<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113626</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 17:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิด&quot;คู่มือต่อต้านค้ามนุษย์บนโลกไซเบอร์&quot;  มหิดลพัฒนาต่อยอดเป็น3 ภาษาครั้งแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาการค้ามนุษย์บนโลกไซเบอร์ หรือ โลกออนไลน์ นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จากการใช้โลกออนไลน์เป็นเครื่องมือประกอบอาชญากรรมดังกล่าว อาจารย์ ดร.วัชรฤทัย บุญธินันท์ ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา (IHRP) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในฐานะ &amp;quot;ปัญญาของแผ่นดิน&amp;quot; ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล&amp;nbsp; ได้ทำงานพัฒนาส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติในส่วนของกลุ่มเปราะบางที่เป็นเด็ก ซึ่งพบว่ามักตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ที่มีสาเหตุหลักมาจากปัญหาความยากจนและการขาดโอกาส โดยได้มีการสร้างนวัตกรรม &amp;quot;คู่มือต่อต้านการค้ามนุษย์&amp;quot; จากการลงพื้นที่จริง เพื่อศึกษาปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น จนได้แนวทางอันเป็นประโยชน์ซึ่งจะช่วยให้เกิดความรู้เท่าทัน จนไม่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ โดยพัฒนาเป็น &amp;quot;คู่มือต่อต้านการค้ามนุษย์บนโลกไซเบอร์&amp;quot; ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยหวังให้เกิดความรู้เท่าทัน และขยายผลสู่การแก้ไขในระดับนโยบายของประเทศต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.นภารัตน์ กรรณรัตนสูตร ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสิทธิมนุษยชน(นานาชาติ) โครงการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา (IHRP) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในฐานะหัวหน้าทีมผู้วิจัยและพัฒนา &amp;quot;คู่มือต่อต้านการค้ามนุษย์บนโลกไซเบอร์&amp;quot; ซึ่งเกิดจากการได้ลงพื้นที่ศึกษาปัญหาแรงงานเด็กข้ามชาติที่จังหวัดสมุทรสาคร แล้วพบว่า เด็กกลุ่มเปราะบางที่เป็นแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ต้องหยุดเรียนกลางคันตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษา เนื่องจากพ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ต้องการเกษียณตัวเอง แล้วให้ลูกออกมาหางานทำเพื่อช่วยเหลือครอบครัว&amp;nbsp; เหมือนตัวเองที่ต้องเริ่มทำงานตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งทำให้เด็กๆ ส่วนใหญ่ใช้เวลาบนโลกออนไลน์&amp;nbsp; และมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์เนื่องจากขาดความตระหนักรู้ถึงกลยุทธ์ในการหลอกลวงของผู้ค้ามนุษย์ จากที่มาของการไม่ตระหนักรู้ถึงการค้ามนุษย์บนโลกออนไลน์นี้ จึงนำมาสู่การสร้างคู่มือพร้อมสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆ เช่น สื่อนิทานที่เป็นการ์ตูน ซึ่งแปลออกเป็น 3 ภาษา คือ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และภาษาพม่า รวมถึงเพลงประกอบชื่อ Cyber Zone&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปัจจุบันการค้ามนุษย์ได้ขยายสู่โลกออนไลน์ จึงขอแนะนำให้ผู้ที่กำลังหางานทำ ไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือ คนข้ามชาติ ศึกษาหาข้อมูลรายละเอียดสถานการณ์การจ้างงานหรือ การปฏิบัติของนายจ้างต่อแรงงานจากแหล่งที่น่าเชื่อถือไว้ใจได้ เช่น เว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชนหรือภาคประชาสังคมที่ทำงานกับกลุ่มแรงงานโดยตรง หรือติดต่อกับกลุ่มแรงงานที่ทำงานในพื้นที่ผ่านทาง Facebook เป็นต้น นอกจากนี้ อย่าหลงเชื่อการโฆษณาชวนเชื่อทางโลกออนไลน์ที่ว่า เงินดี งานสบาย และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นเพราะผู้ที่มีส่วนร่วมในการค้ามนุษย์ เช่น นายหน้า หรือ ผู้ค้ามนุษย์ ไม่ได้ข้อมูลที่เป็นจริง เมื่อผู้ที่กำลังหางานนั้นหลงเชื่อคำสัญญาที่หลอกลวงของกลุ่มผู้ค้ามนุษย์ให้เดินทางมาทำงาน&amp;nbsp; พวกเขามักจะมีโอกาสตกเป็นเหยื่อแรงงานที่มีพันธนาการหนี้ (debt bandage) เพราะต้องชำระค่าสมัคร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ&amp;quot;ผศ.ดร.นภารัตน์กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113626</URL_LINK>
                <HASHTAG>การค้ามนุษย์บนโลกไซเบอร์, คู่มือต่อต้านการค้ามนุษย์, มหิดล, สถาบันสิทธิมนุษยชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210817/image_big_611b8dceb5928.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111248</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 11:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 11:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิต้านทานมหิดลแจงยิบใครที่ได้SVเข็ม1ควรดีใจที่จะได้ AZ เข็ม2 เพราะกระตุ้นภูมิได้ดีขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.64- &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.พญ.ประภาพร พิสิษฐ์กุล ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิต้านทาน จาก ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เฟซบุ๊ก Prapaporn Pisitkun ว่าการจะหยุดการระบาดของโควิดและให้ระบบสาธารณสุขไปต่อได้คนส่วนใหญ่จะต้องมีภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้อโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์การติดเชื้อโควิดในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะยังระบาดกันต่อเนื่องอย่างที่ทุกคนได้เห็นข่าวตัวเลขของผู้ติดเชื้อที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและข่าวของโรงพยาบาลต่างๆที่แทบจะไม่เหลือเตียงรับผู้ป่วยแล้ว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการฉีดวัคซีนจึงเป็นสิ่งสำคัญในการจะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (ที่ปลอดภัย) มากกว่าการจะปล่อยให้แต่ละคนติดเชื้อแล้วสร้างภูมิคุ้มกันเอง (อันนี้ไม่ปลอดภัย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสถานการณ์ปัจจุบันทุกภาคส่วนกำลังพยายามบริหารจัดการวัคซีนให้ผู้คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้และได้รับวัคซีนที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการฉีดวัคซีนแบบสลับไขว้ระหว่าง