<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117888</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2021 13:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 13:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุย &#039;ส่งออกข้าวไทย-ฟื้นตัวเป็นบวก&#039; จุรินทร์ สั่งกรมการค้าฯเจรจาขายต่อเนื่อง คาดทั้งปีเข้าเป้า 6 ล้านตัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย.64 - นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดตามนโยบายที่มอบกรมการค้าต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ล่าสุดการส่งออกข้าวไทยมีสัญญาณดีต่อเนื่อง โดยหลังตั้งแต่มิ.ย.-ก.ค. ยอดส่งออกกลับมาเป็นบวก ส.ค.และก.ย. ก็มีทิศทางดีขึ้น ตามการรายงานของนายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ มั่นใจว่าตามปีนี้ส่งออกได้ตามเป้า 6 ล้านตัน อย่างไรก็ตามในเดือนล่าสุดนั้นการส่งออกข้าวขยายตัว 7.35%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เป็นผลจากผลผลิตข้าวไทยเพิ่มขึ้น และเงินบาทอ่อนค่า ทำให้แข่งขันกับคู่แข่งได้ดีขึ้น จากนี้ไปได้เร่งรัดนโยบายกระทรวงพาณิชย์ให้ลุยเจรจาคู่ค้า ติดตามสถานการณ์ตลาดข้าวและผลักดันให้ซื้อข้าวไทยเพิ่มขึ้น โดยตลาดหลักที่ไทยส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้น เช่น แอฟริกาใต้ จีน เยเมน และอิรัก และชนิดข้าวที่ส่งออกเป็นบวก ได้แก่ ข้าวนึ่ง ข้าวขาว และข้าวกล้อง และคาดว่าแนวโน้มการส่งออกข้าวไทยจะดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศรายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ว่าจะเห็นได้จากสถิติการขอใบอนุญาตส่งออกข้าวของกรมการค้าต่างประเทศในเดือนสิงหาคม 2564 ที่มีปริมาณสูงถึง 831,260 ตัน เพิ่ม 133.13% และล่าสุดเดือนก.ย.2564 วันที่ 1&amp;ndash;20 มีปริมาณ 631,363 ตัน เพิ่ม 61.78% โดยตัวเลขการขอใบอนุญาตส่งออกข้าวดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงคำสั่งซื้อจากลูกค้าในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น เขาจึงคาดว่าในปีนี้ไทยจะสามารถส่งออกข้าวได้ตามเป้าที่ปริมาณ 6 ล้านตัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
สำหรับปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ข้าวไทยสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้น มาจากราคาข้าวไทยที่ปรับตัวมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับราคาข้าวจากประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนามและอินเดีย โดยเฉพาะข้าวขาวและข้าวนึ่ง โดยราคาข้าวไทยที่ปรับตัวลดลงเป็นผลมาจากผลผลิตข้าวปีการผลิต 2564/65 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 4.97% และเงินบาทที่อ่อนค่าลงจากประมาณ 29&amp;ndash;30 บาทต่อเหรียญสหรัฐในช่วงต้นปี มาอยู่ที่ประมาณ 32&amp;ndash;33 บาทต่อเหรียญสหรัฐตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิ.ย.2564 เป็นต้นมา ทำให้ช่องว่างระหว่างราคาข้าวไทยกับข้าวจากประเทศคู่แข่งลดลงและสามารถแข่งขันได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ทางด้านการทำตลาดข้าว กรมฯ ดำเนินการตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ใช้หลักการ &amp;ldquo;ตลาดนำการผลิต&amp;rdquo; โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้ร่วมมือกับทูตพาณิชย์ในฐานะเซลส์แมนประเทศ จากกรมส่วเสริมการค้าระหว่างประเทศ เร่งการเจรจา หารือ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและประชาสัมพันธ์ข้าวไทยกับคู่ค้าสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยได้ปรับรูปแบบการทำงานในสถานการณ์โควิด-19 เป็นการนัดประชุมหารือกับคู่ค้าสำคัญผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ เพื่อติดตามสถานการณ์ตลาดข้าวและเจรจาซื้อขายข้าวไทย &amp;quot; ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รายงานจากกรมการค้าต่างประเทศ ระบุด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมา ได้หารือกับคู่ค้าสำคัญแล้ว เช่น ผู้นำเข้าข้าวฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง อิรัก เป็นต้น ซึ่งจากการหารือ ทำให้ได้รับทราบถึงความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยผู้นำเข้าข้าวให้ความเห็นว่า นอกจากปัจจัยด้านราคาที่ข้าวไทยปรับตัวอยู่ในระดับที่แข่งขันได้มากขึ้นแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการนำเข้าข้าวไทย ได้แก่ คุณภาพและมาตรฐานข้าวไทยที่เหนือกว่าคู่แข่ง รวมทั้งศักยภาพของผู้ส่งออกข้าวไทยที่สามารถส่งข้าวคุณภาพดีให้ลูกค้าได้ แม้ช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้นำเข้ามีความเชื่อมั่นในการนำเข้าข้าวจากไทยมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
