<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115374</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2021 08:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 08:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เตือนส่งออก &#039;มัน&#039; ไปจีน เข้มงวดป้องกันการปนเปื้อนโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย. 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ขอแจ้งเตือนผู้ประกอบการเดินเรือระหว่างประเทศที่ขนส่งมันสำปะหลังจากไทยไปจีน ควรมีมาตรการรองรับ เพื่อให้ประเทศปลายทางมั่นใจได้ว่าพนักงานบนเรือของตนปราศจากเชื้อโควิด-19 เพื่อให้การขนส่งสินค้าระหว่างกันเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง หลังจากที่ได้รับแจ้งข้อกังวลของภาคเอกชนเกี่ยวกับการเพิ่มความเข้มงวดการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 ณ ท่าเรือปลายทางของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรือใหญ่เดินทะเลที่ขนส่งสินค้ามันสำปะหลังจากไทยไปจีน ที่ไม่มีใบรับรองการตรวจโควิด-19 อาจถูกปฏิเสธให้เรือเทียบท่าเพื่อขนถ่ายสินค้า ณ ท่าเรือปลายทางของจีนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับแนวทางการป้องกันปัญหา กรมฯ ได้ประสานภาคเอกชน หากพบการติดเชื้อของพนักงานที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิต ให้เร่งคัดแยกผู้ติดเชื้อออก และดำเนินการภายใต้มาตรการบับเบิลแอนด์ซีล (Bubble and Seal) โดยเคร่งครัด รวมทั้งให้พนักงานมีการตรวจสอบการติดเชื้อโดยวิธี ATK (Antigen Test Kit) เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเจ้าหน้าทีที่เกี่ยวข้องในกระบวนการส่งออกจะปลอดจากเชื้อโควิด-19 เพราะในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าเกษตรต้องเพิ่มความเข้มงวดการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 ในทุกขั้นตอนของกระบวนการส่งออก
ทั้งนี้ ในส่วนของเรือใหญ่เดินทะเลที่ลูกค้าปลายทางเป็นผู้จัดหามาเองนั้น กรมฯ แนะนำให้ผู้ประกอบการเดินเรือระหว่างประเทศมีมาตรการรองรับ เพื่อให้ประเทศปลายทางมั่นใจได้ว่าพนักงานบนเรือปราศจากการติดเชื้อโควิด-19 ในการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังทุกตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดจีน เพื่อป้องกันการถูกปฏิเสธการเทียบท่า ณ เมืองปลายทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในช่วง 7 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ก.ค.) ไทยส่งออกสินค้ามันสำปะหลังรวม 6.361 ล้านตัน มูลค่า 2,330.66 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 43% และ 48% ตามลำดับ เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีปริมาณส่งออกรวม 4.441 ล้านตัน มูลค่า 1,573.38 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115374</URL_LINK>
                <HASHTAG>กีรติ รัชโน, ผู้ประกอบการเดินเรือระหว่างประเทศ, มันสำปะหลัง, ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_6077ea4f39b85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105881</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 08:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 08:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราคามันสำปะหลังขยับขึ้นหลังยอดส่งออกโต 50%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย. 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในช่วง 4 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-เม.ย.) มีปริมาณสูงถึง&amp;nbsp;3.96&amp;nbsp;ล้านตัน เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;มูลค่า&amp;nbsp;1,424&amp;nbsp;ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;49%&amp;nbsp;ซึ่งเป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและราคา ส่งผลให้ราคาหัวมันสำปะหลังสดในประเทศ ฤดูกาลผลิตปี&amp;nbsp;2563/64&amp;nbsp;มีเสถียรภาพ โดยปัจจุบันราคาเฉลี่ย&amp;nbsp;2.40&amp;nbsp;บาท/กิโลกรัม (กก.) เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;14%&amp;nbsp;จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจมาก

