<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107282</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 20:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 20:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มทส. ส่งมอบช่อดอกกัญชาแห้ง 115 กก. ให้กรมการแพทย์แผนไทยฯผลิต 2 ตำรับยา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย.64 - ที่สวนเกษตรเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายกอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีส่งมอบผลผลิตกัญชาส่วนช่อดอกแห้ง จำนวน 115 กิโลกรัม จากโครงการผลิตกัญชาเชิงคุณภาพเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ให้แก่ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพงษ์ &amp;nbsp;แพสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เป็นผู้ส่งมอบแก่ นายแพทย์ ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ &amp;nbsp;รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร. หนึ่ง เตียอำรุง คณบดีสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มทส. และหัวหน้าหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา &amp;nbsp;เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธี ภายใต้มาตรการการป้องกันโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสตราจารย์ ดร. หนึ่ง เตียอำรุง คณบดีสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มทส. เปิดเผยว่า &amp;ldquo;โครงการผลิตกัญชาเชิงคุณภาพเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ &amp;nbsp;มทส. ได้มุ่งค้นคว้า วิจัย และพัฒนานวัตกรรม ในการสร้างกลไกให้เกิด Ecosystem เกี่ยวกับห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และ ปลายน้ำ เพื่อสร้างห่วงโซ่แห่งคุณค่าให้กับพืชเศรษฐกิจใหม่ กัญชง และ กัญชา รวมถึงพืชสมุนไพร โดยในระยะแรกเริ่ม &amp;nbsp;เป็นการสร้างกิจกรรมส่งเสริมการปลูก &amp;nbsp;การพัฒนานวัตกรรมการ และเทคโนโลยีการปลูก การพัฒนาสายพันธุ์กัญชา ควบคู่กับการจับคู่กับหน่วยงานภาครัฐ รวมถึง มหาวิทยาลัย เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร &amp;nbsp;บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม หน่วยวิจัย และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน &amp;nbsp; รวมถึงการพัฒนาสู่การเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมกัญชาคุณภาพของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลักดันการใช้ประโยชน์พืชกัญชง-กัญชาทางการแพทย์และสาธารณสุข ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง มหาวิทยาลัย กับกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;ในการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์กัญชาคุณภาพทางการแพทย์ &amp;nbsp;ด้วยการส่งมอบกัญชาส่วนช่อดอกแห้ง จำนวน 115 กิโลกรัม เพื่อเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตยาแผนไทย 2 ตำรับ คือ ผลิตน้ำมันตำรับเมตตาโอสถ และตำรับการุณย์โอสถ ภายใต้การผลิตที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย เป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้เข้าถึงกัญชาคุณภาพ เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในการบำบัดรักษา และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดี มทส. กล่าวว่า โครงการผลิตกัญชาเชิงคุณภาพเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ มทส. ใช้เวลาเพียงหนึ่งปีครึ่ง โครงการฯ ได้ดำเนินการสู่รอบการผลิตรุ่นที่ 4 แล้ว แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของทีมนักวิจัยในการศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับกัญชาสายพันธุ์ไทย นับแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ การเพาะปลูก ดูแล รักษา และเก็บเกี่ยวผลผลิต กระทั่งสามารถจัดอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่วิสาหกิจชุมชนแล้วหลายรุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถือเป็นความสำเร็จนับแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ &amp;nbsp;รวมถึง การส่งมอบผลผลิตกัญชา ในส่วนของช่อดอกแห้ง ให้แก่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตยาแผนไทย ถือเป็นความสำเร็จ และภาคภูมิใจร่วมกัน ในฐานะสถาบันการศึกษาซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ที่ได้ศึกษา วิจัยและค้นคว้า นวัตกรรมทางการเกษตร สร้างโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์กัญชาคุณภาพ สร้างรายได้สู่วิสาหกิจชุมชน ผ่านความร่วมมืออันดียิ่งจากหน่วยงานภาครัฐทั้งจากส่วนกลาง และท้องถิ่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107282</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชา, จังหวัดนครราชสีมา, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d1ea8876251.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105055</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เอนก” รมว.อว. เยี่ยมศูนย์ฉีดวัคซีน ม.ธรรมศาสตร์ รับ 2,000 คนต่อวัน ย้ำ 7 มิ.ย.นี้ ได้ฉีดแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.เช้านี่ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. และคณะผู้บริหาร อว. เดินทางมาตรวจเยี่ยมศูนย์รับวัคซีนโควิด-19 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)&amp;nbsp; ที่ยิมเนเซียม 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ให้การต้อนรับ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังการตรวจเยี่ยม ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เปิดเผยว่า ตนมาให้กำลังใจ เพราะในเวลานี้เราต้องให้กำลังใจกันให้มากที่สุด ที่สำคัญ ไม่ว่าประเทศจะเจอสถานการณ์ยากลำบากแค่ไหน เราก็ทำได้ สู้ได้เสมอเรื่องวัคซีน รัฐบาลไม่ได้นิ่งดูดาย แต่ทุกอย่างไม่ได้มาได้อย่างฉับพลันอย่างที่ใจเราต้องการ แต่ขอให้มั่นใจว่าวัคซีนมาแน่ 7 มิ.ย.ได้ฉีดแน่ ทุกยี่ห้อดีหมด&amp;nbsp; และ จากนี้ไป ถ้าเปรียบเทียบเป็นการรบ ก็คือช่วงของการรุกโดยการฉีดวัคซีนให้ได้เร็วและมากที่สุดเพื่อที่เราจะรบชนะในสงครามไวรัสครั้งนี้ให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ทำ รพ.สนาม จากนั้นในเวลาอันรวดเร็วมหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็ลุกขึ้นมาทำเช่นกัน ทั้งที่มีโรงเรียนแพทย์และไม่มีโรงเรียนแพทย์ ขั้นต่อมาก็คือการเป็นศูนย์ฉีดวัคซีน ทั้งมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ ของ อว.พร้อมเข้ามาทำเป็นศูนย์ฉีดวัคซีนทั่วประเทศ เป็น อว.ที่ออกมาจากหอคอยงาช้าง ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะดูแลประชาชนให้ดีที่สุด&amp;rdquo;ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า&amp;nbsp; ธรรมศาสตร์เกิดขึ้นจากความเดือดร้อนของประชาชน และธรรมศาสตร์พร้อมเสมอในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน&amp;nbsp; และหากจะรบให้ชนะ การเป็นสถานที่รองรับและรักษาผู้ป่วยอย่างเดียวคงไม่ได้ สิ่งที่จะทำให้ชนะได้คือ การระดมฉีดวัคซีนให้คนไทยได้มากที่สุด ธรรมศาสตร์จึงจัดตั้งศูนย์รับวัคซีนขึ้น รับได้จำนวน 2,000 คนต่อวัน ถือเป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากบางซื่อ เป็นระยะเวลา 6 เดือน ดังนั้น การประกาศเปิดศูนย์รับวัคซีนในวันนี้ จึงเป็นการบันทึกหมุดหมายอีกหน้าหนึ่งของธรรมศาสตร์ ว่าธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยที่รับใช้ประชาชนตามความตั้งใจของผู้ประศาสตร์การปรีดี พนมยงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. กล่าวว่า ขณะนี้ ศบค.ได้เห็นชอบให้ อว.จัดตั้งหน่วยให้บริการฉีดวัคซีนส่วนกลางจำนวน 11 หน่วย ซึ่งขณะนี้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้อนุมัติวัคซีนโควิด-19 ให้กับ อว. แล้ว โดยจะเริ่มฉีดได้ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.เป็นต้นไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัด อว.กล่าวต่อว่า สำหรับในพื้นที่ต่างจังหวัดอว.