนื่อง รวมถึงมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาได้บ้าง 4-6 ล้านคน น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้โตได้ประมาณ 3% แต่ถ้ายังไม่มีเข้ามาเลยก็อาจโตต่ำกว่า 3% ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92395</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์, ตรุษจีน, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191217/image_big_5df8e588012f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73719</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2020 15:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2020 15:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีเชื่อมั่น ก.ค.ฟื้นอยู่ที่ 50.1 ดีขึ้น 3เดือนต่อเนื่อง  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค. 2563 ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค. 63 อยู่ที่ 50.1 จาก 49.2 ในเดือนมิ.ย.63 โดยดัชนีฯ ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 หลังจากมีการการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์กิจการเพิ่มเติม ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 42.6 จาก 41.4 ในเดือนมิ.ย. 63 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ อยู่ที่ 48.4 จาก 47.6 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเท่ากับ 59.3 จาก 58.6 &amp;nbsp;โดยมีปัจจัยบวก ได้แก่ รัฐบาลมีมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 5 ให้ธุรกิจกลับมาดำเนินการได้, รัฐบาลดำเนินมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ, ราคาน้ำมันในประเทศยังทรงตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ปัจจัยลบ ได้แก่ ความวิตกกังวลการแพร่ระบาดโรคไวรัสโควิด-19, กระทรวงการคลังปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 63 หดตัว -8.5%, ความกังวลด้านสถานการณ์การเมืองและการชุมนุมทางการเมือง, รัฐบาลขยายเวลาใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน, ราคาพืชผลทางการเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำ, ผู้บริโภคกังวลเศรษฐกิจจะชะลอตัว รวมถึงกังวลเกี่ยวกับปัญหาสงครามการค้า และ การส่งออกในเดือนมิ.ย.ที่หดตัว -23.17% และเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า การปรับตัวดีขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการในเดือนก.ค.นี้ ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 แต่อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมยังคงอยู่ในช่วงที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ทำการสำรวจในรอบ 21 ปี 10 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 ที่เป็นระดับปกตินั้น แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมน่าจะปรับตัวเข้าสู่ภาวะถดถอยจากวิกฤติโควิด-19 ทั่วโลก ซึ่งจะกระทบในเชิงลบเป็นอย่างมากต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก ธุรกิจทั่วไป และการจ้างงานในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ คาดว่า ผู้บริโภคจะยังชะลอการจับจ่ายใช้สอยไปจนถึงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ จนกว่าสถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลายลง และมีการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกิจได้อย่างกว้างขวาง พร้อมกับที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมชัดเจนในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจหลังโควิด เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในช่วงไตรมาส 2 ถือว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในช่วงต่ำสุดแล้ว ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโควิดรอบแรก และผู้บริโภคยังไม่มั่นใจในอีก 6 เดือนข้างหน้าว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่น ทำให้ยังชะลอการใช้จ่ายไปจนถึงสิ้นปี ถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่มากระตุกให้เห็นว่าเศรษฐกิจมีความโดดเด่น ก็จะไม่มีการจับจ่ายเพิ่มขึ้น&amp;quot; นายธนวรรธน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลอีกเรื่อง คือ ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งพบว่าลดลงต่อเนื่องมาเกือบ 1 ปี โดยผู้บริโภคมีความกังวลต่อความสัมพันธ์ภายในรัฐบาล ความแน่นแฟ้นของของพรรคร่วมรัฐบาล ตลอดจนมีการแสดงความเห็นทางการเมืองต่อรัฐบาล และตัวผู้นำรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้านต่างๆ ของประเทศ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73719</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค. 63, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2d110a23c30.