<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114145</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2021 14:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2021 14:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขยะทะเล...สู่...การเพิ่มรายได้ชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ขยะทะเล...สู่...การเพิ่มรายได้ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปัญหาขยะพลาสติกกำลังเป็นปัญหาใหญ่ ที่สร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสัตว์ทะเล ดังนั้น กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) จับมือประชาคมวิจัย ได้แก่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี&amp;nbsp; ลงนามบันทึกข้อตกลง &amp;ldquo;ความร่วมมือภาคีเครือข่าย ขยะทะเล...สู่...การเพิ่มรายได้ชุมชนระยอง&amp;rdquo; ร่วมกับกลุ่มชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพชุมชนเกาะกก และหมู่บ้านเอื้ออาทรจังหวัดระยอง (วังหว้า) เพื่อถ่ายทอดนวัตกรรมการผลิตวัสดุก่อสร้างจากพลาสติกใช้แล้วให้กับชุมชน หวังสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และลดปัญหาขยะในทะเลไทยอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นายฉัตรชัย เลื่อนผลเจริญชัย ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า เราตระหนักถึงปัญหาพลาสติกใช้แล้วที่หลุดรอดไปสู่สิ่งแวดล้อม และพยายามหาวิธีการต่างๆ เข้ามาจัดการอย่างยั่งยืน ดาวได้ตั้งเป้าที่จะช่วย&amp;nbsp; &amp;ldquo;หยุดขยะพลาสติก&amp;rdquo; โดยมุ่งมั่นจะผลักดันให้พลาสติกใช้แล้วจำนวน 1 ล้านตันจากทั่วโลกถูกเก็บกลับมาใช้ประโยชน์ หรือรีไซเคิล ซึ่ง &amp;ldquo;ความร่วมมือภาคีเครือข่าย ขยะทะเล...สู่...การเพิ่มรายได้ชุมชนระยอง&amp;rdquo; ก็เป็นอีกหนึ่งในโครงการสำคัญที่จะนำผลงานด้านการศึกษาและงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ได้จริง เราพร้อมที่จะเป็นฟันเฟืองในการประสานงานระหว่างประชาคมวิจัยและกลุ่มชุมชน เพื่อให้โครงการประสบความสำเร็จ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;quot;การผสมพลาสติกใช้ในวัสดุก่อสร้างจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีน้ำหนักเบา และลดการใช้วัสดุที่ใช้แล้วหมดไปเช่น ทราย และหิน หากนำก้อนอิฐไปทำเป็นวัสดุปูพื้นนอกอาคาร ก็จะช่วยลดความร้อนของพื้นผิว สามารถเดินหรือทำกิจกรรมในเวลากลางแจ้งได้&amp;quot; นายฉัตรชัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; ทั้งนี้วัสดุก่อสร้างที่ได้จากโครงการนี้จะมีมาตรฐานเทียบเท่ามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ใช้สำหรับการก่อสร้างภายนอกอาคาร เช่น บล็อกปูพื้น คอนกรีตบล็อก และขอบคันหิน โดยจะใส่พลาสติกทดแทนหินและทรายในสัดส่วน 0.4&amp;ndash;1.5 กิโลกรัมต่อชิ้น หรือประมาณ 6-10% ของน้ำหนักทั้งหมด ราคาไม่ต่างจากวัสดุทั่วไปและมีความคงทนเทียบเท่าของเดิม คาดว่าจะสร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 400,000-1,500,000 บาทต่อปี และลดปริมาณขยะพลาสติกได้กว่า 30,000 กิโลกรัมต่อปี เป็นประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นายวิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การแก้ไขและลดปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติก โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้ขยะพลาสติกและสร้างรายได้แก่ชุมชน สร้างเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ ก่อให้เกิดการผลักดันนโยบายและสร้างความตระหนักต่อปัญหาการจัดการขยะในวงกว้าง รวมทั้งสามารถสร้างระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนที่มุ่งลดของเสียและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี วิจัยและออกแบบนวัตกรรมในการนำขยะพลาสติกจากทะเลมาเป็นวัตถุดิบในวัสดุก่อสร้าง โดยชุมชนสามารถผลิตเพื่อจำหน่ายได้เอง อาทิ กระเบื้องพื้นสนาม กระถางต้นไม้ นอกจากจะเป็นการกำจัดขยะพลาสติกยังเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในระยะยาว ผู้สนใจสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างผสมพลาสติกใช้แล้ว มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ติดต่อได้ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี สามารถรับชมวิดีโอแนะนำโครงการ &amp;ldquo;ความร่วมมือภาคีเครือข่าย ขยะทะเล...สู่...