SV1/AZ2 โดยมีข้อมูลเบื้องต้นว่ากระตุ้นภูมิป้องกันโควิดได้ แต่ก็ยังมีผู้กังวลใจหลังไมค์มาถามหมอกันมากมายว่ามันจะได้ผลจริงไหม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้หมอเลยจะมาเล่าเรื่องการกระตุ้นภูมิคุ้มกันโดยการใช้วัคซีนแต่ละชนิดสลับกันว่าระบบภูมิคุ้มกันของเราจะตอบสนองต่อวัคซีนเหล่านี้อย่างไร &amp;nbsp;มีข้อมูลบ้างไหมที่จะสนับสนุนว่าการทำแบบนี้น่าจะได้ผลหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Q1: ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองต่อวัคซีนโควิดอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อร่างกายเจอเชื้อโรคครั้งแรกจากการฉีดวัคซีน ระบบภูมิคุ้มกันหลายตำแหน่งจะถูกกระตุ้น &amp;nbsp;และเพื่อที่ร่างกายจะได้มีภูมิป้องกันต่อการติดเชื้อครั้งหน้าร่างกายจะสร้างเซลล์ที่มีความทรงจำ (Memory cell) หรือสร้างแอนติบอดีขึ้นมา โดยจะเริ่มมีการสร้างในปริมาณไม่มากในช่วงสัปดาห์ที่ 1-2 (ดังรูปที่ 1) และถ้าไม่มีตัวกระตุ้นอีกระดับของภูมิคุ้มกันจะลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะฉะนั้นหมายความว่าถ้าเราได้วัคซีนเพียง 1 เข็ม ภูมิคุ้มกันจะขึ้นไม่สูงมาก &amp;nbsp;แต่เมื่อเราทิ้งระยะห่างไปสักพักแล้วฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 2 จะเห็นได้ว่าระดับของแอนติบอดีจะขึ้นไปสูงมากขึ้นและจะมีผลป้องกันการติดเชื้อมากขึ้น &amp;nbsp;ถึงแม้ว่าระดับภูมิคุ้มกันที่ขึ้นนั้นไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นจากการฉีดวัคซีนนี้จะสามารถลดอาการและความรุนแรงของการติดเชื้อได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากการระบาดของเชื้อโควิดรอบนี้ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีอาการรุนแรงและมีจำนวนมากเกินกว่าศักยภาพของระบบสาธารณสุขของไทยไปมาก &amp;nbsp;การได้รับการฉีดวัคซีนให้ครบทั้ง 2 เข็มจะสามารถผ่อนหนักเป็นเบาให้กับผู้ป่วยไม่ให้มีอาการรุนแรงจนต้องเข้าห้องไอซียู (ซึ่งไม่มีเตียงเหลือแล้ว) และทำให้บุคลากรการแพทย์มีกำลังเพียงพอที่จะให้การดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Q2: ระบบภูมิคุ้มกันจะงงไหม ถ้าให้เข็มแรกเป็นชนิดหนึ่งแล้วเข็มสองเป็นอีกชนิดหนึ่ง &amp;nbsp;ระบบภูมิคุ้มกันเราจะรู้ไหมว่าอันนี้เป็นเข็มสอง (จะสูญเปล่าไหม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าระบบภูมิคุ้มกันของเราทุกคนมีความฉลาดกว่าที่เราคาดคิดไว้มากๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัคซีนแต่ละชนิดหรือคนละเทคโนโลยีเป็นเพียงวิธีการที่แตกต่างกันในการที่จะส่งชิ้นส่วนของเชื้อโรคเข้าไปให้เซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันให้รู้จัก (ดูจากโพสต์หมอก่อนหน้านี้) โดยจุดหมายปลายทางที่วัคซีนทุกชนิดจะจัดส่งข้อมูลของเชื้อโรคไปที่เซลล์ชนิดเดียวกันซึ่งก็คือ &amp;nbsp;Antigen-presenting cells หรือ APC (ดังรูปที่ 2) และเมื่อ APC รู้จักหน้าตาของเชื้อโรคก็จะไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันด่านหลังทั้ง B และ T เซลล์ เพื่อสร้างภูมิป้องกันโควิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นไม่ว่าครั้งแรก (Prime) กับครั้งที่สอง (Boost) จะเป็นวัคซีนคนละชนิดแต่การส่งชิ้นส่วนของเชื้อโรคไปที่เซลล์เดียวกัน เซลล์เม็ดเลือดขาวจะรับรู้ว่าเป็นการกระตุ้นครั้งที่ 1 และซ้ำครั้งที่ 2&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นโดยหลักการทางภูมิคุ้มกันการฉีดวัคซีนที่ต่างชนิดกันจึงกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกเหนือจากนี้แล้วการฉีดวัคซีนคนละชนิดอาจทำให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันต่อตำแหน่งของเชื้อโรคที่แตกต่างกันซึ่งอาจส่งเสริมฤทธิ์ของการกระตุ้นภูมิให้ดีขึ้น (ในทางทฤษฏี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Q3: มีข้อมูลบ้างไหม (ในทางปฏิบัติ) ที่จะสนับสนุนว่าการฉีดวัคซีนแบบสลับนี้น่าจะได้ผลหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การต่อสู้กับ Pandemic COVID ครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายทราบกันดีว่าจะต้องมีการใช้วัคซีนหลายประเภทเพื่อจัดการกับเชื้อโควิดที่มีการกลายพันธุ์เหล่านี้ และจะมีการขาดแคลนวัคซีนเนื่องจากมีความต้องการอย่างมากทั่วโลก จึงมีผู้วิจัยทำการศึกษาการสลับวัคซีนชนิดต่างๆแล้วดูผลของการสร้างแอนติบอดีและการตอบสนองของ T cells โดยในงานวิจัยนี้ได้ใช้วัคซีนทั้ง 4 ประเภทที่ทำขึ้นในประเทศจีนเพื่อ Proof of concept ว่าการฉีดวัคซีนไขว้แบบไหนจะมีการกระตุ้นภูมิได้ดีที่สุด (รูปที่ 3) โดยวัคซีนเข็มแรกและเข็มสองจะฉีดห่างกัน 3 สัปดาห์ และเจาะเลือดที่ 2 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 2&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเราจะสนใจดูผลของการฉีดวัคซีนเชื้อตาย (Sinopharm) และ adenovirus vector (Cansino) ซึ่งเป็นสูตรวัคซีนที่ใกล้เคียงกับที่ประเทศไทยได้เริ่มฉีดกันแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบุคคลทั่วไปอาจดูรูปกราฟแล้วงงๆ หมอจะสรุปให้ฟังง่ายๆคือการฉีดวัคซีนสลับกันระหว่างเชื้อตายและ adenoviral vector สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันชนิดแอนติบอดี้ได้มากกว่าการฉีดวัคซีนเชื้อตายอย่างเดียว (2 เข็ม) หรือ adenoviral vector ( 1 เข็ม) โดยพบว่าไม่มีความแตกต่างกันของระดับ neutralizing antibody ระหว่างกลุ่มที่ฉีดเชื้อตายก่อนแล้วตามด้วย adenovirus vector เมื่อเปรียบเทียบกับ adenovirus vector ก่อนแล้วตามด้วยวัคซีนเชื้อตาย &amp;nbsp;
แต่ถ้าวัดระดับแอนติบอดีต่อ Spike protein จะพบว่าการฉีดวัคซีนเชื้อตายแล้วตามด้วย adenovirus vector จะให้ระดับแอนติบอดีที่สูงกว่าการฉีดสลับกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในการศึกษานี้ไม่ได้เปรียบเทียบระดับแอนติบอดีของการฉีดสลับระหว่างวัคซีนเชื้อตายกับ adenovirus vector เปรียบเทียบกับการฉีด adenovirus vector 2 เข็ม จึงทำให้ไม่ทราบว่าประสิทธิภาพของการฉีดจะเป็นอย่างไรถ้าเปรียบเทียบกับการฉีด Adenovirus vector 2 &amp;nbsp;เข็ม นอกจากนี้ชนิดของ Adenovirus ที่ใช้จาก Cansino ก็แตกต่างจาก AZ ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ผลที่ได้จากการศึกษานี้บ่งชี้ว่าการฉีดแบบสลับนี้กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าการให้วัคซีนเชื้อตาย 2 เข็มอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.tandfonline.com/.../10.../22221751.2021.1902245&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Q4: มีหลักฐานไหมว่าการฉีดวัคซีนสลับชนิดกันนั้นจะมีประสิทธิภาพดีในบุคคลที่ได้รับการฉีดวัคซีนแบบสลับชนิด
ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นการสลับการฉีดระหว่าง mRNA กับ adenovirus vector&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดมีอาจารย์หลายท่านรีวิวแล้ว หมอแนะนำให้ติดตามอ่านเพจ อาจารย์มานพ ซึ่งรีวิวไว้หลายเปเปอร์
สำหรับการไขว้สูตรอย่างที่กำลังทำกันในเมืองไทยเกิดขึ้นเนื่องจากข้อจำกัดของวัคซีนที่มีให้ใช้ในขณะนี้&amp;nbsp;
(หวังว่าข้อจำกัดนี้จะหมดไปในเร็ววัน) และคงต้องมีการเก็บข้อมูลของประเทศไทยเองว่าประสิทธิภาพจะเป็นอย่างไรเพื่อนำมาปรับสูตรวัคซีนที่เหมาะสมกับสถานการณ์การระบาดและชนิดของเชื้อกลายพันธุ์ต่อไป
ข้อแนะนำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เกี่ยวข้องควรเตรียมจัดหาวัคซีนให้หลากหลายชนิดและมากเพียงพอ เพราะว่ามีแนวโน้มที่จะต้องได้ใช้วัคซีนไขว้ชนิดต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกัน และมีความจำเป็นที่จะต้อง Boost ให้ผู้ที่ได้รับ Sinovac ไปแล้ว 2 เข็ม (ถึงแม้จะไม่ใช่บุคลากรการแพทย์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Take home message&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- การฉีดวัคซีนที่มีในปัจจุบันเพื่อลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยติดเชื้อโควิด (อยากให้รีบไปฉีดกัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- การฉีดวัคซีน 1 เข็ม (Prime) มีประสิทธิภาพน้อยกว่าการฉีด 2 เข็ม (Prime + Boost) ดังนั้นควรต้องไปรับวัคซีนเข็มสองตามกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- วัคซีนทุกชนิดส่งข้อมูลลักษณะหน้าตาของเชื้อให้ที่เซลล์ชนิดเดียวกัน (APC) และสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันปลายทางได้เหมือนกัน (การฉีดวัคซีนไขว้ หรือ Heterologous Prime-Boost สามารถกระตุ้นภูมิได้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- การฉีดวัคซีนแบบไขว้ระหว่างวัคซีนเชื้อตายกับ adenovirus vector สามารถกระตุ้นภูมิได้ดีกว่าการฉีดเชื้อตายสองเข็ม (ดังนั้นใครที่ได้ Sinovac มาแล้ว 1 เข็มควรดีใจที่จะได้ AZ เป็นเข็มที่สอง เพราะกระตุ้นภูมิได้ดีขึ้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111248</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนไขว้, มหิดล, รศ.พญ.ประภาพร พิสิษฐ์กุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210727/image_big_60ff869594cf3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2025 18:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 21:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มหิดลพัฒนาชุดตรวจโควิด รู้ผลเร็วสิงหานี้คนไทยได้ใช้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค. 2564 ศ.ดร.นพ.ภัทรชัย กีรติสิน ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าว่า ด้วยความเป็นเลิศทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยมหิดลสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)morroc168 แห่งสหประชาชาติ ในข้อที่ 3 ที่ว่าด้วยเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Good Health and Well-being) และในข้อที่ 9 : โครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (Industry, Innovation and Infrastructure) โดย สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดลสนับสนุนและดำเนินการให้ผลงานชุดตรวจ COVID-19 แบบรู้ผลเร็ว ของภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการยื่นจดอนุสิทธิบัตร จาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนจับคู่ทางธุรกิจกับภาคเอกชนนำไปสู่การพัฒนาจนได้รับการรับรอง นำไปสู่การพัฒนาจนได้การรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) และได้มาตรฐานสากล ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะสามารถขยายตลาดไปสู่ในระดับภูมิภาคอาเซียนได้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นวัตกรรมที่มีคุณภาพนี้ผลิตได้ในประเทศไทย ทำให้มีต้นทุนที่ต่ำลง และประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันเศรษฐกิจไทย และทำให้ประชาชนชาวไทยได้รับประโยชน์จากผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยมหิดลได้มากที่สุด จากการสรรหาผู้ร่วมทุนที่มีศักยภาพในการผลิตสูงโดยเน้นบริษัทที่เป็นคนไทย เพื่อที่จะสนับสนุนธุรกิจของประเทศไทย รวมทั้งให้คำปรึกษาและบริหารจัดการโดยพิจารณาจากองค์ประกอบทั้งในเรื่องต้นทุน การกระจายสินค้า ตลอดจนเครื่องจักรผลิตที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้คนไทยได้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากล จากฝีมือคนไทย ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการนำเข้าจากต่างประเทศได้อย่างมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลงานสร้างชื่อล่าสุด คือ ชุดตรวจ COVID-19 แบบรู้ผลเร็ว ซึ่งตอบโจทย์วิกฤติของประเทศและทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ ทำให้มั่นใจได้ว่า มหาวิทยาลัยมหิดลจะไม่ทอดทิ้งคนไทย และใส่ใจสิ่งแวดล้อมในขณะเดียวกัน จากคุณสมบัติพิเศษของชุดตรวจที่ใช้น้ำยาซึ่งสามารถทำลายเชื้อไวรัสได้ในขณะตรวจ โดยจะไม่ทำให้เชื้อแพร่กระจายในสิ่งแวดล้อมและรู้ผลการตรวจได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งสามารถต่อยอดไปเป็นชุดตรวจสำหรับประชาชนทั่วไป (self test) ที่ใช้งานง่ายและสะดวก สามารถทำการตรวจได้ด้วยตนเอง คาดว่าจะสามารถผลิตและจำหน่ายได้ในเดือนสิงหาคม 2564 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก้าวต่อไป มหาวิทยาลัยมหิดล โดยภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จะมุ่งวิจัยและพัฒนาชุดตรวจหาภูมิคุ้มกันแบบยับยั้งที่เรียกว่า Neutralizing