ทั้งนี้ การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากผู้ซื้อมีความมั่นใจในคุณภาพและมาตรฐานดีกว่าคู่แข่ง ทั้งเวียดนาม กัมพูชา และสปป.ลาว จึงมีการซื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่กรมฯ ได้จัดส่งชุดตรวจสอบเคลื่อนที่ ลงพื้นที่ตามแนวชายแดนที่เป็นจุดนำเข้ามันเส้น เช่น สระแก้ว สุรินทร์ จันทบุรี และอุบลราชธานี เพื่อกำกับดูแลการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน และยังได้ส่งชุดตรวจสอบ ออกตรวจสอบโกดังที่เก็บมันเส้นเพื่อส่งออก เช่น อยุธยา ฉะเชิงเทรา และชลบุรี เพื่อกำกับดูแลคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การเข้มงวด ทั้งการกำกับดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังที่ไม่มีคุณภาพ การกำกับดูแลการส่งออกให้เป็นไปตามมาตรฐาน เป็นไปตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้กำชับให้กรมฯ ดูแลอย่างเข้มงวด ทำให้ส่งผลดีต่อการส่งออก เพราะผู้ซื้อมีความเชื่อมั่น และยังส่งผลดี ทำให้ราคาในประเทศสูงขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ที่สำคัญ ยังช่วยลดภาระงบประมาณโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังลงมาด้วย&amp;rdquo;นายกีรติกล่าว

อย่างไรก็ตาม ผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่เริ่มระบาดในช่วงเดือนเม.ย.2564&amp;nbsp;ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของชุดตรวจสอบ ซึ่งแม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ก็ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันของแต่ละพื้นที่อย่างเคร่งครัด โดยกรมฯ จะเดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคาหัวมันสำปะหลังสดในประเทศ เนื่องจากปัจจุบัน เป็นช่วงปลายฤดูกาลผลิตมันสำปะหลัง ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่ออกสู่ตลาดเกือบหมดแล้ว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105881</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออกของไทย, มันสำปะหลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608fc96e5b373.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29873</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2019 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2019 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภท.ลุยโคราชขอเข้าสภาผลักมันสำปะหลังขึ้นแท่นส่งออกโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.พ.62- บรรยากาศการหาเสียงของผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อพรรคที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะเขตที่มีการแข่งขันรุนแรงอย่างเขต 10 อำเภอครบุรี , อำเภอเสิงสาง และอำเภอวังน้ำเขียว(เฉพาะตำบลวังน้ำเขียวและตำบลไทยสามัคคี) ผู้สมัครแต่ละพรรคมีการติดตั้งป้ายหาเสียงทั่วทั้งตัวทุกอำเภอ อาทิ นายสุภรณ์ อัตภถาวงศ์ &amp;ldquo;แรมโบ้อีสาน&amp;rdquo; ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ,พ.ต.อ.ปฏิวัติ นาคำ ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย , นายชยพัทธ์ ธรรมสถิตไพศาล ผู้สมัครพรรคชาติพัฒนา , นายอำนวย พรสันเที๊ยะ ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย ,&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายวีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย &amp;nbsp;ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอันดับ 7 ประธานรณรงค์หาหาเสียงช่วยผู้สมัคร ส.ส. 14 เขตของ จ.