การเพิ่มรายได้ชุมชนระยอง&amp;rdquo; ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=0kyliIq6rYo&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114145</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย, ขยะทะเล, ขยะพลาสติก, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), สิ่งแวดล้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210822/image_big_612202e0a5e9a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97980</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2021 12:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2021 12:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะประมง ม.เกษตรฯ-ซีพีเอฟ ร่วมพัฒนาคนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดที่ยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;คณะประมง&amp;nbsp;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ โชว์ความสำเร็จโครงการความร่วมมือ &amp;ldquo;ศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์น้ำจืดระบบน้ำหมุนเวียน&amp;rdquo; ห้องเรียนสำหรับนิสิตประมงเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง เกี่ยวกับระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสมัยใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย ปลอดสาร พัฒนาคนรุ่นใหม่ตอบโจทย์ความต้องการภาคการประมงที่ยั่งยืน ณ อาคารบุญอินทรัมพรรย์ คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.ดร.เมธี แก้วเนิน รองคณบดีฝ่ายบริหารคณะประมง ม.เกษตรฯ กล่าวว่า คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการประมงน้ำจืดให้ทันสมัยตอบโจทย์กระแสการบริโภคสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือโครงการ &amp;ldquo;ศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์น้ำจืดระบบน้ำหมุนเวียน&amp;rdquo; กับซีพีเอฟ เปิดโอกาสนิสิตสาขานี้ได้เรียนรู้ระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ควบคู่กับมุมมองเชิงธุรกิจ รวมถึงปลูกฝังความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านการถ่ายทอดจากผู้เชี่ยวชาญของซีพีเอฟโดยตรง และได้ลงมือปฏิบัติจริง รวมถึงเพิ่มแนวความคิดความเข้าใจในด้านการผลิตสินค้าคุณภาพตามความต้องการของตลาด ทั้งนี้โครงการฯ ยังเป็นโมเดลในการร่วมมือกับซีพีเอฟในการพัฒนาหลักสูตรเรียนรู้ของนิสิตภาควิชาอื่นๆ ในคณะประมง อีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยมีการพัฒนาการเลี้ยงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทั้งในเรื่องความสะอาดและความปลอดภัย โดยการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ โครงการฯ ช่วยให้นิสิตได้รับการถ่ายทอดความรู้โดยตรงจากองค์กรชั้นนำด้านการเกษตร ช่วยให้นิสิตมีความเข้าใจในการผลิตสินค้าประมงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยจากการใช้ยาและสารเคมี ไม่เพียงเราจะได้พัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ที่เข้าใจการผลิตสินค้าสัตว์น้ำสะอาด ปลอดภัย และยังเป็นการยกระดับมาตรฐานธุรกิจการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดของไทยตามหลักสากลและส่งผลบวกต่อระบบเศรษฐกิจ&amp;rdquo; ผศ.ดร.เมธี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิโรจน์ ยุทธยงค์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ กล่าวว่า โครงการความร่วมมือฯ กับ คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ เริ่มดำเนินมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2563 โดยซีพีเอฟนำองค์ความรู้ระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ทันสมัย เรียกว่า CARE Aquaculture Model ซึ่งเป็นระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดที่เน้นให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางอาหารและการรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นระบบที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ด้านการเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่ต้องมีความรู้ทางการผลิตควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปต่อยอดในการดำเนินอาชีพของนิสิต ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและมีส่วนช่วยพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความสำเร็จของความร่วมมือในครั้งนี้ ซีพีเอฟจะนำโครงการฯ ไปขยายผลต่อกับนิสิตประมงใน ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยจะพัฒนาห้องเรียนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดให้นิสิตได้เรียนรู้ระบบ CARE Aquaculture Model อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงผลักดันให้นิสิตมีส่วนร่วมกับการพัฒนาระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดให้ทันสมัยและเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่มากขึ้น&amp;quot; นายวิโรจน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นายรชต