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2020 08:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2020 08:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หอการค้า&quot;แอบลุ้นมาตรการรัฐดันสถานการณ์เอสเอ็มอีQ1ฟื้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ม.ค. 2563 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ ไตรมาส 4/2562 อยู่ที่ 40.8 ปรับตัวลดลง 0.7 จุด จากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนคาดไตรมาส 1/2563 เชื่อว่าจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 41.2 โดยเมื่อจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้า พบว่า กลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจปรับจากระดับ 35.0 มาอยู่ที่ระดับ 34.2 ส่วนกลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว. ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ จากระดับ 47.0 มาอยู่ที่ระดับ 46.5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ ไตรมาสที่ 4/2562 อยู่ที่ระดับ 47.2 ปรับตัวลดลง 0.6 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ส่วนคาดไตรมาส 1/2563 จะขยับขึ้นอยู่ที่ 47.9 เมื่อจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้า พบว่า กลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้า ธพว. ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจจากระดับ 39.6 มาอยู่ที่ระดับ 38.7 ขณะที่กลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว. จากระดับ 56.2 มาอยู่ที่ระดับ 55.9 ด้านดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจ ไตรมาสที่ 4/2562 อยู่ที่ระดับ 50.4 ปรับตัวลดลง 0.7จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ส่วนคาดไตรมาส 1/2563 จะขยับขึ้นอยู่ที่ 50.8 เมื่อจำแนกลักษณะตามการเป็นลูกค้า พบว่า กลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้า ธพว. ดัชนีจากระดับ 43.8 มาอยู่ที่ระดับ 42.7 ขณะที่กลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว. จากระดับ 58.5 มาอยู่ที่ระดับ 58.2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดัชนีความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอี ประจำ ไตรมาสที่ 4/2562 พบว่า อยู่ที่ระดับ 46.1 ปรับตัวลดลง 0.8 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และคาดว่าในไตรมาสที่ 1/2563 จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 46.6 เมื่อจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้า พบว่า กลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้า ธพว. ดัชนีความสามารถในการแข่งขัน ลดลงจากระดับ 39.5 มาอยู่ที่ 38.5 ส่วนลูกค้า ธพว. ดัชนีความสามารถในการแข่งขัน จากระดับ 54.1 มาอยู่ที่ 53.5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของผลสำรวจความต้องการความช่วยเหลือ สนับสนุนหรือพัฒนากิจการจากภาครัฐ กลุ่มตัวอย่างระบุว่า ด้านการสนับสนุนและการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น นโยบายภาครัฐ การส่งเสริมด้านเงินลงทุน การส่งออก ราคาน้ำมัน การกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และการลดค่าครองชีพ ด้านการส่งเสริมธุรกิจ เช่น ส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจ สนับสนุนธุรกิจชุมชน ช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้านสินเชื่อ เช่น ค่าธรรมเนียมต่างๆ ของธนาคาร การเข้าถึงสินเชื่อ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยธนาคาร ขั้นตอนในการขอสินเชื่อ และวงเงินในการกู้ยืม ด้านภาษี เช่น การลดอัตราภาษี ปรับโครงสร้างภาษีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม การยกเว้นภาษี และการเก็บภาษีซ้ำซ้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยี เช่น สนับสนุนทุนเทคโนโลยี การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และการจัดอบรมความรู้ทางด้านเทคโนโลยี และด้านการท่องเที่ยว เช่น ส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและนักท่องเที่ยว และสนับสนุนงบสำหรับการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สิ่งสำคัญของผลสำรวจครั้งนี้ สะท้อนว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเอสเอ็มอีไทย ยังมีความเชื่อว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและธุรกิจของเอสเอ็มอีในช่วง 3 เดือนข้างหน้า หรือไตรมาส 1/2563 น่าจะปรับดีขึ้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมเอสเอ็มอีของภาครัฐที่ออกมาแล้ว และกำลังทยอยออกมาเพิ่มเติมต่อเนื่อง เช่น มาตรการต่อเติม เสริมทุนเอสเอ็มอีสร้างไทย เป็นต้น รวมถึง การลงทุนภาครัฐ จะมีส่วนสำคัญทั้งทางตรงทางอ้อมให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ช่วยให้สถานการณ์ธุรกิจของเอสเอ็มอีปรับตัวดีขึ้น&amp;quot; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมานพงษ์ เกลี้ยงลํายอง รองกรรมการผู้จัดการ ธพว. กล่าวว่า ธพว. มีนโยบายหลักในการเติมความรู้คู่ทุน นอกเหนือจากให้สินเชื่อดอกเบี้ยถูกแล้ว ยังเสริมด้วยการพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปด้วย ทำให้ผู้ประกอบการมีศักยภาพ สามารถปรับตัวอยู่รอดได้ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน เช่น จัดอบรมการทำตลาดออนไลน์ บริหารจัดการต้นทุนธุรกิจ แนะนำการทำบัญชีเดียว เป็นต้น อีกทั้ง ช่วยขยายตลาดใหม่เพิ่มยอดขาย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55368</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอี, ธนวรรธน์ พลวิชัย, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9cecb7de53.