Antibody ซึ่งจะสามารถตรวจสอบได้ว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว หรือผู้ที่หายป่วยจาก COVID-19 มีภูมิต้านทานเพียงพอกับการป้องกันเชื้อไวรัสหรือไม่ ทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิม และสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ โดยทางทีมผู้วิจัยหวังว่าจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว และเข้าถึงการตรวจได้ง่าย ทำให้หน่วยงานของรัฐสามารถวางแผนมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยรวมทั้งสังคม&amp;nbsp; และเศรษฐกิจของประเทศชาติในทุกๆ ด้านอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110001</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุดตรวจโควิด, มหิดล, สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f192c9a073b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109119</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 09:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 09:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มหิดลแนะเรียนรู้อยู่กับสารเคมีให้ปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สารเคมีอยู่รอบตัวเรา เราทุกคนต่างต้องใช้ชีวิตอยู่กับสารเคมีซึ่งเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น หากทุกคนได้เรียนรู้ที่จะประเมินความเสี่ยงจากอันตรายของสารเคมี จะทำให้อยู่กับสารเคมีได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.ดร.เอกสิทธิ์ สมสุข อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สารเคมีที่อยู่ในห้องปฏิบัติการ ส่วนใหญ่จะเก็บไว้เพื่อใช้ทดลองในปริมาณที่ไม่มาก จึงไม่เป็นอันตรายเท่าสารเคมีที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งตามมาตรฐานความปลอดภัย จะต้องมีการประเมินความเสี่ยงของความอันตราย มีระบบที่ตรวจจับความอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ที่สำคัญโรงงานที่ใช้สารเคมีอันตรายควรตั้งอยู่ในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมและอยู่ห่างไกลจากเขตชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อุบัติเหตุโรงงานกิ่งแก้วอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่นจากการทำปฏิกิริยาจนเกิดความร้อน และแรงดัน หรือมีการรั่วของแก๊สที่ทำให้ติดไฟ จนทำให้เกิดการระเบิด โดยได้มีการยับยั้งอุบัติเหตุด้วยการพยายามใช้โฟมในการดับไฟและพยายามปิดวาล์วเพื่อทำให้สารเคมีออกสู่สิ่งแวดล้อมน้อยลง จากนั้นทำให้อุณหภูมิของถังเก็บสารเคมีต่ำลงด้วยการหล่อเย็น เพื่อที่จะยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาที่ไม่คาดฝัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจารย์เอกสิทธิ์ แนะนำถึงกรณีเกิดการระเบิดเพลิงไหม้จากสารเคมีอันตราย ในเบื้องต้นควรหลีกหนีสถานที่เกิดเหตุให้ไกลจากความอันตราย ควรหลีกเลี่ยงการสูดดมสารที่ระเหยออกมา อยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ใช้หน้ากากอนามัยซึ่งไม่สามารถป้องกันอันตรายจากการระเหยของสารเคมีได้ นอกจากนี้ หากสารเคมีโดนผิวหนังควรล้างด้วยน้ำสบู่ แต่ถ้าโดนดวงตาให้ล้างด้วยน้ำสะอาด และถ้าถึงกับเกิดอาการหมดสติควรรีบส่งพบแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ในฐานะนักเคมี ไม่อยากให้ทุกคนกลัวสารเคมี แต่ควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับสารเคมีด้วยความปลอดภัย รู้จักการประเมินความเสี่ยงของความอันตรายเพื่อลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝัน โดยที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการเปิดสอนรายวิชาความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการให้กับนักศึกษาของคณะฯ ในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ปริญญาตรี ไปจนถึงปริญญาเอก นอกจากนี้ยังได้มีการเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยมหิดลได้ลงทะเบียนเรียน MU LabPass ออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าศึกษาจริงในห้องปฏิบัติการ และก้าวต่อไปจะผลักดันให้เป็นหลักสูตรอบรมออนไลน์ระยะสั้นสำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นการส่งเสริมสังคมอุดมปัญญา &amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109119</URL_LINK>
                <HASHTAG>มหิดล, ยู่กับสารเคมีให้ปลอดภัย, สารเคมี, เอกสิทธิ์ สมสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210709/image_big_60e7aef9c8aeb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 21:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหล้าส่งผลความรุนแรงต่อผู้หญิงในช่วงโควิด-19.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พิษ! โควิด-19 ส่งผลใกล้ตัว มหิดลจับมือ สสส.สำรวจ 9 จังหวัด 40 อำเภอ ผู้หญิงเสี่ยง เผชิญความรุนแรงในชีวิตเกือบ 100% สอดคล้องกับข้อมูล WHO ต้องอยู่ร่วมกับคนในครอบครัวที่ทำรุนแรง แถมถูกบังคับให้ยอมความคดีละเมิด เข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม สสส.-ภาคีเครือข่าย ยื่น 8 ข้อเสนอช่วยเหลือสตรี เด็ก และคนพิการที่ประสบความรุนแรงในชีวิตและครอบครัว ครอบครัวไทยน่าเป็นห่วงร้อยละ 5.8 เหล้าเพิ่มดีกรีความหงุดหงิด โมโห ไม่สามารถควบคุมการใช้อารมณ์กับคนในครอบครัวได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ภรณี ภู่ประเสริฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเมื่อวันที่ 20 เมษายน ว่า จากการสำรวจความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในชุมชน ทั้งหมด 9 จังหวัด 40 อำเภอ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ราชบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ พิษณุโลก อุดรธานี อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี และสงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยทางคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากร้อยละ 34.6 ในปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 42.2 ในปี 2563 สะท้อนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับผลสำรวจสุขภาพผู้หญิงและบุคคลในครอบครัวช่วงสถานการณ์โควิด-19 ขององค์การอนามัยโลก ปี 2563 ที่พบสาเหตุทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว 4 ปัจจัย ได้แก่ 1.