และยังมีแผนการจัดประชุมหารือกับประเทศคู่ค้าสำคัญอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย บังกลาเทศ จีน เป็นต้น รวมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์ข้าวไทยภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;Think Rice Think Thailand&amp;rdquo; ผ่านช่องทางออนไลน์และสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และขอให้ทูตพาณิชย์ในฐานะทีมเซลส์แมนประเทศใช้แนวคิดดังกล่าวในการประชาสัมพันธ์ข้าวไทย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรับรู้เกี่ยวกับข้าวไทยในกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117888</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์, พาณิชย์, มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, ส่งออกข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210926/image_big_61500c958af93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117258</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 11:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 11:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; ปลื้มเปิดตลาดใหม่ ตลาดเดิมสร้างยอดขายกว่า 367 ล้านบาทภายใน 2 วัน  สั่ง &#039;พาณิชย์&#039; เดินหน้าทุกแผนต่อเนื่อง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย.64 - นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้นโยบายการเพิ่มมูลค่าการส่งออกซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในช่วงวิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 โดยเน้นการรักษาตลาดเดิม เพิ่มตลาดใหม่และฟื้นตลาดเก่าให้กลับคืนมานั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด นายจุรินทร์กำชับและติดตามการดำเนินงานของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ทราบว่าดำเนินภารกิจในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อ 7-8 กันยายน 2564 ที่ผ่านมาทางสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 2 มีการดำเนินการจัดกิจกรรม&amp;quot;จับคู่ธุรกิจ&amp;quot; เปิดตลาดใหม่ขยายตลาดเติม ในภูมิภาคอเมริกา ลาตินอเมริกา ยุโรป CIS แอฟริกา และตะวันออกกลาง สามารถสร้างมูลค่าทางการค้ากว่า 367 ล้านบาทในห้วงเวลา 2 วันที่เจรจาจับคู่ ขณะที่ทีมงานทั้งในและต่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ต้องทำงานด้านการประสานงานทั้งก่อนและหลังเพื่อส่งเสริมการค้าในภาวะนี้ให้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมัลลิกา กล่าวว่า การจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์ เปิดตลาดใหม่ ขยายตลาดเดิม ในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมานั้นได้รับความสนใจจากผู้ขายชาวไทยและผู้ซื้อชาวต่างประเทศเป็นอย่างมาก ในยอดขายนั้น มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมกว่า 105 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าอาหาร อุตสาหกรรมอะไหล่รถยนต์ และสินค้าไลฟ์สไตล์ และมีนักธุรกิจในต่างประเทศสนใจเข้าร่วมเจรจาธุรกิจ 28 ราย ระหว่างกิจกรรมจับคู่ เกิดการเจรจาธุรกิจรวมทั้งสิ้น 77 คู่ จะเห็นได้ว่า โดยสินค้าที่ได้รับความสนใจและได้รับการสั่งซื้อได้แก่ อาหารสำเร็จรูป ข้าวหอมมะลิ น้ำผลไม้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องสำอาง สกินแคร์ ผลิตภัณฑ์สปา อะไหล่รถยนต์ น้ำมันเครื่องและน้ำมันหล่อลื่น และสินค้าบรรจุภัณฑ์อาหาร เป็นต้น โดยมียอดสั่งซื้อมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซาอุดิอาระเบีย รัสเซีย ไนจีเรีย สหราชอาณาจักร เคนย่า และแทนซาเนีย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ภาพรวมการส่งออกไทยไปยัง 6 ภูมิภาคดังกล่าวใน 7 เดือนแรก คือ ม.ค. &amp;ndash; ก.ค. ปี 2564 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในทุกตลาด สำหรับ ตลาดเดิม มี 2 ภูมิภาคได้แก่ ภูมิภาคอเมริกา มีการขยายตัว ร้อยละ 22.2 สินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ ยางพารา และรถยนต์และส่วนประกอบ และภูมิภาคยุโรป มีการขยายตัวขยายตัว ร้อยละ 20.9 สินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกล และรถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับตลาดใหม่ มี 3 ภูมิภาค ได้แก่ 1.ภูมิภาคตะวันออกกลาง ขยายตัวร้อยละ 12.4 โดยมีสินค้าที่ขยายตัว ได้แก่ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เคมีภัณฑ์ ยางพารา และข้าว 2.ภูมิภาคแอฟริกา ขยายตัวร้อยละ 17.9 โดยมีสินค้าที่ขยายตัว ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์สันดาป และผลิตภัณฑ์ยาง 3.ภูมิภาคลาตินอเมริกา ขยายตัวร้อยละ 93.5 โดยมีสินค้าที่ขยายตัว ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องยนต์สันดาป&amp;quot; นางมัลลิกา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้าน นายจิรกานต์ เพชรชาติ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 2 ผู้รับผิดชอบการจัดกิจกรรมข้างต้น ระบุด้วยว่า สำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 2 มีแผนการจัดกิจกรรม OBM ขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเปิดตลาดใหม่ ขยายตลาดเดิม ใน 6 ภูมิภาคดังกล่าว ตามนโยบายรัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายจุรินทร์ ได้กำหนดแนวนโยบายไว้ทั้งนี้เพื่อภารกิจด้านการนำรายได้เข้าประเทศจากการส่งเสริมการค้า และโดยเฉพาะในภาวะวิกฤตโควิด-19นี้ ภารกิจด้านการส่งออกเป็นที่พึ่งของประเทศชาติยามนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot; ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายจุรินทร์ ยังได้มีนโยบายให้ส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหม่และผู้ประกอบการ SMEsส่งออกเพิ่มเติมเพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศได้สร้างทรัพยากรด้านผู้ประกอบการ เปิดโอกาสอย่างเป็นธรรม พัฒนาศักยภาพและเพิ่มจำนวนผู้ส่งออก ซึ่งผู้สนใจสามารถสมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับข่าวสารและติดตามความเคลื่อนไหว กิจกรรมของสำนักฯ ได้ที่ www.ditp-overseas.com หรือสอบถามที่สายด่วนกรมการค้าระหว่างประเทศ 1169&amp;quot; ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 2 กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117258</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์, พาณิชย์, มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210920/image_big_614811df45772.