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37246</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2019 20:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2019 07:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กำลังซื้อชะลอตัว-ส่งออกสะดุดฉุดเศรษฐกิจชุมชนทรุด   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หอการค้า&amp;rdquo; ชี้ดัชนีเศรษฐกิจชุมชนเดือน เม.ย. 2562 ทรุดทุกรายการ หลังเจอพิษภัยแล้ง กำลังซื้อชะลอตัว ราคาน้ำมันพุ่ง ส่งออกดิ่งจากสงครามการค้าโลก และจำนวนนักท่องเที่ยววืดถ่วงหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค. 62- นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีเศรษฐกิจชุมชน ประจำเดือนเม.ย.&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ว่า ดัชนีเศรษฐกิจชุมชนปรับตัวลดลงทุกรายการ ที่สำคัญดัชนีทุกรายการยังทรงตัวต่ำกว่าค่ากลางที่&amp;nbsp;50&amp;nbsp;ต่อเนื่อง&amp;nbsp;3เดือนติดต่อกัน โดยดัชนีเศรษฐกิจชุมชนปัจจุบันลดลงมาเหลือ&amp;nbsp;48.3&amp;nbsp;ดัชนีอนาคตเหลือ&amp;nbsp;48.7&amp;nbsp;และดัชนีโดยรวมเหลือ&amp;nbsp;48.5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยด้านลบที่กระทบต่อดัชนีเศรษฐกิจชุมชน ได้แก่ รายได้ของเกษตรกรในเดือน เม.ย.&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ลดลง เพราะผลผลิตปรับลดจากสถานการณ์ภัยแล้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;กำลังซื้อประชาชนชะลอตัว ราคาน้ำมันปรับขึ้น การส่งออกลดลงจากปัญหาสงครามการค้า และจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ ส่วนปัจจัยบวก เช่น การใช้จ่ายช่วงเทศกาลสงกรานต์&amp;nbsp;&amp;nbsp;มาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐ ราคาสินค้าเกษตรบางตัวปรับตัวดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแนวโน้มดัชนีเศรษฐกิจชุมชนในอนาคต มีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีก ตามสถานการณ์เศรษฐกิจ หากปัญหาสงครามการค้าโลกยังยืดเยื้อ การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปียังล่าช้า รวมถึงเกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง เนื่องจากธุรกิจชุมชนยังต้องผูกโยงเกี่ยวกับภาพเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศอยู่ แต่ก็ยังถือว่าเศรษฐกิจชุมชนมีความผันผวนน้อยกว่าเศรษฐกิจตัวอื่น สำหรับสิ่งที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประกอบด้วย การพัฒนาสินค้าชุมชนเพื่อให้มีช่องทางการตลาดมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;ลดราคาต้นทุนวัตถุดิบ เพิ่มเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ กระตุ้นใช้จ่ายในประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ลดการเก็บภาษีซ้ำซ้อน และแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ข้อเสนอต่อธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ต้องการให้ช่วยผ่อนปรนเงื่อนไขเข้าถึงแหล่งทุน แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ให้ธุรกิจมีสภาพคล่องมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้ความรู้ ทักษะการประกอบธุรกิจชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้คำแนะนำด้านการเงิน&amp;nbsp;&amp;nbsp;พัฒนาศักยภาพธุรกิจ รวมถึงส่งเสริมช่องทางตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวรมิตร ครุฑโต&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;รองกรรมการผู้จัดการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าหมายอนุมัติสินเชื่อ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท เพื่อผลักดันธุรกิจชุมชนเข้าถึงแหล่งทุนกว่า&amp;nbsp;3หมื่นราย&amp;nbsp;&amp;nbsp;เกิดการเชื่อมโยงกับธุรกิจชุมชนกับธุรกิจภายนอก เช่น ท่องเที่ยง ขนส่ง สินค้าที่ระลึก ฯลฯ ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า&amp;nbsp;1.45&amp;nbsp;แสนล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยผู้ประกอบการธุรกิจชุมชนสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ทั้งผ่านสาขา และแอพพลิเคชัน&amp;nbsp;SME D Bank&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธนาคารจะเร่งยกระดับธุรกิจชุมชน ด้วยการเติมความรู้คู่เงินทุนต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น