นครราชสีมาและ 1 เขตของ จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า ตนเองรู้ปัญหาอย่างดีในเรื่องมันสำปะหลัง จนปัจจุบันเป็นเจ้าของโรงงานแป้งมันสำปะหลัง 3 โรงงานถือว่าน่าจะใหญ่ที่สุดในภาคอีสานและในเอเชียอาคเนย์ก็ว่าได้เป็นธุรกิจหลายพันล้านที่ตระกูลสร้างขึ้นมาด้วยมือสองข้างขาสองข้าง หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน และที่ตัดสินใจมาทำงานการเมืองระดับชาติเพราะไม่มีผู้นำหรือนักการเมืองที่เข้ามาผลักดันให้กับพี่น้องเกษตรกร ที่ตนเองคลุกคลีอยู่กับเขาเหล่านั้นมาทั้งชีวิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ฉะนั้นทำอย่างไรที่จะผลักดันให้พี่น้องเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังได้รับอานิสงส์ตรงนี้ และหากเป็น ส.ส.เข้าสภาฯไปแล้วราคามันสำปะหลังน่าจะดีกว่าเดิมอย่างน้อยต้องเพิ่มอีก 1 บาท และน่าจะผลักดันให้ขยับขึ้นไปถึงกว่า 4 บาทต่อกิโลได้ นี่คือปากท้องของพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศของผู้ปลุกมันสำปะหลัง โดยเฉพาะชาวภาคอีสานและจ.นครราชสีมา และไม่ใช่มันสำปะหลังอย่างเพียงรวมถึง อ้อย , ข้าว , ปาล์ม , ข้าวโพด และยางพารา ซึ่งผมมีความชำนาญมากที่สุดคือ มันสำปะหลัง ถ้าราคามันสำปะหลังดีคนในประเทศจะได้รับอานิสงส์ โดยอ้อยอันดับ 1 ของประเทศและของโลก มันสำปะหลังอันดับ 2 ของประเทศ แต่ส่งออกอันดับ 1 ของโลกคุณภาพดีที่สุดในโลก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระศักดิ์ &amp;nbsp;ระบุด้วยว่า อดีตที่ผ่านมาผู้นำหลายคนพยายามจะผลักดันเรื่องมันสำปะหลัง แต่ไม่ประสบความสำเร็จสักที และด้วยแรงบันดาลใจทางความคิดอยากจะทุ่มเทให้กับประเทศชาติ อยากคืนความสุขให้กับพี่น้องเกษตรกรได้ลืมตาอ้าปากมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม นโยบายของพรรคเอง ต้องการรับใช้พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง เพราะคนอีสานส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกร 80% ถ้าพืชเกษตรดีประเทศชาติน่าจะแข็งแรง อยากจะเข้ามาเป็นผู้แทนฯแล้วไปผลักดันให้มันสำปะหลัง , ข้าว , อ้อย , ปาล์ม มีราคาสูง เมื่อได้เข้าไปแล้วก็คิดว่าจะมีแรงผลักดันสิ่งต่างๆนี้มากกว่าเดิม โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยถ้าได้เข้าไปทั้งหมดก็จะสามารถทำได้สำเร็จ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29873</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรรคภูมิใจไทย, มันสำปะหลัง, เกษตรกร, เขต10 นครราชสีมา, เลือกตั้ง62</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190225/image_big_5c735b8ab8d13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25259</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2018 20:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/12/2018 08:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นำร่องจุฬาฯใช้แก้วไบโอคัพ ลดขยะพลาสติกยกระดับคุณภาพชีวิต (อีโคโฟกัส) </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
นำร่องจุฬาฯใช้แก้วไบโอคัพ&amp;nbsp;ลดขยะพลาสติกยกระดับคุณภาพชีวิต (อีโคโฟกัส)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้...ผู้บริโภคทั่วโลกต่างตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จากหลายปัจจัยที่เป็นสิ่งบ่งชี้ที่เป็นสาเหตุสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาขยะที่กำลังล้นโลก และการผลิตที่ตอบสนองเพื่อการบริโภคให้เพียงพอ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มาจากการเพิ่มขึ้นของประชากรทั่วโลก และมีแนวโน้มสูงขึ้นในแต่ละปี นำมาซึ่งความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการดำรงชีวิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้หลายองค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เริ่มปฏิบัติการที่เข้มข้นในมิติการทำงานที่จะนำมาสู่กระบวนการรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติด้วยความยั่งยืนด้วยรูปแบบต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมโครงการ จุฬาฯ ซีโร่-เวสต์(Chula Zero Waste) ของไทยเป็นอีกหนึ่งโครงการต้นแบบที่ดีของสังคมไทยในการสร้างการตระหนักรู้ และส่งเสริมการคัดแยกบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อสร้างจิตสำนึกตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อลดปริมาณการเกิดขยะที่จะเกิดขึ้นภายในสถานศึกษาและรอบรั้วมหาวิทยาลัย ในรูปแบบการบริหารจัดการขยะแบบครบวงจร สอดคล้องกับนโยบายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นำร่องจุฬาฯ ลดขยะพลาสติก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ GC เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผ่านโครงการ จุฬาฯ ซีโร่-เวสต์ (Chula Zero Waste) ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการลดปัญหาขยะพลาสติกในประเทศไทย และเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่บริษัทให้ความสำคัญและตระหนักในการดำเนินธุรกิจ โดยยึดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด จากการพัฒนานวัตกรรมพลาสติกชีวภาพ โดยนำพืช เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด มาเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอพีบีเอส (BioPBS) ใช้ทดแทนพลาสติกทั่วไปในบรรจุภัณฑ์ชนิดต่างๆ ที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้ไบโอพีบีเอส (BioPBS) มาเคลือบกระดาษและผลิตเป็นแก้ว จะทำให้แก้วกระดาษทั้งใบสามารถย่อยสลายได้ทุกส่วน และยังคงคุณสมบัติการใช้งานกับเครื่องดื่ม ร้อนหรือเย็นได้ตามปกติ และมีแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ &amp;nbsp;ได้อีก ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติกหูหิ้ว ฝาแก้ว เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ทำให้เกิดปัญหาปริมาณขยะในปัจจุบัน และมีผลต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นทาง GC พร้อมที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ เพื่อการใช้งานของผู้บริโภคได้อย่างมีคุณค่าและเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้เริ่มใช้แก้วซีโร่-เวสต์ คัพ (Zero-Waste Cup) ที่มีคุณสมบัติในการย่อยสลายได้ 100% มาใช้ในโรงอาหารจุฬาฯ &amp;nbsp;โดยใน&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;ตั้งเป้าจะนำมาใช้ในโรงอาหารทั้งหมด 17 แห่ง &amp;nbsp;และเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สามารถดำเนินการได้ประสบความสำเร็จแล้ว ในโรงอาหาร 11 แห่ง ส่วนที่เหลือเป็นการบริหารจัดการของหน่วยงานอื่นๆ ที่อาจต้องใช้เวลาในการดำเนินการ โดยศึกษาจากจุฬาฯ เป็นต้นแบบเพื่อให้หน่วยงานอื่นๆ เห็นไปในทิศทางเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นอกเหนือจากความสำเร็จในการตื่นตัวของกลุ่มนิสิต บุคลากรและประชาชนทั่วไปที่หันมาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีแล้ว ยังเกิดกระบวนถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่หน่วยงานอื่นๆ &amp;nbsp;ที่พร้อมจะมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในแนวทางการเดินหน้าโครงการดังกล่าว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้แก้วไบโอคัพแล้วมากกว่า 95% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายปราโมช รังสรรค์วิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สัดส่วนของการใช้แก้วไบโอคัพไปในโรงอาหารในปัจจุบัน เกิดขึ้นแล้วมากกว่า 95% หลังจากเริ่มดำเนินการโครงการในเดือนสิงหาคม โดยจัดเก็บจากสถิติการจำหน่ายแก้ว และจากถังคัดแยกขยะ นับได้ว่า โครงการนี้นิสิตเป็นกลไกสำคัญในการเป็นผู้ริเริ่มและขยายโครงการเพื่อลดการใช้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลจากการดำเนินการใช้แก้วไบโอคัพตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561-ตุลาคม 2561 มียอดใช้แก้วไบโอคัพทั้งสิ้น 7 แสนใบ หรือเฉลี่ยประมาณ 1.5-1.8 แสนใบต่อเดือน ทำให้แก้วไบโอคัพสามารถทดแทนแก้วพลาสติกให้ลดลงไปได้ถึง 5.7 ตัน ส่วนที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ถึง 100% เนื่องจากจุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยเปิดให้บุคคลภายนอกสามารถเข้ามาติดต่อ ทำให้มีการนำภาชนะพลาสติกจากภายนอกเข้ามาทิ้งในมหาวิทยาลัย จึงเป็นเรื่องที่นอกเหนือจากควบคุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การบริหารจัดการที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน ต้องผ่านกลไกที่ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ ส่วนที่ 1 ใช้กลไกหลักทางด้านเศรษฐศาสตร์ คือการนำเรื่องของมิติทางราคามาจับ เพื่อให้คนที่ใช้แก้วพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ได้ตระหนักว่าการใช้แก้วพลาสติกส่งผลต่อขยะ ถ้าจะใช้ต้องช่วยจ่ายเงินในการบริหารจัดการ ส่วนที่ 2 เป็นเรื่องของเทคโนโลยี ถ้าไม่ใช้แก้วพลาสติกครั้งเดียวทิ้ง จะมีทางเลือกอะไรให้กับผู้บริโภคบ้าง ไม่ว่าจะเป็นแก้วกระดาษ ไบโอคัพ หรือว่าซีโร่-เวสต์ คัพ (Zero-Waste Cup) ที่ในจุฬาฯ ใช้ ส่วนที่ 3 คือใช้แก้วเสร็จแล้วไม่สามารถทิ้งได้เฉยๆ ต้องมีกระบวนการจัดการที่ครบวงจร โดยการนำมาคัดแยกขยะ การย่อยขยะเป็นชิ้นเล็กๆ และการนำไปทำลายโดยวิธีการหมักกับเศษวัสดุอื่นๆ &amp;nbsp;เพื่อนำไปเป็นสารปรับปรุงดิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การบริหารจัดการเรื่องขยะพลาสติกในมหาวิทยาลัย จะต้องมีการนำระบบบริหารจัดการอย่างครบวงจร เพราะการนำแก้วไบโอคัพไปใช้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และที่สำคัญต้องมีการนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมของแต่ละสถาบันด้วย ซึ่งในจุฬาฯ เองก็ใช้มาตรการบริหารจัดการ ทั้งการออกประกาศทางมหาวิทยาลัย ขบวนการบริหารขยะ และการรณรงค์ให้รู้จักเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความร่วมรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงจัง&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยังสามารถต่อยอดในการนำวัสดุที่ใช้แล้วไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ของการตื่นตัว ทั้งภาคจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาที่ร่วมมือกันผลักดันให้เกิดแผนปฏิบัติการที่เป็นประโยชน์กับสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25259</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยะพลาสติก, ข้าวโพด, จุฬาฯ, จุฬาฯ ซีโร่-เวสต์, ธรรมชาติ, พีทีที โกลบอล เคมิคอล, มันสำปะหลัง, อ้อย, แก้วไบโอคัพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181227/image_big_5c24d779bb1ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13463</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่อเสียค่าโง่กว่าแสนล.บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จ่อเสียค่าโง่กว่าแสนล้านบาท! เหตุ &amp;ldquo;อคส.-อ.ต.ก.&amp;rdquo; ส่อแววฟ้องแพ่งคดีจำนำข้าว 882 คดีไม่ทัน ยังไม่นับสารพัดโครงการสินค้าเกษตร &amp;ldquo;สนธิรัตน์-อินทิรา&amp;rdquo; ประสานเสียงไม่เกินเส้นตายสิ้นปี 2561 แน่ สุดทะแม่ง อคส.ฟ้องผิดจนอัยการตีกลับ เชื่อมีหมดอายุความแล้วหลายกรณี
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานแจ้งถึงความคืบหน้ากรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เร่งรัดให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในโครงการรับจำนำข้าว และสินค้าเกษตรอื่นๆ เพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ รวมทั้งป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับส่วนราชการในอนาคต โดยต้องส่งให้อัยการสูงสุด (อสส.) ให้ทันภายในเดือนธันวาคมนี้ นอกจากนั้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังได้มีมติเร่งรัดฟ้องร้องคดีเรื่องดังกล่าวด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากการตรวจสอบคดีที่เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่ปี 2554-2557 ที่ อคส.