ทองสุวรรณ์ อายุ 21 ปี นิสิตภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์ ชั้นปีที่ 3 คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การที่มีโครงการฯ นี้ในหลักสูตรถือเป็นประโยชน์กับนิสิตอย่างมาก เพราะได้เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและลงมือปฏิบัติจริงควบคู่กัน รวมถึงฝึกทักษะหลายๆ ด้าน อาทิ ความรับผิดชอบ การทำงานร่วมกับผู้อื่น ไม่เพียงแค่เพื่อนร่วมภาควิชาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาควิชาอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งความรู้ที่ได้รับจากตรงนี้ อนาคตจะนำไปประยุกต์กับธุรกิจของที่บ้าน เพื่อส่งเสริมให้การเลี้ยงปลาน้ำจืดดีขึ้น มีระบบน้ำหมุนเวียนที่ไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี และจะส่งต่อข้อมูลไปยังเกษตรกรในพื้นที่ที่สนใจ เพราะเป็นระบบที่จะช่วยให้เกษตรกรรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับโครงการความร่วมมือ &amp;ldquo;ศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์น้ำจืดระบบน้ำหมุนเวียน&amp;rdquo; ซีพีเอฟได้นำระบบการเลี้ยง ที่เรียกว่า CARE&amp;nbsp; Aquaculture Model หรือ CARE เป็นกระบวนการผลิตที่ใช้ระบบน้ำหมุนเวียนที่มีการบำบัดและนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ทำให้ประหยัดการใช้น้ำเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;และยังออกแบบฟาร์มให้ประหยัดพลังงาน โดยนำหลักการ Gravity Flow มาใช้ ลดการใช้ยาและสารเคมี ที่สำคัญยังสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ประกอบกับในอนาคตจะมีการใช้พลังงานโซล่าเซลส์มาร่วมในออกแบบฟาร์ม มีการบริการจัดการง่ายโดยการนำระบบอัติโนมัติต่างๆ มาใช้ อาทิ การเปิด-ปิดเครื่องให้อาหารและเครื่องให้อากาศได้จากทางโทรศัพท์ เหมาะกับเกษตรกรรุ่นใหม่ ซึ่งจะมาช่วยพัฒนาและยกระดับธุรกิจการเลี้ยงสัตว์น้ำภายในประเทศ./&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97980</URL_LINK>
                <HASHTAG>CARE, CARE  Aquaculture Model, คณะประมง, ซีพีเอฟ, ธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ, นายวิโรจน์ ยุทธยงค์, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), ผศ.ดร.เมธี แก้วเนิน, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์น้ำจืดระบบน้ำหมุนเวียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210401/image_big_60655a694b4ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89740</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชวนดื่มนมเพื่อสุขภาพสู้โควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สืบเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้โรงเรียนปิดการเรียนการสอน นมเกษตรต้องหยุดส่งนมโรงเรียน ในขณะที่การรับน้ำนมดิบจากเกษตรกรยังต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ &amp;nbsp;อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงมอบหลักการและนโยบายในการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนนมเกษตรประสบปัญหาภาวะนมล้นเกิน ด้วยการให้ศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มก. จัดโครงการ Friday Ku Milk Day รณรงค์ให้บุคลากรและนิสิตดื่มนมฟรีทุกวันศุกร์ ในช่วงที่มีสถานการณ์โควิด-19 และโรงเรียนปิดการเรียนการสอน เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2564 เป็นต้นไป ในจำนวน 5,000 ถุงต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ เพื่อให้บุคลากรที่มาทำงานให้บริการประชาชน และนิสิตหอพัก ได้ดื่มนมฟรีทุกวันศุกร์ เพื่อสุขภาพที่ดีสู้กับโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่า เนื่องจากเรามีศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มก. หรือโรงนม ซึ่งเป็นศูนย์สาธิตการผลิตนมที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ การสอน การวิจัย และการส่งเสริมนิสิต อาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย โดยศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มก. เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์ภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;นมเกษตร&amp;rdquo; ทำการผลิตนมด้วยระบบ Pasteurization ผ่านการตรวจสอบระบบมาตรฐานคุณภาพ ซึ่งเป็นไปตามหลัก GMP (CODEX) และ HACCP (Hazard Critical Control Point) โดยรับชื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร เป็นปริมาณ 7.5 ตัน/วัน จากสหกรณ์ในจังหวัดสระบุรี จำนวน 3 แห่ง ประกอบด้วย 1.สหกรณ์ทรัพย์ขาม 2. สหกรณ์ทรัพย์สนุ่น 3.