อบรมความรู้การทำบัญชีให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น จัดอบรมพัฒนาบรรจุภัณฑ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่งเสริมปรับปรุงบ้านพักเป็นบูติกโฮเทลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน เสริมแกร่งปรับปรุงโชห่วย ขยายช่องทางตลาดออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งเน้นนำสินค้าชุมชนมาขายผ่านออนไลน์ รวมถึง จัดงานแสดงสินค้าชุมชนเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเป็นช่องทางขายสินค้าให้แก่ธุรกิจชุมชน ปีนี้จัดมาแล้ว&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ครั้ง มีผู้ประกอบการเข้าร่วมแล้วกว่า&amp;nbsp;150&amp;nbsp;ราย สร้างรายได้กว่า&amp;nbsp;1.6&amp;nbsp;ล้านบาท&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายวรมิตร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีการเติมทุนให้ธุรกิจชุมชนในกลุ่มต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น เกษตรแปรรูป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ท่องเที่ยวชุมชน และโชห่วย เพื่อนำไปลงทุน ขยาย ยกระดับธุรกิจ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผ่านโครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน คิดดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนนานถึงสูงสุด&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;บุคคลธรรมดา&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปีแรกเพียง&amp;nbsp;0.42%&amp;nbsp;&amp;nbsp;และนิติบุคคล อัตราดอกเบี้ย&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปีแรกเพียง&amp;nbsp;0.25%&amp;nbsp;ต่อเดือน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37246</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีเศรษฐกิจชุมชน, นายธนวรรธน์ พลวิชัย, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190530/image_big_5cefd986a6d2c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36671</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2019 09:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2019 09:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “หอการค้าไทย” แจงดัชนีเอสเอ็มอีไทยทรุดเศรษฐกิจในประเทศดิ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค. 2562 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอีทั้งภาคการผลิต ภาคการค้า และบริการ ประจำไตรมาส 1/2562 ทั่วประเทศ พบว่า ลดลงเหลือ 48.7 จากไตรมาสที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับที่ 49 โดยในจำนวนนี้พบว่า เอสเอ็มอีที่เป็นลูกค้าของ ธพว.ลดลงอยู่ที่ระดับ 55.5 ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าของ ธพว. ดัชนีอยู่ที่ระดับ 41.6&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังพบว่าตัวชี้วัดลดลงทุกด้าน ทั้งสถานการณ์ธุรกิจที่ลดลงมาอยู่ที่ 43.7 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา จากสถานการณ์สภาพคล่อง หนี้สินโดยรวม ยอดขาย ตลอดจนกำไรสุทธิที่แย่ลง ด้านความสามารถในการทำธุรกิจ ก็ลดลงต่ำกว่าค่ากลางเหลือ 49.9 เนื่องจากต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น มีผลต่อการตั้งราคาและกำไรจากการขาย และการเข้าถึงแหล่งทุนที่ยากขึ้น รวมถึงตัวชี้วัดจากดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ 52.5 หลังการลงทุนการตลาด และการลงทุนด้านเทคโนโลยีและวิจัยที่ลดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาวะเศรษฐกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในปีนี้ คาดจะเติบโต 5% โดยเฉพาเฉพาะเดือนพ.ค.นี้จะโตที่ 4.3-4.8% โดยภาพรวมถือว่าปรับตัวลดลงจากปีก่อนโตที่ 5.3% ซึ่งเป็นผลจากปัญหาด้านเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงปัญหาสงครามการค้า หากปัญหายังไม่คลี่คลายโดยเร็ว อาจส่งผลให้ภาคการส่งออกสินค้าเกษตร และสินค้าในภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบอย่างมากขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการต้องปรับตัว เพื่อรองรับสถานการณ์&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงชาญ สำเภาเงิน รักษาการกรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) กล่าวว่า ธพว. จะเน้นสนับสนุนการให้ความรู้คู่เงินทุน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เกิดความเข้มแข็งได้จริง โดย ธพว.จะยังคงเดินหน้ามอบ 3 เติม ได้แก่ เติมทักษะ เติมทุน และเติมคุณภาพชีวิตให้แก่เอสเอ็มอีไทยอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36671</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอี, ธนวรรธน์ พลวิชัย, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, เศรษฐกิจขาลง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9cecb7de53.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