ได้มีการทำงานและประสานงานร่วมกับ สสจ. เพื่อกำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีโรงพยาบาลเป็นหน่วยฉีดวัคซีน&amp;nbsp; ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี&amp;nbsp; เป็นต้น&amp;nbsp; นอกจากนี้ก็ยังมีสถาบันอุดมศึกษาที่ไม่มีโรงพยาบาลในสังกัดหลายแห่งได้รับความไว้วางใจให้เป็นหน่วยฉีดวัคซีนของจังหวัดเช่นกัน เช่น มรภ.ราชนครินทร์&amp;nbsp; มรภ.สุรินทร์ และ มรภ.เพชบูรณ์ เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105055</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการอุดมศึกษา-วิทยาศาสตร์-วิจัยและนวัตกรรม, ดร.เอนก-เหล่าธรรมทัศน์, ม.ธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, รศ.เกศินี-วิฑูรชาติ, วัคซีน, ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์-ทรงศิวิไล, ศ.ดร.สุรพล-นิติไกรพจน์, ศูนย์ฉีดวัคซีน, สสจ., อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อว., โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210602/image_big_60b7475474bd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105054</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เอนก” รมว.อว. เยี่ยมศูนย์ฉีดวัคซีน ม.ธรรมศาสตร์ รับ 2,000 คนต่อวัน ย้ำ 7 มิ.ย.นี้ ได้ฉีดแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.เช้านี่ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. และคณะผู้บริหาร อว. เดินทางมาตรวจเยี่ยมศูนย์รับวัคซีนโควิด-19 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)&amp;nbsp; ที่ยิมเนเซียม 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ให้การต้อนรับ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังการตรวจเยี่ยม ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เปิดเผยว่า ตนมาให้กำลังใจ เพราะในเวลานี้เราต้องให้กำลังใจกันให้มากที่สุด ที่สำคัญ ไม่ว่าประเทศจะเจอสถานการณ์ยากลำบากแค่ไหน เราก็ทำได้ สู้ได้เสมอเรื่องวัคซีน รัฐบาลไม่ได้นิ่งดูดาย แต่ทุกอย่างไม่ได้มาได้อย่างฉับพลันอย่างที่ใจเราต้องการ แต่ขอให้มั่นใจว่าวัคซีนมาแน่ 7 มิ.ย.ได้ฉีดแน่ ทุกยี่ห้อดีหมด&amp;nbsp; และ จากนี้ไป ถ้าเปรียบเทียบเป็นการรบ ก็คือช่วงของการรุกโดยการฉีดวัคซีนให้ได้เร็วและมากที่สุดเพื่อที่เราจะรบชนะในสงครามไวรัสครั้งนี้ให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ทำ รพ.สนาม จากนั้นในเวลาอันรวดเร็วมหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็ลุกขึ้นมาทำเช่นกัน ทั้งที่มีโรงเรียนแพทย์และไม่มีโรงเรียนแพทย์ ขั้นต่อมาก็คือการเป็นศูนย์ฉีดวัคซีน ทั้งมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ ของ อว.พร้อมเข้ามาทำเป็นศูนย์ฉีดวัคซีนทั่วประเทศ เป็น อว.ที่ออกมาจากหอคอยงาช้าง ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะดูแลประชาชนให้ดีที่สุด&amp;rdquo;ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า&amp;nbsp; ธรรมศาสตร์เกิดขึ้นจากความเดือดร้อนของประชาชน และธรรมศาสตร์พร้อมเสมอในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน&amp;nbsp; และหากจะรบให้ชนะ การเป็นสถานที่รองรับและรักษาผู้ป่วยอย่างเดียวคงไม่ได้ สิ่งที่จะทำให้ชนะได้คือ การระดมฉีดวัคซีนให้คนไทยได้มากที่สุด ธรรมศาสตร์จึงจัดตั้งศูนย์รับวัคซีนขึ้น รับได้จำนวน 2,000 คนต่อวัน ถือเป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากบางซื่อ เป็นระยะเวลา 6 เดือน ดังนั้น การประกาศเปิดศูนย์รับวัคซีนในวันนี้ จึงเป็นการบันทึกหมุดหมายอีกหน้าหนึ่งของธรรมศาสตร์ ว่าธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยที่รับใช้ประชาชนตามความตั้งใจของผู้ประศาสตร์การปรีดี พนมยงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. กล่าวว่า ขณะนี้ ศบค.ได้เห็นชอบให้ อว.จัดตั้งหน่วยให้บริการฉีดวัคซีนส่วนกลางจำนวน 11 หน่วย ซึ่งขณะนี้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้อนุมัติวัคซีนโควิด-19 ให้กับ อว. แล้ว โดยจะเริ่มฉีดได้ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.เป็นต้นไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัด อว.กล่าวต่อว่า สำหรับในพื้นที่ต่างจังหวัดอว.