<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77141</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2020 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2020 15:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.นิว&#039;เปิดโปงใครอยู่เบื้องหลังปั่นกระแสหนุนม็อบแทรกแซงประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 ก.ย.63-ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ &amp;quot;ดร.นิว&amp;quot; นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง ใครอยู่เบื้องหลังปั่นกระแสหนุนม็อบแทรกแซงประเทศไทย มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
#ใครอยู่เบื้องหลังปั่นกระแสหนุนม็อบแทรกแซงประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานวิจัยปี 2017 ชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดชี้ให้เห็นว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีกองทัพไซเบอร์ที่มีความหนาแน่นที่สุดในโลก และยังมีอีกหลายประเทศในขณะนั้นที่มีกองทัพไซเบอร์ขนาดใหญ่
.
สอดคล้องกับงานวิจัยหลายชิ้นของซูเปอร์โพลในปัจจุบันเป็นอย่างดีว่ากระแสโซเชียลเกี่ยวกับม็อบที่กำลังเคลื่อนไหว มีการปั่นกระแสจากต่างประเทศร่วมด้วย ล่าสุดทั้ง #ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส และ #สู้เป็นไทถอยเป็นทาส มาจากต่างประเทศถึงเกือบ 90% อันสะท้อนให้เห็นถึงการมีอยู่จริงของขบวนการแทรกแซงที่ทันสมัยของต่างชาติ และความร่วมมือในการปั่นกระแสปลุกม็อบระหว่างคนไทยกับต่างประเทศ
.
เราคงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมเครือข่ายของนายกโซเชียลกับกลุ่มต่างๆที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง NED ของสหรัฐอเมริกาถึงเติบโต และสามารถครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในโลกโซเชียลที่มีผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชนได้อย่างรวดเร็ว
.
เบื้องหลังของม็อบที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่ในขณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการแทรกแซงประเทศไทย โดยมีประเทศมหาอำนาจอยู่เบื้องหลัง ที่ได้สนับสนุนทั้งเงินทุน ทรัพยากรทางเทคโนโลยี และโนว์ฮาวหรือวิทยาการความรู้ในการปลุกระดมโดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของท่านนายกโซเชียลหรือลุงสุรชัยก็ตาม สุดท้ายแล้วมวลชนของทั้งสองกลุ่มก็มาบรรจบกันที่ม็อบเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่ดี เพราะมีต่างชาติกลุ่มเดียวกันอยู่เบื้องหลัง
.
ดังนั้นถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประชาชนชาวไทยทุกคนควรหันมาตระหนัก และใส่ใจถึงพิษภัยของขบวนการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธ หรือ Weaponization of Social Media ในการปั่นกระแสปลุกระดม ยัดเยียดข้อมูลบิดเบือน หลอกใช้มวลชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง
.
แม้ว่าทางสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยจะออกมาปฏิเสธการสนับสนุนม็อบ แต่ก็ไม่อาจที่ปฏิเสธได้ว่ามีองค์กรอย่าง NED เป็นต้น ที่รับเงินจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาแล้วให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มอิงการเมืองต่างๆ ที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับม็อบ
.
อีกทั้ง นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน ได้ย้ายมาจากฮ่องกงในช่วงปลายเดือน ก.ค. 62 หลังจากที่ประเทศจีนประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ในฮ่องกง ก็ไม่รู้ว่าเป็นเหตุบังเอิญรึเปล่า? หลังจากที่เขาอาศัยอยู่ในฮ่องกง เป็นเวลานานกว่า 20 ปี และมีบทบาทสำคัญในฐานะนายหน้าคนสำคัญของสหรัฐอเมริกาที่มีอิทธิพลในภูมิภาคนี้
.
ก็ไม่รู้ว่าการเข้ามาพำนักในประเทศไทยของ นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี จะทำให้เกิดความขัดแย้ง และความรุนแรง ตลอดจนสงครามกลางเมืองอย่างที่เกิดขึ้นในฮ่องกงหรือไม่?
.
แต่อย่างไรก็ดี ถ้ามีสถานการณ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น ขอแนะนำให้รัฐบาลไทยลองพิจารณาการแก้ไขปัญหาของประเทศจีนเป็นแนวทาง เผื่อมีใครบางคนร้อนตัวแล้วรีบแจ้นออกไปบ้างก็เป็นได้
.
