<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86121</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กินมะม่วง...ลดเลือนริ้วรอยไม่พึงประสงค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;บอกลาปัญหาผิวกับ &amp;ldquo;มะม่วงถ้วยน้อยๆ&amp;rdquo; ล่าสุดผลวิจัยออกมาระบุว่า การบริโภคมะม่วงสามารถป้องกันริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ ก่อนหน้านี้หากคุณต้องการลดร่องลึกและริ้วรอย คุณอาจต้องข้ามขั้นตอนการดูแลผิว แต่ไปโฟกัสที่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้บำรุงผิวแทน แต่การวิจัยล่าสุดได้เผยว่า การกินผลไม้ขึ้นชื่อของไทยสามารถลดริ้วรอยและร่องลึกบนใบหน้าได้ แต่งานวิจัยดังกล่าวได้ออกมาบอกว่า เทคนิคการลบเลือนริ้วรอยร่องลึกด้วยการกินผลไม้เมืองร้อนชนิดดังกล่าว ปัญหาผิวของคุณจะต้องไม่มากจนเกินไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากข้อมูลข้างต้นที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients ได้ระบุว่า &amp;ldquo;เทคนิคการลดเลือนริ้วรอยดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นจากการวิจัยในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน จำนวน 28 คน โดยกลุ่มหนึ่งนั้นกินมะม่วงประมาณ 4 ถ้วยต่อสัปดาห์ หรือประมาณวันละ 1 ถ้วย และผู้หญิงวัยทองจำนวนอีกครึ่งหนึ่งกินมะม่วงครึ่งถ้วยต่อสัปดาห์ (วันละครึ่งถ้วยภายใน 1 สัปดาห์) หลังจากนั้นนักวิจัยได้มีการใช้กล้องที่มีความละเอียดสูง เพื่อประเมินริ้วรอยบนใบหน้าทั้งก่อนและหลังการเข้าร่วมวิจัย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผลปรากฏว่ากลุ่มผู้เข้าร่วมงานวิจัยที่กินมะม่วงในปริมาณที่น้อย หรือประมาณวันละครึ่งถ้วยต่อสัปดาห์ พบว่ามีริ้วรอยร่องลึกบนใบหน้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด หรือริ้วรอยลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจนกว่าไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ดังนั้นนักวิจัยจึงได้ทำการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มของผู้ที่รับประทานมะม่วงวันละ 4 ถ้วยต่อสัปดาห์ ซึ่งก็พบว่าเป็นการกินผลไม้ชนิดดังกล่าวมากเกินไป&amp;nbsp;
แม้ว่านักวิจัยจะไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าเหตุใดมะม่วงจึงก่อให้เกิดปัญหาริ้วรอยให้ยิ่งเพิ่มมากขึ้น แต่ก็น่าจะเป็นเพราะมะม่วงค่อนข้างมีน้ำตาลจากธรรมชาติในปริมาณที่ค่อนข้างสูง หรือหวานมากเกินไป ที่สำคัญนั้นน้ำตาลส่วนเกินจะเข้าไปจับกับโปรตีนที่อยู่ในผิวหนัง ซึ่งนั่นจะทำให้คอลลาเจนที่ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่นทำงานได้น้อยลง หรือทำให้ปริมาณคอลลาเจนใต้ผิวอ่อนแอลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน &amp;ldquo;ดร.เจสซี เฉียง&amp;rdquo; ผู้ก่อตั้งสถาบันส่งเสริมสุขภาพและความงาม Cheung Aesthetics &amp;amp; Wellness จากเมืองชิคาโก กล่าวว่า &amp;ldquo;การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปจะทำให้ผิวพรรณสูญเสียความยืดหยุ่น และนั่นจะทำให้ริ้วรอยของคุณเด่นชัดขึ้น&amp;rdquo; แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเลิกกินมะม่วงไปเลย เพราะ &amp;ldquo;ดร.