ได้มีการทำงานและประสานงานร่วมกับ สสจ. เพื่อกำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีโรงพยาบาลเป็นหน่วยฉีดวัคซีน&amp;nbsp; ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี&amp;nbsp; เป็นต้น&amp;nbsp; นอกจากนี้ก็ยังมีสถาบันอุดมศึกษาที่ไม่มีโรงพยาบาลในสังกัดหลายแห่งได้รับความไว้วางใจให้เป็นหน่วยฉีดวัคซีนของจังหวัดเช่นกัน เช่น มรภ.ราชนครินทร์&amp;nbsp; มรภ.สุรินทร์ และ มรภ.เพชบูรณ์ เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105054</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ม.ธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, รศ.เกศินี วิฑูรชาติ, วัคซีน, ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล, ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์, ศูนย์ฉีดวัคซีน, สสจ., อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อว., โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210602/image_big_60b7475474bd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66793</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2020 16:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2020 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักเปิบสะดุ้ง! ศูนย์วิจัยพบพยาธิใบไม้ใน &#039;ปลาร้า-ปลาส้มดิบ&#039; จากแหล่งน้ำจืดและตลาดภาคอีสาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค.63 - เพจเฟซบุู๊ก PDRC ศูนย์วิจัยโรคปรสิต สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โพสต์คลิปพยาธิใบไม้ตับที่เก็บมาจากแหล่งน้ำจืด พร้อมข้อความระบุว่า มาดูคลิปพยาธิใบไม้ตับที่เก็บมาจากปลาขาวนา ปลาตะเพียน ปลากระสูบจากตามแหล่งน้ำจืด ได้ระยะติดต่อแล้วก็นำไปป้อนหนูแฮมสเตอร์แล้วเลี้ยง 1 เดือน ก็ได้พยาธิใบไม้ตับยั้วเยี้ยเลย ฉะนั้น ถ้าท่านชอบทานก้อยปลาดิบ ปลาร้า ปลาส้มดิบ ท่านก็อาจจะติดพยาธินี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ เพจดังกล่าวได้เปิดเผยผลสำรวจพยาธิใบไม้ตับและใบไม้ลำไส้ขนาดเล็กในปลาร้าและปลาส้มจาก 73 ตลาด ในภาคอีสาน โดยมีเนื้อหาดังนี้ สำหรับคอปลาร้า ปลาส้ม มาดูกันว่ามีพยาธิมากน้อยขนาดไหนในจังหวัดของท่าน แล้วดิบๆ นี่ควรจะทำอย่างไรให้ไร้พยาธิ มีการสำรวจตรวจพยาธิใบไม้ตับและใบไม้ลำไส้ขนาดเล็กในปลาร้าและปลาส้มจาก 73 ตลาด ใน 20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (SudaratOnsurathum et al., 2016) พบการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับและพยาธิใบไม้ลำไส้ขนาดเล็ก 9.58 % (7/73) ส่วนใหญ่พบในปลาร้า และเป็นตัวอย่างที่เก็บมาจากศรีสะเกษ สกลนคร ขอนแก่น มุกดาหาร และอุดรธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำรวจปลาส้มจาก 20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มาตรวจหาระยะติดต่อพยาธิใบไม้ตับ (metacercaria:mc) พบ 20.2% โดยมีความหนาแน่นของเชื้ออยู่ระหว่าง 1 - 268 mc/kg (Ratchadawan Aukkanimart et al., 2017)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำรวจปลาร้าและปลาส้ม จาก 5 อำเภอในจังหวัดอุดรธานีและ 7 อำเภอจากกาฬสินธุ์ (Nipawan Labbunruang &amp;amp; Jutharat Kulsantiwong 2019)
พบระยะติดต่อพยาธิใบไม้ตับในตัวอย่าง ปลาร้า 9.1% ปลาส้ม 42.9% พบระยะติดต่อพยาธิจากตัวอย่างในอำเภอเมือง กุมภวาปี และกุดจับ จังหวัดอุดรธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลาและอุณหภูมิต่ำจะมีผลต่อพยาธิใบไม้ตับในปลาส้ม (SudaratOnsurathum et al., 2016) ทำปลาส้มในห้องปฏิบัติการและปลาส้มที่เก็บมาจากตลาด เก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง ปลาส้มยังคงตรวจพบพยาธิระหว่างวันที่ 1-4 เมื่อนำระยะติดต่อพยาธิใบไม้ตับที่ตรวจเจอนี้ ไปป้อนให้หนูแฮมสเตอร์และเลี้ยง 1-2 เดือน นำมาฆ่าเพื่อตรวจดูพยาธิ พบการติดเชื้อ 52%, 44.7%, 11.3% และ 1% สำหรับระยะติดต่อพยาธิที่เก็บจากปลาส้มวันที่ 1, 2, 3 และ 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลาเก็บไว้ที่ 4 C นำมาทำปลาส้ม 3 วัน พบว่าปลาส้มวันที่ 1 และ 2 พบระยะติดต่อของพยาธิใบไม้ตับ และสามารถติดเชื้อหนูแฮมสเตอร์ได้ 3.3% และ 12.7% ขณะที่ปลาส้ม 3-5 วัน พยาธิไม่สามารถติดเชื้อในหนูแฮมสเตอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิธีกำจัดพยาธิใบไม้ตับอย่างง่ายๆ ในปลาเกล็ดขาวกลุ่มวงศ์ปลาตะเพียน อาทิ ปลาขาวนา ปลาขาวสร้อย ปลาตะเพียน ปลากระสูบ (Panupan Sripan et al., 2017)