ดร.ศุภณัฐ
11 กันยายน พ.ศ. 2563
#ประชาธิปไตยTheseries by ดร.ศุภณัฐ
https://www.state.gov/desombre-michael-george-kingdom-of-thailand-july-2019/
https://th.usembassy.gov/th/our-relationship-th/our-ambassador-th/
https://altthainews.blogspot.com/2020/09/us-embassy-lies-about-funding-thai.html
https://mgronline.com/politics/detail/9630000091310&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77141</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.นิว-ศุภณัฐ อภิญญาณ, ต่างชาติแทรกแซง, มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด, เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190927/image_big_5d8d924d12ed5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75554</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียวงบกลาง1พันล. หนุนจุฬาฯผลิตวัคซีนโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.อนุมัติงบกลาง 1,000 ล้าน หนุนจุฬาฯ ผลิตวัคซีนโควิด-19 เผยอีกช่องทางอาจร่วมมือกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ขณะที่ ศบค.เผยพบผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่ม 5 รายกลับจากต่างประเทศ ตามคาดไฟเขียวขยายระยะประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จังหวัดระยอง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ว่า ครม.อนุมัติการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 1,000 ล้านบาท ในลักษณะเงินอุดหนุนให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนหน่วยงานเครือข่ายการพัฒนางานด้านวัคซีนของประเทศ ในการเพิ่มศักยภาพการผลิตวัคซีนให้พร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การผลิตวัคซีนโควิด-19 และการสร้างขีดความสามารถของประเทศโดยการพัฒนาวัคซีนตั้งแต่ต้นน้ำ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ยังพบอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ข้อมูล ณ วันที่ 24 ส.ค.2563 มีผู้ป่วยยืนยันกว่า 23.44 ล้านคน เสียชีวิต 800,000 คน ทั้งนี้ โรคโควิด-19 เริ่มแพร่เข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.2563 มีผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้สรุปประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2563 ที่ -5.3% และสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าสูงถึง 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 1.11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคธุรกิจประสบปัญหาจนต้องปิดกิจการ และลดจำนวนพนักงาน ส่งผลให้มีประชาชนชั้นกลางและประชากรกลุ่มเปราะบางจำนวนมากได้รับผลกระทบต่อความมั่นคงในการดำรงชีวิต แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการควบคุมป้องกันโรคได้อย่างดียิ่ง แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดการระบาดของโรคได้ในระลอกที่ 2 เนื่องด้วยยังมีผู้ป่วยจำนวนมากทั่วโลก หากสถานการณ์การระบาดไม่สามารถยุติได้ในระยะเวลาอันใกล้ การเปิดประเทศเพื่อเดินหน้าสู่การดำเนินชีวิต New Normal คู่ขนานไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงเป็นไปได้ยาก และรัฐบาลยังจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือ เพื่อประคองกิจการต่างๆ ในประเทศให้สามารถดำเนินการต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้น วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จึงเป็นเครื่องมือสำคัญ เป็นนวัตกรรมทางสุขภาพ และเป็นยุทธปัจจัยที่มีประสิทธิภาพสูงที่จะเป็นคำตอบในการป้องกันควบคุมโรค และเป็นความหวังของทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย การเร่งรัดให้มีวัคซีนใช้ในประเทศเร็วขึ้นจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า สำหรับแผน Blueprint เพื่อการเข้าถึงวัดซีนป้องกันโควิด-19 ของประชาชนไทย ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2563 ซึ่งถือเป็นกรอบนโยบายในการบูรณาการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยดำเนินงานตามยุทธศาสตร์สำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การนำวัคซีนต้นแบบที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศมาทดสอบในประเทศไทย และขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการผลิต ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลาง และอีกแนวทางคือ การพัฒนาวัคซีนต้นแบบในประเทศไทยตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางและระยะยาว ในการบรรลุเป้าหมายการเข้าถึงวัคซีนให้ทันท่วงที และสร้างขีดความสามารถของประเทศในการพัฒนาและผลิตวัคซีน เพื่อให้ประชาชนไทยได้รับวัคซีนโดยเร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสถาบันวัคซีนแห่งชาติได้ให้การสนับสนุนและสร้างความร่วมมือกับสถาบันวิจัยพัฒนา