สหกรณ์เกรทมิลด์ โดยผลิตเป็นนมโรงเรียน จำนวน 5 ตัน/วัน คิดเป็นปริมาณการผลิต 2,737.5 ตัน/ปี การรับน้ำนมดิบเข้าโรงนม จะรับจากรถขนส่งนมดิบขนาด 15 ตัน/เที่ยว ซึ่งจะสามารถนำไปผลิตเป็นนมถุงได้ 4,800 ถุง/ตัน ดังนั้นการผลิตจากน้ำนมดิบ 7.5 ตัน/วัน ทำให้นมเกษตรมีนมถุงที่ผลิตได้ 7.5x4,800 ถุง เท่ากับ 36,000 ถุง/วัน ในจำนวนนี้ส่งเป็นนมโรงเรียน 24,000 ถุง/วัน และจำหน่ายเป็นนมพาณิชย์ 12,000 ถุง/วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรามีทิศทางในการดำเนินงานต่างๆ สนับสนุนและเป็นโมเดลต้นแบบให้ผู้ผลิตรายอื่นได้เห็นว่าเราสามารถจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ต่อไป โดยการบริโภคนม ผู้บริโภคหลักของประเทศก็คือนักเรียน ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ทำแคมเปญเชิญชวนให้คนดื่มนมทุกวัน ในรูปแบบกิจกรรมต่างๆ มีการเชิญชวนให้ซื้อนมและร่วมส่งต่อนมให้กับโรงพยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย กับกิจกรรมพิเศษ นมเกษตรเพื่อบุคลากรทางการแพทย์ สู้ โควิดรอบใหม่ จำหน่ายนมเกษตรในราคาขาดทุน 5 บาทต่อถุง โดยท่านสามารถกำหนดได้ว่าจะร่วมสนับสนุนจำนวนเท่าใด และทางศูนย์ผลิตภัณฑ์นมจะจัดส่งให้ถึงโรงพยาบาล/สถานพยาบาลที่ร่วมโครงการ โดยไม่มีค่าจัดส่ง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นมเกษตรมีต้นทุนการผลิตถุงละ 7.10 บาทโดยประมาณ ดังนั้นการจำหน่ายในราคา 6 บาท หรือ 5 บาท จึงทำให้นมเกษตรอยู่ในภาวะขาดทุน แต่จากปณิธานของอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ ที่เน้นว่า &amp;quot;ขาดทุนคือกำไร&amp;quot; การที่นมเกษตรรับภาระขาดทุน แต่ส่งผลให้เกษตรกรขายน้ำนมดิบได้ตามสัญญา ผู้บริโภคได้ดื่มนมคุณภาพดีอย่างทั่วถึง เช่นนี้ก็เปรียบได้ว่า นมเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับกำไรจากการทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคมไทยโดยรวม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สนใจสอบถามรายละเอียด และร่วมกิจกรรมกับศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มก. ได้ที่ 0-2579-9594 หรือสั่งซื้อทางเฟซบุ๊ก พิมพ์คำว่า &amp;ldquo;นมเกษตร&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89740</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210113/image_big_5ffedf2674f4b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74166</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2020 07:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2020 07:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เกาะมันใน&#039;เกาะที่&#039;พระราชินี&#039;พระราชทานให้แผ่นดิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ส.ค.2563 - &amp;nbsp;ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์เนื้อหาและรูปบนเฟซบุ๊ก ว่าเกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง มีพื้นที่ 134 ไร่ ชื่อเกาะมันใน ครั้งหนึ่งในอดีต เกาะแห่งนี้เคยเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระราชินีองค์หนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 2518 เกาะกลายเป็นของแผ่นดิน เพราะราชินีองค์นั้นพระราชทานให้กรมประมง จุดประสงค์คือเพื่อดูแลอนุรักษ์เต่าทะเล ปัจจุบัน กรมทรัพยากรทางทะเลฯ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ เป็นเกาะแห่งเดียวในประเทศไทย ที่มีเป้าหมายเพื่อดูแลเต่าโดยเฉพาะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;45 ปีที่ผ่านมา มีลูกเต่านับหมื่นเคยอยู่ที่นี่ก่อนลงสู่ท้องทะเล มีพ่อเต่าแม่เต่านับพันเคยพักรักษาตัว ก่อนกลับบ้านเพื่อสืบสายพันธุ์อีกครั้ง ณ เวลานี้ พ่อเต่าแม่เต่าลูกเต่าหลายตัวก็ยังอยู่บนเกาะ &amp;nbsp;บ่อใหญ่ 30 ไร่ในทะเล ยังเป็นที่พักพิงสุดท้ายของเต่าบาดเจ็บจากการติดขยะทะเล ขาขาด พิการจนไม่สามารถกลับบ้านได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกาะมันในยังเป็นแหล่งรวมความหลากหลายของระบบนิเวศ ทั้งทะเลทั้งบก แนวปะการังสมบูรณ์ตามธรรมชาติที่สุดแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกก็อยู่ที่นี่ ยังเป็นแหล่งฝึกงานของนิสิตวิทยาศาสตร์ทางทะเล/ประมง หลายต่อหลายรุ่น หลายต่อหลายมหาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเคยมาฝึกงานที่มันในตั้งแต่เป็นนิสิต กลับมาคุมลูกศิษย์ฝึกงานก็ที่เกาะมันใน ยังมีผู้มาเยือนเดินทางมาเกาะมันในปีละหลายพัน บางปีนับหมื่น ความรักทะเล รักเต่าทะเล ของคนหลายคน ของเด็กหลายคน เริ่มต้นที่นี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;45 ปี ตัวเลขความรักคือเท่าไหร่ ? ทั้งหลายทั้งปวงนั้น เริ่มต้นที่ราชินีองค์หนึ่ง