<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118936</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พศ.ล้อฟรีบอกไม่มีหน้าที่จุ้น’มส.’อยากทำอะไรเชิญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค.2564 - สืบเนื่องจากมติมหาเถรสมาคม (มส.) ประชุมกันเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีวาระจรเข้าที่ประชุมแจ้งเพื่อทราบ กรณีแต่งตั้งพระสังฆาธิการ จำนวน 30 รูป และมีการถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด &amp;nbsp;3 รูป คือ พระธรรมรัตนาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี (ฝ่ายมหานิกาย) พระเทพสารเมธี เจ้าคณะจังหวัด กาฬสินธุ์ (ฝ่ายธรรมยุต) และ 3 พระราชปรัยัติสุนทร เจ้าคณะจังหวัด ฉะเชิงเทรา (ฝ่ายมหานิกาย) และในวาระเดียวกัน ยังมีการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดขึ้นมาแทน โดยไม่แจ้งสาเหตุที่สำคัญ ทั้งนี้ ในส่วนจังหวัดนครพนม ก็มีข่าวลือว่ามีมติแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดนครพนมซ้อนทับรูปเดิมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด วันที่ 6 กันยายน 2564 ว่าที่ร้อยตรี ดร.จุลสัน ทันอินทร์อาจ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครพนม ออกมาสยบข่าวลือดังกล่าวโดยเปิดเผยรายละเอียดว่า &amp;ldquo;การแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดเป็นบทบาทหน้าที่ของการปกครองของฝ่ายสงฆ์ ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาของเรามิอาจจะก้าวล่วงได้ สำนักงานพระพุทธศาสนาเราตั้งขึ้นมาเพื่อสนองงานพระสงฆ์ ไม่มีบทบาทหน้าที่ที่จะเข้าไปกำกับดูแลหรือวิพากษ์วิจารณ์ แต่ในเคสที่มีการสั่งปลดอะไรต่างๆ 3 จังหวัด โดยมีจังหวัดฉะเชิงเทรา ปทุมธานี และจังหวัดกาฬสินธุ์ ก็เป็นเรื่องบทบาทหน้าที่ของสงฆ์เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของนครพนมนั้นไม่มีปัญหาอะไร อย่างพระเทพวรมุนี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมฯ ท่านก็อายุถึง 80 ครบ 81 แล้ว ก็จะต้องตั้งให้เป็นที่ปรึกษา ซึ่งท่านก็เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 ไม่ใช่ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัด เพราะว่าประสบการณ์ในการทำงานมากกว่าระดับจังหวัดแล้ว จะต้องเป็นระดับภาคขึ้นไป จากนั้นเมื่อท่านได้ยกฐานะขึ้นเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 ท่านก็จะต้องแต่งตั้งรักษาการทันที เพื่อไม่ให้งานคณะสงฆ์เกิดเกียร์ว่าง หรือเกิดช่องว่างในช่วงระหว่างของการแต่งตั้ง ดังนั้นในวันที่แต่งตั้งของวัดพระธาตุพนมฯ ที่ปรึกษาคณะภาค 10 ก็จะต้องมีการแต่งตั้งรักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดทันที ก็คือเจ้าคุณเพชรหรือพระราชสิริวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดสว่างสุวรรณาราม เขตเทศบาลเมืองนครพนม เพราะว่าท่านก็เป็นรองเจ้าคณะจังหวัดอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อเป็นรองก็จะต้องขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัด โดยเป็นรักษาการไว้ก่อนพอรักษาการเสร็จ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 ทางมหาเถรสมาคมก็มีมติแต่งตั้งพระราชสิริวัฒน์ วัดสว่างสุวรรณาราม ขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัดนครพนม ดังนั้นการแต่งตั้งไม่ได้เป็นอย่างที่ลือกันแต่อย่างใด&amp;rdquo; ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ ผอ.สนง.พระพุทธศานาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจสำคัญในตอนนี้ที่ต้องลงมือทำทันที คือ การออกสำรวจวัดต่างๆในพื้นที่ว่ามีโฉนดที่ดินแล้วหรือยัง เนื่องจากก่อนมารับตำแหน่ง ผอ.สนง.พระพุทธศานาฯ ทราบว่ามีวัดทั้งที่ยังพระจำพรรษาและวัดร้างจำนวนมาก ไม่มีโฉนดที่ดินครอบครองที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้มีชาวบ้านบางคนเข้าไปรุกล้ำแล้วไปยื่นขอออกโฉนดยึดที่ดินวัดมาเป็นของตนเอง จนกลายเป็นเรื่องพิพาทกันมายาวนานหลายสิบปี ณ ขณะนี้ได้ดำเนินการร่วมกับสำนักงานที่ดินจังหวัดนครพนม รังวัดออกโฉนดให้กับวัดไปแล้วประมาณ 30 กว่าแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผอ.สนง.