และหน่วยผลิตวัคซีนในประเทศ ตลอดจนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อส่งเสริมการผลิตวัคซีนใช้ได้เองในประเทศตั้งแต่ต้นน้ำ นอกจากนี้ยังได้เจรจาสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อการขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตทั้งจากประเทศจีนและยุโรป ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้ผลิตที่มีแนวโน้มจะได้วัคซีนมาใช้ภายในต้นปี 2564 มีความเป็นไปได้ในทางเลือกที่รัฐบาลควรลงทุน เพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศไทยก้าวข้ามสถานการณ์การระบาดได้อย่างก้าวกระโดด เนื่องจากการมีวัคซีนใช้เร็วขึ้น 1 เดือน จะช่วยให้ประเทศสามารถสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประมาณ 250,000 ล้านบาท และยังสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจ รวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชนไทยด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณเงินกู้สนับสนุน 1,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่เราสามารถดำเนินการเองได้ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่กำลังดำเนินการผลิต อีกช่องทางหนึ่งคือ ร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด โดยการทำข้อตกลงเพื่อให้เขาดำเนินการจัดสรรโควตาเมื่อได้วัคซีนต้นแบบแล้ว อาจจะมีเงื่อนไขว่าให้เขาจำหน่ายให้เราในราคาต้นทุน และอีกส่วนหนึ่งคือ ไทยผลิตเอง โดยใช้งบประมาณไม่มาก ซึ่งมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ส่งเสริม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โดยรวมคือใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาทที่ ครม.ได้อนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทั้ง 3 ส่วนดังกล่าวข้างต้นสามารถดำเนินการไปได้ ส่วนไหนสามารถทำได้ก่อนให้ดำเนินการ ซึ่งในส่วนของไทยที่จะผลิตเองนั้นจะทำให้มีวัคซีนได้เร็วสุดปลายปีนี้ ช้าสุดกลางปี 2564 และในส่วนที่จะร่วมกับต่างประเทศเชื่อว่าจะดำเนินการได้เร็วเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.) สัญจร ว่า ครม.มีมติรับทราบและอนุมัติขยายระยะเวลาการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1-30 ก.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 5 ราย ในสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ ทำให้มียอดผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,402 ราย ยอดหายป่วยสะสม 3,229 ราย มีผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล 115 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายที่ 1 เดินทางมาจากประเทศโอมาน เป็นหญิงไทยอายุ 26 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว เดินทางมาถึงประเทศไทยวันที่ 17 ส.ค. เที่ยวบินเดียวกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 3 ราย เข้าพักสถานที่กักกันของรัฐที่ จ.ชลบุรี ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ในวันที่ 23 ส.ค. ผลตรวจพบเชื้อแต่ไม่มีอาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายที่ 2 ผู้ป่วยเดินทางกลับจากตุรกี เป็นหญิงไทยอายุ 47 ปี อาชีพพนักงานสปา เดินทางถึงประเทศไทยวันที่ 19 ส.ค. เข้าพักสถานที่กักกันของรัฐที่กรุงเทพฯ ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ในวันที่ 23 ส.ค. ผลตรวจพบเชื้อแต่ไม่มีอาการ ผู้ป่วยรายที่ 3-4 กลับจากอินโดนีเซีย เป็นนักศึกษาชายไทยอายุ 27 ปี และหญิงไทยอายุ 20 ปี เดินทางมาถึงประเทศไทยวันที่ 20 ส.ค. เข้าพักสถานที่กักกันของรัฐที่ จ.ชลบุรี และตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 ในวันที่ 23 ส.ค. ผลตรวจพบเชื้อแต่ไม่มีอาการทั้ง 2 ราย และรายที่ 5 กลับจากสหรัฐอเมริกา เป็นชายไทยอายุ 46 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางมาถึงประเทศไทยวันที่ 23 ส.ค. โดยผ่านการคัดกรอง ณ ด่านควบคุมโรค พบว่าให้ประวัติว่าเคยป่วยเป็นโควิด-19 จึงตรวจและพบเชื้อแต่ไม่มีอาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์ทั่วโลก ยอดผู้ติดเชื้อรวม 23,809,241 ราย รักษาหายแล้ว 16,359,043 ราย และเสียชีวิต 817,005 ราย ส่วนเที่ยวบินนำคนไทยที่ตกค้างกลับประเทศ วันที่ 25 ส.ค. จำนวน 386 คน จากอิสราเอล ภูฏาน และสหรัฐอเมริกา และในวันที่ 26 ส.ค. จำนวน 564 คน จากไต้หวัน กัมพูชา เอธิโอเปีย และญี่ปุ่น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75554</URL_LINK>
                <HASHTAG>000 ล้าน, COVID-19, ผลิตวัคซีนโควิด, ผลิตวัคซีนโควิด-19, มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุมัติงบกลาง, อนุมัติงบกลาง 1, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200825/image_big_5f45230fb1981.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