ต้องเร่งส่งฟ้องทางแพ่งรวม 244 สัญญา หรือ 882 คดี เพราะคู่สัญญากับ อคส. มีทั้งเจ้าของคลังสินค้าที่รัฐเช่าเพื่อฝากเก็บข้าวในโครงการรับจำนำ โรงสี หรือผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวเยอร์) ทำผิดสัญญา เช่น ข้าวหายไปจากโกดัง เป็นต้น ซึ่งหลังจากส่งฟ้องอาญาฐานลักทรัพย์ ฉ้อโกง หรือยักยอกทรัพย์ไปแล้ว ยังต้องส่งฟ้องทางแพ่งเพื่อให้คู่สัญญาชดใช้ความเสียหายให้รัฐ โดยทั้ง 882 คดีจะหมดอายุความทางแพ่งตั้งแต่เดือน ธ.ค.2561-ก.ค.2562 คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นมากกว่า 100,000 ล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นอกเหนือจากคดีจำนำข้าว ยังมีคดีที่เกิดขึ้นในโครงการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรอื่นๆ ตั้งแต่ปี 2548-2557 อีก เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง หอมแดง และกุ้ง ที่ อคส.ต้องส่งฟ้องแพ่งเช่นเดียวกัน โดยบางคดีได้หมดอายุความไปแล้ว และบางคดีที่ อคส.ส่งฟ้องไปแล้ว แต่อัยการไม่สั่งฟ้อง เพราะหลักฐานอ่อน ส่งผลให้ อคส.ไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากคู่สัญญาได้ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าความเสียหายอีกเป็นจำนวนมาก&amp;rdquo; รายงานระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งรัดนางอินทิรา โภคปุณยารักษ์ ผู้อำนวยการ อคส. ไปแล้ว ให้ส่งฟ้องทางแพ่งให้ทันก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อไม่ให้รัฐเสียประโยชน์ และให้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการทุกๆ 15 วัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.พิเศษดิเรก ดีประเสริฐ รองประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) อคส. กล่าวว่า ที่ผ่านมาบอร์ดได้เร่งรัดให้นางอินทิราดำเนินการกับคดีค้างเก่ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเร่งดำเนินคดีกับคู่สัญญาของ อคส. ที่ทำให้รัฐเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวนมาก
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนางอินทิรากล่าวว่า ได้แต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ อัยการ สำนักงานนโยบายรัฐ และสำนักกฎหมายของ อคส. เพื่อเร่งรัดดำเนินคดีในโครงการรับจำนำข้าวและสินค้าอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ดำเนินการ และอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อให้ทันระยะเวลาของอายุความในแต่ละคดี โดยให้รายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รายงานให้ รมว.พาณิชย์ทราบแล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ล่าสุดมีคดีที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่ปี 2554-2557 ต้องเร่งดำเนินการ 244 สัญญา แต่มูลค่าความเสียหายไม่ชัดเจน ซึ่งได้สั่งการไปแล้วให้เจ้าหน้าที่เร่งส่งอัยการฟ้องร้องทางแพ่งภายในเดือน ก.ย.2561 ส่วนการฟ้องทางอาญาทั้ง 244 คดีนี้ได้ส่งฟ้องไปก่อนหน้านี้แล้ว ยืนยันว่าการส่งฟ้องทางแพ่งจะทันกับเส้นตายที่ ครม.กำหนดภายในเดือน ธ.ค.2561 แน่นอน ส่วนคดีอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ให้เร่งส่งฟ้องทางแพ่งก่อนหมดอายุความเช่นเดียวกัน&amp;quot; นางอินทิรากล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอินทิรายืนยันว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคดีใดหมดอายุความ ขณะที่บางคดีที่อัยการไม่สั่งฟ้อง เพราะ อคส.ทำพยานหลักฐานอ่อนนั้น ยืนยันว่าไม่มีแน่นอน ส่วนสาเหตุที่อัยการไม่ฟ้อง เพราะ อคส.ส่งฟ้องผิดคลัง เช่น คู่สัญญาที่เก็บข้าวรัฐในบางคลังทำผิดสัญญา แต่ อคส.กลับส่งฟ้องคลังที่ไม่ผิดสัญญา อัยการจึงไม่สั่งฟ้อง แต่ อคส.ได้ทำพยานหลักฐานใหม่ และจะส่งฟ้องใหม่
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานแจ้งว่า มีหลายคดีที่หมดอายุความไปแล้ว โดย อคส.ไม่สามารถฟ้องได้ทัน ทำให้รัฐไม่สามารถเรียกค่าเสียหายจากภาคเอกชนได้ ซึ่ง อคส.กำลังอยู่ระหว่างการประเมินตัวเลขว่าเสียหายเป็นจำนวนเงินเท่าใด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13463</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, พ.อ.พิเศษดิเรก ดีประเสริฐ, มันสำปะหลัง, วิษณุ เครืองาม, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หอมแดง, อัยการสูงสุด, อินทิรา โภคปุณยารักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180715/image_big_5b4b5d2348522.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8643</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2018 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2018 09:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ปลื้ม ราคาหัวมันสดพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราคาหัวมันสดพุ่งกิโลละ 3.20 บาท เพิ่มขึ้น 90.18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี นับจากปี 51 ที่ราคาเคยขึ้นไปแตะที่ 3 บาท เตรียมลุยโรดโชว์หาตลาดต่อ มีแผนไปนิวซีแลนด์ และเจาะจีนรายเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาหัวมันสำปะหลังสดได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาล่าสุดอยู่ที่เฉลี่ยกิโลกรัม (กก.) ละ 3.10-3.20 บาท เพิ่มขึ้น 90.18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 1.63 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่สูงสุดในรอบ 10 ปี นับจากปี 2551 ที่ราคาเคยอยู่ในระดับ กก.ละ 3 บาท และที่น่ายินดีไปกว่านั้นบางพื้นที่ เช่น จังหวัดนครราชสีมา ราคาขยับขึ้นไปสูงถึง กก.ละ 3.30-3.40 บาทด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาหัวมันสำปะหลังสดปรับตัวสูงขึ้น มาจากความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากตลาดสำคัญอย่างจีน และตลาดใหม่ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์ได้ออกไปเจรจาขยายตลาด เช่น ตุรกี ที่สนใจนำเข้าเพิ่มขึ้น และยังมีแผนที่จะเดินทางไปขยายตลาดที่นิวซีแลนด์ เพราะเป็นประเทศที่มีการเลี้ยงสัตว์มาก มีความต้องการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ รวมถึงจะบุกเจาะตลาดจีน โดยจะเน้นไปยังเมืองและมณฑลให้มากขึ้น เพราะยังมีโอกาสเพิ่มการส่งออกได้อีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้รับผลดีจากความร่วมมือของสมาคมที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลัง ที่ทำตลาดโดยสะท้อนราคาที่สอดคล้องกับต้นทุน ทำให้ราคาส่งออกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาส่งออกมันเส้นปัจจุบันอยู่ที่ 245 เหรียญสหรัฐต่อตัน และแป้งมันอยู่ที่ 531 เหรียญสหรัฐต่อตัน และยังมีมาตรการดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังที่ไม่มีคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคาในประเทศ แต่ทั้งนี้ ไม่ได้ห้ามการนำเข้า ยังคงสามารถนำเข้าได้ หากเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ จะจัดงานประชุมมันสำปะหลังนานาชาติ ปลายเดือนมิ.ย.2561 เพื่อแสดงศักยภาพการผลิตและการส่งออกมันสำปะหลังของไทยให้กับคนในวงการมันสำปะหลังได้รับทราบ เพื่อสร้างการยอมรับและกระตุ้นให้มีการส่งออกมากขึ้น และที่สำคัญ กรมฯ จะใช้โอกาสนี้ ในการหารือและประเมินแนวโน้มและทิศทางการค้ามันสำปะหลังในปี 2562 ว่าเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้จัดทำแผนและมาตรการรับมือเป็นการล่วงหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปีนี้ ราคาหัวมันสำปะหลังสด ถือว่าดีมาก แต่ก็เป็นห่วงว่า เกษตรกรจะแห่กันปลูกมันสำปะหลังเพิ่มมากขึ้น จนทำให้ผลผลิตในปีหน้าออกมามาก ซึ่งกรมฯ อยากจะแนะนำให้ปลูกกันตามปกติ ปลูกเท่าที่เคยปลูก เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคา&amp;rdquo;นายกีรติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ในด้านการส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง มีข้อมูลจากสมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ในช่วง 3 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-มี.