พระพุทธศาสนา กล่าวต่อว่า กรณีวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ได้รับการเสนอชื่อขึ้นเป็นมรดกโลก ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก ตนจึงได้ตรวจสอบแนวเขตที่ตั้งของวัดพระธาตุพนมฯ ในระบบแอปพลิเคชันของกรมที่ดิน ปรากฏว่าไม่พบแนวเขตที่ตั้งวัดพระธาตุพนมฯอยู่ในระบบดังกล่าว จึงประสานไปยังกรมที่ดินเพื่อให้ลงแนวเขตที่ตั้งวัดพระธาตุพนมฯจำนวน 100 กว่าไร่ด้วย เพราะหากคณะกรรมการมรดกโลกตรวจสอบแนวเขตที่ตั้งของวัดแล้วไม่พบอยู่ในระบบ อาจจะเป็นปัญหาในการขึ้นเป็นมรดกโลกได้ ซึ่งทางกรมที่ดินก็จะเร่งดำเนินการตามที่ตนร้องขอไว้เรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในจังหวัดนครพนม มีวัดฝ่ายมหานิกาย 706 แห่งและฝ่าย ธรรมยุต 90 แห่ง รวมทั้งสิ้น 796 แห่ง แยกเป็นอำเภอเมืองฯ 134 แห่ง,ธาตุพนม 81 แห่ง,ท่าอุเทน &amp;nbsp; 89 แห่ง,นาแก 88 แห่ง,วังยาง 29 แห่ง,บ้านแพง 52 แห่ง,นาทม 21 แห่ง,ศรีสงคราม 66 แห่ง,ปลาปาก 62 แห่ง,เรณูนคร 66 แห่ง,นาหว้า 53 แห่ง, และอำเภอโพนสวรรค์ 55 แห่ง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118936</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครพนม, ฝ่ายสงฆ์, มส., มหาเถรสมาคม, ว่าที่ร้อยตรี ดร.จุลสัน ทันอินทร์อาจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615d1972c777b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115749</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 08:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 08:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;ร้องมหาเถรสมาคม-สำนักพุทธฯสอบเอาผิด&#039;2พส.&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย. 64 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯได้ทำคำร้องส่งไปยังมหาเถรสมาคมผ่านผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อขอให้มีบัญชาสอบสวนเอาผิดภิกษุอลัชชี (ผู้ไม่ละอาย) ที่ชอบเล่นโซเชียลมีเดียโดยไลฟ์สดเอาธรรมะมาสอนเป็นเรื่องตลกขบขัน แต่พอมีคนสนใจเข้ามาดูมากๆ รวมทั้งมีเพจที่มาคอมเมนท์ขายสินค้า มาโปรโมทแบรนด์ตัวเอง กลับมาทวงถามให้จ่ายค่ามาใช้พื้นที่เพจของตนในขณะไลฟ์สดนั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
พฤติกรรมดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า พส. ดังกล่าวมิใช่วัตรปฎิบัติของภิกษุ ที่เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มุ่งแสวงหาปรมัติอันเป็นทางหลุดพ้นจากกิเลสสงสาร เพื่อถึงการดับทุกข์ โดยมีพระวินัยบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้ภิกษุทุกๆ รูปที่บวชมาในพระศาสนาต้องปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยบัญญัติทุกรูป ถ้าทำไม่ได้ก็จะเป็นเพียงคนโกนหัวแล้วเอาผ้ามาห่มตนให้ดูเหลืองคล้ายดั่งพระภิกษุ ที่ไม่สังวรณ์ว่าตนต้องบิณฑบาตเลี้ยงชีพเป็นอาจิณ หาใช่มาแสวงหาเงินทองความร่ำรวยจากการบวชเป็นพระ ที่บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อเหมือนประชาชนทั่วไปเท่านั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ข้ออ้างของการไลฟ์สดเพื่อต้องการเผยแพร่ธรรมะให้เท่าทันยุคสมัยโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นคนรุ่นใหม่จะได้เข้าถึงธรรมะได้นั้น เห็นว่าเป็นเพียงข้ออ้างที่ไร้น้ำหนักของเหล่า พส.พวกนี้เท่านั้น เพราะคนจะซาบซึ้งในธรรมะต้องมาจากระบบการสั่งสอนอบรมมาตั้งแต่ครอบครัว วัด โรงเรียนร่วมกัน มิใช่มาจากภิกษุที่ทำตนเป็นคณะตลกที่เปลี่ยนหน้าจากหม่ำ เท่ง โหน่ง มาเป็น 2 พส.กลุ่มนี้แต่อย่างใด และเชื่อว่าไม่มีใครซาบซึ้งจากข้อธรรมะ ที่นำมาพูดให้ขบขันได้ แต่กลับเป็นการทำให้ศาสนามัวหมองถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์จากเหล่า พส.ดังกล่าว โดยสังเกตดูได้จากการโพสต์ทวงเพจต่างๆ ที่มาโปรโมทแบรนด์ของตนในขณะที่ พส.ไลฟ์โดยให้เบอร์พร้อมเพย์ อย่างไม่ละอายต่อพระธรรมวินัย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ทั้งนี้ ตามพระวินัยปิฎก ได้ระบุเอาไว้ในพระมหาวิภังค์ ว่า &amp;ldquo;อนึ่ง ภิกษุใด รับ ก็ดี ให้รับ ก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือ ยินดีทอง เงิน อันเขาเก็บไว้ให้ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์&amp;rdquo; อันถือเป็นอาบัติ เป็นโลกวัชชะ หรือการกระทำที่ทำให้ขาวโลกติเตียนได้ และการเผยแพร่ธรรมะด้วยวิธีตลกขบขัน ไม่ปรากฎในพระไตรปิฎกแต่อย่างใด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ก่อนหน้านี้เหล่า พส.