คนในครอบครัวต้องอาศัยอยู่กับผู้กระทำความรุนแรงมากขึ้น 2.เกิดความเครียดสะสมในครอบครัวจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ 3.การเว้นระยะห่างทางสังคมจากญาติ พี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก และ 4.ผู้ถูกกระทำความรุนแรงเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือเมื่อถูกละเมิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นจุดเริ่มต้นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภรณีกล่าวต่อว่า สสส.ได้สนับสนุนกลไกป้องกันความรุนแรงร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ ให้ก้าวข้ามจากปัญหา เห็นศักยภาพตัวเอง และเข้ามามีส่วนช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงรายอื่นต่อไป ผ่านกระบวนการสร้างเครือข่ายผู้ก้าวข้ามความรุนแรง ที่จะทำหน้าที่ประสาน ส่งต่อ และให้คำแนะนำทางกฎหมายกับผู้ถูกกระทำความรุนแรงให้ได้รับการช่วยเหลือในกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากนั้นจะรวบรวมสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดกับเด็กและผู้หญิงพิการมาวิเคราะห์ จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้ เพื่อทำให้ทุกคนได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการบริการของรัฐ ที่ผ่านมายังพบว่าความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้หญิงเพียงอย่างเดียว ยังมีเด็กและคนพิการจำนวนหนึ่งต้องเผชิญความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาที่พบคือ ผู้ถูกกระทำความรุนแรงกลุ่มนี้มักจะเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ช่วงการระบาดโควิด-19 มีโอกาสเพิ่มความรุนแรงในครอบครัวสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในปี 2564 ทางเครือข่ายมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ ได้ยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการบริการที่เป็นมิตร คำนึงถึงความต้องการผู้ประสบความรุนแรง 8 ข้อ ได้แก่ 1.ควรมีบทลงโทษทางอาญาต่อผู้ชายที่ไม่รับผิดชอบการกระทำ หรือหลอกลวงให้มีเพศสัมพันธ์ 2.ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบประชาสัมพันธ์บทบาทหน้าที่การให้ความช่วยเหลือของศูนย์ช่วยเหลือสังคม (1300) อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง 3.ภาครัฐควรมีบริการทางเลือกที่ปลอดภัยให้กับเด็ก และสตรีที่ท้องไม่พร้อม 4.ภาครัฐจัดสรรงบประมาณและบูรณาการร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน โดยจัดสถานที่เลี้ยงเด็กให้กับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว 5.รัฐจัดสรรงบประมาณจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเด็ก สตรี และคนพิการที่ประสบความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัวเพื่อการดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6.รัฐควรจัดบริการทางการแพทย์ บริการทางสังคม และการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกโดยคำนึงเด็ก และสตรีพิการ 7.ศูนย์ปฏิบัติการความรุนแรง กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (ศปก.สค.) ควรมีบริการที่เป็นมิตร เข้าใจ ไม่ซ้ำเติม สนับสนุนทางเลือกในการแก้ไขปัญหา แนะนำช่องทางการช่วยเหลือ โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ประสบความรุนแรงเป็นสำคัญ และ 8.ควรมีการปรับปรุงระบบการบริการที่รวดเร็วในชั้นพนักงานสอบสวน การจัดหาล่าม ผู้เชี่ยวชาญในการสื่อสารให้กับเด็ก ผู้หญิง และคนพิการที่ประสบความรุนแรง ทั้ง 8 ข้อเสนอมีเป้าหมายขับเคลื่อนเรื่องการป้องกันความรุนแรงสำหรับคนทุกกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ผลสำรวจมหาวิทยาลัยมหิดลและ สสส.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการสำรวจพบว่า ครอบครัวไทยร้อยละ 23.4 ไม่มีปัญหาด้านการเงินและสามารถดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของครอบครัว ขณะที่ร้อยละ 76.7 ต้องเผชิญปัญหาด้านการเงินและเศรษฐกิจในระดับที่แตกต่างกันไป ต้องใช้หน้ากากอนามัยผ้าร้อยละ 96.4 มีความพยายามหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้าน หรือจำเป็นต้องออกก็จะสวมหน้ากากทุกครั้ง ไม่ไปอยู่ในที่สาธารณะที่มีผู้คนแออัดและหลีกเลี่ยงงานเลี้ยงสังสรรค์ร้อยละ 88.3 ใช้ร่างกายและเลือกกินร้อนช้อนกลางส่วนตัวและล้างมือบ่อยขึ้นร้อยละ 84.3 ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวร้อยละ 94.6 รองลงมารู้สึกมีความสุขที่ได้อยู่ร่วมกับครอบครัวร้อยละ 84.0 มีการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ร่วมกับครอบครัวร้อยละ 68.9&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ครอบครัวไทย 96.0% ไม่ใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายกัน สมาชิกครอบครัวร้อยละ 56.4 ควบคุมการใช้อารมณ์รุนแรงหรือไม่ใช้อารมณ์รุนแรงกับคนในครอบครัว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ครอบครัวไทยร้อยละ 5.8 เมื่อมีความหงุดหงิด โมโห ไม่สามารถควบคุมการใช้อารมณ์กับคนในครอบครัวได้เลย ที่ผ่านมาพบว่ามีสมาชิกในครอบครัวร้อยละ 0.9 มีการใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายกันจนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นผลมาจากความตึงเครียดในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบมาจากภาวะวิกฤติโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วิธีการโอบอุ้มครอบครัวเปราะบางที่มีเด็กเล็ก เพื่อลดความเสียหายต่อการพัฒนาศักยภาพประชากรรุ่นใหม่ของสังคมไทย เพราะเด็กปฐมวัยคือโอกาสทองของการพัฒนาทุนมนุษย์ เด็กกลุ่มนี้คือประชากรรุ่นที่จะต้องรับผิดชอบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอีก 10-15 ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;สังสรรค์ช่วงแพร่ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;มีผลทำลายภูมิคุ้มกันร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยว่า การดื่มสุราอย่างหนัก เพิ่มความเสี่ยงให้บุคคลนั้นสัมผัสเชื้อและแพร่เชื้อโรคติดต่อได้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มความรุนแรงของอาการอีกด้วย เป็นที่ทราบกันดีว่า แอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อและการดำเนินโรคติดต่ออื่นๆ เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ เป็นที่ทราบกันดีว่า สำหรับการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกัน โดยกลไกการติดเชื้อเกิดได้จากผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของอวัยวะ เช่น ปอด ตับ ลำไส้ หรือเป็นผลจากฤทธิ์ต่อจิตประสาทของแอลกอฮอล์ที่มีต่อความสามารถในการทำหน้าที่ การรู้คิดและพฤติกรรม ทำให้ขาดการยับยั้งชั่งใจ การมีพฤติกรรมเสี่ยงซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทการดื่มที่มีผลต่อความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ระบุว่า โดยปกติร่างกายคนเราจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้ออยู่สองชนิด คือ ภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด (innate) และภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลัง (acquired) มนุษย์ส่วนใหญ่เกิดมาพร้อมภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้อบางชนิดที่มีมาแต่กำเนิด ร่างกายเราจึงสามารถตรวจจับเชื้อโรคที่พบบ่อยได้ และกระตุ้นกลไกป้องกันด่านหน้าเพื่อจัดการภัยคุกคามที่พบบ่อย แต่ระบบภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดนี้ทำงานแบบไม่จำเพาะเจาะจง และไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคชนิดใหม่ๆ ได้เสมอไป ดังนั้นระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลัง (acquired) หรือที่ปรับตัว (adaptive) จึงเข้ามาทำหน้าที่ ภายหลังจากถูกกระตุ้นด้วยสารเคมีที่ส่งสัญญาณว่ามีเชื้อโรคเข้ามาในร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลังจะมีวิวัฒนาการจนมีความจำเพาะสูงมากและสามารถแยกแยะเชื้อโรคที่มีความแตกต่างกันแม้เพียงเล็กน้อยได้ และกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อด้วยวิธีการสร้างแอนติบอดีที่จำเพาะไปจับและทำลายเชื้อโรคนั้นๆ เซลล์เหล่านี้จะสามารถ &amp;ldquo;จดจำ&amp;rdquo; เชื้อโรคและไวรัสที่เคยเจอมาก่อน และจะนำมาใช้อีกหากเกิดการติดเชื้ออีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แอลกอฮอล์อาจทำให้ภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดและภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลังตอบสนองต่อโคโรนาไวรัสได้ไม่ดีด้วยเหตุผลหลายอย่างดังนี้:&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; แอลกอฮอล์ไปเพิ่มจำนวนตัวรับ (receptors) ที่เป็นช่องทางหลักของการติดเชื้อไวรัสโคโรนา เช่น SARS ที่ปอด ระบบทางเดินอาหาร และหัวใจ ทำให้เพิ่มโอกาสติดเชื้อไวรัสโคโรนา เช่น โควิด-19 ได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; การดื่มสุราอาจเพิ่มโอกาสการติดเชื้อโควิด-19 และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยอาจทำให้เกิดกระบวนการ &amp;ldquo;อักเสบรุนแรง (hyper-inflammation)&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่มากเกินปกติ ตามมาด้วยการทำงานของเซลล์ในการตอบสนองภูมิคุ้มกันลดลง ดังนั้นการดื่มสุราจึงมีผลทั้งลดภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ และยังเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการกระตุ้นการตอบสนองภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; การดื่มสุรายังอาจทำให้ความสามารถของร่างกายในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อบกพร่องไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สรุปว่า การดื่มสุราจึงมีผลทั้งลดภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ และยังเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการกระตุ้นการตอบสนองภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;การดื่มเหล้าทำให้เสี่ยงและง่ายต่อการติดโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีหลักฐานวิชาการจำนวนมากที่พบว่า สุรามีผลอย่างมากต่อการแพร่เชื้อโควิด-19 เพราะทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแต่เริ่มต้นก้าวแรก รวมถึงการดื่มและลักษณะบริบทหรือสถานที่ดื่มยังเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงของการดื่มสุราในการแพร่เชื้อโควิดมากกว่า จากผลโดยตรงทางสรีรวิทยาต่อการรับเชื้อและแพร่เชื้อของบุคคลนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การได้รับสุราแม้เพียงเล็กน้อยทำให้ความยับยั้งชั่งใจลดลง และความรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น การตัดสินใจบกพร่อง ความสามารถและกระบวนการคิดแย่ลง ทั้งด้านความจำ ความสามารถในการจดจ่อสมาธิ และการวางแผน ยิ่งเมื่อเมาสุรา การตัดสินใจก็จะแย่ลง การศึกษาในห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่า การรับรู้ ทักษะด้านการเคลื่อนไหว และความสามารถในการคิดเริ่มลดลงตั้งแต่ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดไม่มาก บ่งบอกว่าสุราทำให้การตัดสินใจแย่ลงก่อนที่จะมีอาการมึนเมา หรือก่อนที่ผู้ดื่มจะรู้สึก &amp;ldquo;เมา&amp;rdquo; ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสถานการณ์โรคระบาดนี้ เช่น การกอดกัน หรือการยืนใกล้กับผู้อื่นมากเกินไป เนื่องจากเชื้อโควิด-19 ติดต่อได้ง่ายมาก จึงสามารถแพร่ระบาดจากคนสู่คนด้วยการสัมผัสโดยตรง หรือผ่านทางอากาศ ซึ่งความเสี่ยงจะสูงขึ้นอย่างมากเมื่ออยู่ใกล้ชิดกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; บริบทการดื่ม ร่วมกับผลของการดื่มสุราต่อความคิดและพฤติกรรมในขณะนั้นของผู้ดื่ม ทำให้เกิดการแพร่เชื้อโควิด-19 ได้มากขึ้น การไปผับ/บาร์เป็นตัวอย่างหนึ่งของพฤติกรรมทางสังคมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่เชื้อโควิด-19 ผับ/บาร์มักมีผู้คนหนาแน่นวนเวียนอยู่ด้านในอาคารปิด และคนจำนวนมากสัมผัสใกล้ชิดซึ่งกันและกันในพื้นที่จำกัด การระบายอากาศอาจไม่เพียงพอ และอัตราการไหลเวียนอากาศจำกัด คนที่ดื่มสุราไม่สามารถใส่หน้ากากปิดจมูกและปากได้ และการยับยั้งชั่งใจที่ลดลงจะยิ่งไม่ระวังตัวในการเว้นระยะห่างทางสังคม เสียงที่ดังและการขาดความยับยั้งชั่งใจจะทำให้ผู้ดื่มต้องเข้าใกล้กันมากขึ้นและตะโกนเสียงดัง หรือบางครั้งอาจมีการร้องเพลง เต้นรำ หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ต้องออกแรงอื่นๆ (ทำให้เพิ่มอัตราการหายใจและหายใจแรงขึ้น) จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการสัมผัสตัวกับลูกค้าคนอื่นและการสัมผัสพื้นผิวต่างๆ (โต๊ะ กระจก) อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อด้วยเช่นกัน เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่มักจะไม่รู้จักกัน คนที่รู้สึกไม่สบายอาจคำนึงถึงโอกาสแพร่เชื้อโควิด-19 น้อยกว่าการเข้าร่วมงานในเครือข่ายสังคมหรือครอบครัวของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทฤษฎีเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากรายงานและการศึกษาจำนวนมากที่กล่าวว่า บริบทสังคมที่มีสุราเป็นหลักนั้นมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง (super-spreader) ทำให้ขยายวงการระบาดในระยะแรกของการระบาดใหญ่ หรือกลับมาระบาดซ้ำหลังควบคุมโรคได้แล้ว ตัวอย่างในประเทศไทยที่เห็นได้ชัด การแพร่ระบาดครั้งใหม่เมื่อต้นปีนี้ที่เริ่มจากงานเลี้ยงส่วนตัวขนาดใหญ่ที่โรงแรมหรูในกรุงเทพฯ โดยมีผู้ติดเชื้อรายแรกของกลุ่มนี้ที่รับเชื้อมาจากสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่มาร่วมงาน จนทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อให้คนจำนวนมาก นอกจากนั้นการกลับมาระบาดซ้ำของโควิด-19 ในหลายประเทศก็เชื่อมโยงกับการอนุญาตให้เปิดบาร์ สถานบันเทิง เทศกาลดนตรี การแข่งรถ งานปาร์ตี้ในมหาวิทยาลัยหลังเปิดเรียน เป็นต้น ในทางกลับกันการปิดหรือจำกัดการเปิดบาร์และสถานบันเทิงก็ทำให้การแพร่เชื้อลดลงอย่างชัดเจน และการระบาดในชุมชนที่ช้าลง ที่เราเองก็เห็นในประเทศไทยเมื่อมีการระบาดระลอกแรกในปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;รัฐบาลประกาศห้ามขายเหล้าช่วยลดการระบาดลงได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พฤติกรรมการดื่มสุรานอกจากจะมีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิด-19 แล้ว บริบทหรือสถานที่และบรรยากาศในการดื่มสุราก็เป็นตัวช่วยเพิ่มความเสี่ยงของการดื่มสุราต่อการติดเชื้อโควิด-19 การปิดสถานบันเทิง งดงานเลี้ยงสังสรรค์ ห้ามดื่มสุราในร้านอาหาร จึงเป็นมาตรการที่สำคัญในการลดโอกาสความเสี่ยงของการแพร่และติดเชื้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การดื่มสุราทำให้เกิดการบาดเจ็บ เช่น อุบัติเหตุบนท้องถนน การพลัดตกหกล้ม การจมน้ำ เป็นต้น และผลกระทบทางสังคมมากมาย อาทิ การทะเลาะเบาะแว้ง การทำร้ายร่างกายระหว่างคนแปลกหน้า หรือต่อคนในครอบครัว การจำกัดการใช้บริการร้านอาหารและบาร์ การเว้นระยะห่างทางสังคมที่กำหนดให้แต่ละคนอยู่ห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1.5-2 เมตร ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการในการลดการเข้าถึงสุราแบบนั่งดื่มในร้านลง และโอกาสดื่มในที่สาธารณะลดลง (เช่น บาร์ที่มีคนหนาแน่น) ซึ่งเป็นสถานที่ที่มักเกิดความรุนแรงกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่ใช่ญาติอยู่บ่อยครั้ง การจำกัดการดื่มสุราในสถานที่สาธารณะหรือสถานที่นอกบ้าน นอกจากจะทำให้การเข้าถึงสุราทางกายภาพคือสถานที่ดื่มสุราลดลงแล้ว ยังลดโอกาสของการเกิดผลกระทบเหล่านี้ด้วย ซึ่งผลที่ตามมาคือ การลดภาระของระบบบริการสุขภาพ ทำให้จำนวนผู้ป่วยที่มาห้องฉุกเฉินหรือมารับการรักษาในโรงพยาบาลลดลง สามารถกระจายทรัพยากรในระบบบริการ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์หรือเครื่องมือเครื่องใช้ เวชภัณฑ์ และเตียงในโรงพยาบาล เพื่อไปดูแลผู้ป่วยโควิดหรือผู้ป่วยอื่นที่จำเป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากการดื่มสุราจะมีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อและเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนแล้ว ยังเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยและบาดเจ็บมากกว่า 400 โรค ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระอย่างมากต่อระบบบริการสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และมี 4 เหตุผลที่การดื่มสุรามีผลต่อความรุนแรงในครอบครัว คือ 1.งานวิจัยตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาด แสดงถึงบทบาทของการดื่มสุรากับความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายร่างกาย และการทารุณกรรมเด็ก 2.ภายใต้บริบทของโควิด-19 รายงานการทบทวนพบว่า การดื่มสุราเพิ่มขึ้นเป็นตัวเร่งและเสริมความรุนแรงในชีวิตคู่ 3.ความเครียดทางจิตใจที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงชีวิตการทำงาน ความรับผิดชอบในการดูแลลูก รวมถึงปัญหาการเงินในระหว่างการระบาด อาจส่งผลให้มีการดื่มสุรามากขึ้นและเพิ่มโอกาสเกิดอันตรายต่อสมาชิกในครอบครัวมากขึ้น 4.จากนโยบายการปิดเมืองในหลายประเทศ สัดส่วนการดื่มสุราที่บ้านสูงกว่าในภาวะปกติ นำไปสู่การลดความสามารถในการดูแลเด็ก พร้อมกับการมีผู้ใหญ่ดื่มสุรามากขึ้นในบ้านและดื่มได้นานขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการระบาดระลอกแรกในปีที่แล้ว ทางศูนย์วิจัยปัญหาสุราได้ให้ทุนสนับสนุนนักวิจัยจาก ม.เชียงใหม่ ม.สงขลานครินทร์ และ ม.ราชภัฏพระนคร ให้ไปศึกษาผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 ต่อสถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย นักวิจัยได้ไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และพนักงานที่ทำงานในสถานที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบมีที่นั่งดื่ม ได้แก่ ผู้ประกอบการสถานบันเทิง ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านขายส่งและร้านขายของชำ รวม 640 ราย พบว่า ถึงแม้ว่ามาตรการของรัฐในการควบคุมการแพร่ระบาดในแต่ละช่วง ตั้งแต่การห้ามขายเหล้าทั่วประเทศ การปิดสถานบันเทิง ไปจนถึงการห้ามขายหรือดื่มในสถานบริการที่มีที่นั่งดื่ม มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการและพนักงานในร้านสูงมาก ส่งผลให้ขาดรายได้ เลิกจ้างพนักงาน ทำให้พนักงานส่วนใหญ่ต้องหยุดงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่าผู้ประกอบการก็สามารถปรับตัวและรูปแบบการให้บริการได้ เช่น การเปลี่ยนไปขายสินค้าชนิดอื่น การปรับเวลาให้บริการ การลดค่าใช้จ่ายลง มีบางรายต้องปิดกิจการลง แต่ก็มีอาชีพอื่นสำรองอยู่ ในด้านนักดื่มสุรา ทางศูนย์วิจัยปัญหาสุราก็ได้ทำการสำรวจทางโทรศัพท์ในประชาชนทั่วไป 4 ครั้งในเดือนเมษายนถึงกรกฎาคมปีที่แล้ว ก็พบว่านักดื่มประมาณร้อยละ 50 หยุดดื่มสุรา และอีกประมาณ 30-40% ดื่มลดลงจากเดิมในช่วงที่มีมาตรการห้ามขายสุราและล็อกดาวน์ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม แต่หลังจากที่มีการผ่อนปรนมาตรการในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม จำนวนผู้ที่หยุดดื่มก็ลดลง เหลือเพียงประมาณร้อยละ 35-37 ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดก็มีผลต่อการควบคุมการดื่มสุราด้วยเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101337</URL_LINK>