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117139</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2021 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2021 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มัลลิกา ชู &#039;ประกันรายได้เกษตรกร&#039; ช่วยประชาชนเกือบ 8 ล้านครัวเรือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 กันยายน 2564 &amp;nbsp;เวลา 9.00 น. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าครบ 2 ปีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเมื่อ 25 กรกฎาคม 2564 ที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่ตามเงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาลและหนึ่งในนั้นคือนโยบายช่วยเกษตรกรในโครงการประกันรายได้เกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมัลลิกา เปิดเผยว่า จากการติดตามผลสรุปเชิงนโยบายของนายจุรินทร์และรัฐบาลเพื่อเดินหน้าปีที่3ของโครงการตามนโยบาย ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายสินค้าเกษตรพืช 4 ชนิด ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และยางพารา ได้เห็นชอบหลักการโครงการประกันรายได้สินค้าเกษตรและมาตรการคู่ขนาน ปี 2564/65 ในเบื้องต้นแล้ว และอยู่ระหว่างการนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว เหลือในส่วนของปาล์มน้ำมันนั้นอยู่ระหว่างการนำเสนอ คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) พิจารณาเห็นชอบ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไปเช่นกัน สำหรับผลการดำเนินโครงการประกันรายได้และมาตรการคู่ขนาน ปี &amp;nbsp;2563/64 หรือสรุปของปี2 มีเกษตรกรที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการทั้ง 5 สินค้า รวม 7.87 ล้านครัวเรือน วงเงินประกันรายได้5 สินค้า รวม 75,166.70 ล้านบาท โดยมีการโอนเงินชดเชยให้เกษตรกรแล้ว 6.964 ล้านครัวเรือน รวมเป็นเงิน 60,041.95 ล้านบาท คิดเป็น 79.88%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมัลลิกา ระบุว่า การประกันรายได้ข้าว กำหนดราคาประกันรายได้เหมือนกันทุกปี คือ ข้าวเปลือกหอมมะลิ 15,000 บาท/ตัน (ปริมาณครัวเรือนละ 14 ตัน) ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 14,000 บาท/ตัน (ปริมาณครัวเรือนละ 16 ตัน) ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 11,000 บาท/ตัน (ปริมาณครัวเรือนละ 25 ตัน) ข้าวเปลือกเจ้า 10,000 บาท/ตัน (ปริมาณครัวเรือนละ 30 ตัน) ข้าวเปลือกเหนียว 12,000 บาท/ตัน (ปริมาณครัวเรือนละ 16 ตัน) โดยมีเกษตรกรจำนวน 4.686 ล้านครัวเรือนเข้าร่วมโครงการ วงเงิน 49,509.81 ล้านบาท ซึ่งประกาศเกณฑ์กลางอ้างอิงครบแล้วทั้ง 30 งวด โดยได้โอนเงินให้เกษตรกรแล้ว 4.688 ล้านครัวเรือน จำนวน 48,177.32 ล้านบาท เป็น 97.31% ซึ่งมีการจ่ายชดเชยสูงสุดให้เกษตรกร สำหรับข้าวหอมมะลิ&amp;nbsp;&amp;nbsp;42,830.62 บาท/ครัวเรือน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 41,680.96 บาท/ครัวเรือน ข้าวเปลือกเจ้า 36,670.80 บาท/ครัวเรือน ข้าวปทุมธานี 26,674.00 บาท/ครัวเรือน และข้าวเหนียว 33,349.44 บาท/ครัวเรือน และสำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 หรือปี 3 มติคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 64 เห็นชอบโครงการโดยให้คงหลักการเดิม วงเงิน 89,306.39 ล้านบาท ก่อนนำเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป
&amp;nbsp;
มันสำปะหลัง กำหนดราคาประกัน 2.50 บาท/กก. ไม่เกิน 100 ตัน/ครัวเรือน มีการจ่ายทุกวันที่ 1 ของเดือน โดยจ่ายไปแล้ว 10 งวด จากจำนวน 12 &amp;nbsp;งวด มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 0.524 ล้านครัวเรือน วงเงิน 9,570.97 ล้านบาท โดยโอนเงินให้เกษตรกรแล้ว 0.484 ล้านครัวเรือน จำนวน 3,084.13 ล้านบาท (32.22%) ซึ่งมีการจ่ายชดเชยสูงสุดให้เกษตรกร&amp;nbsp;28,000 บาท/ครัวเรือน สำหรับโครงการประกันรายได้ ปี 3 มติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการทันสำปะหลัง (นบมส.) เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 64 ให้คงหลักการเดิม วงเงิน 6,811.28 ล้านบาท ก่อนนำเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กำหนดราคาประกัน 8.50 บาท/กก. ไม่เกิน 30 ไร่/ครัวเรือน มีการจ่ายเงินชดเชยทุกวันที่ 20 ของเดือน โดยจ่ายไปแล้ว 10 งวด จากจำนวน 12 &amp;nbsp;งวด มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 0.452 ล้านครัวเรือน วงเงิน 1,867.92 ล้านบาท โดยโอนเงินให้เกษตรกรแล้ว 0.338 ล้านครัวเรือน จำนวน 1,233.51 ล้านบาท (66.04%) ซึ่งมีการจ่ายชดเชยสูงสุดให้เกษตรกร &amp;nbsp;9,625.50 บาท/ครัวเรือน สำหรับโครงการประกันรายได้ ปี 3 มติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 64 ให้คงหลักการเดิม วงเงิน 1,863.51 ล้านบาท ก่อนนำเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป
&amp;nbsp;
ปาล์มน้ำมัน กำหนดราคาประกัน 4.00 บาท/กก. ไม่เกิน 25 ไร่/ครัวเรือน อายุ 3 ปีขึ้นไป มีการจ่ายเงินชดเชยทุกวันที่ 15 ของเดือน โดยประกาศราคาอ้างอิงแล้วจำนวน 8 &amp;nbsp;งวด มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 0.370 ล้านครัวเรือน วงเงิน 4,500.00 ล้านบาท แต่ทั้งนี้ ราคาตลาดอ้างอิงงวดที่ 1 &amp;ndash; 8 สูงกว่าราคาเป้าหมาย กก.ละ 4 บาท
จึงไม่มีการจ่ายชดเชย สำหรับโครงการประกันรายได้ ปี 3 มติคณะอนุกรรมการเพื่อบริหารจัดการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มด้านการตลาด เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 64 ให้คงหลักการเดิม วงเงิน 7,660 ล้าบาทโดยอยู่ระหว่าง นำเสนอคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.)ให้ความเห็นชอบก่อนนำเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป
&amp;nbsp;
ในส่วนยางพารา ซึ่งฝ่ายเลขาคือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น กำหนดราคาประกัน ไม่เกิน 25 ไร่ อายุ 7 ปีขึ้นไป สำหรับยางดิบ (ปริมาณ 20 กก./ไร่/เดือน) 60 บาท/กก. น้ำยางสด (DRC 100%) (ปริมาณ 20 กก./ไร่/เดือน) 57 บาท/กก. และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) (ปริมาณ 40 กก./ไร่/เดือน) 23 บาท/กก. มีการจ่ายชดเชยทุกเดือน ครบแล้วทั้ง 6 งวด มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 1.83 ล้านราย วงเงิน 10,042.82 ล้านบาท โดยโอนเงินให้เกษตรกรแล้ว 1.454 ล้านราย จำนวน 7,546.994 ล้านบาท (77.66%) ซึ่งมีการจ่ายชดเชยสูงสุดให้เกษตรกรยางแผ่นดิบ 3,610.00 บาท/ราย น้ำยางสด (DRC 100%) 14,770.00 บาท/ราย และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) 13,400.00 บาท/ราย สำหรับโครงการประกันรายได้ ปี 3 &amp;nbsp;มติคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 64 เห็นชอบในหลักการ เดิม วงเงิน 10,065.68 ล้านบาท ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวด้วยว่า นโยบายรัฐบาลด้านการประกันรายได้พืชเศรษฐกิจหลักของประเทศนั้นเพื่อให้หลักประกันเกษตรกรและเห็นผลได้ชัดในภาวะวิกฤตหากพืชเศรษฐกิจราคาตกต่ำตามกลไกตลาดเกษตรกรจะมีรายได้เป็นส่วนต่างอีกกระเป๋าหนึ่งขณะเดียวกันก็ขายตามราคาตลาดอีกกระเป๋าหนึ่ง ซึ่งกระเป๋าที่เป็นเงินส่วนต่างนั้นจ่ายตรงเข้าบัญชี ธกส.ของเกษตรกรไม่มีรั่วไหลไม่เกิดการทุจริตทำให้นโยบายนี้ได้รับการยอมรับและประเมินแล้วเกษตรกรมีความพอใจ ขณะเดียวกันเมื่อเกิดภาวะวิกตโควิด-19 รายได้ที่อยู่ในกระเป๋าเกษตรกรกลายเป็นเงินทุนหมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากช่วยประเทศชาติไว้อย่างทันท่วงทีด้วย แต่นอกเหนือจากโครงการนี้รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรยังได้ยกระดับราคาโดยใช้มาตรการเสริมด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการเสริมหรือมาตรการคู่ขนาน สินค้าข้าว ได้แก่ 1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ โดยเกษตรกรเก็บยุ้งฉาง ได้รับค่าฝากเก็บตันละ 1,500 บาท ระยะเวลา 1-6 เดือน ซึ่งเป้าหมายในปี 62/63 ปริมาณ 1.5 ล้านตัน ปี 63/64 ปริมาณ 1.82 ล้านตัน และปี 64/65 ปริมาณ 2.0 ล้านตัน 2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ซึ่งสหกรณ์ที่รวบรวมข้าว จะได้รับการชดเชยดอกเบี้ย 3% ระยะเวลา 6 เดือน เป้าหมายปีละ 1.5 ล้านตัน 3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก โดยการชดเชยดอกเบี้ย 3% ระยะเวลา 6 เดือน เป้าหมายปีละ 4 ล้านตัน นอกจากนี้ยังมีโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยสนับสนุน 1,000 บาท/ไร่ ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ โดยในปี 2563/64 มีงบประมาณวงเงินรวม 62,812.66 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สินค้ามันสำปะหลัง ได้แก่ 1) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร โดยชดเชยดอกเบี้ยให้สหกรณ์ 3% ระยะเวลา 12 เดือน เป้าหมายปี 62/63 และปี 63/64 อยู่ที่ 0.6 ล้านตัน และปี 64/65 ปรับเป้าหมายลดลงอยู่ที่ 0.2 ล้านตัน 2) โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต๊อกมันสำปะหลัง โดยชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการ 3% ระยะเวลา 6 เดือนโดยปี 63/64 และปี 64/65 เป้าหมายปีละ 6 ล้านตันหัวมันสด นอกจากนี้มีการสนับสนุนเครื่องสับมันสำปะหลัง ปี 63/64 และปี 64/65 เป้าหมายปีละ 650 เครื่อง โดยในปี 2563/64 มีวงเงินงบประมาณรวม 280 ล้านบาท
&amp;nbsp;
สินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ 1) สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตร โดยชดเชยดอกเบี้ย 3% ระยะเวลา 6 เดือน เป้าหมายปี 62/63 และปี 63/64 อยู่ที่ 0.17 ล้านตัน และปี 64/65 ปรับเป้าหมายลดลงอยู่ที่ 0.15 ล้านตัน 2) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวโพดในการเก็บสต๊อก โดยชดเชยดอกเบี้ย 3% ระยะเวลา 2-4 เดือน โดยในปี 2563/64 มีวงเงินงบประมาณรวม 60 ล้านบาท
&amp;nbsp;