พวกนี้ก็เคยมีปัญหาจากข้อขัดแย้งเกี่ยวกับค่าตัวที่ไปเป็นวิทยากรในเวทีต่างๆ มาแล้ว หรือบางรูปก็ไปช่วยไลฟ์โฆษณาสินค้าต่างๆ ด้วย ซึ่งก็เข้าข่ายต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ด้วยเช่นกัน ซึ่งตามหลักพระธรรมวินัยนั้นหากต้องอาบัติลักษณะนี้บ่อยครั้งต้องหลุดจากความเป็นพระดั่งโทษปาราชิกเลยทีเดียว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ไม่อาจปล่อยให้ภิกษุอลัชชีเหล่านี้กระทำการย่ำยีพุทธศาสนาได้อีกต่อไป จึงส่งคำร้องไปยังมหาเถรสมาคมผ่านสำนักพุทธฯเ พื่อให้มีบัญชาวางกฎเหล็กห้ามภิกษุใดๆกระทำเยี่ยงนี้อีกและให้สอบสวนเอาผิด พส.ที่ต้องอาบัติซ้ำดังกล่าวเพื่อลงโทษขั้นเด็ดขาดต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115749</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระมหาสมปอง, พระมหาไพรวัลย์, มหาเถรสมาคม, ศรีสุวรรณ จรรยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f5726fafded.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113218</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 23:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 23:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจ้าคณะแขวงฯ ลงดาบ &#039;เจ้าอาวาสวัดมณฑป&#039; ติดป้ายไม่รับศพตำรวจ-หนุนยกเลิก 112</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค.64 - จากกรณี พระสมุห์อนันต์ โชติธมฺโม เจ้าอาวาสวัดมณฑป&amp;nbsp;เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ติดป้ายประกาศ &amp;quot;วัดมณฑปไม่รับศพตำรวจ&amp;quot; แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับตำรวจใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม และยังสนับสนุนการยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสมในสมณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด มีหนังสือสำนักงานเจ้าคณะแขวงบางระมาด-ฉิมพลี&amp;nbsp;วัดมะกอก แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2564 เรื่อง ให้พระสังฆาธิการพักจากตำแหน่งหน้าที่ ระบุว่า ด้วย เจ้าคณะแขวงบางระมาด-ฉิมพลี&amp;nbsp;ได้ทราบการเผยแพร่ข่าวจากสื่อสาธารณะและสื่อออนไลน์ กรณี พระสมุห์อนันต์ โชติธมฺโม เจ้าอาวาสวัดมณฑป ติดป้ายประกาศของวัด ข้อความว่า &amp;quot;วัดมณฑป ไม่รับศพตำรวจ&amp;quot; และให้สัมภาษณ์สื่อเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมอย่างกว้างขวาง อาจเข้าข่ายละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ถ้าจะให้คงอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ในระหว่างสอบสวน จะเป็นการเสียหายแก่คณะสงฆ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในข้อ 56&amp;nbsp;วรรค 1&amp;nbsp;แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24&amp;nbsp;(พ.ศ.2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505&amp;nbsp;แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 จึงให้ พระสมุห์อนันต์ โชติธมฺโม เจ้าอาวาสวัดมณฑป พักจากตำแหน่งหน้าที่ ตั้งแต่วันที่ 12&amp;nbsp;สิงหาคม 2564&amp;nbsp;เป็นต้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรียนมาด้วยความนับถือ (พระครูพิพัฒน์วรคุณ) เจ้าคณะแขวงบางระมาด-ฉิมพลี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113218</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระสังฆาธิการ, มหาเถรสมาคม, มาตรา112, วัดมณฑป, เจ้าคณะแขวงบางระมาด-ฉิมพลี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_61169b7ee6fec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2021 19:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2021 19:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป.ป.ช. ประชุมร่วม​ &#039;สมเด็จพระมหาวีรวงศ์&#039; หวังใช้กลไกพุทธศาสนาช่วยปราบโกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย.64 - ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ​ (ป.ป.ช.)​ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต โดยใช้กลไกทางพระพุทธศาสนา ครั้งที่ 1/2564 ผ่านระบบคอนเฟอร์เรนซ์ โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร กรุงเทพมหานคร พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร พระเทพวชิรบัณฑิต (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) วัดปากน้ำภาษีเจริญ พระเทพวัชรเมธี (สมคิด จินฺตามโย) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และพระครูปลัดกวีวัฒน์ (ธีรวิทย์ ฉนฺทวิชฺโช) วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร และนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. &amp;nbsp;ผู้บริหารสำนักงานป.ป.ช. ร่วมประชุมเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต โดยใช้กลไกทางพระพุทธศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการดำเนินการของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจจัดทำรายละเอียดในการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตโดยใช้กลไกทางพระพุทธศาสนา ซึ่งคณะทำงานยกร่างคู่มือ แนวทางการสอน การบรรยายและการเทศนา โดยประยุกต์หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนากับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา : Anti-Corruption Education และที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณา (ร่าง)หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนากับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา : Anti-Corruption Education และ(ร่าง)แนวทางการขับเคลื่อนหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนากับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา : Anti-Corruption Education&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ทางมหาเถรสมาคม โดย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ได้จัดทำคู่มือคำสอนในทางพุทธศาสนาเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรการต่อต้านการทุจริต ชื่อหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนากับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ซึ่งเตรียมจัดพิมพ์เป็นคำสอนเพื่อให้เครือข่ายของมหาวิทยาลัยสงฆ์นำไปเผยแผ่ บรรยายธรรมเพื่อรณรงค์ ให้สังคมได้ตระหนักรู้เรื่องของการละเว้นไม่กระทำการทุจริตเพื่อสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้นำคำสอนทางพระพุทธศาสนา มาผลิตเป็นตำราในการไปบรรยายธรรม เผยแพร่สู่พุทธศาสนิกชน ได้รณรงค์เรื่องการป้องกันการทุจริต จะเป็นหนังสือที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย เป็นลักษณะคำบรรยายธรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106835</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริตเงินทอนวัด, ปปช., มหาเถรสมาคม, สมเด็จพระมหาวีรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210618/image_big_60cc913143a1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105200</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2021 22:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2021 22:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มติมหาเถรสมาคม ให้เรียก&#039;โควิด&#039; ในบทสวดมนต์ว่า &#039;โควิโท&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มิ.ย. 2564 &amp;nbsp;เฟซบุ๊ก ข่าวสารงานพระพุทธศาสนา ได้แชร์ภาพเอกสารมติมหาเถรสมาคม เรื่อง การใช้ชื่อ &amp;quot;โรคโควิด&amp;quot; เป็นภาษาบาลี โดยเนื้อหาระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๔/๒๕๐๔ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ เลขาธิการมหาเถรสมาคมเสนอว่า ตามที่มหาเถรสมาคมได้มีมติครั้งที่พิเศษ ๔/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔ เห็นชอบให้เจริญพระพุทธมนต์ บทรัตนสูตร เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชน และความเป็นสิริมงคลต่อประเทศ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเจริญพระพุทธมนต์ ได้มีการนำบทคาถาไล่โควิด มาเป็นบทเจริญพระพุทธมนต์ดังกล่าว เพื่อให้การใช้ศัพท์ &amp;quot;โรคโควิด&amp;quot; ในบทเจริญพระพุทธมนต์ให้ถูกต้องตามหลักภาษาบาลี และเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นควรนำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อโปรดพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการพิจารณาการใช้ศัพท์คำว่า &amp;quot;โควิด&amp;quot; เป็นภาษาบาลี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้อาราธนาพระภิกษุ และเชิญบุคคลเข้าร่วมถวายความเห็นประกอบการพิจารณา ตังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑. พระธรรมราชานุวัตร วัดโมลีโลกยาราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒. พระเทพศากยวงศ์บัณฑิต วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓. นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย ผู้แทนสำนักพระราชวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ประชุมได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง สรุปความว่า คำว่า &amp;quot;โรคโควิด&amp;quot; หรือ &amp;quot;โควิด&amp;quot; เป็นศัพท์เฉพาะ (อสาธารณนาม) ซึ่งเป็นอักษรย่อที่มาจากภาษาอังกฤษว่า &amp;quot;COVID&amp;#39; หรือ Corona Virus Disease เมื่อนำมาเขียนเป็นภาษาบาลื ต้องปริวรรตอักษรเป็นอักษรโรมันที่ใช้เขียนภาษาบาลี และเป็นภาษาบาลีสากล โดยเปรียบเทียบกับ ภาษาอังกฤษ เปรียบเทียบกับตัวสะกดในแม่กดในภาษาไทย และเปรียบเทียบกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๓ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หน้า ๑&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เล่มที่ ๑๓๗ ตอนพิเศษ ๔๘ ง ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ว่า &amp;quot;โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบให้ใช้ศัพท์ว่า &amp;quot;โควิโท&amp;quot; เป็นชื่อ โรคโควิด เป็นภาษาบาลี และ เป็นอสาธารณนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลงชื่อ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เลขาธิการมหาเถรสมาคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105200</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาษาบาลี, มหาเถรสมาคม, โควิโท, โรคโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8f664b4442.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101746</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 17:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไพรวัลย์&#039; ดิ้นขู่ฟ้ององค์กรครู-เพจดังแฉค่าบรรยาย 4 หมื่น โวยลั่นบัดซบได้รับจริงแค่ไม่กี่พัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค.64 - พระมหาไพรวัลย์&amp;nbsp;วรวณฺโณ พระนักเคลื่อนไหวในสื่อสังคมออนไลน์ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า&amp;nbsp;มีเพจชื่อว่า เดอะ พิซซ่า เมตตาดี ลงข้อมูลเกี่ยวกับค่าวิทยากรว่า อาตมาเคยได้รับเงินจากการบรรยายธรรมในโครงการแห่งหนึ่ง จำนวน 40,000 บาท&amp;nbsp;อาตมาขอยืนยันว่า ตั้งแต่รับนิมนต์บรรยายธรรมมาไม่เคยได้ปัจจัยถึงจำนวนดังกล่าว ที่สำคัญไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่อาตมาระบุจำนวนหรือเรียกค่าวิทยากร&amp;nbsp;ถ้ามีองค์กรไหนที่อาตมาเคยรับเรียกปัจจัยหรือระบุจำนวนค่าบรรยายให้เอาหลักฐานมายืนยัน อย่าชักช้า อาตมาคิดไว้แล้ว มีหลายครั้งที่รับนิมนต์ไปบรรยาย เจ้าหน้าที่องค์กรให้เซ็นต์กระดาษค่าวิทยากร แต่ไม่ยอมลงจำนวนปัจจัยที่ถวายให้ (อ้างว่า เดี๋ยวไปเขียนเอง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บัดซบมากเลยนะ ถ้าคุณถวายค่าวิทยากรให้อาตมา ไม่กี่พันบาท แต่คุณไปลงในรายละเอียดของโครงการว่าถวายให้อาตมาถึง 40,000 บาท&amp;quot;&amp;nbsp;ปล. อาตมาจะแจ้งความนะ ทั้งองค์กรที่เคยไปบรรยาย ทั้งเพจที่เอาข้อมูลไปลงด้วย และยังได้คอมเมนท์เพิ่มเติมว่า &amp;quot;ทุกครั้งของการรับนิมนต์บรรยายธรรม อาตมาจะแจ้งเสมอว่าให้เป็นไปตามระเบียบขององค์กรและราชการ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พระมหาไพรวัลย์ ได้แชร์รายละเอียดค่าใช้จ่ายในโครงการอบรมสัมมนาสำหรับสมาชิกใหม่ ประจำปี 2562 &amp;quot;เพื่อพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างเหมาะสม&amp;quot; งบประมาณ 150,000 บาท ประกอบด้วย&amp;nbsp;- ค่าอาหารว่าง (1 มื้อ) 35*100*2&amp;nbsp;เป็นเงิน 7,000 บาท - ค่าอาหารว่าง (1 มื้อ) 35*50 *2 (คณะกรรมการ ที่ปรึกษา ผู้ตรวจสอบกิจการฯลฯ) &amp;nbsp;เป็นเงิน 