&amp;lt;&amp;gt; ความร้อนด้วย microwaving (400 หรือ 800 W) หรือต้มที่ 90 องศาเซลเซียส ที่ 5 นาที สามารถฆ่าระยะติดต่อพยาธิได้
&amp;lt;&amp;gt; แช่แข็งที่ -20 องศาเซลเซียส 48 ชั่วโมง สามารถฆ่าระยะติดต่อพยาธิได้
&amp;lt;&amp;gt; ปลาส้ม แช่แข็งที่ -20 องศาเซลเซียส 24 ชั่วโมง สามารถฆ่าระยะติดต่อพยาธิได้
&amp;lt;&amp;gt; ปลาส้ม แช่แข็งที่ 4 องศาเซลเซียส 24-48 ชั่วโมง ไม่สามารถฆ่าระยะติดต่อพยาธิได้ เมื่อนำไปป้อนในแฮมสเตอร์เลี้ยง 1 เดือน ตรวจพบตัวเต็มวัย 40%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66793</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลาร้า-ปลาส้ม, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, โรคพยาธิใบไม้ในตับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200524/image_big_5eca35a366cc4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64054</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2020 18:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2020 18:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจ๋ง! นักวิจัย มทส. โชว์ 2 ผลงานนวัตกรรมลดแพร่ระบาดเชื้อไวรัส ส่งมอบ รพ.รามาฯ-รพ.วชิระ ใช้ประโยชน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เม.ย.63 -&amp;nbsp;ที่อาคารเครื่องมือ 3 ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ตำบลสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา รศ.ดร.กนต์ธร ชำนิประศาสน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและพัฒนาความเป็นสากล มทส. เป็นประธานในการแถลงข่าวผลงานวิจัยประกอบด้วย 1.เครื่องกำจัดและกรองอากาศด้วยระบบพลาสมาเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส และ 2.เครื่องกำเนิดโอโซนกำลังสูงเพื่ออบกำจัดเชื้อไวรัสในอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมี รศ.ดร.ชาญชัย ทองโสภา อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มทส. รศ.ดร.สุรพันธ์ ยิ้มมั่น คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) และ พล.ต.ภาณุพงศ์ สุวัณณุสส์ ผู้บัญชาการโรงเรียนช่างฝีมือทหาร สังกัดสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย ร่วมแถลงข่าวผลงานวิจัยและความร่วมมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.ชาญชัย ผู้พัฒนาผลงานวิจัยต้นแบบ เปิดเผยว่าผลงานการพัฒนานวัตกรรมทั้งสองชิ้น สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ที่ประเทศไทยและทั่วโลกต้องรับมือกับภาวะวิกฤติ COVID-19 ในฐานะนักวิจัยจะพัฒนาอุปกรณ์เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อของผู้ป่วยสู่บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ใช้บริการในสถานพยาบาล และในที่ชุมชนหนาแน่น จึงได้พัฒนาผลงานวิจัยจำนวน 2 เครื่องดังกล่าว&amp;nbsp;โดยมีระบบการทำงานดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.เครื่องกำจัดและกรองอากาศด้วยระบบพลาสมาเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส เป็นการออกแบบเพื่อสร้างเครื่องกำจัดเชื้อไวรัสในอากาศและตัวกรองอากาศทดแทนการใช้ตัวกรองอากาศแบบ HEPA filter ด้วยระบบพลาสมา เครื่องกำจัดเชื้อไวรัสในอากาศด้วยระบบพลาสมานั้นจะทำหน้าที่ในการดูดอากาศโดยรอบจากด้านบนของตัวเครื่อง ในระยะหวังผลประมาณ 15 เมตร หรือเทียบเท่ากับปริมาณอากาศที่ 300 ลูกบาศก์เมตร/นาที ผ่านเข้ามาในชุดกำเนิดพลาสมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เชื้อโรคหรือเชื้อไวรัสที่รวมมากับอากาศจะถูกกำจัดออกไป และเครื่องจะส่งอากาศบริสุทธิ์ที่ดีออกทางด้านล่างของตัวเครื่องแทน