พระราชทานเกาะให้เต่า ผมไม่ทราบว่าโลกนี้เคยมีราชินีองค์ไหนยกเกาะให้เต่าบ้าง ผมหาไม่เจอ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โลกนี้ยังมีเรื่องเล่ามากมาย แต่มีความจริงที่สายตาเห็นบางประการ เห็น &amp;ldquo;ความจริง&amp;rdquo; ได้แม้จากภาพที่ได้มาจากดาวเทียม ไม่ว่ากาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงไหน เกาะมันในก็คือเกาะของเต่า ประจักษ์พยานของความรักที่ทรงมอบให้แก่ท้องทะเล ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74166</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะประมง, นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล, ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล, เกาะมันใน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200812/image_big_5f3335dca7f5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71328</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2020 10:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2020 11:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิจัยอนุรักษ์เอกลักษณ์พันธุกรรม&#039;ปลากัดไทย&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลากัดสวยงาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลากัด (Betta splendens) นับว่าเป็นปลาพื้นเมืองของไทย พบในแหล่งน้ำทั่วทุกภาค เป็นสัตว์น้ำยอดนิยมที่คนเพาะเลี้ยงไว้ดูเล่นมากที่สุดและเป็นสัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้เพื่อแข่งขัน ที่เรียกว่าแข่งขัน &amp;quot;ปลากัด&amp;quot; ซึ่งเป็นการละเล่นสืบทอดมาตั้งสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นจนถึงปัจจุบัน &amp;quot;ปลากัดไทย&amp;quot; จึงได้รับการยกย่องให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ด้วยการพัฒนาของบ้านเมืองที่เจริญขึ้น ส่งผลให้แหล่งน้ำที่อยู่อาศัยของปลากัดได้รับผลกระทบ สุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ อีกทั้งการเพาะพันธุ์ทำให้ปลากัดมีความหลากหลายจนยากที่จะรู้ได้ว่าเป็นพันธุ์ดั้งเดิมหรือไม่ ดังนั้นการรักษาพันธุกรรมของปลากัดจึงมีความสำคัญอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยเหตุนี้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสมาคมปลากัด แถลงข่าวจัดทำโครงการการวิจัยเพื่อการอนุรักษ์เอกลักษณ์ทางพันธุกรรมปลากัดพื้นเมืองอย่างยั่งยืน และการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพเชิงเศรษฐกิจ เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางของความร่วมมือระหว่างองค์กรที่มีความสนใจในการทำงานวิจัยด้านปลากัด พร้อมศึกษา ค้นคว้า และจัดทำฐานข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ ผู้จัดการโครงการส่งเสริมกิจกรรมการให้ทุนวิจัยมุ่งเป้า สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (สพภ.) กล่าวว่า ด้วยจุดประสงค์เพื่อการอนุรักษ์เอกลักษณ์ทางพันธุกรรมปลากัดพื้นเมืองอย่างยั่งยืน และการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งหน่วยงานที่ได้มีส่วนร่วมในโครงการวิจัยนี้ล้วนมีความสนใจในการทำงานวิจัยด้านปลากัด ทั้งการศึกษา ค้นคว้า และจัดทำฐานข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ อนุกรมวิธาน เอกลักษณ์ทางพันธุกรรม นิเวศวิทยา และการแพร่กระจายของปลากัดป่า ซึ่งอาศัยอยู่ในแหล่งธรรมชาติของประเทศไทย และทำการเก็บรักษาเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมของปลากัดด้วยเทคโนโลยีการแช่แข็งเซลล์และการโคลนนิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลากัดป่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.ดร.ครศร ศรีกุลนาถ อาจารย์ประจำภาควิชาพันธุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะประธานโครงการ กล่าวว่า ในโครงการวิจัยนี้ต้องการที่จะทำการวิจัยอย่างเจาะลึกถึงเอกลักษณ์ การเพาะพันธุ์ แหล่งที่อยู่อาศัยของปลากัด จากที่มีการเพาะเลี้ยงทั่วไปตามวิถีชาวบ้าน เพื่อทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงสุด โดยการดำเนินการในเฟสแรกในระยะเวลา 3 ปี จะทำการศึกษาหลักๆ คือ 1.ทำการศึกษาสำรวจปลากัดทุกประเภท ทั้งปลากัดป่าที่อยู่ตามธรรมชาติ อาศัยอยู่ตรงแหล่งน้ำไหนบ้าง ซึ่งหากในระหว่างการสำรวจพบว่าแหล่งน้ำนี้ปลากัดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ก็จะต้องทำการอนุรักษ์ อย่างปลากัดมหาชัยในพื้นที่สมุทรสาครก็มีความเสี่ยง เพราะมีโรงงานอุตสาหกรรมเยอะ และมีบางจุดกลายเป็นชุมชนเมือง ดังนั้นเราอาจจะต้องวางกรอบแบบแผนในการอนุรักษ์ต่อไป&amp;nbsp;2.