<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>87339</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2020 14:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2020 14:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แรงงานพม่านับแสนจ่อทะลักไทย แนะรัฐจัดระบบรัดกุม เผยด่านแม่สายเงียบสนิท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ธ.ค.63 - ที่สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ได้เวทีเสวนาเนื่องในวันย้ายถิ่นสากลจังหวัดเชียงราย โดยนายสืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า แรงงานข้ามชาติในเชียงรายมีอยู่ประมาณ 2.4 หมื่นคนที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ แต่ไม่รวมเด็กและผู้สูงอายุซึ่งทางการไม่นับเป็นแรงงาน และยังไม่นับรวมแรงงานที่ไม่มีเอกสาร โดยแรงงานข้ามชาติมีส่วนสำคัญด้านเศรษฐกิจในจังหวัดเชียงราย หากไม่มีก็จะอยู่ยาก ในช่วงโควิดมีปัญหาคือแรงงานข้ามแดนยากเพราะด่านถูกปิด ทำให้มีแรงงานตกค้างจำนวนมากเพราะไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า จึงเห็นบทบาทของภาคประชาสังคมมากที่เข้าไปช่วยเหลือทั้งคนพม่าที่อยู่ในไทยและคนไทยที่อยู่ในพม่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ช่วงแรกที่โควิดระบาดมีแรงงานพม่าจำนวนมากที่ต้องการกลับประเทศไปกองอยู่ตามวัดก็ได้เครือข่ายภาคประชาชนเข้าไปช่วยเหลือบริจาคสิ่งของและอาหารการกินเพราะพวกเขาไม่ได้รับการบริจาคจากภาครัฐเลย รัฐบาลไทยพยายามปิดพรมแดนเพื่อไม่ให้เกิดการลักลอบเข้ามาโดยคิดว่าโควิดเป็นภัยความมั่นคงจึงให้ทหารไปคุม แต่จริงๆแล้วต้องใช้ภาคประชาชนเฝ้าระวังจะได้ผลดีกว่าหรือไม่&amp;quot;นายสืบสกุล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการผู้นี้ยังกล่าวด้วยว่า แรงงานข้ามชาติมีความเสี่ยงมากเรื่องสุขภาพเพราะไม่ได้รับแจกแอลกอฮอล์ล้างมือหรือหน้ากากอนามัยจากภาครัฐ เพราะลึกๆยังถูกมองว่าแรงงานข้ามชาติเป็นภัยต่อความมั่นคงและเข้ามาแย่งงานคนไทย และพยายามสร้างภาพลบให้แรงงานข้ามชาติ ทั้งๆที่ความจริงคนที่เอาเชื้อเข้ามาคือคนไทยเอง ดังเห็นได้จากคนที่หลบหนีเข้ามาจากชายแดนเชียงราย เช่นเดียวกับที่มีคนไทยติดโควิดที่จังหวัดสมุทรสาคร แต่พยายามเชื่อมโยงไปถึงแรงงานข้ามชาติ ที่สำคัญรัฐบาลก็ยังเน้นให้ความช่วยเหลือคนไทย ทั้งๆที่ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหนก็ติดโควิดได้เหมือนๆกัน จึงควรช่วยเหลือคนทุกชาติ ดังนั้นจึงมีข้อท้าทายว่าแรงงานข้ามชาติจะอยู่ต่อในสังคมไทยอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่าถึงกรณีพบผู้ป่วยโควิดที่จังหวัดสมุทรสาครว่า ระบบดูแลด้านสุขภาพแรงงานข้ามชาติของไทยดีพอสมควร ดังนั้นจึงต้องค้นหาว่าผู้ป่วยรายนี้ติดโควิดมาจากไหน ที่เป็นปัญหาเพราะเป็นโซนที่มีแรงงานข้ามชาติจำนวนมากและมีความแออัด ทำให้ส่งผลต่อยอดขายอาหารทะเล ขณะเดียวกันควรมีการตรวจสอบว่าแรงงานข้ามชาติยังมีหลักประกันสุขภาพอยู่หรือไม่ หากไม่มีก็ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐ โดยคาดว่ามีแรงงานข้ามชาติจำนวนกว่า 1 ล้านคนที่ไม่เข้าระบบประกันสังคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดิศรกล่าวว่า ประเด็นที่น่ากังวลใจสำหรับแรงงานข้ามชาติคือ เมื่อรัฐบาลยังไม่มีมาตการให้แรงงานข้ามชาติที่เดินทางกลับสู่ประเทศต้นทางก่อนหน้านี้ข้ามกลับเข้ามา จึงทำให้เกิดการลักลอบเข้ามาเพราะในประเทศต้นทางไม่มีงาน ประกอบกับสถานการณ์แพร่ระบาดรุนแรงในพม่า พวกเขาจึงหลบนี้กลับคืนสู่ประเทศไทย แม้ว่าจะมีทหารคุมเข้มตลอดแนวชายแดน แต่ก็ยังน่าเป็นกังวล นอกจากนี้ยังมีแรงงานข้ามชาติกลุ่มที่เข้ามารับจ้างตามฤดูกาล เช่น การปลูกอ้อยในภาคตะวันออก หรือการเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรในภาคตะวันตก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นแทนที่จะปล่อยให้พวกเขาแอบเข้ามา รัฐควรจัดทำระบบให้ดี คาดว่าขณะนี้มีแรงงานจากฝั่งพม่ารอกลับเข้ามาประมาณ 1 แสนคน