ซึ่งอากาศที่ถูกปล่อยออกมาจะมีความปลอดภัยต่อมนุษย์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงาน โดยเครื่องที่ออกแบบในครั้งนี้ มีขนาด กว้าง 0.6 X 1.2 X 2.5 เมตร มีกำลังงานไฟฟ้าที่ 500 W มีต้นทุนค่าใช้ไฟฟ้าเพียงชั่วโมงละ 2 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตัวกรองอากาศแบบพลาสม่าที่ออกแบบใช้ทดแทนกรองอากาศแบบ HEPA filter ซึ่งเป็นการกรองอากาศที่ต้องใช้แผ่นกรองในการดักจับอนุภาคขนาดเล็กในอากาศ แผ่นกรองอากาศในลักษณะนี้จะต้องมีการทำความสะอาดทุก ๆ เดือน เนื่องจากการสะสมของฝุ่นละอองต่าง ๆ ที่เข้าไป ซึ่งอาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานนั้นลดลงและจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนในทุก ๆ ปี อีกทั้งยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณและการบำรุงรักษา รวมถึงปัญหาการทิ้งทำลายที่ต้องอยู่ในการควบคุมทางสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อุปกรณ์ดังกล่าวยังสามารถออกแบบให้อุปมีขนาดและรูปทรงที่เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมและการใช้งานในพื้นที่จริงได้อีกด้วย เช่น โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า สนามบิน สถานีขนส่ง รวมถึงสถานที่ชุมชนแออัด เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เครื่องกำเนิดโอโซนกำลังสูงเพื่ออบกำจัดเชื้อไวรัสในอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ขนาดใหญ่&amp;nbsp;เป็นการออกแบบสร้างเครื่องกำเนิดโอโซนกำลังสูงเพื่อฆ่าเชื้อไวรัสสำหรับชุดและอุปกรณ์สวมใส่ รวมถึงเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ขนาดใหญ่ เช่น ชุดกาวน์ หน้ากาก หมวก รองเท้า เตียงนอนและรถเข็น เป็นต้น ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถใช้งานได้จริงในพื้นที่ของโรงพยาบาลหรือที่อื่น ๆ ระบบมีประสิทธิภาพสูงในการฆ่าเชื้อไวรัส ปลอดภัย ลดระยะเวลาในการฆ่าเชื้อโรคและประหยัดงบประมาณในการนำเข้า สามารถช่วยลดจำนวนผู้ป่วยและการสะสมของเชื้อไวรัสได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเครื่องกำเนิดโอโซนกำลังสูงที่ออกแบบมาในครั้งนี้มีขนาด กว้าง 0.9 X 1 X 0.5 เมตร สามารถผลิตก๊าซโอโซน (O3) ได้สูงสุดที่ 100g/ชม. กำลังงานโดยรวมเท่ากับ 1.5KW มีรูปแบบในการทำงานที่สำคัญคือ เป็นเครื่องที่ผลิตก๊าซโอโซนจากอากาศหรือจากก๊าซออกซิเจน 100 % (O2) โดยตรง โดยอากาศจะถูกดูดเข้ามาในชุดผลิตก๊าซโอโซน ซึ่งจะใช้วงจรแบบ Corona Discharge ซึ่งถือว่าเป็นวงจรที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด ทำให้ได้ปริมาณก๊าซโอโซนในปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็วและประหยัดพลังงานสูงสุด มีต้นทุนค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพียงชั่วโมงละ 5 บาท มีระบบการระบายความร้อนด้วยน้ำ และระบบป้องกันไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ สามารถปรับขนาดกำลังงานได้ตามขนาดของพื้นที่ในการใช้งาน เคลื่อนย้ายได้สะดวก เหมาะสำหรับการใช้อบกำจัดเชื้อโรคภายในห้องผู้ป่วย และการอบกำจัดเชื้อโรคที่เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ขนาดใหญ่ อาทิ เตียงและเก้าอี้ผู้ป่วย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ระยะเวลาในการอบกำจัดเชื้อไวรัส ตามมาตราฐานของ FDA (USA) กำหนดไว้ที่ 1.5 ppm เป็นเวลา 4 นาที ถ้าขนาดห้องผู้ป่วยหรือห้องที่ต้องใช้อบฆ่าเชื้อ มีขนาดพื้นที่เท่ากับ 125 ลูกบาศก์เมตร ก๊าซโอโซนที่ได้จากการอัดอากาศที่100 ลิตร/นาที จะใช้เวลาเพียง 2 นาที ในการผลิตก๊าซโอโซนให้ได้ค่ามาตราฐานที่ 1.5 ppm ตามที่ FDA (USA) กำหนดไว้ และถ้าใช้ก๊าซออกซิเจน 100% แทนการอัดจากอากาศทั่วไประยะเวลาในการผลิตก๊าซโอโซนจะสั้นลงอีกหลายเท่าตัว ซึ่งเครื่องยังสามารถออกแบบได้หลากหลายขนาดตามการใช้งาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้มีความร่วมมือทำการทดสอบทางคลินิกพร้อมประเมินผลร่วมกับทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และจะนำไปติดตั้งใช้งานจริงที่โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลวชิระ&amp;nbsp;โดยทีมวิจัยมีความยินดีที่จะมอบเทคโนโลยีทั้ง 2 ผลงานวิจัยให้เป็นสาธารณะประโยชน์ โดยในขณะนี้ทางโรงเรียนช่างฝีมือทหารได้เตรียมพร้อมในการที่จะนำเทคโนโลยีไปขยายผลและผลิตเพื่อมอบให้โรงพยาบาลและสังคมในลำดับต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดร.ปีติกมล คงสมัย สำนักงานจัดการทรัพย์สินทางปัญญา เทคโนธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โทร. 095-8145910 อีเมลล์ peetikamol.k@g.sut.ac.th ได้ทุกวันและเวลาทำการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64054</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, จังหวัดนครราชสีมา, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, แถลงผลงานวิจัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200423/image_big_5ea17335a9d22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21140</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2018 10:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2018 10:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยทำได้ !นักวิจัยมทส.พัฒนานวัตกรรม &#039;ซีเมนต์แบบฉีด&#039; ทดแทนกระดูก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทึ่งนักวิจัย มทส.โคราช พัฒนาวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดทดแทนกระดูกสำเร็จ เผยคุณสมบัติเด่นทางเคมีคล้ายกับกระดูกของมนุษย์ สามารถสลายได้ในร่างกาย ช่วยเสริมการเกาะของเซลล์กระดูกทำให้เนื้อเยื่อกระดูกใหม่เจริญเติบโตได้ดี มีความปลอดภัยต่อเซลล์สิ่งมีชีวิต ขึ้นรูปได้ตามต้องการ อีกทั้งใช้วัตถุดิบในประเทศช่วยลดการนำเข้าและต้นทุนต่ำ มุ่งขยายโอกาสในการรักษาผู้ป่วยอย่างทั่วถึง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ย.61 - รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เปิดเผยถึงผลงานวิจัยนวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดเพื่อทดแทนกระดูก ณ ห้องประชุมสารนิเทศ อาคารบริหาร มทส. ว่า ผลงานวิจัยวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดเพื่อทดแทนกระดูกเป็นการพัฒนาโดย รศ.ดร.ศิริรัตน์ ทับสูงเนิน รัตนจันทร์ หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมเซรามิก สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมด้วย นพ.บุระ สินธุภากร หัวหน้าสาขาวิชาออร์โธปิดิกส์ สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มทส.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.ศิริรัตน์ เปิดเผยถึง ผลงานวิจัย &amp;ldquo;นวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดเพื่อทดแทนกระดูก&amp;rdquo; ว่า เป็นงานวิจัยภายใต้โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งได้พัฒนาวัสดุทดแทนกระดูกที่มีคุณสมบัติคล้ายซีเมนต์ที่สามารถขึ้นรูปได้โดยการปั้นหรือการฉีดผ่านเข็มฉีดยาขนาดเล็ก โดยใช้เวลาในการศึกษาวิจัยมากว่า 10 ปี (พ.ศ. 2552 -2561)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ &amp;ldquo;ซีเมนต์กระดูก&amp;rdquo; ที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่นี้มีมีองค์ประกอบทางเคมีคล้ายกับกระดูกของมนุษย์ (Calcium phosphate) สามารถสลายตัวได้ในร่างกาย ก่อตัวได้เองในสภาวะปกติของร่างกาย ไม่เกิดความร้อนในขณะก่อตัว สามารถนำเข้าร่างกายผ่านเข็มฉีดยาเพื่อรักษาบริเวณที่เป็นโพรงหรือบริเวณที่แคบ ช่วยส่งเสริมการเกาะของเซลล์กระดูก โดยการสลายตัวที่เกิดขึ้นจะเป็นไปอย่างช้าๆและให้รูพรุนที่เป็นโครงสร้าง (Scaffold) ให้เซลล์กระดูก เลือดและของเหลวในร่างกายเข้าไปภายใน ช่วยให้เนื้อเยื่อกระดูกใหม่เจริญเติบโตได้ดี มีความปลอดภัยต่อเซลล์สิ่งมีชีวิต นอกจากนี้ ยังประกอบด้วยส่วนเสริมแรงจากเส้นใยพอลิเมอร์ธรรมชาติที่สามารถย่อยสลายได้ (Biodegradation) ทำให้เกิดความแข็งแรงเพียงพอในระหว่างที่เนื้อซีเมนต์บางส่วนสลายตัวไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดเด่นอีกด้านของผลงานนวัตกรรม &amp;ldquo;ซีเมนต์กระดูก&amp;rdquo; คือ สามารถก่อตัวได้ที่อุณหภูมิห้อง จึงสามารถปั้นหรือขึ้นรูปให้มีรูปร่างตามต้องการได้ และสามารถพัฒนาต่อยอดนำมาขึ้นรูปที่ซับซ้อนแบบสามมิติ (3D printing) โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบ จึงเหมาะสำหรับการทำกระดูกที่มีความซับซ้อนของผู้ป่วย โดยวัตถุดิบที่ใช้ในงานวิจัยผลิตในประเทศทั้งหมด ทำให้มีต้นทุนต่ำสามารถลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และมีโอกาสต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน&amp;nbsp;นพ.