3,500 &amp;nbsp;บาท - ค่าเอกสารเอกสารการอบรม&amp;nbsp;เป็นเงิน&amp;nbsp;2,000 บาท - ค่าอาหารกลางวัน(200 X 150 คน) เป็นเงิน&amp;nbsp;30,000&amp;nbsp;บาท (ร่วมรับทานอาหารกลางวัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ค่าวิทยากรพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ บรรยายธรรมเทศนา เป็นเงิน 40,000 บาท - ค่าเอกสารประกอบการอบรม (คู่มือสมาชิกสหกรณ์ฯ) เป็นเงิน 15,000&amp;nbsp;บาท - ค่าเบี้ยเลี้ยงคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่เป็นเงิน 46,800 บาท - ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นเป็นเงิน&amp;nbsp;5,000 บาท&amp;nbsp;รวมเป็นเงิน 149,300 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก เดอะ พิซซ่า เมตตาดี โพสต์ข้อความว่า นี่ไงครับ เอกสาร&amp;nbsp;ไพรวัลย์ ไม่เคยรับรู้เรื่องนี้เลยจริงๆเหรอครับ&amp;nbsp;https://www.spktcoop.com/.../doc.../20190927147113U1Uy0t.pdf&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โหลดไว้แล้วนะเตง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว&amp;nbsp;คณะกรรมการฝ่ายสวัสดิการและสารสนเทศ ร่วมกับฝ่ายจัดการสหกรณ์ โดย&amp;nbsp;สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการ จำกัด จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2562 ณ ห้องประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการ จำกัด ซึ่งมีการเปิดเผยรายละเอียดต่างๆทั้งหลักการและเหตุผลในการจัดโครงการ วัตถุประสงค์ วิทยากร และค่าใช้จ่ายต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101746</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าวิทยากร, พระนักเคลื่อนไหวการเมือง, พระมหาไพรวัลย์, พระรับเงิน, มหาเถรสมาคม, วัดสร้อยทอง, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_60911fb6da7ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101725</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 14:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 14:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พระมหาสมปอง&#039; ขำไม่ออก! มติ มส.ชี้เสียดสีการเมือง-รีวิวสินค้าไม่เหมาะ สั่งต้นสังกัดจัดการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค.64 - นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์ได้นำเสนอความคิดเห็นของพระมหาสมปอง ตาลปุตโต วัดสร้อยทอง แสดงความคิดเห็นเสียดสีโจมตีการทำงานของรัฐบาลช่วงสถานการณ์โควิด-19 ผ่านสื่อช่องทางต่างๆ อีกทั้งมีการประชาสัมพันธ์โฆษณาขายสินค้า (ปุ๋ยน้ำ) และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมออกสื่อสังคมออนไลน์ โดยตนได้สั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาความเห็นต่อการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว ซึ่งถือว่าไม่เป็นกิจของสงฆ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 11/2564 เมื่อวันที่ 30 เมษายน มีมติเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของพระมหาสมปองเข้าข่ายการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และเป็นการแสดงที่ไม่เหมาะสม และมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประสานพระสังฆาธิการที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ระบุอีกว่า ได้กำชับให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเร่งดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคมโดยด่วน โดยให้ประสานเจ้าอาวาสวัดต้นสังกัด รวมถึงเจ้าคณะปกครองสงฆ์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจสอบพฤติกรรมของพระสงฆ์ที่มีการกระทำที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ เพื่อมิให้เกิดความเสื่อมเสียวงการสงฆ์และพระพุทธศาสนาอีกต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101725</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระนักเคลื่อนไหวการเมือง, พระมหาสมปอง, มหาเถรสมาคม, วัดสร้อยทอง, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, อนุชา นาคาศัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_6090fde67772e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