การศึกษาในระดับจีโนม เพื่อเก็บรักษาพันธุกรรมของปลากัดสายพันธุ์ดั้งเดิม ซึ่งในขณะนี้มีการทำสำเร็จ 2 ชนิด ได้แก่ ปลากัดมหาชัย และปลากัดอมไข่กระบี่ หรือปลากัดหัวโม่งกระบี่ (Betta simplex)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถัดมา 3.การพัฒนาเทคนิคการแช่แข็งเซลล์และวิธีการโคลนนิงต่างๆ เพื่อโคลนนิงปลากัดกลับมาอีกครั้ง เพราะในการพบปลากัดพันธุ์ดั้งเดิมนั้นจะพบได้ แต่อาจจะมองยากมาก ดังนั้นการวิจัยนี้อาจจะเป็นช่องทางช่วยในการเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐานในการรู้ลักษณะของพันธุ์ดั้งเดิมเอาไว้ และนำไปสู่การส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้มีการพัฒนาปลากัดอย่างเวียดนาม จีน มาเลเซีย และในแถบประเทศยุโรป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; เราจึงต้องเร่งอนุรักษ์และพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ เพื่อไม่ให้สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับชนิดและสายพันธุ์ของปลากัดไทยในอนาคต&amp;quot; ประธานโครงการ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.ครศร ศรีกุลนาถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านนายโชค เพ็งดิษฐ์ นายกสมาคมปลากัด กล่าวว่า จากการสืบค้น ปลากัดมีการเพาะเลี้ยงมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ เพราะจากหลักฐานพบบันทึกเกี่ยวกับกฎหมายเรื่องการกัดปลาเหมือนกับการตีไก่ และมีการอ้างอิงจากภาพถ่ายที่มีการกัดปลาในเชิงการละเล่นและการพนัน จนเกิดเป็นวัฒนธรรมการเลี้ยงปลากัด ด้วยอุปนิสัยที่มีความดุ หวงถิ่นอาศัย ทำให้แม้จะเป็นพวกเดียวกันก็กัดกันเองโดยธรรมชาติ และปลากัดก็ยังสามารถพบได้ตามแหล่งน้ำทั่วไป กินง่าย ทำให้คนเริ่มนำปลากัดมาเลี้ยงและกัดแข่งขันกัน ในส่วนของสายพันธุ์ปลากัด อาทิ ปลากัดหม้อ ปลากัดลูกผสม ปลากัดจีน ปลากัดเขมร ปลากัดทุ่ง และอื่นๆ อีกจำนวนมาก คาดว่ามีผู้เลี้ยงเพาะพันธุ์ในไทยไม่ต่ำกว่า 10,000 คน แต่ที่อยู่ในสมาคมอีกประมาณ 1,300 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;การที่ปลากัดได้รับการยกย่องให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการมุ่งมั่นอนุรักษ์ ซึ่งการร่วมมือโครงการในการเป็นธนาคารมอบตัวพันธุ์ปลากัดแท้ให้นำไปศึกษา สู่การพัฒนาเทคนิคในการเก็บรักษายีนต่างๆ ที่จะสามารถช่วยในการผสมพันธุ์ หรือทำให้เกิดสีปลาใหม่ๆ และยังสามารถสร้างมาตรฐานในการคัดเลือกปลากัดสวยงาม ในการมองดูว่าปลากัดตัวนี้เป็นพันธุ์แท้หรือไม่แท้อีกด้วย&amp;quot; นายกสมาคมปลากัด กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71328</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลากัดสัตว์น้ำประจำชาติ, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, รักษาพันธุกรรมปลากัด, วช., สมาคมปลากัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200713/image_big_5f0c3e21982ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2020 10:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2020 10:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วรขัตติยราชนารี&#039;บทเพลงเฉลิมพระเกียรติวันคล้ายวันประสูติ  นำเสียง&#039;กู่เจิง&#039;ทรงโปรดสื่อวัฒนธรรมเชื่อมไทย-จีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ เครือข่ายกลุ่มพสกนิกรผู้จงรักภักดีและภาคเอกชน &amp;nbsp;โดยการนำของ ศ.&amp;nbsp;อุทัยรัตน์ ณ นคร และนายณัฐพัชร โชติพรพันธ์ ศูนย์นวัตกรรมดนตรีและท่องเที่ยว สถาบันภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมศึกษาราชนครินทร์ และภาควิชาดนตรี คณะมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ผลิตบทเพลงและวิดีทัศน์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี&amp;nbsp; ชื่อเพลง&amp;ldquo;วรขัตติยราชนารี&amp;rdquo;เพื่อน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณและถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงอุทิศพระวรกายทรงงานอย่างหนัก ทั้งทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และด้านการแพทย์ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติเป็นที่ประจักษ์แก่นานาอารยประเทศ ในโอกาสมหามงคลวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 4 กรกฎาคม 2563&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับเครือข่ายกลุ่มพสกนิกร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้จงรักภักดี โดยการนำของ ศ.