บุระ สินธุภากร หัวหน้าสาขาวิชาออร์โธปิดิกส์ สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มทส. เปิดเผยถึงการใช้ซีเมนต์กระดูกในการรักษาผู้ป่วยในปัจจุบันว่า โดยทั่วไปแพทย์จะใช้ซีเมนต์กระดูกเพื่อการเสริมความแข็งแรงของกระดูกในตำแหน่งใกล้ข้อ เพื่อช่วยเร่งการสร้างกระดูกในกรณีกระดูกหักหรือกระดูกติดช้า ช่วยถมตำแหน่งที่มีการขาดหายไปของกระดูก ตัวอย่างเช่นที่แพทย์แนะนำให้ผู้ป่วยใช้การรักษาด้วยการฉีดซีเมนต์กระดูกในกระดูกสันหลัง หรือวิธี Vertebroplasty ในผู้ป่วยที่มีกระดูกสันหลังหักหรือทรุด กระดูกสันหลังผิดรูป หรือที่เกิดจากกระดูกสันหลังหักจากภาวะกระดูกพรุน รวมถึงผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บทางกระดูกสันหลังโดยแพทย์จะกรีดผิวหนังบริเวณสันหลังเป็นรอยเล็กๆ เพื่อใส่เข็มที่จะฉีดซีเมนต์บริเวณกระดูกสันหลังภายใต้การควบคุมตำแหน่งโดยเครื่องถ่ายภาพรังสีเอกซเรย์ เมื่อฉีดซีเมนต์เรียบร้อยแล้ว แพทย์จะค่อยๆ ดึงเข็มออกและปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงต่อกระดูกสันหลัง 1 ชิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อดีของการรักษาด้วยวิธี Vertebroplasty คือ ลดระยะเวลาในการพักฟื้น โดยทั่วไปผู้ป่วยจะนอนพักในโรงพยาบาลเพียง 1 คืนเท่านั้น และลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในขณะที่รักษาโรคกระดูกพรุน โดยสารทดแทนกระดูกที่ใช้ในปัจจุบันซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาอยู่ที่ 0.5 ซีซี&amp;nbsp;ราคาโดยประมาณ 12,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากใช้วัตถุดิบที่สามารถผลิตในประเทศไทยโดยฝีมือคนไทยจะสามารถลดต้นทุนการนำเข้า และขยายโอกาสในการรักษาผู้ป่วยได้อย่างทั่วถึง หากงานวิจัยนวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดเพื่อทดแทนกระดูก ได้ถูกบรรจุเข้าบัญชีนวัตกรรมไทยมีความเป็นไปได้สูงที่จะนำมาใช้ในมนุษย์ ซึ่งเป็นโครงการที่ทีมวิจัยจะได้ทำการศึกษาและพัฒนาต่อในอนาคต&amp;rdquo; นพ.บุระ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดี มทส. กล่าวว่า ผลงานวิจัยนวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดทดแทนกระดูก ของนักวิจัยดังกล่าว เป็นผลงานนวัตกรรมที่น่าภาคภูมิใจ ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยได้คิดค้นขึ้นด้วยหลักทางวิชาการ และนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงเกิดประโยชน์สู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ตามนโยบายการบริหารงานมหาวิทยาลัย ที่ว่า &amp;ldquo;เราจะเป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม&amp;rdquo; เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ผสานเข้ากับทางการแพทย์ บนพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ออกมาเป็นผลงานนวัตกรรมซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยด้านกระดูก ผู้สูงวัยที่ประสบปัญหาด้านกระดูกและตอบโจทก์ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และสอดรับได้เป็นอย่างดีกับนโยบายสนับสนุนนักวิจัยในการสร้างสรรค์และพัฒนาผลงานวิจัยที่ตอบโจทก์และแก้ปัญหาของประเทศได้จริงของมหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21140</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.นครราชสีมา, ซีเมนต์กระดูก, นวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดเพื่อทดแทนกระดูก, มทส.โคราช, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, รักษาผู้ป่วยด้านกระดูก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181101/image_big_5bda6f8ddcae7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