สินค้าปาล์มน้ำมัน ได้แก่ 1) ผลักดันส่งออก ปี 63/64 เป้าหมาย 300,000 ตัน ส่งออก ระหว่าง ต.ค. 63 - ก.ย. 64 (อยู่ระหว่างเสนอ กนป. ขยายถึง ธ.ค. 64) ชดเชย 2 บาท/กก. โดยกำหนดเงื่อนไขการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ดังนี้ ปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์ม ต้องมากกว่า 300,000 ตัน และราคา CPO ในประเทศต้องสูงกว่าราคา CPO ตลาดโลก &amp;nbsp;สำหรับปี 64/65 คงหลักการเดิม เป้าหมาย 150,000 ตัน ส่งออกระหว่าง ม.ค.-ก.ย. 65 วงเงิน 300 ล้านบาท (อยู่ระหว่างเสนอ กนป.) 2) ติดตั้งมิเตอร์น้ำมันปาล์ม (ถังเก็บขนาด 1,000 ตันขึ้นไป) จำนวนไม่น้อยกว่า 469 ถัง กำหนดแล้วเสร็จ ก.พ. 65 โดยในปี 2563/64 มีวงเงินงบประมาณรวม 600 ล้านบาท
&amp;nbsp;
สินค้ายางพารา ได้แก่ 1) สนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการยาง ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยาง ผู้ประกอบการไม้ยางและผลิตภัณฑ์ โดนชดเชยดอกเบี้ย 3% ต่อปี วงเงินชดเชยรวมไม่เกิน 1,950 ล้านบาท วงเงินกู้ 65,000 ล้านบาท และ 2) สนับสนุนสินเชื่อให้สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง จาก ธ.ก.ส. (วงเงินกู้รวม 10,000 ล้านบาท) โดยมีงบประมาณวงเงิน 11,950 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตร โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ได้รับความไว้วางใจจากนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เดินหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกรต่อไปเป็นปีที่ 3 ทีมประกันรายได้ซึ่งกระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายในเป็นฝ่ายเลขาในการดูแลพืชเกษตร4 ชนิดมีนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน รับผิดชอบ ส่วนกระทรวงเกษตรฝ่ายเลขาคือการยาง มีนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย รับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการจัดสรรงบประมาณนั้นมีการกำชับให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฏหมายและสุจริตโปร่งใสสำหรับงบประมาณที่จัดสรรไว้หากช่วงใดที่ราคาพืชเกษตรตามกลไกตลาดสูงกว่าการประกันรายได้จะไม่มีการได้จ่ายส่วนต่าง ดังนั้นงบประมาณเหล่านั้นก็จะไม่ได้ใช้งบก็จะตกเป็นงบประมาณแผ่นดินต่อไป แต่หากฤดูกาลใดในปีนั้นพืชผลซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักราคาตกต่ำกระทบกับเกษตรกรจำนวนมากก็ต้องคิดเงินส่วนต่างจ่ายตรงให้เกษตร คือใช้งบตามกลไกการประกันรายได้ ซึ่งโครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนและตั้งแต่นายจุรินทร์เข้ามาบริหารงานร่วมกับรัฐบาลนี้หลังการเลือกตั้งครั้งที่แล้วทำให้ราคาพืชผลเกษตรยกระดับสูงขึ้นแม้จะฝากภาวะวิกฤตหลายวิกฤตในรอบ 2 ปีก็ตาม เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่โครงการได้รับเสียงปรบมือจากเกษตรกรและหลายฝ่าย ดิฉันถือนายจุรินทร์เป็นผู้นำทางด้านการประกันรายได้ช่วยเกษตรกรร่วม 8 ล้านครัวเรือน และเมื่อลงพื้นที่ก็ได้รับการตอบรับจากเกษตรกร &amp;quot; นางมัลลิกา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117139</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เ, ประกันรายได้เกษตรกร, มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, เฉลิมชัย ศรีอ่อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210919/image_big_6146a5d472c3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112055</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2021 13:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2021 13:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; กำชับ ดึงประโยชน์ FTA ช่วยผู้ประกอบการส่งออก ลดต้นทุนการผลิต-การส่งออก นำรายได้เข้าประเทศ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค.64 - นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดตามนโยบายด้านเขตการค้าเสรี หรือ Free Trade Area หรือ FTA ที่ประเทศไทยได้ประโยชน์ทั้งนี้เพื่อประกอบเป็นฐานข้อมูลสำหรับผู้ส่งออกในการหาตลาดที่เป็นประโยชน์และลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการส่งออกได้นับจากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมัลลิกา กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศที่ไทยมี FTA กับ 18 ประเทศ โดยในปี 2563 มีการค้ากับประเทศที่มี FTA รวม &amp;nbsp;276,005 ล้านเหรียญสหรัฐ(ประมาณ 8,044,703 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 63 ของการค้าไทยกับทั้งโลก สำหรับในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2564 คือระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2564 การค้าของไทยกับประเทศคู่ FTA มีมูลค่ารวม 167,372 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 5,297,055 ล้านบาท) ขยายตัวร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 เป็นการส่งออกไปประเทศคู่ FTA มีมูลค่ารวม 81,961 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว ร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมการค้ามีการขยายตัวในประเทศที่มีการทำ FTA โดยเฉลี่ยประมาณ 150-200% ในขณะที่ประเทศที่ไม่มี FTA มีการขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 50-100%โดยการใช้สิทธิประโยชน์ผ่าน FTA ในปี 2563 มีมูลค่า 58,077.19 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 76.5 ของการส่งออก ที่ได้รับสิทธิ FTA&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2564 คือ มกราคม-เมษายน 2564 มีการขอใบรับรองเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกด้วย FTA มูลค่า 23,082.45 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ ร้อยละ 74.91 ของมูลค่าการส่งออกของรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิ FTA &amp;nbsp;เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2563 ร้อยละ 18.09 และประเทศที่ไทยมีมูลค่าการส่งออกภายใต้สิทธิ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อาเซียน จีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินเดีย&amp;quot; นางมัลลิกา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายจุรินทร์ กำชับให้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ให้ข้อมูลผู้ประกอบการทุกระยะเพื่อได้ใช้ประโยชน์ทางการค้าและเพิ่มตลาดส่งออกที่สำคัญ โดยในช่วงที่ผ่านมานายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันเรื่องนี้ในฐานะประธานการประชุมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ Regional Comprehensive Economic Partnership หรือ RCEP ระหว่าง 15 ประเทศ ประกอบด้วยกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ และบวกอีก 5 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยที่ถือว่าเป็นความตกลงทางหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่า GDP 1 ใน 3 ของโลกและมีประชากรรวมกัน 1 ใน 3 ของโลก ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากในการเปิดการค้าเสรีเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยให้ห่วงโซ่มูลค่าการผลิตโลกเพิ่มสูงขึ้น ในส่วนนี้คาดว่าจะเริ่มต้นได้ในต้นปี 2565 จึงอยากเชิญชวนให้ภาคเอกชนใช้ประโยชน์จากความตกลง RCEP โดยสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าใช้บริการของ RCEP Center ที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยสอบถามข้อมูลผ่าน Call Center ที่หมายเลข 02-507 -7555 รวมทั้งสามารถสืบค้นข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่ www.dtn.go.th และเว็บไซต์ของกระทรวงพาณิชย์ที่ www.moc.go.th&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112055</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์, พาณิชย์, มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210803/image_big_6108e50062399.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 09:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039;สั่งลุยส่งออกสินค้าเมกะเทรนด์ อาหารแปรรูป-ดิจิทัลคอนเทนต์-สินค้ารักษ์โลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค. 2564 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำแผนเร่งรัดการส่งออกสินค้าที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ของโลกให้มากขึ้น เพราะถือเป็นอนาคตของการส่งออกของไทย และเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง สามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และทำเงินเข้าประเทศได้ดีกว่าการส่งออกสินค้าขั้นปฐมเพียงอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าที่ต้องส่งเสริมและพัฒนาเพิ่มขึ้น ได้แก่ สินค้าไลฟ์สไตล์ ที่พัฒนามาจากวัสดุเหลือใช้ หรือผลผลิตเหลือใช้ทางการเกษตร และขยะคุณภาพดีจากแหล่งอุตสาหกรรม ที่นำมาแปรรูปและออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เชิงสร้างสรรค์ สินค้าในกลุ่มอาหารแปรรูป เกษตรแปรรูป และสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร ที่ได้รับการพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (circular packaging) เพื่อตอบโจทย์เทรนด์เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) โดยต้องดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมด้านการตลาด ผ่านการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้และสร้างภาพลักษณ์สินค้า BCG ของไทยในตลาดต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ให้เน้นอาหารอนาคต (future food) ซึ่งประกอบด้วย 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.อาหารฟังก์ชั่น (functional food) 2.อาหารนวัตกรรมใหม่ (novel food) 3.อาหารทางการแพทย์ (medical food) และ 4.อาหารอินทรีย์ (organic food) เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคในด้านต่างๆ เช่น การเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เพื่อโภชนาการเฉพาะบุคคล เพื่อสุขภาพจิตที่ดี เพื่อโภชนาการรูปแบบใหม่ที่ไม่บริโภคอาหารที่มาจากเนื้อสัตว์ (Plant-based) และอาหารผู้สูงอายุ เป็นต้น โดยมีตลาดส่งออกเป้าหมายหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ต้องให้ความสำคัญกับอาหารมังสวิรัติ ที่มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดอินเดีย สินค้าฮาลาล ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแค่อาหาร แต่ให้รวมถึงสินค้าแฟชั่นและเครื่องนุ่งห่ม เครื่องสำอาง โดยมีตลาดเป้าหมายในกลุ่มประเทศมุสลิม เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซาอุดิอาระเบีย อียิปต์ UAE เป็นต้น และตลาดในประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม แต่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่มาก เช่น อินเดีย จีน รัสเซีย เป็นต้น รวมถึงสมุนไพร เครื่องสำอาง ที่กำลังเติบโตดี โดยมีตลาดเป้าหมาย เช่น จีน เวียดนาม รัสเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมัลลิกากล่าวว่า ธุรกิจบริการ ให้เน้นความสำคัญกับการส่งเสริมธุรกิจบริการมูลค่าสูง ได้แก่ บริการสุขภาพ เช่น สปา โรงพยาบาล คลินิกเฉพาะทาง ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ดิจิทัลคอนเทนต์ เช่น เกม คาแรคเตอร์ ซอฟต์แวร์ โซลูชัน แอนิเมชัน โฆษณา โพสต์ โปรดักชัน ภาพยนตร์และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นแหล่งเอ้าท์ซอสงานระดับสูง และเป็นผู้นำด้านไอพีของตลาดเอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับธุรกิจบริการอื่นๆ ให้เน้นบริการด้านการศึกษานานาชาติ ธุรกิจแฟรนไซส์ บริการสิ่งพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ สตาร์ทอัป ก่อสร้าง อีเวนต์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งและผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจ Trade Supporting Services ในภูมิภาคอาเซียน และโลจิสติกส์ โดยส่งเสริมผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไทยมีความโดดเด่น โดยให้เน้นร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai Select ด้วยการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ตรา Thai Select และกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับร้านอาหาร Thai Select ในต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และใช้ร้านอาหารไทยเป็นช่องทางในการส่งออกสินค้าวัตถุดิบอาหารไทยและเครื่องปรุงรส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์โควิด-19 ให้เร่งรัดผลักดันการส่งออกต่อไป เช่น สินค้าเกษตร และอาหาร ทั้งอาหารคน และอาหารสัตว์เลี้ยง สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน และสินค้าที่เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและเพื่อสุขภาพและอนามัย รวมถึงสินค้าที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เช่น ชิ้นส่วนอุปกรณ์และส่วนประกอบยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรกลการเกษตร สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110272</URL_LINK>
                <HASHTAG>การผลักดันการส่งออก, การส่งออก, มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, สินค้าเมกะเทรนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200318/image_big_5e722792343bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103068</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2021 12:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2021 12:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 21,071 ครัวเรือนรอรับพาณิชย์พร้อมจ่ายประกันรายได้ข้าวโพด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พฤษภาคม 2564 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากนโยบายประกันรายได้เกษตรกร โดย นายจุรินทร์ &amp;nbsp;ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดมีประกาศคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; เรื่องกำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยนายจุรินทร์ ให้แจ้งเกษตรกรทราบว่าราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2563/64 งวดที่ 7 สำหรับเกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีวันเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 &amp;ndash; 31 พฤษภาคม 2564 และมีกำหนดเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน - 19 พฤษภาคม 2564 มีสิทธิได้รับการชดเชยส่วนต่าง รอบจ่ายเงินวันที่ 20 พฤษภาคม 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ชนิดเมล็ดความชื้น ไม่เกิน 14.5% กิโลกรัมละ 8.46 บาท ส่วนต่างชดเชยได้กิโลกรัมละ 0.04 บาท ได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 855.60 บาท โดยมีเกษตรกรได้รับชดเชย ตามข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตรงวดนี้ จำนวน 21,071 ครัวเรือน 31,914 แปลง 137,433 ไร่ &amp;quot; นางมัลลิกา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าโครงการประกันรายได้ปี2 คือโครงการ 2563 / 2564ในพืชเกษตร 5 ชนิด ทั้ง ข้าว มันสำปะหลังยางพารา ปาล์ม และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รัฐยังเดินหน้าอย่างเต็มที่ทำให้เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 7.6 ล้านครัวเรือนมีหลักประกันและโครงการนี้ก็มั่นคงโดยเฉพาะในภาวะวิกฤติโควิด-19 เกษตรกรยังมีทางรอดด้วยหลักของโครงการประกันรายได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103068</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, นโยบายประกันรายได้เกษตรกร, ประกันข้าวโพด, มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a0af92b14f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102195</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2021 13:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2021 13:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอกาสในภาวะวิกฤติ! พาณิชย์ชูนโยบาย &#039;จุรินทร์&#039; นำเจาะตลาดต่างประเทศ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค.64 - &amp;nbsp;นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากรายงานความเคลื่อนไหวตลาดต่างประเทศของสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ตามนโยบาย