ซึ่งเป็นคนเก่า สิ่งที่รัฐต้องทำคือต้องพิจารณาเรื่องปิดชายแดนใหม่ เพราะการไม่ปล่อยให้เข้ามาเลย ยิ่งสร้างความเสียหาย แต่หากจัดระบบให้ดีขึ้น เช่น ทำให้ค่ากักตัวถูกลง ก็อาจจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อีกประเด็นที่น่าห่วงคือ หนังสือเดินทางของแรงงานข้ามชาติจำนวนไม่น้อยกำลังหมดอายุ เดิมทางการพม่าก็เปิดศูนย์ให้ต่ออายุที่มหาชัย แต่ตอนนี้ถูกสั่งห้าม อนาคตแรงงานข้ามชาติ 2-3 แสนคน กำลังกลายเป็นคนผิดกฎหมาย นับตั้งแต่ธันวาคมถึงกันยายน ดังนั้นรัฐต้องมีมาตการออกมาแก้ไข เราหวังว่าประเทศต้นทางจะเข้ามาขยายการต่ออายุหนังสือเดินทางให้ ถ้าไม่ได้จริงๆ รัฐบาลก็ควรขยายเวลาตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองให้เขาไปเลย เพราะทำให้เขาอยู่ได้ถูกต้อง ตอนนี้เรากำลังขาดแคลนแรงงานกว่า 2-3 แสนคน เพราะแรงงานข้ามชาติเก่ากลับบ้าน คนใหม่ก็เข้ามาไม่ได้ จึงทำให้เกิดการจ้างงานผิดกฎหมายจำนวนมาก รัฐควรมีการจดทะเบียนใหม่ที่มุ่งเน้นแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในประเทศ รวมถึงดึงแรงงานภายนอกเข้าสู่ระบบ&amp;rdquo;นายอดิศร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธยา รัตนวาณิชยกุล ประธานชมรม กรุณาจิตอาสา อำเภอแม่สาย ซึ่งทำงานให้ความช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ กล่าวว่าตามแนวชายแดนแม่สายซึ่งเป็นเส้นทางธรรมชาติของไทยและพม่ามีความเข้มงวดขึ้น โดยมีทหารคอยเฝ้าประจำการอยู่ หากมีการข้ามมาโดยไม่ถูกต้องจะถูกล็อคตัวทั้นที รวมทั้งตามหมู่บ้านต่างๆ หากมีคนแปลกหน้าเข้ามาจะต้องแจ้งผู้ใหญ่บ้าน หากไม่แจ้งก็จะถูกล็อคตัวเช่นกัน ส่วนบรรยากาศการค้าขายในแม่สายนั้นเงียบสนิททั้งจุดค้าขายของสองฝั่ง อย่างไรก็ตามยังมีคนไทยเหลืออีก 39 คน ได้ขอข้ามกลับเข้าไปประเทศไทยในวันที่ 21 ธันวาคมซึ่งต้องถูกกักตัวตามระเบียบของฝ่ายไทย ส่วนคนพม่า 80 คนได้ขอข้ามกลับไปวันที่ 24 ธันวาคม แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดบนฝั่งพม่ายังรุนแรง แต่พวกเขาอยากกลับไปดูแลครอบครัวที่มีสุขภาพไม่ดี บางส่วนไม่มีงานเพราะงานฝั่งไทยลดน้อยลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้ตอนนี้หลายคนเริ่มมีงาน แต่ยังมีคนพม่าในแม่สายอีกไม่น้อยที่ยังลำบาก เพราะไม่มีรายได้ เรายังเอาข้าวสารอาหารแห้งไปแจกเสมอ ตอนนี้มุ่งไปที่กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่มีอยู่ราว 15 คน คนแก่ 20 คนและเด็กๆ 30-40 คน ซึ่งคนแม่สายช่วยกันบริจาค เราพยายามให้ความรู้เรื่องโควิด19 &amp;rdquo;นายสนธยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธยากล่าวว่า แรงงานข้ามชาติที่แม่สายได้มีการตรวจสุ่มตรวจโควิดเสมอ จากหลายพันคน เราอยากให้ราชการเข้าไปช่วยดูแล แต่ลำบากเพราะจำนวนมากเข้าไปโดยไม่ถูกต้อง เขาบอกไม่มีงบประมาณ จึงเป็นหน้าที่ของเราที่เข้าไปช่วย ตอนนี้แรงงานพม่าที่อยู่ในฝั่งแม่สายไม่น่าเป็นห่วงเพราะไม่มีการลักลอบเข้ามาใหม่เนื่องจากทหารตรวจเข้ม
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87339</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงราย, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, แรงงานข้ามชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201219/image_big_5fdda388b17ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32981</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2019 18:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2019 18:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม.แม่ฟ้าหลวง ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ ให้ยกระดับปัญหาควันพิษเข้าที่ประชุมอาเซียน -ประกาศภัยพิบัติทางอากาศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4เม.ย.62- มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามโดย รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี มีใจความว่า ตามที่ มฟล.ได้ออกแถลงการณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง ขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาหมอกควันในภาคเหนืออย่างเร่งด่วนและจริงใจ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม 2562 เพื่อแสดงจุดยืนของมหาวิทยาลัย รวมทั้งเป็นตัวแทนของประชาชนในเขตภาคเหนือตอนบนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวไปแล้วนั้น มฟล.ได้ดำเนินการจัดเสวนา &amp;ldquo;MFU Voice for Clean Air&amp;rdquo; เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ แนวทางการแก้ไขปัญหาสถานการณ์มลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก จากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ด้านความมั่นคง ภาคธุรกิจ และนักวิชาการ ในหลายมิติ เมื่อวันพุธที่ 3 เมษายน 2562 จึงขอเสนอข้อสรุปที่ได้จากการเสวนา ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ให้ยกระดับความสำคัญของปัญหามลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กให้เป็นปัญหาของอาเซียน และขอให้บรรจุเป็นวาระสำคัญของการประชุมอาเซียนเพื่อหาข้อยุติในการแก้ปัญหาร่วมกัน อย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม พร้อมจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือในการป้องกันการเกิดไฟป่าและการเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กในระดับอาเซียน (Regional Network Smog Free)
2. เห็นสมควรจัดตั้งหน่วยประสานงานการแก้ไขปัญหามลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างถาวร เพื่อการแก้ไขอย่างฉับพลันและยั่งยืน
3. ให้ทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจัดตั้งเครือข่ายในระดับท้องถิ่น ประกอบด้วยผู้นำชุมชนและองค์กรทุกระดับ เพื่อเฝ้าติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยให้ภาครัฐจัดสรรงบประมาณเพื่อการดำเนินการ
4. เมื่อเกิดสถานการณ์สถานการณ์มลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐานในประเทศไทย รัฐบาลควรพิจารณาประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติทางอากาศ พร้อมทั้งมีมาตรการแก้ไขอย่างฉับพลัน
5. เมื่อเกิดสถานการณ์มลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน ให้รัฐบาลเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการดำเนินการของรัฐ ทั้งในด้านการแก้ปัญหา การป้องกัน การเยียวยา และให้การสนับสนุนการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่
6. เมื่อเกิดสถานการณ์มลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐานจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ให้เป็นนโยบายของสถานพยาบาลรัฐทุกแห่ง เปิดช่องทางพิเศษให้ผู้ได้รับผลกระทบเข้ารับบริการการตรวจ-รักษาฟรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวบังเกิดผลในทางปฏิบัติ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจึงได้จัดตั้งศูนย์การศึกษา วิจัยและปฏิบัติการเพื่อลดปัญหาการเกิดไฟป่าและหมอกควันในประเทศไทยและในภูมิภาค โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์ศึกษา วิจัย และเป็นตัวกลางเชื่อมโยงทุกหน่วยงาน ทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค พร้อมกันนี้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและสถาบันการศึกษาในพื้นที่พร้อมที่จะใช้องค์ความรู้ทางวิชาการเพื่อสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลทั้งในด้านการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมทั้งทำหน้าที่ประสานการดำเนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32981</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฝุ่นภาคเหนือ, มฟล.ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี, มลพิษภาคเหนือ, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, วันชัย ศิริชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190404/image_big_5ca5e73431993.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