                <HASHTAG>super-spreader, ความรุนแรง, ความรุนแรงทางเพศ, ดื่มสุรา, ผู้หญิง, ภรณี ภู่ประเสริฐ, มหิดล, มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ, รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ, ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย, ศปก.สค., ศูนย์ปฏิบัติการความรุนแรง กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส., สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ, แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง, โควิด-19, โรงพยาบาลรามาธิบดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608c0d31eb7ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2020 11:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2020 11:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผงะ! มหาวิทยาลัยมหิดล พบนักศึกษาติดเชื้อโควิด - 19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มี.ค. 63 &amp;nbsp;- มหาวิทยาลัยมหิดล ออกแถลงการณ์ระบุพบนักศึกษาของมหาวิทยาลัยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโรคโควิด-19 ความว่า เนื่องด้วยในวันที่ 13 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขที่ดำเนินการสอบสวนทางระบาดวิทยาได้ติดต่อนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดลเข้าตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เนื่องจากอยู่ในข่ายต้องสงสัยว่ามีการสัมผัสโรคจากบุคคลที่ติดเชื้อซึ่งอยู่ภายนอกมหาวิทยาลัย จากผลการตรวจสอบตามขั้นตอนทางการแพทย์ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการแจ้งยืนยันว่า นักศึกษาติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และขณะนี้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้รับนักศึกษาคนดังกล่าวไว้ในการดูแลรักษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ตามกระบวนการในการควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดลขอแจ้งว่า มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. จากการสอบสวนทางระบาดวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดลได้ดำเนินการติดต่อผู้สัมผัสใกล้ชิดกับนักศึกษาดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มเพื่อนหรือบุคคล ที่สัมผัสใกล้ชิดในสถานที่ต่างๆ ที่ได้รับการยืนยันและครอบครัว เพื่อให้มาตรวจคัดกรองโดยวิธี Nasopharyngeal Swab และ RT-PCR โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขและมหาวิทยาลัยมหิดลจะดำเนินการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการคัดกรองดังกล่าว หากกลุ่มผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดดังกล่าวได้รับการตรวจและมีผลเป็น negative จะให้ดำเนินการสังเกตดูอาการที่บ้าน (self-quarantine at home) เพิ่มเติมเป็นเวลา 14 วัน และหากตรวจแล้วมีผลเป็น positive มหาวิทยาลัยมหิดลจะดำเนินการรับเข้าทำการรักษาและให้ความดูแล โดยมหาวิทยาลัยมหิดลจะได้ดำเนินการติดตามอาการของกลุ่มบุคคลดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เนื่องจากนักศึกษาอาศัยอยู่กับครอบครัวและเดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคล รวมทั้งมีการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นไม่มากนักในระยะเวลาก่อนการตรวจพบเชื้อ มหาวิทยาลัยมหิดลจึงได้ทำการปิดส่วนงาน ห้องเรียน รวมถึงสถานที่ที่นักศึกษาเข้าไปใช้ เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อตามมาตรฐานของการกำจัดเชื้อเป็นเวลา 2 วัน คือ วันที่ 14-15 มีนาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง มหาวิทยาลัยมหิดล จะแจ้งความคืบหน้าในกรณีนี้ให้ทราบเป็นระยะ จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2563 เวลา 8.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59728</URL_LINK>
                <HASHTAG>มหิดล, โควิอด-19, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200314/image_big_5e6c5ce29f59d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52971</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2019 17:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2019 17:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โป๊ะแตก!นักวิชาเกินป้องแฟลชม็อบ บ่นคิดถึง&#039;พ่อแม้ว&#039;ทุกทีที่ใกล้สิ้นเดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ธ.ค.62- น.ส.สรัญญา แก้วประเสริฐ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กลุ่มพลังมด กลุ่ม 24 มิถุนายน อาจารย์ มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sarunya Kaewprasert ว่ &amp;#39;คิดถึงพ่อแม้วทุกทีที่ใกล้สิ้นเดือน&amp;#39;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าคุณทักษิณไม่โดนมือที่มองไม่เห็นรัฐประหารยึดอำนาจ และถ้าประเทศไทยไม่มีสลิ่ม รวมถึงลัทธิล่าแม่มด ความเหลื่อมล้ำ ความกินดีอยู่ดี และความสุขจะเกิดขึ้นในกลุ่มพวกเราชาวไทยมากมายแค่ไหนนะ?.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนนี้น.ส.สรัญญา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า &amp;quot;ใช้เลือดเท่าไหร่หนอ ล้างสังคมทราม&amp;quot; จากกรณี ข่าวพนักงานโมโน 29 ถูกไล่ออก เพราะภาพสุ่มเสี่ยงหมิ่นสถาบัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52971</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่ม 24 มิถุนา, กลุ่มพลังมด, คิดถึงพ่อแม้ว, มหิดล, สรัญญา แก้วประเสริฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191221/image_big_5dfdf01eef3a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