นายจุรินทร์ &amp;nbsp;ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สรุปได้ว่า ระหว่างและหลังจากสถานการณ์ Covid-19 พฤติกรรมผู้บริโภคทุกประเทศเปลี่ยนไป จึงมีข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการไทยทั้งเก่าใหม่และสตาร์ทอัพ เพื่อวางแผนให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละประเทศซึ่งเป็นเป้าหมายการส่งออกสินค้า เช่น โอกาสของผู้ที่ทำธุรกิจด้านความคิดสร้างสรรค์สามารถเติบโตได้ในไต้หวัน เนื่องจากผู้บริโภคชาวไต้หวันให้ความสำคัญกับคุณค่าและความคิดสร้างสรรค์เพราะมีส่วนส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จในการยกระดับตัวเองจากการเป็นผู้ผลิตแบบ OEM (Original design Manufacturer) ที่มีบริการด้านการออกแบบและต่อยอดไปสู่ Original Brand Manufacturer ซึ่งเป็นการพัฒนาสู่การทำแปลงของตนเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอกาสของตลาดชาและกาแฟในประเทศมาเลเซีย เนื่องจากยอดขายชาภายในประเทศมาเลเซียเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 และชาดำเป็นที่นิยมบริโภคและแนวโน้มให้ความสนใจสินค้าเพื่อสุขภาพมากขึ้นเช่น ชาน้ำตาลต่ำ ชาที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ชาเขียว ชาผลไม้ นอกจากนี้ที่มาเลเซียยังมีมาตรการภาษีซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ จะเป็นตลาดและโอกาสของเทรนด์ธุรกิจออนไลน์เนื่องจากมีการตั้งธุรกิจใหม่เกิดขึ้นจำนวนมากและมีผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพของฟิลิปปินส์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมจึงสามารถที่จะเข้าร่วมทำการค้าและสร้างโอกาสเจาะตลาดได้ นอกจากนี้เทรนด์ของผู้บริโภคชาวฟิลิปปินปัจจุบันยอมจ่ายเพื่อแลกกับความสะดวกยิ่งขึ้น ดังนั้นการขยายตลาดในช่องทางเดิมจะลำบาก สำหรับประเทศอินเดียแม้จะเจอภาวะวิกฤตโควิด-19 ค่อนข้างหนัก แต่ผู้บริโภคซึ่งเป็นประชากรกลุ่มชนชั้นกลางในอินเดียกว่า 55% กำลังขยายตัวทำให้เติบโตทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ประชากรโดยเฉลี่ยมีอายุน้อยกว่าประเทศใหญ่อย่างจีนและสหรัฐอเมริกาและคาดการณ์กันว่าชนชั้นกลางอินเดียจะมีจำนวนมากที่สุดในโลกภายในปี 2568 และอินเดียมีขนาดประเทศใหญ่ประชากรกว่า 1.38 พันล้านคนมากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน โอกาสนี้จะเป็นของผู้ประกอบการด้านสินค้าและบริการ เพราะตรงกับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาลอินเดีย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา กลุ่มคนเอเชียน-อเมริกัน เป็นพลังซื้อลูกใหม่ที่น่าจับตามองโดยข้อมูลสำมะโนประชากรของสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 2543-2562 อเมริกันเชื้อสายเอเชียเติบโตเร็วมากโดยร้อยละ 56 อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก เท็กซัส นิวเจอร์ซี และรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งรายงานของสถาบัน &amp;nbsp;Pew Research Center ระบุว่ากำลังซื้อผู้บริโภคเอเชียน-อเมริกันล่าสุดรวม 17.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คือเพิ่มขึ้นเกือบ 100% เมื่อเทียบกับปี 2542 และจะเพิ่มขึ้นอีก โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศประจำนครชิคาโก ระบุว่าเป็นโอกาสของสินค้าไทยในการบุกตลาดนี้โดยเฉพาะประเภทอาหาร เช่น ข้าวหอมมะลิ น้ำปลา บะหมี่สำเร็จรูป และสินค้าที่เข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตตามเทรนด์ เป็นต้น ส่วนที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ จะเป็นโอกาสเกี่ยวกับการส่งออกพัสดุจากไทย เช่น ชิปบอร์ด พลาสติก และชิ้นส่วนจักรยานยนต์เพราะมีดัชนีที่วัดการผลิตของที่นั่นว่ามีความต้องการเพิ่ม ที่ประเทศอิตาลี เยอรมนี เดนมาร์ก อียิปต์ ก็จะเป็นโอกาสของสินค้าทางเลือกแนวใหม่ New normall ปลาทูน่ากระป๋อง cargo-bike กลุ่มผู้บริโภค Gen Z เช่นสินค้าอาหาร สินค้าบำรุงผิว สินค้าเพื่อสุขภาพ อุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าที่มีใบรับรองมาตรฐานสากล เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นอกจากนี้ยังมีตลาดอื่นทั้งตลาดเดิม ตลาดเก่า ตลาดใหม่ ที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ให้นโยบายในการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปิดโอกาสให้กับการส่งออกของไทยท่ามกลางภาวะวิกฤติโรคระบาดและปรับแผนกลยุทธ์เพื่อโอกาสหลังวิกฤติ โดยจะได้รายงานให้ผู้ประกอบการและประชาชนทราบอย่างต่อเนื่องต่อไปสำหรับในทุกตลาด และหลักใหญ่ใจความสำคัญคือการปรับตัวใช้เครื่องมือทางการสื่อสารและการค้าโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีและการเจรจาออนไลน์ โดยกระทรวงพาณิชย์ปัจจุบันทำงานเป็นทีมโดยปรับวิธีเน้นการเจรจาออนไลน์และจัด Online Business Matching ประชาชนและผู้ประกอบการทุกระดับสามารถติดตามทางเว็บไซต์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ได้ตลอดเวลาเพื่อติดตามความคืบหน้าหรือการลงทะเบียนเข้าร่วมทุกโอกาส&amp;quot; นางมัลลิกา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102195</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์, พาณิชย์, มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_6087e6ea537f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