เจสซี เฉียง&amp;rdquo; ได้ระบุว่า &amp;ldquo;กลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้ผิวของคุณดูสวยเด้ง คือการบริโภคผัก ผลไม้ปลอดสารเคมีที่หลากหลายชนิดกัน เช่น การบริโภคมะม่วงเพียงวันละครึ่งถ้วยร่วมกับผักผลไม้ชนิดอื่นๆ ก็จะช่วยปกป้องผิวพรรณของคุณจากริ้วรอยต่างๆ ได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;
ด้าน &amp;ldquo;มาร์ธา ลอว์เดอร์&amp;rdquo; นักโภชนาการจากสถาบันโภชนาการและการกำหนดอาหารแห่งแคลิฟอร์เนีย กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;การกินมะม่วงเพียงครึ่งถ้วยยังให้ประโยชน์ทางโภชนาการอื่นๆ นอกเหนือจากสุขภาพผิวอีกด้วย เพราะมะม่วงเต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ดี และทำให้ระบบการเผาผลาญทำงานได้ดี รวมถึงยังมีสารโคลีนซึ่งมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง หรือกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญไขมันในร่างกาย ดังนั้นแนะนำให้คุณกินมะม่วงเป็นส่วนประกอบของมื้ออาหารที่รับประทาน ซึ่งไม่ใช่การบริโภคเป็นอาหารหลัก นั่นจะทำให้คุณได้รับประโยชน์ต่อร่างกายจากผลไม้ชนิดดังกล่าว&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ถ้าหากคุณไม่ชอบกินมะม่วงก็ไม่ใช่ปัญหาสำคัญ เพราะจากการศึกษาพบว่า ผัก ผลไม้สีส้มชนิดอื่นๆ ก็สามารถป้องกันปัญหาริ้วรอยบนใบหน้า และให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกันกับการบริโภคมะม่วง ทั้งนี้ ผักผลไม้สีส้ม ได้แก่ ส้ม แครอต ลูกพีช ลูกพลับ แคนตาลูป ฟักทอง มันเทศ ซึ่งจะอุดมไปด้วยสารเบตาแคโรทีนและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอการทำลายเซลล์ ที่สำคัญนอกจากการบริโภคผัก ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระในการป้องกันริ้วรอยเหี่ยวย่นแล้ว คุณก็ต้องสำรวจปัญหาผิวด้วยว่ามีมากน้อยแค่ไหนที่ตัวช่วยเหล่านี้จะสามารถคืนผิวสวยให้คุณได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86121</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ดร.เจสซี เฉียง, มะม่วง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201206/image_big_5fcccab420ee8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35137</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลไม้รสหวานหน้าร้อน ผู้สูงอายุควรกินแต่พอดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(มะม่วง, ทุเรียน, เงาะ, ขนุน และลิ้นจี่ ผลไม้หน้าร้อนที่ควรบริโภคให้น้อยที่สุดเพื่อสุขภาพที่ดี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มะม่วง, ทุเรียน, เงาะ, ขนุน และ ลิ้นจี่ ถือเป็นผลไม้หน้าร้อนซึ่งกำลังมีผลผลิตเยอะในช่วงนี้ ที่สำคัญหากบริโภคมากเกินไปอาจกระทบต่อสุขภาพของคนทั่วไป รวมถึงผู้สูงวัยที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคเบาหวาน ดังนั้นการที่คนสูงวัยกินผลไม้รสหวานจัดเหล่านี้เข้าไป ย่อมถือเป็นความท้าทายต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผลไม้รสหวานจัด อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดของผู้สูงอายุสูงเพิ่มขึ้นหลังรับประทาน หรือการที่บริโภคข้าวเหนียวมะม่วงหรือข้าวเหนียวทุเรียน ที่ให้ทั้งน้ำตาลและไขมันจากกะทิในข้าวเหนียวมูนและน้ำกะทิ และซึ่งร่างกายจะใช้เวลาในการย่อยไขมันนานขึ้น ทำให้ระบบการย่อยทำงานได้ช้าขึ้นอีกด้วย และไม่เพียงทำให้รู้สึกอิ่มท้อง แต่ยังได้รับไขมันในปริมาณที่สูง จากเมนูของหวานดังกล่าวเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและโภชนาการ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;การบริโภคผลไม้ที่มีรสหวานจัดเป็นประจำช่วงหน้าร้อนอย่าง ทุเรียน มะม่วงสุก หรือแม้แต่เงาะปริมาณหลายๆ ผลต่อครั้ง ถือเป็นเรื่องท้าทายต่อสุขภาพของผู้สูงวัย อีกทั้งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้นหากคนสูงวัยไม่ได้มีปัญหาสุขภาพ เช่น ไม่มีโรคประจำตัวอย่างโรคเบาหวาน ก็สามารถรับประทานผลไม้ดังกล่าวได้ แต่ว่าต้องจัดสัดส่วนการรับประทานให้มีขนาด &amp;ldquo;เล็กลง&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;กินให้น้อยลง&amp;rdquo; กว่าที่เคยทำมาเมื่อตอนเป็นหนุ่มสาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ข้าวเหนียวมูนมะม่วง ประมาณ 210 กิโลแคลอรี หรือข้าวเหนียวมูนประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ และมะม่วงสุกครึ่งลูก อาหารว่างมื้อย่อมที่เพียงพอแล้ว ผู้สูงอายุไม่ควรบริโภคมากกว่านี้ ที่สำ�คัญภายใน 1 อาทิตย์ไม่ควรบริโภคเกิน 1 ครั้ง เพื่อไม่ให้รับพลังงานที่สูงมากเกินไป)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;หากต้องการบริโภค &amp;ldquo;ทุเรียน&amp;rdquo; ก็ให้กินได้ไม่ควรเกิน 1 พู หรือหากเป็น &amp;ldquo;มะม่วงสุก&amp;rdquo; ที่ค่อนข้างมีรสหวานจัด (หวานแสบคอ) น้ำตาลเยอะก็ให้บริโภคเพียงครึ่งผล หรือมากสุดคือ 1 ผลเท่านั้น แต่ถ้าหากกิน &amp;ldquo;ข้าวเหนียวมะม่วง&amp;rdquo; หรือ &amp;quot;ข้าวเหนียวทุเรียน&amp;rdquo; ที่จะไปเพิ่มปริมาณพลังงานและน้ำตาลให้มากขึ้นไปอีก ทั้งนี้ ข้าวเหนียวมูน 100 กรัม (1 ขีด) จะให้พลังงาน 280 กิโลแคลอรีโดยประมาณ แนะนำว่าถ้าจะให้ดีควรบริโภคข้าวเหนียวมูนเพียงครึ่งขีดเท่านั้น หรือ 50 กรัม (ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ) ซึ่งจะได้พลังงาน 140 กิโลแคลอรี ที่สำคัญให้รับประทานร่วมกับมะม่วงสุกครึ่งลูก และทุเรียนครึ่งพู ที่ให้พลังงานอยู่ที่ประมาณ 70 กิโลแคลอรี และน้ำตาล 15 กรัม ดังนั้นเมื่อผู้สูงอายุบริโภคข้าวเหนียวมะม่วง-ข้าวเหนียวทุเรียนครึ่งพู จะให้พลังงานโดยรวมอยู่ที่ 210 กิโลแคลอรี จัดว่าเป็นสัดส่วนของว่างมื้อย่อมๆ เพียงพอแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าเมื่อคุณตาคุณยายกินข้าวราดแกง 1 จานกับไข่ดาว 1 ฟองจะได้พลังงานอยู่ที่ 400-500 กิโลแคลอรี และกินเมนูของหวานดังกล่าวตบท้าย ก็จะได้พลังงานอีก 210 กิโลแคลอรี เป็นมื้อใหญ่ของวัน ไม่จำเป็นต้องบริโภคของหวานดังกล่าวมากกว่านี้ เพราะถ้าหากบริโภคเมนูข้าวเหนียวมูนมากเกินไป จะทำให้ได้รับปริมาณพลังงานและน้ำตาลมากเกินความจำเป็นต่อมื้อ ส่วนการบริโภค &amp;ldquo;เงาะ&amp;rdquo; ซึ่งจัดเป็นผลไม้รสหวานที่มีน้ำตาลสูง ประมาณ 16-17 กรัมต่อ 100 กรัม ควรบริโภคเงาะประมาณวันละไม่เกิน 6-8 ผลต่อครั้ง ที่สำคัญใน 1 อาทิตย์ผู้สูงวัยควรบริโภคผลไม้รสตามฤดูกาลอย่าง มะม่วงสุก, ทุเรียน และเงาะ เพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือไม่เกิน 2 ครั้งเท่านั้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.กิตติพร กล่าวเสริมอีกว่า หากคุณตาคุณยายต้องการบริโภคผลไม้หน้าร้อนซึ่งให้พลังงานสูงดังกล่าว ก็ควรมีการ &amp;ldquo;แลกเปลี่ยน&amp;rdquo; เช่น จากที่เคยกินขนมหวานที่มีน้ำกะทิ เช่น ลอดช่องน้ำกะทิ หรือพวกขนมเค้กขนมพายไส้ผลไม้ หรือขนมไทยตระกูลทองชนิดต่างๆ ตบท้ายอาหารคาว ก็ต้องงดบริโภคของหวานดังกล่าว หากว่าต้องการที่บริโภคผลไม้อย่างมะม่วงสุก หรือทุเรียน ตลอดจนข้าวเหนียวมะม่วงและข้าวเหนียวทุเรียน รวมไปถึงการบริโภคชา กาแฟเย็นที่มีรสชาติหวานมันดับร้อน เช่น ชาดำเย็น ชามะนาว ชานมเย็นไข่มุก ที่มีความหวานและให้พลังงานอยู่ที่ 100-300 กิโลแคลอรี หรือไลฟ์สไตล์ที่ชอบดื่มน้ำหวานวันละ 1 กระป๋อง ที่ต้องแลกเปลี่ยน หรืองดรับประทาน หากจะกินเมนูของหวานดังกล่าวเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับข้อปฏิบัติหลังการบริโภคผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อนอย่าง ทุเรียน และมะม่วง อันดับแรกให้งดออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง เพราะอาจยิ่งกระตุ้นให้ร่างการร้อนมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ไม่ควรบริโภคผลไม้ดังกล่าวก่อนเข้านอน เพราะอาจจะทำให้นอนไม่หลับ ประการที่สามแนะนำว่าให้กินน้ำเย็น หรือนมจืดตามเข้าไปสักเล็กน้อย (ครึ่งแก้วเล็ก) เพื่อทำให้ร่างกายเย็นลง หรือที่เรียกกันว่า &amp;ldquo;คูลดาวน์&amp;rdquo; และล้างความหวานจากผลไม้ดังกล่าว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ผลไม้ที่ผู้สูงอายุควรบริโภคในช่วงอากาศร้อนได้แก่ แตงโม ชมพู่ และฝรั่ง แต่ควรทิ้งระยะในการบริโภค เช่น กินเช้าและกินอีกครั้งใน มื้อเย็น)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.กิตติพร ทิ้งท้ายว่า สำหรับผลไม้ที่ผู้สูงอายุควรบริโภคในช่วงอากาศร้อน ได้แก่ ฝรั่ง ที่มีรสจืดสามารถบริโภคได้ทุกวันวันละประมาณ 1 ลูก ถ้าไม่ทำให้ท้องอืดเพราะย่อยยาก รวมถึงผลไม้ที่มีน้ำมาก เพื่อเติมน้ำให้ร่างกายอย่าง แตงโม และ ชมพู่ ทั้งนี้ ต้องบริโภคให้มีระยะห่างกัน เช่น กินตอนเช้าและกินอีกครั้งในช่วงตอนเย็น ที่สำคัญให้บริโภคครั้งละ 1 ชิ้น ( แตงโม 1 ชิ้นยาวยิ้ม หรือชมพู่ 2 ผล) เพราะหลักการกินผักและผลไม้ที่เหมาะสมกับสุขภาพนั้นจะต้องกินให้ได้ 2 ส่วน แต่ต้องกินผักให้ได้ 3 ส่วนของเมนูอาหารในแต่วัน. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35137</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ทุเรียน, ผีขนุน, มะม่วง, ลิ้นจี่, เงาะ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190506/image_big_5cd02b6367180.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