ค.) มีปริมาณ 2.86 ล้านตัน ลดลง 4.66% และมูลค่า 2.89 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.77% โดยในปีนี้ กรมการค้าต่างประเทศได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8643</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, พาณิชย์, มันสำปะหลัง, ราคาหัวมันสดพุ่ง, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, หัวมันสด, เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180208/image_big_5a7c7b5ec2276.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7605</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2018 14:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2018 14:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการค้าต่างประเทศโรดโชว์ขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
กรมการค้าต่างประเทศใช้โอกาสเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารสัตว์นานาชาติ 26-29 เม.ย.นี้ มั่นใจกระตุ้นความต้องการใช้มันสำปะหลังอัดเม็ดจากไทยและขยายตลาดส่งออกได้เพิ่มขึ้นแน่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เม.ย. 61-&amp;nbsp;นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ร่วมกับสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เดินทางไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารสัตว์นานาชาติ International Feed Congress and Exhibition &amp;ndash; TUYEM ครั้งที่ 13 &amp;nbsp;ที่เมืองอันทาเลีย ประเทศตุรกี ระหว่างวันที่ 26-29 เม.ย.นี้เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์มันสำปะหลังและขยายตลาดผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยให้แพร่หลายในตลาดตุรกีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากตุรกีถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในการรองรับมันสำปะหลังของไทยได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในการเดินทางไปครั้งนี้ กรมฯ ได้เชิญ นายเลอชาติ บุญเอก ซึ่งเป็นนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญการใช้มันสำปะหลังในสูตรอาหารสัตว์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ไปให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้มันสำปะหลังในสูตรอาหารสัตว์เชิงลึกกับตลาดผู้ใช้มันสำปะหลังของตุรกี ซึ่งมั่นใจว่า เมื่อผู้ซื้อรับรู้ถึงคุณประโยชน์ของการใช้มันสำปะหลังในสูตรอาหารสัตว์แล้ว จะมีการนำเข้ามันสำปะหลังจากไทยเพิ่มขึ้น โดยน่าจะผลักดันให้เติบโตได้สูงถึง 4.5 ล้านตันต่อปี&amp;rdquo;นายอดุลย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้กรมฯยังมีแผนที่จะดำเนินกิจกรรมขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลัง เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดจีนโดยในช่วงเดือนก.ย.นี้ ซึ่งกรมฯ จะร่วมกับสมาคมมันสำปะหลังที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรมขยายตลาดมันสำปะหลังในประเทศนิวซีแลนด์ โดยมั่นใจว่าจะขยายตลาดส่งออกได้เพิ่มขึ้น สำหรับราคาหัวมันสำปะหลังสดในปัจจุบันเชื้อแป้ง 25% เฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 3.05 บาท เป็นราคาที่เกษตรกรพอใจ และคุ้มกับต้นทุนการผลิต ซึ่งกรมฯ มั่นใจว่าราคาจะยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7605</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการาค้าต่างประเทศ, งานแสดงสินค้า, มันสำปะหลัง, อดุลย์ โชตินิสากรณ์, อาหารสัตว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180312/image_big_5aa6ae52acafe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