อุทัยรัตน์ ณ นคร&amp;nbsp; นายณัฐพัชร โชติพรพันธ์ &amp;nbsp;ศูนย์นวัตกรรมดนตรีและท่องเที่ยว สถาบันภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมศึกษาราชนครินทร์ และภาควิชาดนตรี&amp;nbsp;คณะมนุษยศาสตร์ มก. จัดทำบทเพลงและวิดีทัศน์เฉลิมพระเกียรติชื่อเพลง &amp;ldquo;วรขัตติยราชนารี&amp;rdquo; เพื่อแสดงความจงรักภักดีและถวายพระพรชัยมงคล โดยชื่อเพลงได้อัญเชิญสร้อยพระนามของพระองค์ เพื่อน้อมถวายพระเกียรติยศที่ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระอิสริยยศเฉลิมพระนามเป็น &amp;ldquo;สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;วรขัตติยราชนารี&amp;rdquo; ในรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งบทเพลงนี้ได้รับพระราชทานพระอนุญาตจากสมเด็จเจ้าฟ้า ฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ให้เผยแพร่แล้ว จากนี้ไปประชาชนจะได้รับฟังและชมมิวสิควิดีโอ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกทั้งสามารถนำไปขับร้องในโอกาสมหามงคลเฉลิมฉลองที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ท่านต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายณัฐพัชร โชติพรพันธ์ นิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ริเริ่มและจัดทำบทเพลงเฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า บทเพลง &amp;ldquo;วรขัตติยราชนารี&amp;rdquo; เป็นบทเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ ความยาว 4.23 นาที เป็นความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะจัดทำบทเพลงเฉลิมพระเกียรติถวายแด่พระองค์ท่าน เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้&amp;nbsp; ประพันธ์คำร้องโดย อนิรุธ &amp;nbsp;ณ สงขลา และ จรัสพร มุขพรหม /ประพันธ์ทำนองโดย อัทธ์ &amp;nbsp; หัตถกุลโกวิท และ พรกมล มุตตามระ / เรียบเรียงเสียงประสาน โดย ธนภาค ไชยสร / บรรเลง โดย วงดุริยางค์เครื่องลมแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ &amp;nbsp;K.U. Wind Symphony สำหรับนักร้อง ได้แก่ ศิลปิน &amp;ldquo;อุ๊&amp;rdquo; หฤทัย ม่วงบุญศรี &amp;ldquo;พินต้า&amp;rdquo; ณัฐนิช รัตนเสรีเกียรติ และ &amp;ldquo;เรนโบว์&amp;rdquo; บุษยพัชร อุ่นจิตติกุล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจารย์สุรพล ธัญญวิบูลย์ ผู้อำนวยการด้านดนตรีและผู้อำนวยเพลง อาจารย์ประจำภาควิชาดนตรี และประธานศูนย์นวัตกรรมดนตรีและท่องเที่ยว สถาบันภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมศึกษาราชนครินทร์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;กล่าวถึงแนวคิดในการเรียบเรียงบทเพลงว่า บทเพลงเริ่มต้นจากการอ่านบทอาศิรวาท ซึ่งประพันธ์โดย รศ.ดร.นัทธนัย ประสานนาม จากภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยใช้เสียงเครื่องดนตรีกีต้าร์ คลาสิคบรรเลงคลอประกอบการอ่านโดย สุริยน ศรีอรทัยกุล และ สาลินี ปันยารชุน เมื่อจบบทนำเสียงของวงดนตรี&amp;nbsp;&amp;nbsp;K.U. Wind Symphony จะรับขึ้นด้วยท่วงทำนองที่ยิ่งใหญ่และสง่างาม บรรยายถึงพระกรณียกิจใหญ่น้อยเพื่อพสกนิกร และได้ยินเสียงแซ่ซ้องของพสกนิกรที่มาร่วมพลังแสดงความจงรักภักดี นอกจากนี้ในบทเพลงยังนำเสียงเครื่องดนตรี กู่เจิง ที่สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงโปรด มาสื่อให้เห็นถึงการใช้วัฒนธรรมเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีน อย่างแน่นแฟ้น ต่อด้วยการนำ ซอด้วงมาบรรเลงทำนองเพลงมหาชัยทางไทย สอดประสานไปกับเสียงของกู่เจิงเครื่องดนตรีจีน ปิดท้ายบทเพลงด้วยความยิ่งใหญ่โดยการนำทำนองบางส่วนจากบทเพลงมหาชัยทางสากล มาบรรเลง ซึ่งเพลงมหาชัย ถือเป็นเพลงเคารพหรือเพลงคำนับพระบรมวงศ์ เปรียบเสมือนพสกนิกรได้แสดงความจงรักภักดีต่อสมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยรราชนารี ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.ดร.กิติมา อินทรัมพรรย์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การผลิตบทเพลงและวิดีทัศน์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี&amp;nbsp; ในครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของคณาจารย์ และนิสิต ทั้งนิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบัน โดยเฉพาะนิสิตวงดุริยางค์เครื่องลมแห่งมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ &amp;nbsp;(K.U. Wind Symphony) และวงดนตรีไทย ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์บทเพลง &amp;ldquo;วรขัตติยราชนารี&amp;rdquo; ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระองค์ท่าน และบทเพลงนี้ จะนำไปใช้เป็นครั้งแรกในพิธีถวายพระพรชัยมงคล เนื่องโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ซึ่ง มก.จัดขึ้นในวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา และในปีต่อไป ตลอดจนในวาระมหามงคลที่เกี่ยวข้องกับพระองค์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70473</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดง.จงรัก วัชรินทร์รัตน์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, วันคล้ายวันประสูติ 4 ก.ค.2563, สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ  กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200704/image_big_5efff3a37ca44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66089</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2020 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2020 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มก.แจกกล้าไม้คุณภาพเสริมรายได้ช่วงโควิด -เพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoSubtitle&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoSubtitle&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 16 พ.ค.นายณัฐวัฒน์ คลังทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานสถานีวิจัยและป่าสาธิต &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีนโยบาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้แต่ละส่วนงานจัดทำโครงการ/กิจกรรมช่วยเหลือประชาชนคนไทยที่ประสบความเดือดร้อน ภายใต้แผนยุทธศาสตร์เชิงรุก 8 ด้านของมหาวิทยาลัย เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศอย่างเร่งด่วนและเพื่อขับเคลื่อนสู่ฐานวิถีชีวิตเกษตรใหม่ ดังนั้น คณะวนศาสตร์ ซึ่งมีหน่วยงานสถานีวิจัยและฝึกนิสิตวนศาสตร์กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคของประเทศไทยจำนวน 8 แห่ง และงมีกิจกรรมผลิตกล้าไม้ประจำปีเพื่อนำไปปลูกทดลอง ปลูกฟื้นฟูในพื้นที่สถานีวิจัย สนับสนุนกิจกรรมสาธารณะของโรงเรียน วัด หน่วยงานราชการ และจำหน่ายเป็นรายได้มาอย่างต่อเนื่อง จึงได้จัดโครงการ &amp;ldquo;ปันกล้าเพื่อสังคม&amp;rdquo; แบ่งปันกล้าไม้ที่มีอยู่ในเรือนเพาะชำของสถานีวิจัยให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนได้นำไปปลูกในพื้นที่ตนเอง ซึ่งอย่างน้อยเป็นการช่วยเสริมให้กับประชาชนสามารถมีรายได้ในอนาคตจากไม้เศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง และยังช่วยให้พื้นที่ป่าของประเทศเพิ่มมากขึ้นด้วยกล้าไม้ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับกล้าไม้ที่จัดเตรียมแจกจ่ายแก่ประชาชน มีประมาณ 20,000 กล้า ประกอบด้วย ตะเคียนทอง แดง ประดู่ป่า พะยูง หลุมพอ ยางนา พะยอม กระถินลูกผสม กฤษณา เหรียง ชะมวง สะตอ สำรอง หย่อง ลูกดิ่ง สมอดีงู สมอพิเภก มะค่าโมง ฯลฯ โดยกล้าไม้ที่แจกมีขนาดความสูงประมาณ 20-40 เซนติเมตร จากเรือนเพาะชำของสถานีวิจัย มก. 4 แห่ง ดังนี้ &lt;/p&gt;


	สถานีวิจัยและฝึกนิสิตวนศาสตร์วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา โทร 081-8763023 
	สถานีวิจัยและฝึกอบรมวนเกษตรตราด จ.ตราด โทร. 091-4085556 
	สถานีวิจัยและฝึกนิสิตวนศาสตร์หาดวนกร จ.ประจวบคีรีขันธ์ โทร. 085-1518798 
	สถานีวิจัยวนศาสตร์พังงา จ.พังงา โทร. 087-8679061


&lt;p class=&quot;MsoSubtitle&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากโรคระบาดโควิด-19 และมีความประสงค์จะขอรับกล้าไม้เศรษฐกิจ จะต้องแจ้งให้สถานีวิจัยฯทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน ก่อนวันรับกล้าไม้ โดยต้องระบุชนิดและจำนวนที่ต้องการ ทั้งนี้สามารถรับกล้าไม้ได้ไม่เกิน 100 กล้าต่อคน และต้องเดินทางไปรับกล้าไม้ ณ ที่ตั้งของสถานีวิจัยฯ เท่านั้น เมื่อมาถึงสถานีวิจัยฯ ที่เป็นสถานที่รับกล้าไม้ ผู้มารับกล้าไม้จะต้องกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มที่ทางสถานีวิจัยฯ จัดเตรียมไว้ให้เสร็จเรียบร้อย พร้อมยื่นเอกสารสำเนาบัตรประชาชน ก่อนจะรับกล้าไม้จากเรือนเพาะชำ พร้อมถ่ายภาพเป็นหลักฐานประกอบ ทั้งนี้ ขอสงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19เท่านั้น เนื่องจากกล้าไม้มีจำนวนจำกัด สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ ศูนย์ประสานงานสถานีวิจัยและป่าสาธิต คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 093-5780684&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoSubtitle&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoSubtitle&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoSubtitle&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66089</URL_LINK>
                <HASHTAG>มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, วนศาสตร์, แจกกล้าไม้คุณภาพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200516/image_big_5ebfabc4c2222.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
